ผมบรรยายความรู้สึกไม่ได้ทุกครั้งที่รู้ว่ากำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่น มันเหมือนการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แล้วรู้ว่าเราจะได้ไปสวนสนุกหรือที่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ทุกๆ ปีช่วงสงกรานต์ผมและภรรยามักจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวภรรยาที่นาโกย่า แต่ทริปสงกรานต์ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะผมชวนเชฟหนุ่ม เชฟรุ่นพี่จากร้าน Samuay & Sons แห่งอุดรธานี ร่วมเดินทางไปกับเรา

ผมมีเพื่อนชื่อ Kan Morieda เป็นเชฟและเจ้าของร้าน Salmon & Trout ที่เมืองโตเกียว Kan ชวนผมและเชฟหนุ่มไปร่วมทำอาหารที่ร้านเขา โดยการ Foraging หรือการเก็บวัตถุดิบจากป่ามาทำอาหาร

วันแรกเราเดินทางตรงไปยังเมืองนาโกย่าเพื่อไปเยี่ยมครอบครัว เมื่อไปถึงเราประเดิมทริปอาหารด้วยการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เริ่มจากร้านที่ขายเบนโตะที่มีพนักงานบริษัทจากละแวกนั้นต่อคิวกันยาวเหยียด จนไปถึงร้านเนื้อย่างที่มีเนื้อสารพัดชนิดให้เลือก ต่อมื้อเย็นที่ร้านยากิโทริที่เมืองอินาซาวะ กินกันแบบที่บอกได้เลยว่าเป็นวันแรกที่อิ่มมากกกก

จากนาโกย่าเราต้องไปหาเชฟ Kan เจ้าภาพของทริปนี้ที่โตเกียว และออกเดินทางจากโตเกียวไปยังนากาโนะทันทีในเวลาตี 3 โดยมีคุณโชตะที่เป็น Sommelier กับเชฟโคจิ เชฟอีกคนหนึ่งของร้าน Salmon & Trout เป็นคนนำทางและขับรถให้ และใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 5 ชั่วโมงในการเดินทาง

เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ

เมื่อไปถึง เราได้เจอคุณนากาตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านผักและพืชพันธุ์ท้องถิ่นที่สามารถนำไปทำอาหารได้ คุณนากาตะเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยหาพืชผักท้องถิ่นให้ร้านอาหารดังหลายร้านในโตเกียว และให้ร้านอย่าง Noma ตอนที่ทีม Noma มาทำร้านอาหารพิเศษชั่วคราว (Pop Up Restaurant) ที่ญี่ปุ่นคราวก่อน

ก่อนที่พวกเราจะขึ้นไปบนเขา คุณนากาตะได้ขอไว้ว่าอย่าบอกและแชร์สถานที่ที่เราไปเก็บของป่ากัน เพราะไม่อยากให้คนเข้ามาเยอะจนมันถูกทำลาย

เดินป่า Foraging

เรามีโอกาสไปเยี่ยมป่าในหลายๆ จุดของภูเขาที่ใกล้เคียงกัน และสังเกตว่าคุณนากาตะมักจะเจอผักหรือพืชพันธุ์ที่กินได้เกือบทุก 5 นาที ตลอดเวลาที่เราเดินป่าก็เจอพืชพันธุ์หลายชนิดที่น่าสนใจมาก เช่น ผักคาทาคุริ (Katakuri) เป็นผักที่กินได้เกือบทั้งต้น มีดอกสีม่วง รสชาติกลาง (Neutral) เหมือนผักโขม แต่มันกว่า อุโดะ (Udo) คุณนากาตะเรียกมันว่า Wild Asparagus ที่มีรสชาติและสัมผัสเหมือนหน่อไม้ฝรั่งแต่ยังมีความขมปนหวานอยู่ด้วย
เซริ (Seri) หรือ Japanese Parsley จะมีกลิ่นพาร์สลีย์ที่แรงอยู่ แต่พอชิมแล้วจะให้รสชาติพาร์สลีย์ที่นวลและเบา ไม่กลิ่นแรงเหมือนพาร์สลีย์

พืชหลายชนิดที่พวกเราเก็บมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของมันเองทั้งนั้น และมีบางชนิดที่สามารถหาได้ในประเทศไทยด้วย

พืช ผัก

Foraging

เราเดินป่าเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง เก็บพืชพันธุ์ที่กินได้มามากกว่า 20 ชนิด แต่ไม่ใช่ว่าเราเจอผักอะไรเราก็เด็ดเลยทันที คุณนากาตะสอนพวกเราในเรื่องการเก็บและตัดพืชพันธุ์อย่างถูกวิธีด้วย อย่างเช่นผัก Fiddle Head คล้ายผักกูด แต่จะมีหัวเป็นจุกๆ เนื้อคล้ายบรอกโคลี จะมีอยู่ช่อละประมาณ 8 – 15 จุก เวลาที่จะเด็ด นากาตะจะบอกให้เราเด็ดแค่ครึ่งหนึ่งของช่อ ห้ามเด็ดหมด เพื่อจะได้ให้มันขยายพันธุ์ได้ต่อไป

พืชบางชนิดคุณนากาตะกำชับว่าอย่าถอนทั้งราก ให้เด็ดเฉพาะยอดที่แตกออกจากกิ่งแรกเหมือนเวลาเก็บยอดใบชา เพื่อให้มันแตกหน่อต่อได้

ผัก

เมื่อเสร็จจากภารกิจแรก เราก็เดินทางไปที่ตลาดปลาใกล้เคียงต่อเพื่อหาวัตถุดิบมาเพิ่มเติ่มในมื้อค่ำ ปลาและตลาดของเขาดูสะอาดและมีระบบที่ดีมาก มีปลาหลายชนิดที่ผมไม่เคยเห็น มีหลายตัวที่เป็นปลาท้องถิ่นและมันก็ไม่ใช่ปลาแพงๆ ที่มีราคาสูงอย่างเช่นทูน่า แต่เขาจัดแผงปลาโดยทำให้ปลาพวกนี้ดูเป็นของมีค่าขึ้นมา

ผัก ผัก ผัก ผัก

เราเดินทางกลับไปโตเกียวในเย็นวันนั้นเพื่อจะเตรียมตัวสำหรับงานดินเนอร์พิเศษที่จะจัดขึ้นที่ร้าน Salmon & Trout

และนี่คือเมนูทั้งหมดที่ทำขึ้นจากวัตถุดิบที่เราได้ไปเดินเก็บในป่ากันมา

 

Amuse Bouche

Amuse Bouche

Raw Oyster | Peanut Curry | Cucumber Leafs | Rice Wine Vinegar

หอยนางรมสดจากตลาดในพื้นที่ แล้วก็ทำซอสแกงที่มีถั่วลิสงให้มีรสชาติที่ทำให้คิดถึงซอสสะเต๊ะ แล้วเราก็ใช้ใบที่เก็บมาได้ที่มีรสชาติเหมือนแตงกวา เราเลยทำน้ำส้ม Rice Wine รสชาติหวานเปรี้ยว นำมารวมกับใบแตงกวาแล้วให้รสชาติออกมาเหมือนอาจาด

 

ลาบ

Wild Deer Tartare with Toasted Rice and Chili Vinaigrette. Mountain Bitter Leaf

ลาบก้อยกวางกับใบผักโขม

 

กุ้งย่าง

Charcoal Grilled Local Red Prawn ‘Ama Ebi’ with Pine Tree, served with Prawn Head Emulsion & Pickled Pine Sprouts

กุ้งแดงย่างกับต้นสน ซอสหัวกุ้งกับยอดต้นสนดอง

 

ปลาปักเป้า

Fugu 2 ways,

Thai Style Sour Curry with Fugu Broth, Pepper Leaf (Left )

แกงส้มปลาปักเป้า

Thai Style Fugu Skin Salad with Roasted Chili Vinaigrette, and Vegetable Stems

ยำหนังปลาปักเป้ากับก้านผักป่า

 

อาหาร

Main course

(Left) Steamed Black Bass with Blanched Mountain Vegas Served with (Middle) Spicy Sato Lee Coconut Relish. (Right) Geoduck and Clam Curry with Katakuri

(ซ้าย) ปลากะพงญี่ปุ่นนึ่งกับผักป่าลวก เสิร์ฟคู่กับ (กลาง) หลนกากสาเกกับกะทิ (ขวา) แกงคั่วหอยงวงช้าง กับใบผักป่า

 

หมูอบ

Slow Cooked Pork Loin with Black Garlic Jus | Oyster Leafs, Mountain Asparagus and Broccoli

หมูสันในอบอุณหภูมิต่ำ เสิร์ฟกับซอสกระเทียมโทนดำและผักบรอกโคลีกับหน่อไม้ป่า

 

สตรอว์เบอร์รี่

Pre-Dessert Course

Fresh Strawberry | Fermented Peach | Pandanus Granita | Crispy Shallots |

สตรอว์เบอร์รี่สดเสิร์ฟกับลูกพีชหมัก น้ำแข็งไสกลิ่นใบเตย หอมเจียว

 

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทริปนี้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลเรื่องผัก พืชพันธุ์ ของญี่ปุ่น แต่เป็นแนวทางที่เขาคิด ที่จะรักษาสิ่งที่เขามีอยู่และใช้อย่างรู้คุณค่า ใช้อย่างพอเพียง เพื่อที่จะอนุรักษ์มันไว้ ไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์ต่างๆ หรือสัตว์ทะเล สิ่งเหล่านี้มาจากการที่คนญี่ปุ่นเป็นคนที่คิดถึงผู้อื่นและคิดถึงภาพรวมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาหรือไม่ และทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน

อย่างเช่นข่าวที่เขาซ่อมถนนที่พังจากแผ่นดินไหวในเวลา 1 – 2 วัน เพราะกลัวว่าคนอื่นจะดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปไม่ได้ และเรืี่องขยะที่เขาจัดระเบียบแล้วทุกคนทำตามเป็นอย่างดี เพราะเขาคิดว่าการดูแลรักษาความสะอาดของเมืองไม่ใช่งานของใครคนหนึ่ง แต่เป็นงานของส่วนรวม

ผมอยากจะเห็นคนไทยไม่เพียงแค่พูด แต่ทำเพื่อผู้อื่นและส่วนรวมมากกว่านี้ บ้านเราก็มีของหลายอย่างที่ดี ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงพืชพันธุ์และอาหารทะเลต่างๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่หลายครั้งที่ผมคิดว่าทำไมคนไทยต้องให้คนภายนอกมาเห็นคุณค่าความเป็นไทยในของที่เรามีมานาน ก่อนที่เราจะเห็นคุณค่าของมันเอง สำหรับผมแล้วนี่เป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องเห็นคุณค่าของมัน รู้จักใช้ และช่วยกันรักษาสิ่งที่มีค่าและควรมีค่าสำหรับคนไทย

Writer & Photographer

เชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ

Executive Chef แห่ง80/20 ชอบเดินทางเพื่อศึกษา ตามหาวัตถุดิบท้องถิ่นมานำเสนอเป็นอาหารในมิติใหม่ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในช่วงหลายปีมานี้ หลายธุรกิจเล็กใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด และนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานและพัฒนาทุก ๆ โครงการเรื่อยมา

“เราอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้คน ชุมชน และสังคมที่เราอยู่” คุณโอ-ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บอกทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้น ทำให้รู้ว่าการปรับแบรนด์ดิ้งขององค์กร บนแนวคิด Imagining better futures for all ไม่ได้แค่เพียงเปลี่ยน Identity ใหม่ให้สะดุดตาและเข้าถึงท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ตอกย้ำหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 40 ปี นับแต่วันแรกที่ คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ตั้งใจจะทำศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยเพื่อคนไทย

“ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และคนไทยทุกคน คือสิ่งสำคัญมาตั้งแต่วันแรก” และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานหรือริเริ่มโครงการใหม่ทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิต คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา หากผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนจะดีขึ้น เมืองจะดีขึ้น และประเทศก็จะดีขึ้น

PURPOSE

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาโครงการแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

เวลาล่วงเลยไป 40 ปี นอกจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่อยู่ในใจคนไทยแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังขยายเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์การค้าเป็นธุรกิจหลัก 37 แห่ง รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัย 22 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง และออฟฟิศชั้นนำอีก 10 แห่ง

“บริษัทเรายึดมั่นและดำเนินการในเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแน่วแน่มาโดยตลอด ที่จะทำให้มาตรฐานคุณภาพชีวิตให้คนและชุมชน รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้”

คุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับเซ็นทรัลพัฒนา คือ การสร้างสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความสัมพันธ์ ให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่นให้เติบโตร่วมกัน สร้างอาชีพและรายได้ ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด จ้างตำแหน่งงานที่ทำงานใกล้บ้านและชุมชนของตัวเองได้

คุณโอเล่าต่อว่า บริษัทเติบโตขึ้นทุกวัน มีธุรกิจในเครือเกิดขึ้นใหม่มากมาย มีพนักงาน ผู้ประกอบการ และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่ชัดเจน ด้วยเป้าหมายที่สร้างอิมแพคให้กับประเทศมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านแคมเปญแบรนด์ดิ้งให้นักลงทุน คู่ค้า พนักงาน และลูกค้า เห็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน และใช้โอกาสครบรอบ 40 ปีปรับเปลี่ยน Brand Identity ของบริษัท คือ เซ็นทรัลพัฒนา รวมถึงโลโก้ของแต่ละสาขาด้วย

IDENTITY

“ผมภูมิใจที่เราตั้งใจทำสิ่งนี้มาตลอด 40 ปี”

ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป และเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาเนิ่นนาน

“ผมว่าทุกคนสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่หรือเล็ก บางคนมีส่วนร่วมได้ แต่ถ้าคุณเป็นองค์กรใหญ่ ก็ควรจะสร้างอิมแพคได้มากและนาน”

Imagining better futures for all คือแนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนาในวันนี้

อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน คือการได้ส่งต่อโอกาสให้กับคน สร้างสถานที่ดี ๆ ให้ชุมชน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพการใช้ของทุกชีวิตในสังคม

FOR EVERYONE

นับแต่วันแรก เซ็นทรัลพัฒนา พัฒนาพื้นที่และประสบการณ์ที่สร้างความสุขให้กับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย​และมีคุณค่า​ พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต ทำงาน พบปะ เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์​แห่งความสุขร่วมกัน

“โดยการพัฒนาศูนย์การค้าของเรา เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการ​ของลูกค้าทุกแห่ง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ​รวมไปถึงการผสมผสานส่วนผสมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น และร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น”

หากยกตัวเลขให้เห็นภาพมากขึ้น เซ็นทรัลพัฒนามีส่วนช่วยสร้างเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานมากกว่า 150,000 ตำแหน่ง รวมถึงการให้พื้นที่ศูนย์การค้า เปิดตลาดเพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำโซน Hug Thai ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ และตลาดจริงใจของโครงการเซ็นทรัลทำ (Central Tham) ซึ่งอยู่ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มต้นจากการช่วยเกษตรกรขายผัก ผลไม้ ส่วนหนึ่งขายในท้องถิ่น อีกส่วนกระจายไปทั่วประเทศโดยเซ็นทรัลฟู้ดรีเทล และมีช่องทางการขายที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศ

ภายในองค์กรยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสากล ทั้งเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ความเท่าเทียม และความแตกต่าง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนามีพนักงานหลากหลาย ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือความบกพร่องทางร่างกาย และที่ผ่านมาก็มีผู้บริหารระดับสูงหลายท่านเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับ คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ ซีอีโอหญิงคนปัจจุบัน

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญ เหมือนที่คุณโอบอกว่า “คนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราจะเป็นแบรนด์ที่ดีได้ ก็ต่อเมื่อเราใส่ใจในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม”

เซ็นทรัลพัฒนาตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นองค์กร Mixed-use Developer รายแรกที่เข้าสู่ Net Zero Carbon Emission ให้ได้ภายในปี 2050 โดยมีแผนงานโร้ดแม็ปลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษจากธุรกิจสุทธิเป็นศูนย์ ในธุรกิจศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ผ่านการลดการใช้พลังงานให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดการใช้ CFC และสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือ Clean Energy  ให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกโครงการให้ได้ถึง 1 ล้านต้นโดยเร็วอีกด้วย

LOGOS

หลังจากเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็น CPN เมื่อหลายปีก่อน เซ็นทรัลพัฒนาเลือกที่จะกลับมาใช้ชื่อเต็มเป็น Central Pattana อีกครั้ง เพราะคำว่า ‘พัฒนา’ คือดีเอ็นเอที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังนำเลขไทยมาใช้เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของภาษา แสดงถึง Local Spirit ได้ดี

ถ้าก่อนหน้านี้ผู้อ่านได้เห็นข่าวเปิดตัวโลโก้ใหม่ของทุกทั่วประเทศ และเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า ‘พลาซา’ หรือ ‘เฟสติวัล’ ให้เป็นชื่อเรียกตามที่คนในชุมชนเรียกกัน อย่างเซ็นทรัลเชียงใหม่ เซ็นทรัล อุบล หรือเซ็นทรัล นครศรี

การรีแบรนด์เซ็นทรัลพัฒนาที่ตั้งใจเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างอนาคตที่ดีขึ้น

“เพราะเราเชื่อเรื่อง Customer Champions เรายกให้ลูกค้าเป็นหัวใจในการทำงาน ในการพัฒนาโครงการอะไรก็ตาม เราจะเริ่มต้นที่ลูกค้าเสมอ

“แม้แต่โลโก้ของแต่ละสาขา ก็มาจากแนวคิดที่แสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของท้องถิ่น นำมาผสมกับความเรียบและโมเดิร์น เราอยากให้คนท้องที่ภูมิใจกับเมืองของเขา”

โฉมใหม่ของโลโก้นี้เป็นฝีมือระดับอินเตอร์และเป็น Exclusive Collaboration ระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา และ North สตูดิโอออกแบบจากสหราชอาณาจักร โกลบอลเอเจนซี่ระดับโลก นำทีมโดย Jeremy Coysten ผู้ทำงานกับเซ็นทรัลพัฒนามากว่าสิบปีแล้ว

แนวคิดในการออกแบบคือ Central + Location เป็นการทำให้ Central เข้าไปผสมผสานในทุก ๆ ท้องถิ่น ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม ภูมิทัศน์ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นโลโก้ใหม่ อาทิ

เซ็นทรัล อยุธยา ใช้รูปทรงของเจดีย์มาวาดลวดลาย

เซ็นทรัล เชียงใหม่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล เชียงราย นำภูมิทัศน์ของไร่นา เส้นโค้งของไร่ชาบนภูเขาทางภาคเหนือมาเป็นแรงบันดาลใจ

การตีความลวดลายของเครื่องปั้นดินเผาและอักษรโบราณให้ออกมาเป็นโลโก้ของสาขาภาคอีสาน อย่างเซ็นทรัล อุดร และเซ็นทรัล ขอนแก่น

หรือสาขาล่าสุดเซ็นทรัล จันทบุรี ที่ออกแบบจากอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจันทบุรี ชุมชนริมน้ำจันทบูร และลวดลายของเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น

การรีแบรนด์ในวาระครบรอบ 40 ปีเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยเป้าหมายเพื่อเข้าถึงชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

เจเรมี่เล่าว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการแตกแขนงแบรนดิ้งจากเดิมที่มีแค่ ‘พลาซา’ และ ‘เฟสติวัล’ ไปเป็นมากกว่า 30 แบรนด์ โดยแต่ละสาขาต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในเวลาเดียวกันก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับสาขาอื่น ๆ ด้วย

Imagining better futures for all

หลายธุรกิจรีแบรนด์เพื่อตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ขณะที่แนวคิดของเซ็นทรัลพัฒนามีความตั้งใจอยู่แล้วว่า for All นั้นหมายถึง จะไม่ทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

จากการวิจัยพบว่าแบรนด์ที่มีเจตจำนงและคาแรกเตอร์ชัดเจนจะเติบโตขึ้น 2 เท่า และ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มจะเลือกบริโภคธุรกิจที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มองธุรกิจมากกว่าผลกำไร แต่ต้องการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก

“เรายังทำเพื่อทุก Stakeholder พอเป็นองค์กรใหญ่ก็มีผู้เกี่ยวข้องเยอะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้เช่า ผู้ประกอบการ พนักงาน แล้วอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องมีนักลงทุนด้วย ดังนั้น Sense of Purpose ของเรายังเป็นสำหรับคนทุกกลุ่ม แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับจุดยืนของธุรกิจต่าง ๆ มาก จุดยืนขององค์กรคืออะไร ตรงกับจุดยืนของเขาไหม เวลาเขาเลือกองค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ก็จะมีความคิดความอ่านที่ลึกขึ้น

“แต่ไม่ใช่แค่คนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราและอยากสร้างอิมแพคให้กับสังคม เราหวังว่าลูกค้า ผู้เช่า เขาจะเห็นความตั้งใจ เข้าใจ และอยากเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน โดยหวังว่าจะทำให้ Loyalty ที่เหนียวแน่น เป็น Ecosystem ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

ในขวบปีที่ 40 เซ็นทรัลพัฒนายังคงตั้งใจสร้างอิมแพคครั้งใหญ่ และมีแผนขยายไปในอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ แต่สังคมอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่คุณโอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “สุดท้าย เราต้อง ‘ร่วมแรง ร่วมใจ’ สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกันกับทุกคน”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load