รถบัสจอดลงช้าๆ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ฉันไต่บันไดเตาะแตะลงมาพบกับไอร้อนระอุ 38 องศาเซลเซียสแบบไม่ทันตั้งตัว สายลมอุ่นที่พัดผ่านมาเป็นระลอกทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวคล้ายจะเป็นไข้แดด

โอซาก้าในฤดูร้อน ร้อนมาก!

ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เพียงครู่เดียว ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งก็เปิดประตูบ้านออกมาทักทายด้วยสำเนียงคันไซ พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านสีขาวสะอาด หน้าตามินิมอล หลังกะทัดรัดตรงหน้า

บ้านหลังนี้ คือ MUJI Window House

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

ภายในบ้านขนาด 100 ตร.ม. มีคนอัดกันอยู่เกือบๆ 30 คน ประกอบไปด้วยคณะสื่อมวลชนและน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษานวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ไกลถึงเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์อย่าง ‘MUJI’ ผู้จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ข้าวของเล็กๆ ในมือ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า จักรยาน ไปจนถึงรถยนต์ และยังมีของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มากมาย พวกเขาสร้างบ้านขายด้วย

จากการสำรวจด้วยสายตาอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ความเย็นฉ่ำภายใน MUJI Window House บ้านหลังนี้คงความเป็นมูจิไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความงามแสนเรียบง่าย สีสันของวัสดุที่กลมกล่อมไปกับธรรมชาติ และการดีไซน์สเปซที่ให้ความรู้สึกน้อยแต่มาก แบบเดียวกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ของแบรนด์มูจิเปี๊ยบ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“ขอให้ทุกคนมารวมตัวกันข้างหน้าต่างนะครับ” คุณสุสุมุ ซาโต้ Dwelling Space Operation Division แห่ง MUJI House ส่งเสียงบอก หลังจากปล่อยให้พวกเราเดินด้อมๆ มองๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับมุมต่างๆ ภายในบ้านพักใหญ่

ฉันหันซ้ายหันขวามองหาจุดรวมตัว และเพิ่งสังเกตว่าบ้านหลังนี้มีหน้าต่างเยอะสมชื่อ Window House เลย

บ้านที่ไม่มีห้อง

“มูจิเริ่มโครงการบ้านมาตั้งแต่ปี 2000 หลังมีเสียงจากลูกค้าจำนวนมาก เสนอเข้ามาว่า อยากอยู่ในบ้านที่มูจิออกแบบ แต่กว่าจะค้บพบรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์คนญี่ปุ่น มูจิใช้เวลาพัฒนาบ้านต้นแบบ ลองผิดลองถูก อยู่กว่า 4 ปี จนในที่สุดก็เริ่มสร้างบ้านออกขายในปี 2004” คุณซาโต้เริ่มอธิบาย

ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้ง MUJI Good House Store ใช้ระบบสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ คือลูกค้าต้องการใช้ชีวิตอย่างไร มูจิก็สร้างบ้านให้แบบนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาเมื่อเวลาผ่านไป คือ เมื่อครอบครัวขยายขึ้น สมาชิกในครอบครัวและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป บ้านเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกต่อไป

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านไม่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย เราก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทุบหรือรีโนเวตบางส่วนของบ้านใหม่ ไอเดียหลักในการแก้ปัญหานี้คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่บ้านหลังเดิมไปได้ตลอด โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

ในท้ายที่สุดมูจิก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า สิ่งที่ควรทำคือการไม่กั้นห้อง เพื่อให้สเปซภายในบ้านเชื่อมต่อกันเป็นสเปซใหญ่สเปซเดียว และผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานแต่ละพื้นที่ในบ้านได้ โดยไม่ต้องมีการทุบ รื้อ ถอนใดๆ

“เมื่อบ้านไม่ถูกกั้นห้อง การสื่อสารของคนในครอบครัวก็จะมีมากขึ้น เพราะถึงไม่ได้พูดคุยกันตลอดเวลา แต่คนในบ้านต่างเห็นการมีอยู่ของกันและกัน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

อย่างที่รู้กันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยภัยพิบัติ ดังนั้น การสร้างบ้านที่สแปนเสากว้าง ไม่มีการกั้นห้อง เพื่อให้บ้านดูโล่ง โปร่ง โดยที่ยังแข็งแรงทนทานต่อพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว จึงเป็นอีกความท้าทายของมูจิ

หน่วยวัดระดับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นใช้คือ ชินโดะ แบ่งความรุนแรงเป็น 7 ระดับ อย่างระดับที่ทำให้เกิดสึนามิคือระดับ 7 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก โดยกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้โครงสร้างของบ้าน ต้องสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ถึงชินโดะ 6 และบ้านของมูจิทุกหลังสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด

“15 ปีนับตั้งแต่สร้างบ้านมูจิหลังแรก ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น 3 ครั้ง และบ้านมูจินับพันหลังที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เคยได้รับความเสียหายเลย” คุณซาโต้พูดพร้อมรอยยิ้ม

บ้านที่เต็มไปด้วยช่อง

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้บอกว่า สิ่งที่มูจิให้ความสำคัญคือความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก หน้าต่างบานใหญ่บริเวณห้องนั่งเล่น จึงมีไว้ให้คนในบ้านสามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศนอกบ้านได้อย่างอิสระ

“หน้าต่างก็เหมือนกรอบรูปภาพที่มีชีวิต” ทุกคนในห้องพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางมองออกไปยังต้นบ๊วยต้นเล็กที่กำลังสยายกิ่งก้านพลิ้วไหวไปกับสายลมหน้าร้อน

Window House จึงเป็นบ้านที่มีหน้าต่างเป็นหลัก ซึ่งสามารถปรับตำแหน่งของหน้าต่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ๆ บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ได้ เช่น ถ้าบ้านอยู่ติดกับภูเขา ทีมออกแบบของมูจิจะปรับตำแหน่งหน้าต่างให้สามารถมองเห็นภูเขาได้ หรือถ้าบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ ค่อนข้างแออัด ก็สามารถปรับให้หน้าต่างอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเล็กลงได้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านมีหน้าต่างเยอะ การรักษาอุณหภูมิภายในบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งการรักษาความเย็นช่วงหน้าร้อน และความอบอุ่นในหน้าหนาว

สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมาก คือบ้านหลังนี้มีเครื่องปรับอากาศแค่ 2 ตัวเท่านั้น ชั้นบนและชั้นล่างอย่างละตัว

“เพราะหน้าต่างของบ้านมูจิมีขนาดใหญ่ การกันความร้อนความเย็นของกระจกหน้าต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น นวัตกรรมที่มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ คือ Tripple Glass หรือการซ้อนกระจก 3 ชั้น เพื่อเป็นฉนวนรักษาอุณหภูมิ เมื่อสามารถควบคุมความร้อนและความเย็นภายในบ้านได้ เครื่องปรับอากาศจึงไม่จำเป็น มีแค่ 2 ตัวก็เพียงพอแล้ว เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าในบ้าน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้ชี้ให้ดูช่องเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เชื่อมพื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างของบ้านเข้าหากัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ช่องเปิดตรงนี้ช่วยถ่ายเทและทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียน ไม่ได้เจาะรูเพดานแค่เท่ๆ นะครับ ทุกอย่างทำเพื่อฟังก์ชัน”

บ้านที่สร้างจากโรงงาน

“บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโดยเฉลี่ยของบ้านคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน โดยมีราคาประมาณ 20.9 ล้านเยน หรือ 7 ล้านบาท เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านไม่รวมค่าที่ดิน” คุณซาโต้เล่าต่อ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย ราคานี้อาจทำให้ใครหลายคนสะดุ้ง แต่ที่ญี่ปุ่น บ้านราคาประมาณนี้ เทียบกับฟังก์ชันและคุณภาพของวัสดุต่างๆ ที่ลูกค้าได้รับ ถือว่าราคาเป็นมิตรทีเดียว

ที่มูจิสามารถลดต้นทุนการก่อสร้างบ้านลงมาได้ขนาดนี้ เพราะบ้านมูจิเป็น ‘บ้านสำเร็จรูป’ หรือ Prefabricated House ที่มีข้อดีคือสามารถสร้างเสร็จได้ในเวลาระยะสั้น และอยู่ในระดับราคาที่เอื้อมถึง แทบทุกองค์ประกอบในบ้าน ตั้งแต่สายไฟ ท่อ ไม้ เหล็กต่างๆ ตัดเป็นขนาดพอดีมาจากโรงงาน จากนั้นเอามาประกอบที่หน้างานเฉยๆ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“เมื่อทุกอย่างผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ทำให้แรงงานที่ใช้น้อยลง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นก็ลดลงไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์ในการก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้เลย”

คุณซาโต้อธิบายว่า หลังปี 2009 คนญี่ปุ่นเจเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและ Footprint ที่เราทิ้งไว้กับโลก รวมถึงใส่ใจเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แนวคิดของมูจิในออกแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงสร้างบ้านที่ลดการเพิ่มขยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไปเต็มๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนก็เริ่มให้การยอมรับบ้านมูจิ

“บ้านที่คนเคยสบประมาทว่าสวยแต่อยู่ไม่ได้ ปัจจุบันสร้างถึงปีละ 300 หลังทั่วญี่ปุ่น ด้วยทีมออกแบบเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

บ้านมูจิใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 11 เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาบอกให้สร้างบ้านให้

5 เดือนแรกเป็นขั้นตอนการออกแบบ เพราะถึงแม้จะเป็น Prefabricated House แต่บ้านทุกหลังผ่านการ Customize ปรับบางส่วนให้ตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของบ้าน และให้เข้ากับพื้นที่ตั้งของบ้าน

1 เดือนครึ่งต่อมา เป็นขั้นตอนการคำนวณและตัดวัสดุที่ใช้ประกอบบ้านทั้งหมดในโรงงาน

และ 4 เดือนต่อมา เป็นขั้นตอนการประกอบบ้าน ซึ่งคุณซาโต้แอบกระซิบบอกว่า ไซต์งานก่อสร้างบ้านของมูจินั้นเนี้ยบนิ้ง สะอาดเอี่ยมมาก แทบไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเลย เพราะทุกอย่างทำสำเร็จมาแล้วจากโรงงาน

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

พวกเราโค้งขอบคุณคุณซาโต้ที่เดินออกมาส่งหน้าประตู

ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน สายลมอุ่นๆ ปะทะหน้าอีกครั้ง ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงใน MUJI Window House ฉันลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือ โอซาก้าในฤดูร้อน ที่ร้อนมาก!

แหงนหน้ามองท้องฟ้า หลังคาบ้านรูปสามเหลี่ยมสีขาวตัดกับสีฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์ดูจะเจิดจ้ากว่าที่ประเทศไทยเสียอีก

‘เล็ก เรียบง่าย งดงาม’ นั่นล่ะคือคอนเซปต์ของบ้านหลังนี้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

AP Open House คือโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงาน ผ่านการปฏิบัติงานจริง ภายใต้การดูแลของ AP Academy สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศ โดย AP Thailand

จากผู้สมัครกว่า 3,000 จาก 77 สถาบันการศึกษา น้องๆ ทั้ง 50 คนที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมการออกแบบก่อสร้าง และกระบวนการขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

โดยน้องๆ ทั้ง 4 คนที่ได้ไปเยี่ยม MUJI Window Hose ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คือตัวแทนนักศึกษาจากโปรแกรมวิศวกรรมโยธา และโปรแกรมการตลาดและการขาย ที่มีผลงานการฝึกงานโดดเด่นตลอดระยะเวลา 2 เดือนของโครงการ

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

หากพลิกดูด้านหลังฉลากช็อกโกแลตบาร์รสขมเข้ม ซองเครื่องดื่มโกโก้ไซส์พอดีชง หรือเครื่องประทินผิวจาก Cacao Butter เรามักเห็นชื่อ เอกวาดอร์ หนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกโกโก้ที่ใหญ่และสำคัญของทวีปอเมริกาใต้ เป็นรองก็แต่โกตดิวัวร์กับกานาแห่งแอฟริกาตะวันตก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เอกวาดอร์มีศักยภาพในการผลิตโกโก้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 340,000 ตัน ต่อปี

หากถามถึงการเดินทางสู่การเป็นเมืองช็อกโกแลต ก็ต้องเล่าย้อนไปปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อ Guayaquil กลายเป็นท่าเรือโกโก้แรกของโลก เมืองรอบ ๆ Guayas อย่าง Los Rios, Manabi, Esmeraldas และ El Oro จึงกลายเป็นแหล่งปลูกโกโก้ชั้นยอด

คำถามต่อมา เมื่อผลิตและส่งออกโกโก้มากมายขนาดนั้น ขยะหรือของเสียที่มาจากกระบวนการผลิตและแปรรูปจะมหาศาลแค่ไหน แล้วพวกเขาหาทางไปต่ออย่างไรให้กับมัน

นี่คือคอลัมน์หมู่บ้าน ฉะนั้นคุณคงเดาไม่ผิดว่า ก็เอาไปสร้างบ้านเลยสิ!

Cacao Eco Village

ไอเดียหมู่บ้านจากขยะโกโก้แห่งนี้มาจาก Valentino Gareri Atelier บริษัทออกแบบแห่งเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียและนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผู้ฝันจะใช้สถาปัตยกรรมสร้างอิมแพคเพื่อโลกที่ดีกว่า ร่วมมือกับโรงงานช็อกโกแลต MUZE Cacao และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Avanti ซึ่งทำโครงการนวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ชนบทและในเมืองเอกวาดอร์ พวกเขาตั้งใจทำให้ที่นี่เป็นเครือข่ายแรกของโลกในเรื่องหมู่บ้านที่ยั่งยืนและอัจฉริยะ เมืองแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และศูนย์นวัตกรรมสำหรับการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมโกโก้

เมื่อเอกวาดอร์สร้างหมู่บ้านสีสด ‘Cacao Eco Village’ จากขยะในอุตสาหกรรมโกโก้

Cacao Eco Village จะได้รับการสร้างขึ้นภายในปี 2022 ใน Pedernales เมืองชายฝั่งของ Manabi ที่เกษตรกรและครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ในแวดล้อมอุตสาหกรรมการผลิตโกโก้อาศัยและทำงานอยู่ ซึ่งเมืองกลางโลกนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องชายหาดแบบพาโนรามาที่ยังไม่ถูกทำลาย อากาศดีตลอดปี เป็นแหล่งโบราณคดี คติชนวิทยา และประเพณีการทำอาหารอันโดดเด่น

สำหรับเป้าหมายหลักที่ทั้ง 3 วางไว้ให้แก่เมืองนี้ คือ เป็นพื้นที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากโกโก้ตามหลักจริยธรรมใหม่ ๆ ที่โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้สูง ชดเชย Carbon Footprint ในขณะเดียวกันก็ช่วยเกษตรกรและครอบครัวให้พ้นจากความยากจน ปัญหาการถูกกดขี่ และบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก นั่นจึงไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานร่วมกัน ยังรวมถึงโรงงานผลิตและแปรรูปโกโก้ สถานที่ศึกษาและวิจัยการผลิตด้วย

Valentino Gareri ผู้ก่อตั้งบริษัทออกแบบเล่าว่า หลังจากได้ผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนไปมาก ทำให้เขาเข้าใจหลักการของมันอย่างแท้จริง กากของเสียจากการผลิต จะไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเพียงทรัพยากรเท่านั้น แต่จะเป็นตัวสถาปัตยกรรมด้วยการขึ้นรูป 3D Printing แล้วนำมาสร้างอาคาร ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เขาจะออกแบบอาคารที่ทำจากวัสดุธรรมชาติทั้งหมด และรีไซเคิลได้เมื่อสิ้นสุดวงจรชีวิต เพื่อนำไปสร้างอาคารใหม่หรือทำให้วัสดุเหล่านั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเอกวาดอร์สร้างหมู่บ้านสีสด ‘Cacao Eco Village’ จากขยะในอุตสาหกรรมโกโก้

5 Sustainable Architectural Design

เบื้องหลังแนวทางออกแบบหมู่บ้านโกโก้อย่างยั่งยืนมีอยู่ 5 หลักการ ได้แก่ Modular, Functional, Sustainable, Tech-enabled และ Connected 

อย่างแรกคือ Modular ต้องขยายได้ จำลองได้ และปรับให้เข้ากับพื้นที่ ขนาด และรูปทรงต่าง ๆ ได้ เจ้าโมดูลาร์นี้ประกอบด้วย 3 รูปแบบโครงสร้าง ซึ่งทำให้ก่อสร้างได้เร็ว พร้อมลดต้นทุน

เมื่อเอกวาดอร์สร้างหมู่บ้านสีสด ‘Cacao Eco Village’ จากขยะในอุตสาหกรรมโกโก้

ต่อมาคือ Functional หมู่บ้านจะเป็นทั้งโรงงานแปรรูปโกโก้ โรงงานช็อกโกแลต ศูนย์การศึกษาและวิจัย Co-living, Co-working เป็นศูนย์กลางการสร้างวัฒนธรรมและจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น 

สำหรับความยั่งยืน ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านแห่งความพอเพียงด้านพลังงาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก และออกแบบอาคารเพื่อรองรับการเก็บน้ำฝน โดยรวมถังเก็บน้ำเข้ากับหลังคา ซึ่งรูปทรงนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจจากแพตเทิร์นศิลปะดั้งเดิมของชาวเอกวาดอร์

เมื่อเอกวาดอร์สร้างหมู่บ้านสีสด ‘Cacao Eco Village’ จากขยะในอุตสาหกรรมโกโก้
เมื่อเอกวาดอร์สร้างหมู่บ้านสีสด ‘Cacao Eco Village’ จากขยะในอุตสาหกรรมโกโก้

นอกจากนี้ยังสร้างอาคารให้มีการระบายอากาศตามธรรมชาติและใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้ซุง และที่น่าจับตา คือ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ขึ้นรูป 3D Printed ด้วยเส้นใยชีวภาพจากของเสียจากเปลือกโกโก้ ปัจจุบันมีของเสียจากการผลิตและแปรรูปโกโก้เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 80 เลยทีเดียว 

ขออธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย เส้นใยชีวภาพหรือ Bio Filaments นี้ โดยทั่วไปทำมาจากพลาสติกชีวภาพ ที่ได้จากแหล่งชีวมวลหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืชและไขมัน พลาสติกเหล่านี้ไม่ได้ผลิตจากผลพลอยได้ทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังผลิตจากพลาสติกแบบดั้งเดิมที่ย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ด้วย

 เปลี่ยนเศษขยะจากอุตสาหกรรมโกโก้ เป็นทรัพยากรและวัสดุสร้างหมู่บ้านให้ชาวมานาบี เมืองชายฝั่งทะเลของเอกวาดอร์

แม้จะเป็นหมู่บ้านแห่งความยั่งยืน แต่ก็ปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Blockchain, IOT และ NFTs ผนึกเข้าไป โดยหมายมั่นปั้นมือจะเป็น ‘Silicon Valley*’ สำหรับนวัตกร ผู้คิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป็นพื้นที่สำหรับนวัตกรรม AgTech, FinTech, FoodTech, Startups และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จนถึงผู้ผลิตและนักวิจัยด้วย

(*Silicon Valley เป็นภูมิภาคในแคลิฟอร์เนียเหนือ บริเวณทางใต้อ่าวแคลิฟอร์เนีย เป็นที่ตั้งของบริษัทไฮเทคมากที่สุดของโลก จึงที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโลกเทคโนโลยีชั้นสูงและนวัตกรรม ในที่นี้ ซิลิคอนแวลลีย์เลยใช้เรียกพื้นที่มีอัตราคนทำงานไฮเทคสูงสุดในเมืองต่าง ๆ บนโลก)

สุดท้ายพวกเขาหมายใจว่าที่นี่จะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ให้และรับแรงบันดาลใจ ตลอดจนจุดประกายการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ขึ้นมา และไม่ลืมเชื่อมต่อชุมชนใหม่ให้กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่นเดียวกับเปลือกอาคารสีสันสดสวยที่เบื้องหน้าเทควิวชายฝั่งสุดลูกหูลูกตา ซึ่ง Valentino Gareri นำแรงบันดาลใจมาจากบ้านของชาวเอกวาดอร์และจากต้นโกโก้ ซึ่งมีหลากสีสันเหมือนกัน

 เปลี่ยนเศษขยะจากอุตสาหกรรมโกโก้ เป็นทรัพยากรและวัสดุสร้างหมู่บ้านให้ชาวมานาบี เมืองชายฝั่งทะเลของเอกวาดอร์

Reducing Environmental Footprint

อย่างที่ได้เกริ่นไปถึงเรื่องการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และได้รับการวางแผนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเคารพสิ่งแวดล้อมและผู้คน เขาจึงวางเครือข่ายเส้นทางจักรยานขนาดใหญ่เอาไว้ พร้อมถนนคนเดิน กระตุ้นให้ผู้มาเยือนและผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ผ่านจักรยานหรือเดินเท้า

 เปลี่ยนเศษขยะจากอุตสาหกรรมโกโก้ เป็นทรัพยากรและวัสดุสร้างหมู่บ้านให้ชาวมานาบี เมืองชายฝั่งทะเลของเอกวาดอร์

และเพื่อให้ Cacao Eco Village เป็นเมืองที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ก็เลยเน้นให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วทั้งชุมชน และอนุญาตให้รถยนต์หรือรถบรรทุกขับได้เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดรอบโรงงานเท่านั้น

“หมู่บ้านแห่งนี้จะกลายเป็นวิธีแก้ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของอุตสาหกรรมโกโก้อย่างยั่งยืน โดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโซลูชันที่สร้างสรรค์ในการลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ลดการพึ่งพาทรัพยากร และลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด” เจ้าของบริษัทสถาปัตยกรรมกล่าว

น่าดีใจเหลือเกินที่ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการจัดการขยะอุตสาหกรรม และทำให้ยังกลมกลืนไปกับบริบทรอบด้าน หากในอนาคตก็อยากเห็นหมู่บ้านที่มีแนวคิดหรือนวัตกรรมเจ๋ง ๆ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศเราบ้าง เผื่อมันจะน่าอยู่ขึ้นอีกไม่มากก็น้อย

ภาพ : Valentino Gareri Atelier

ที่มาข้อมูล : 

valentinogareri.com

avanti.ec/about-cacao-ecovillage

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load