รถบัสจอดลงช้าๆ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ฉันไต่บันไดเตาะแตะลงมาพบกับไอร้อนระอุ 38 องศาเซลเซียสแบบไม่ทันตั้งตัว สายลมอุ่นที่พัดผ่านมาเป็นระลอกทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวคล้ายจะเป็นไข้แดด

โอซาก้าในฤดูร้อน ร้อนมาก!

ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เพียงครู่เดียว ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งก็เปิดประตูบ้านออกมาทักทายด้วยสำเนียงคันไซ พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านสีขาวสะอาด หน้าตามินิมอล หลังกะทัดรัดตรงหน้า

บ้านหลังนี้ คือ MUJI Window House

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

ภายในบ้านขนาด 100 ตร.ม. มีคนอัดกันอยู่เกือบๆ 30 คน ประกอบไปด้วยคณะสื่อมวลชนและน้องๆ นักศึกษาฝึกงานในโครงการ AP Open House ที่ AP Thailand ตั้งใจพามาศึกษานวัตกรรมการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูป ไกลถึงเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์อย่าง ‘MUJI’ ผู้จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ข้าวของเล็กๆ ในมือ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า จักรยาน ไปจนถึงรถยนต์ และยังมีของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มากมาย พวกเขาสร้างบ้านขายด้วย

จากการสำรวจด้วยสายตาอย่างคร่าวๆ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ความเย็นฉ่ำภายใน MUJI Window House บ้านหลังนี้คงความเป็นมูจิไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งความงามแสนเรียบง่าย สีสันของวัสดุที่กลมกล่อมไปกับธรรมชาติ และการดีไซน์สเปซที่ให้ความรู้สึกน้อยแต่มาก แบบเดียวกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ของแบรนด์มูจิเปี๊ยบ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“ขอให้ทุกคนมารวมตัวกันข้างหน้าต่างนะครับ” คุณสุสุมุ ซาโต้ Dwelling Space Operation Division แห่ง MUJI House ส่งเสียงบอก หลังจากปล่อยให้พวกเราเดินด้อมๆ มองๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับมุมต่างๆ ภายในบ้านพักใหญ่

ฉันหันซ้ายหันขวามองหาจุดรวมตัว และเพิ่งสังเกตว่าบ้านหลังนี้มีหน้าต่างเยอะสมชื่อ Window House เลย

บ้านที่ไม่มีห้อง

“มูจิเริ่มโครงการบ้านมาตั้งแต่ปี 2000 หลังมีเสียงจากลูกค้าจำนวนมาก เสนอเข้ามาว่า อยากอยู่ในบ้านที่มูจิออกแบบ แต่กว่าจะค้บพบรูปแบบบ้านที่ตอบโจทย์คนญี่ปุ่น มูจิใช้เวลาพัฒนาบ้านต้นแบบ ลองผิดลองถูก อยู่กว่า 4 ปี จนในที่สุดก็เริ่มสร้างบ้านออกขายในปี 2004” คุณซาโต้เริ่มอธิบาย

ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้ง MUJI Good House Store ใช้ระบบสร้างบ้านตามใจผู้อยู่ คือลูกค้าต้องการใช้ชีวิตอย่างไร มูจิก็สร้างบ้านให้แบบนั้น แต่ปัญหาที่ตามมาเมื่อเวลาผ่านไป คือ เมื่อครอบครัวขยายขึ้น สมาชิกในครอบครัวและรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป บ้านเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอีกต่อไป

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านไม่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย เราก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทุบหรือรีโนเวตบางส่วนของบ้านใหม่ ไอเดียหลักในการแก้ปัญหานี้คือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่บ้านหลังเดิมไปได้ตลอด โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

ในท้ายที่สุดมูจิก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า สิ่งที่ควรทำคือการไม่กั้นห้อง เพื่อให้สเปซภายในบ้านเชื่อมต่อกันเป็นสเปซใหญ่สเปซเดียว และผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานแต่ละพื้นที่ในบ้านได้ โดยไม่ต้องมีการทุบ รื้อ ถอนใดๆ

“เมื่อบ้านไม่ถูกกั้นห้อง การสื่อสารของคนในครอบครัวก็จะมีมากขึ้น เพราะถึงไม่ได้พูดคุยกันตลอดเวลา แต่คนในบ้านต่างเห็นการมีอยู่ของกันและกัน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

อย่างที่รู้กันดีว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเต็มไปด้วยภัยพิบัติ ดังนั้น การสร้างบ้านที่สแปนเสากว้าง ไม่มีการกั้นห้อง เพื่อให้บ้านดูโล่ง โปร่ง โดยที่ยังแข็งแรงทนทานต่อพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว จึงเป็นอีกความท้าทายของมูจิ

หน่วยวัดระดับแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นใช้คือ ชินโดะ แบ่งความรุนแรงเป็น 7 ระดับ อย่างระดับที่ทำให้เกิดสึนามิคือระดับ 7 ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก โดยกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้โครงสร้างของบ้าน ต้องสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ถึงชินโดะ 6 และบ้านของมูจิทุกหลังสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด

“15 ปีนับตั้งแต่สร้างบ้านมูจิหลังแรก ประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น 3 ครั้ง และบ้านมูจินับพันหลังที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไม่เคยได้รับความเสียหายเลย” คุณซาโต้พูดพร้อมรอยยิ้ม

บ้านที่เต็มไปด้วยช่อง

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้บอกว่า สิ่งที่มูจิให้ความสำคัญคือความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก หน้าต่างบานใหญ่บริเวณห้องนั่งเล่น จึงมีไว้ให้คนในบ้านสามารถมองออกไปเห็นบรรยากาศนอกบ้านได้อย่างอิสระ

“หน้าต่างก็เหมือนกรอบรูปภาพที่มีชีวิต” ทุกคนในห้องพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางมองออกไปยังต้นบ๊วยต้นเล็กที่กำลังสยายกิ่งก้านพลิ้วไหวไปกับสายลมหน้าร้อน

Window House จึงเป็นบ้านที่มีหน้าต่างเป็นหลัก ซึ่งสามารถปรับตำแหน่งของหน้าต่างให้เหมาะสมกับพื้นที่ๆ บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ได้ เช่น ถ้าบ้านอยู่ติดกับภูเขา ทีมออกแบบของมูจิจะปรับตำแหน่งหน้าต่างให้สามารถมองเห็นภูเขาได้ หรือถ้าบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ ค่อนข้างแออัด ก็สามารถปรับให้หน้าต่างอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเล็กลงได้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

เมื่อบ้านมีหน้าต่างเยอะ การรักษาอุณหภูมิภายในบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งการรักษาความเย็นช่วงหน้าร้อน และความอบอุ่นในหน้าหนาว

สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งมาก คือบ้านหลังนี้มีเครื่องปรับอากาศแค่ 2 ตัวเท่านั้น ชั้นบนและชั้นล่างอย่างละตัว

“เพราะหน้าต่างของบ้านมูจิมีขนาดใหญ่ การกันความร้อนความเย็นของกระจกหน้าต่างจึงเป็นสิ่งจำเป็น นวัตกรรมที่มาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ คือ Tripple Glass หรือการซ้อนกระจก 3 ชั้น เพื่อเป็นฉนวนรักษาอุณหภูมิ เมื่อสามารถควบคุมความร้อนและความเย็นภายในบ้านได้ เครื่องปรับอากาศจึงไม่จำเป็น มีแค่ 2 ตัวก็เพียงพอแล้ว เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าในบ้าน”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

คุณซาโต้ชี้ให้ดูช่องเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่เชื่อมพื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างของบ้านเข้าหากัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ช่องเปิดตรงนี้ช่วยถ่ายเทและทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียน ไม่ได้เจาะรูเพดานแค่เท่ๆ นะครับ ทุกอย่างทำเพื่อฟังก์ชัน”

บ้านที่สร้างจากโรงงาน

“บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานโดยเฉลี่ยของบ้านคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน โดยมีราคาประมาณ 20.9 ล้านเยน หรือ 7 ล้านบาท เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านไม่รวมค่าที่ดิน” คุณซาโต้เล่าต่อ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย ราคานี้อาจทำให้ใครหลายคนสะดุ้ง แต่ที่ญี่ปุ่น บ้านราคาประมาณนี้ เทียบกับฟังก์ชันและคุณภาพของวัสดุต่างๆ ที่ลูกค้าได้รับ ถือว่าราคาเป็นมิตรทีเดียว

ที่มูจิสามารถลดต้นทุนการก่อสร้างบ้านลงมาได้ขนาดนี้ เพราะบ้านมูจิเป็น ‘บ้านสำเร็จรูป’ หรือ Prefabricated House ที่มีข้อดีคือสามารถสร้างเสร็จได้ในเวลาระยะสั้น และอยู่ในระดับราคาที่เอื้อมถึง แทบทุกองค์ประกอบในบ้าน ตั้งแต่สายไฟ ท่อ ไม้ เหล็กต่างๆ ตัดเป็นขนาดพอดีมาจากโรงงาน จากนั้นเอามาประกอบที่หน้างานเฉยๆ

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

“เมื่อทุกอย่างผลิตสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ทำให้แรงงานที่ใช้น้อยลง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นก็ลดลงไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์ในการก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่มีเศษวัสดุเหลือใช้เลย”

คุณซาโต้อธิบายว่า หลังปี 2009 คนญี่ปุ่นเจเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและ Footprint ที่เราทิ้งไว้กับโลก รวมถึงใส่ใจเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แนวคิดของมูจิในออกแบบผลิตภัณฑ์รวมถึงสร้างบ้านที่ลดการเพิ่มขยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ใจคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ไปเต็มๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนก็เริ่มให้การยอมรับบ้านมูจิ

“บ้านที่คนเคยสบประมาทว่าสวยแต่อยู่ไม่ได้ ปัจจุบันสร้างถึงปีละ 300 หลังทั่วญี่ปุ่น ด้วยทีมออกแบบเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น”

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

บ้านมูจิใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 11 เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาบอกให้สร้างบ้านให้

5 เดือนแรกเป็นขั้นตอนการออกแบบ เพราะถึงแม้จะเป็น Prefabricated House แต่บ้านทุกหลังผ่านการ Customize ปรับบางส่วนให้ตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของบ้าน และให้เข้ากับพื้นที่ตั้งของบ้าน

1 เดือนครึ่งต่อมา เป็นขั้นตอนการคำนวณและตัดวัสดุที่ใช้ประกอบบ้านทั้งหมดในโรงงาน

และ 4 เดือนต่อมา เป็นขั้นตอนการประกอบบ้าน ซึ่งคุณซาโต้แอบกระซิบบอกว่า ไซต์งานก่อสร้างบ้านของมูจินั้นเนี้ยบนิ้ง สะอาดเอี่ยมมาก แทบไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเลย เพราะทุกอย่างทำสำเร็จมาแล้วจากโรงงาน

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

พวกเราโค้งขอบคุณคุณซาโต้ที่เดินออกมาส่งหน้าประตู

ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน สายลมอุ่นๆ ปะทะหน้าอีกครั้ง ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงใน MUJI Window House ฉันลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือ โอซาก้าในฤดูร้อน ที่ร้อนมาก!

แหงนหน้ามองท้องฟ้า หลังคาบ้านรูปสามเหลี่ยมสีขาวตัดกับสีฟ้าสดใส ดวงอาทิตย์ดูจะเจิดจ้ากว่าที่ประเทศไทยเสียอีก

‘เล็ก เรียบง่าย งดงาม’ นั่นล่ะคือคอนเซปต์ของบ้านหลังนี้

บ้านเล็ก, บ้านสีขาว, บ้านมูจิ, MUJI Window House

AP Open House คือโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงาน ผ่านการปฏิบัติงานจริง ภายใต้การดูแลของ AP Academy สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศ โดย AP Thailand

จากผู้สมัครกว่า 3,000 จาก 77 สถาบันการศึกษา น้องๆ ทั้ง 50 คนที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมการออกแบบก่อสร้าง และกระบวนการขายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

โดยน้องๆ ทั้ง 4 คนที่ได้ไปเยี่ยม MUJI Window Hose ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คือตัวแทนนักศึกษาจากโปรแกรมวิศวกรรมโยธา และโปรแกรมการตลาดและการขาย ที่มีผลงานการฝึกงานโดดเด่นตลอดระยะเวลา 2 เดือนของโครงการ

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“ถ้าถึงอายุที่ต้องเกษียณแล้วมันจะเป็นยังไงนะ”
แอบคิดในใจตอนที่มองเห็นตึกบ้านพักของรัฐบาลที่สูงเท่ากันอย่างเป็นระเบียบ เรียงทอดยาวสุดสายตาอยู่ตรงหน้า

อาคารบ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

อากาศเย็นแผ่วเบา ฟ้ามีเมฆฝนเล็กน้อยกำลังเคลื่อนเข้ามา เตรียมจะแวะมาเติมพลังให้ต้นกล้าที่ถูกปลูกโดยเจ้าบ้านผู้อาศัยอยู่ด้านล่างอาคารแห่งนี้

ชั้น 8 คือปอดขนาดเล็กของผู้ที่ถูกจำกัดความตามพจนานุกรมไทยว่า ‘สูงอายุ’ หรือ ‘เกษียณอายุ’ ได้ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เดินออกกำลังกาย ชมวิว ซึ่งบริเวณโดยรอบมีการปลูกต้นไม้เล่นระดับลดหลั่นคล้ายภูเขาขนาดเล็ก เขียวขจี พร้อมทั้งมีทางลาดสำหรับให้รถเข็นขึ้นลงได้อย่างสะดวก ระหว่างทางเดินมีจุดที่นั่งให้พักขาเป็นระยะๆ

อาคารบ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์
บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

ถ้าจะว่าไปแล้ว โต๊ะปิกนิกที่ตั้งอยู่ก็เหมาะสำหรับให้ครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันทานอาหาร หรือพูดคุยระหว่างที่ฝ่ายคนชราเดินเล่นดูแลสวนพรวนดินไปพลางๆ

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

มุมต่างๆ ของดาดฟ้าก็มีการแบ่งซอยพื้นที่ใช้สอยและปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้ดอก และไม้ใบ ทำให้มีความเป็นส่วนตัวในแต่ละโซนที่นั่ง แม้ว่าในโซนต้นกล้าจะมองไม่ค่อยเห็นผลผลิตน้อยๆ ที่อยู่ใต้ดินนัก แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจของคนปลูก เผลอๆ แอบคิดว่าถ้าเป็นบ้านเราอาจจะโดนเก็บทานไปเสียหมดแล้ว

สิงคโปร์
สิงคโปร์

กำปง (Kampung, Kampong) คือภาษามลายู แปลว่า ที่อยู่อาศัยแบบง่ายๆ อาจจะไม่มีน้ำ ไฟ หรือแก๊ส เป็นคำที่ใช้กันในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

‘Kampung Admiralty’ แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ที่อยู่บ้านๆ แถวเขต Admiralty นั่นเอง และดาดฟ้าเขียวขจีคือส่วนหนึ่งของตึกบ้านๆ แห่งนี้

สิงคโปร์

อาคาร Kampung Admiralty เป็นอาคารแบบ Mixed-use ต้นแบบของรัฐบาลสิงคโปร์ที่สร้างเพื่อผู้เกษียณอายุ (First Retirement Village) แปลง่ายๆ ก็อาคารบ้านพักคนชราอย่างเป็นทางการแห่งแรก อาคารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ 3,000 ล้านสิงคโปร์ดอลลาร์ ที่จะพัฒนาให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณในพื้นที่ที่เหมาะสม (Age in Place)

อาคารดังกล่าวเกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง Housing & Development Board, Yishun Health, National Environment Agency, National Parks Board, กรมการขนส่ง (Land Transport Authority), Early Childhood Development Agency และ กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health) ร่วมวางแผนและพัฒนาขึ้นมา

สิงคโปร์

กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์เล็งเห็นว่า การนำบ้านพักคนชราและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของคนในช่วงอายุดังกล่าว อาทิ สถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยชราภาพ ประกอบไว้ในตึกเดียวกันกับอาคารที่พักอาศัย น่าจะเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสังคมผู้สูงอายุในอนาคต โดยในปี 2018 สถิติของกรมแรงงานระบุว่า ประชากรของสิงคโปร์ 1 ใน 4.2 คน มีอายุมากกว่า 65 ปี และภายในปี 2030 อัตราส่วนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นเท่าตัวคือ 1 ต่อ 2.4 คน

แล้วตึกที่ว่ามันต่างจากบ้านพักคนชราที่บางแคบ้านเรายังไง แค่มีสวนบนดาดฟ้าแค่นั้นเหรอ มันจะแตกต่างกันได้สักแค่ไหนเชียว

ต้องเกริ่นก่อนว่า ปกติแล้ว HDB (Housing & Development Board) อาคารที่อยู่อาศัยโดยรัฐบาลของชาวสิงคโปร์ประกอบด้วย 3 ส่วน คืออาคารที่พัก สวนหรือสนามเด็กเล่น และตึกจอดรถ ซึ่งทั้งสามส่วนกระจายอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันตามแนวราบ มีหลายครั้งที่พื้นที่สวน สนามเด็กเล่น หรือตึกจอดรถ ถูกแบ่งกันใช้ระหว่างหลายๆ ตึกที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน แล้วก็มีตลาด ศูนย์อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ธนาคาร คลินิก หรือห้างร้าน กระจายอยู่รอบๆ ซึ่งแต่ละที่อาจต้องเดินเท้าหรือนั่งรถขนส่งมวลชนไป ถึงแม้ว่ารถเมล์และระบบขนส่งที่สิงคโปร์จะรองรับรถเข็นผู้สูงอายุเป็นอย่างดี แต่ว่าคุณลุงคุณป้าเหล่านั้นก็ยังต้องเดินทางอยู่ดี

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

แต่อาคารกำปงไม่กำปงแห่งนี้กลับมองการณ์ไกลไปถึงยุคที่จะมีแต่คนแก่มากกว่าคนทำงาน ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง การเดินทางเพื่อไปซื้อของใช้หรือหาหมอตามคลินิกก็อาจจะเป็นอุปสรรคหนักหนา เพราะข้อเข่าที่เสื่อมของเหล่าผู้ชราภาพ

WOHA บริษัทสถาปนิกที่ชนะการออกแบบในโจทย์นี้จึงพลิกสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จากแนวราบยกขึ้นไปในแนวดิ่ง ตั้งทุกอย่างเรียงซ้อนกันภายใต้พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร (ประมาณ 2 สนามบอล) ที่ความสูง 45 เมตร โดยที่มีพื้นที่สวนขนาดเล็กแต่แน่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดและสนามเด็กเล่นเป็นเหมือนสะพานเชื่อมอาคารที่อยู่อาศัยของรัฐบาล 2 อาคารเข้าด้วยกัน (อาคารหมายเลข 676A & 676B)

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

ด้านล่างของดาดฟ้ามีศูนย์พัฒนาศักยภาพคนชรา (Active Aging Club) ที่มีกิจกรรมให้คุณลุงคุณป้าได้เสริมสร้างสมองตลอดเวลา และศูนย์รับเลี้ยงเด็กอ่อนหรือที่บ้านเรามักจะเรียกเนอร์สเซอรี่ (Child Care Centre) ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 7 ทั้งชั้น และชั้น 6 บางส่วน โดยบางส่วนของชั้น 6 ประกอบไปด้วยสวน (Rooftop Garden) สนามเด็กเล่น และห้องจัดงาน (Function Hall) ต้องชมสถาปนิกผู้ออกแบบที่ให้ความสำคัญแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ เช่นการซ่อนท่อระบายน้ำด้วยต้นไม้

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

ตามมาตรฐานความปลอดภัยต่อเด็กๆ เนอร์สเซอรี่รับเลี้ยงเด็กต้องอยู่ในชั้นที่เคลื่อนไหวคล่องตัวเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน (เช่น อยู่ชั้น 1) แต่ในกรณีนี้ ทางสถาปนิกแก้โจทย์ว่าหากมีเหตุคับขันที่ต้องอพยพ เด็กๆ จะถูกเรียกให้รวมตัวกันที่ลานสนามเด็กเล่นแทน

โปรเจกต์นี้ใช้เงินลงทุนกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อเนรมิตอาคาร Mixed-use แห่งนี้ให้สมบูรณ์พอที่จะเป็นต้นแบบบ้านพักหลังเกษียณในอนาคตให้กับประชาชนชาวสิงคโปร์

นอกเหนือจากตัวบ้านพักจำนวน 104 ห้อง (รวม 2 อาคาร) ศูนย์อาหาร (Hawker Center) ในชั้น 2 เนอร์สเซอรี่ (Child Care Centre) ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนชรา (Active Aging Club) ลานกิจกรรมแสนกว้างโล่ง โปร่ง สบาย เหมือนใต้ถุนบ้านแบบไทยๆ และร้านค้าที่บริเวณชั้น 1 และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้น B1 แล้ว

ที่พิเศษยิ่งไปอีกคือ ตึกแห่งนี้มีต้นแบบที่จอดจักรยานอัตโนมัติแบบที่ญี่ปุ่นมีนั่นแหละ (Automated Bicycle Parking System) ซึ่งทางรัฐบาลสิงคโปร์นำมาทดลองใช้ที่นี่เป็นที่แรก สามารถจอดจักรยานได้ประมาณ 500 คัน เลือกจอดได้ทั้งแบบรายชั่วโมง (S$0.45) และรายเดือน (S$48) มีข่าวแว่วมาว่าอาจจะมีการเปิดอีกที่หนึ่งแถวๆ มารินาเบย์อีกด้วย

อาคารบ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

ในส่วนของ Admiralty Medical Care Centre ชั้น 3, 4 ทางผู้รับเหมาก็นำมาตรฐานการก่อสร้างระดับโรงพยาบาลมาปรับใช้เช่นกัน มีบริการที่ครอบคลุมการรักษาเทียบเท่ากับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยคงจะไม่รู้สึกว่าเหมือนโรงพยาบาลสักเท่าไร เพราะวิวที่มองผ่านกระจกออกไปเป็นสวนขนาดย่อมๆ

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

Medical Center แห่งนี้มีบริการแผนกรักษาเฉพาะทางผู้ป่วยนอก (Specialist Outpatient Clinics) แผนกศัลยกรรมและส่องกล้อง (Day Surgery & Endoscopy Suite) สถานฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย (Rehabilitation Gym) แผนกเอกซเรย์และอัลตราซาวนด์ (X-ray & Ultrasound Suite) แผนกเทคนิคการแพทย์ (Medical Laboratory) และร้านขายยา

หน่วยงานรัฐอย่าง National Environment Agency (NEA) ควบคุมส่วนงานนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าการวางระบบหลังบ้านจะทำให้ส่วนต่างๆ ของอาคารแห่งนี้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีการปนเปื้อนจากท่อส่งของเสียของชั้น 3, 4 ไปปะปนกับศูนย์อาหารชั้น 2 และเช่นเดียวกันกับที่ผู้รับเหมางานชั้นศูนย์อาหารก็ต้องทำงานภายใต้กรอบและข้อกำหนดเรื่องความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ท่อน้ำทิ้งที่มาจากร้านต่างๆ ลงไปปนเปื้อนที่ร้านค้าบริเวณชั้น 1

บ้านพักคนชรา Mixed-use แห่งแรกโดยรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผู้สูงอายุชาวสิงคโปร์

  โดยสรุปต้องขอมอบ 5 ดาว ให้กับความสมบูรณ์ของการออกแบบและการใช้งานจริงของอาคารกำปงแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องความสะดวกในการเข้าถึงได้ง่ายดายของรถเข็นผู้สูงอายุ นับตั้งแต่ออกมาจากสถานีรถไฟฟ้า Admiralty ผ่านลานหน้าอาคารที่กว้างเป็นพิเศษ (เพื่อให้ผู้สูงอายุที่อาจเดินช้าได้เดินอย่างสะดวกสบายขึ้น) ไปยังอาคารที่พักใน Kampung Admiralty หรือจะขึ้นลงในอาคารไปยังชั้นต่างๆ สมศักดิ์ศรีกับที่รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งใจให้ตึกนี้เป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุนับต่อจากนี้ไป ที่เหลือก็แค่เก็บเงินให้มากพอที่จะดูแลตัวเองตอนถึงวัยที่เราจะใช้บริการที่แห่งนี้..แค่นั้นพอ

Writer & Photographer

ส้มฉุน มะลิกุล

สาวโสดชาวไทยผู้จับพลัดจับผลูมาทำงานติดเกาะสิงคโปร์ เคยตั้งใจจะรีบทำงานเก็บเงินกลับบ้าน แต่หลังจาก 7 ปีก็เปลี่ยนเป็นเที่ยวให้รู้ กินให้สุข และลิ้มโกปี๊ (ดื่มกาแฟ) ก่อนที่เข่าและข้อเท้าจะไม่อำนวยให้ออกเดินทาง เย่!

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load