17 กรกฎาคม 2561
160 K

หลังจากการขัดข้องของรถไฟฟ้าสายหนึ่ง (จากที่มีแค่ 2 สาย) เมื่อปลายเดือนก่อน เหมือนเป็นการบอกให้เรารู้กลายๆ ว่าเมืองเทพสร้างแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างทางเลือกในการเดินทางสักเท่าไหร่ ถ้าจะพอมีทางเลือกก็มักจะต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงลิบอย่างรถแท็กซี่ (ซึ่งเมื่อไหร่ที่หยดน้ำจากฟ้าร่วงหล่นลงมา ทางเลือกนี้ก็แทบจะไม่เหลือให้ใช้บริการได้อีกเลย)

แต่ในช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีจากนี้ไปสถานการณ์การเดินทางของคนกรุงเทพฯ ก็คงจะเริ่มดีขึ้น เพราะรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหลากหลายสีที่กระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการกันแล้ว หลังจากที่เส้นทางรถไฟฟ้าแทบไม่ได้มีการขยับขยายเพิ่มเติมเลยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา และรถไฟฟ้าสายที่ใกล้ความจริงที่สุดซึ่งจะเป็นสายอื่นไปไม่ได้ก็คือ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั่นเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย หรือชื่อเดิม MRT กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วจะมีเส้นทางเป็นเหมือนวงกลมรอบกรุงเทพฯ (รูปแบบวงกลมนี้ชวนให้นึกไปถึงรถไฟสาย Yamanote ของโตเกียวเลยทีเดียว)

ซึ่งเส้นทางจากบางซื่อก็จะถูกขยายต่อเส้นทางแบบแบบลอยฟ้าคล้ายกับสถานี BTS โดยออกจากสถานีบางซื่อ วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาตามถนนจรัญสนิทวงศ์ทั้งเส้น จนมาบรรจบกันกับอีกสายหนึ่งที่ท่าพระ เส้นทางนี้จะถูกเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2563

ส่วนเส้นทางจากหัวลำโพงจะถูกต่อขยายออกมาในรูปแบบรถใต้ดินแบบเดิมผ่านสถานีวัดมังกร วังบูรพา สนามไชย ก่อนลอดแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังอิสรภาพ และบรรจบกันที่ท่าพระ ก่อนจะวิ่งยาวไปจนถึงบางไผ่, บางหว้า, เพชรเกษม 48, ภาษีเจริญ และบางแค ซึ่งเส้นทางนี้จะเปิดให้ทดลองใช้ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว (เมษายน 2562) เรียกได้ว่าภายในปีสองปีนี้คนกรุงเทพฯ จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่สะดวกขึ้นอีกเยอะมาก

ทีนี้นอกจากความตื่นเต้นของเราเมื่อได้เห็นเส้นทางของรถไฟฟ้าสายนี้ ก็พาให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าแล้วรถไฟฟ้าใต้ดินจะเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ยังไงกันนะ จะเป็นอุโมงค์ที่อยู่กลางน้ำแบบในอควาเรียม หรือถ้าไม่ใช่จะเป็นแบบไหนกัน เพราะถึงแม้ว่ารถไฟฟ้าของหลายๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะลอนดอน นิวยอร์ก ปารีส ต่างก็มีส่วนที่ข้ามแม่น้ำกันเป็นเรื่องปกติกันอยู่แล้ว

แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศดินตะกอนปากแม่น้ำแสนอ่อนนุ่มของบ้านเรา ทำให้เรานึกภาพไม่ออกจริงๆ เรื่องแบบนี้คิดเองยังไงก็คงจะไม่มีทางคิดได้ เราจึงควรไปถามจากผู้รู้ ซึ่งก็คือ บริษัท ช.การช่าง ผู้ก่อสร้างสถานีและอุโมงค์ลอดแม่น้ำที่มีผลงานก่อสร้างโครงสร้าง ทางด่วน สถานที่สำคัญต่างๆ มากมายในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว เราจึงได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาที่ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย จุดสุดท้ายก่อนที่รถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังถนนอิสรภาพ เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่ารถไฟฟ้าจะข้ามแม่น้ำได้อย่างไร

จึงขอให้ท่านผู้โดยสารนั้นเตรียมตัวให้พร้อม ยืนรอรถหลังเส้นเหลือง ระวังช่องว่างระหว่างชานชาลาและขบวนรถ และโปรดงดรับประทานอาหารและเครื่องดื่มขณะอยู่ในระบบรถไฟฟ้า ก่อนจะก้าวขาเข้ามาดูไปพร้อมๆ กันเลย

สถานีสนามไชย

ทาง ช. การช่าง เล่าให้เราฟังถึงวิธีการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของรถใต้ดินว่า เป็นการขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกที (ฮะ!) ตัวแม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 เมตร ตัวอุโมงค์รถไฟฟ้านั้นขุดลึกลงไปจากก้นแม่น้ำอีก10 เมตร หรือลึก 30 เมตรจากผิวดิน โดยในบางช่วงที่ลึกที่สุดจะลึกไปถึง 38 เมตร ซึ่งก็ถือว่าเป็นการขุดที่ค่อนข้างลึก ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันลึกแค่ไหนก็ให้จินตนาการถึงตึก 10 ชั้นนะครับ

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

และด้วยตำแหน่งที่ตั้งของสถานีที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญหลายที่ในตัวเมืองเก่า ทางกรมศิลป์จึงไม่อนุญาตให้ทำการขุดเปิดผิวจราจรได้แบบปกติ ทาง ช. การช่าง เลยได้มีการใช้เทคนิคการก่อสร้างสถานีแบบที่พิเศษกว่าที่อื่น นั่นคือขุดดินเพื่อทำโครงสร้างไว้ริมสองฝั่งของถนนไว้ก่อน แล้วจึงนำเอาท่อเหล็กขนาดใหญ่จำนวนมากมาเสียบรองไว้ใต้พื้นถนนเพื่อให้ถนนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

หลังจากนั้นจึงเริ่มทำการขุดดินลงไปเพื่อสร้างตัวสถานีต่อไป และในช่วงที่มีการก่อสร้างสถานีก็มีการขุดเจอโบราณวัตถุอีกด้วย

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

นอกจากเทคนิคการสร้างที่พิเศษแล้ว ตัวสถานีที่ผ่านเขตเมืองเก่าทั้ง 4 สถานีนั้นเลยได้รับการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ ด้วย ต่างจากสถานีอื่นๆ ที่มีหน้าตาแบบเดียวกันไปหมด ซึ่งรูปแบบสถานีที่ออกแบบมาเป็นพิเศษตามบริบทของย่านนั้นๆ ก็มีการทำกันแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นที่จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

โดยทั้ง 4 สถานีจะประกอบไปด้วย สถานีวัดมังกร ที่ตกแต่งออกมาแบบจีน มีการหยิบเอาลวดลายจีนและมังกรมาตกแต่งสถานีด้วย สถานีสามยอด ที่บริเวณนั้นเป็นตึกแถวที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เลยหยิบเอาดีไซน์ของตึกยุคนั้นมาใช้ในการออกแบบด้วย สถานีอิสรภาพ ที่หยิบเอารูปหงส์จากวัดหงส์รัตนารามมาใช้ตกแต่งตัวสถานี และ สถานีสนามไชย ที่ค่อนข้างพิเศษเพราะถูกออกแบบโดย รศ. ดร.ภิญโญ  สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ โดยหยิบเอาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยแห่งรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาประยุกต์ใช้ ทั้งในส่วนของรูปแบบรั้วกำแพงพระราชวัง รูปแบบของฐานเสา การมีบัวตกแต่งที่หัวเสาของสถานี ลวดลายไทยที่ใช้ตกแต่งในผนังและฝ้าในหลายๆ จุด ซึ่งทางรถไฟฟ้าบอกว่านี่เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

ลอดแม่น้ำ

ส่วนที่ทำให้เราสงสัยและอยากมาให้เห็นกับตามากที่สุดก็คือ ส่วนของอุโมงค์ลอดแม่น้ำจากสถานีสนามไชยไปยังสถานีอิสรภาพ เมื่อผมลงบันไดจากชั้นชานชาลาก็ได้เห็นอุโมงค์อยู่ตรงหน้า ซึ่งในความรู้สึกแรกที่เห็นมันดูเหมือนฉากสถานีอวกาศในหนังไซไฟมากกว่าจะเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้า เนื่องจากการต้องขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำตามที่บอกไป จึงต้องใช้โครงสร้างอุโมงค์ที่แข็งแรงและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ช. การช่าง จึงใช้ผนังอุโมงค์คอนกรีตแบบโค้งวงกลมที่ประกอบกันด้วยน็อตแบบโค้ง ซึ่งผนังโค้งหกชิ้นนี้เมื่อประกอบล็อกเข้าด้วยกันแล้วจะเกิดเป็นอุโมงค์สั้นๆ ที่มีความยาว 1 เมตร 20 เซนติเมตรเท่านั้น

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง
สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

หลังจากที่หัวเจาะเจาะดินด้านหน้าไปแล้วจึงค่อยๆ สวมตัวผนังอุโมงค์นี้ตามไปเรื่อยๆ ซึ่งระยะทางของอุโมงค์ใต้น้ำนี้มีระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร คำนวณดูคร่าวๆ ก็ต้องใช้ตัวอุโมงค์นี้ไม่ต่ำกว่า 1,600 วงเลยทีเดียว และเมื่อต้องระวังน้ำซึมลงมา จึงใส่แผ่นยางไว้ระหว่างวงอุโมงค์เพื่อป้องกันน้ำซึมไหลลงมา นับว่าเป็นงานวิศวกรรมที่เราแทบจินตนาการถึงวิธีการก่อสร้างไม่ออกเลยจริงๆ ถ้าไม่ได้ลงมาดูด้วยตาของตัวเอง

สถานีสนามไชย, MRT , รถไฟใต้ดิน, ช.การช่าง

การได้มาเห็นและรับรู้ถึงการสร้างและเทคนิคต่างๆ ทางวิศวกรรมของอุโมงค์และสถานีสนามไชยแห่งนี้มันช่างน่าทึ่งจนแทบทำให้เราอดใจรอขึ้นรถไฟฟ้าสายใหม่ในปีหน้าและปีต่อๆ ไปไม่ไหวแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ถูกเปิดใช้แล้ว วิกฤตด้านการจราจรบนถนนของชาวกรุงเทพฯ ก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงได้เสียที…

 
ขอขอบคุณ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
 

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

คุณก็เป็นอีกคนใช่ไหมที่ไม่ชอบโรงพยาบาล?

นอกจากการไปที่นั่นหมายถึงเราหรือคนใกล้ชิดเจ็บป่วย ทั้งคุณและฉันต่างรู้ดีว่าโรงพยาบาลไม่ใช่ที่รื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นความแออัดของผู้คนที่มานั่งรอคิวยาวเหยียดแต่เช้า จนถึงบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นอายความป่วยไข้ จะว่าไป ความไม่น่าสบายนี้อยู่คู่กับคำว่าโรงพยาบาลมานาน แต่ก็เหมือนปัญหาโลกแตกที่เราได้แต่เจอแล้วทำใจ

ฉันคิดแบบนั้น จนได้รู้จักโครงการที่ชื่อว่า ‘ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล’

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากผู้หญิงตัวเล็กๆ ชื่อ เสาวนีย์ สังขาระ เธอไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูง แต่คือผู้กำกับภาพยนตร์สาวที่ต้องก้าวเข้า ‘โรงพยาบาลลำพูน’ ในฐานะญาติคนไข้ เพราะพ่อของเธอป่วยเป็นมะเร็ง และได้สัมผัสประสบการณ์ไม่ต่างจากคนอื่น ตั้งแต่การนั่งรอคิวตั้งแต่ตี 5 ถึง 5 โมงเย็น จนถึงความทุกข์ใจจากอาการป่วยของคนที่รัก ตอนแรกเสาวนีย์ก็พร่ำบ่น จนวันหนึ่ง เธอตัดสินใจลุกขึ้นแก้ปัญหาเตียงคนไข้ที่ตั้งอยู่ตรงทางเดินซึ่งทุกคนเดินชนได้ จนย้ายเตียงหลบมุมได้สำเร็จ ทั้งที่เธอนั่งเฉยๆ ก็ได้ และคนอื่นที่มองอยู่ก็ไม่มีใครทำอะไร

ตั้งแต่วันนั้น เสาวนีย์ตระหนักว่าตัวเองก็เปลี่ยนบางสิ่งได้ เธอจึงเลิกบ่นแล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ อย่างเอายากันยุงไปให้ญาติที่ต้องนอนค้าง หอบหนังสือที่บ้านไปให้คนอื่นอ่านระหว่างรอ จากนั้น เธอก็ขยับเลเวลด้วยการเขียนโครงการส่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เราเห็น สสส. เขาประกาศโครงการว่าให้ทำโครงการทำพื้นที่สร้างสรรค์ในพื้นที่แออัด ซึ่งเราก็ไปฟังการเสนอโครงการ ทุกคนพูดว่าพื้นที่แออัดก็คือสลัม เราก็บอกเลยว่า เฮ้ย ไม่ใช่สลัม โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศนี่แหละแออัดยิ่งกว่าสลัมอีก สถิติที่เขาบอกว่าวันละ 1,700 คน นั่นแค่คนไข้ ญาติผู้ป่วยอีกเท่าตัว เท่ากับวันละสามพันกว่า แล้วโรงพยาบาลเล็กแค่นั้น ที่นั่งล้นตลอด เราก็เลยเสนอ สสส. ซึ่งเขาก็โอเคเลย บอกว่าไม่มีใครเคยทำ มันท้าทายมาก ถ้าทำได้ทำเลย” เสาวนีย์เล่า

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบายขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

และนี่เองคือต้นกำเนิดของโครงการ ‘ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล’ ซึ่งผู้บริหารของโรงพยาบาลลำพูนเห็นดีเห็นงามด้วย

โครงการนี้คืออะไร? เสาวนีย์อธิบายว่า มันคือโครงการที่ตั้งใจเปลี่ยนโรงพยาบาลให้เป็นพื้นที่สบายที่สุด เพราะคนมาที่นี่ล้วนแต่ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ แต่พื้นที่โรงพยาบาลเดิมกลับมีจุดไม่น่าสบายหลายอย่าง โดยโครงการไม่ได้เกิดจากการขับเคลื่อนของเธอคนเดียว แต่มีกำลังสำคัญคือเหล่าเด็กชาวลำพูน เพราะเสาวนีย์ซึ่งทำงานอาสากับเยาวชนมานานแล้วมองว่า เด็กๆ คือเจ้าของพื้นที่ซึ่งจะต้องเติบโตไปกับโรงพยาบาลแห่งนี้  

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

โครงการนี้เริ่มต้นที่ไหน? เสาวนีย์กล่าวว่า เธอเริ่มจากชวนเด็กๆ เข้าสำรวจโรงพยาบาลเพื่อให้ ‘เข้าใจ’ ปัญหา ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่อย่างเรามักพร่ำบ่นและโทษคนอื่นเพราะไม่เคยเข้าไปรับรู้ปัญหาถึงแก่น ขณะที่เมื่อเด็กๆ เข้าสำรวจและพูดคุยกับคนในโรงพยาบาล พวกเขาจึงตระหนักว่าที่เก้าอี้บางแถวว่างเปล่าทั้งที่คนแน่น ก็เพราะอยู่ในตำแหน่งแดดส่องร้อนเกินทน ที่คนเดินชนกันเพราะไม่มีป้ายบอกทาง ส่วนที่ห้องน้ำส่งกลิ่นเหม็นจนน่าบ่น ก็ไม่ใช่เพราะคุณป้าแม่บ้านอู้งาน แต่เพราะมีคนทำความสะอาดแค่ 2 คน ขณะที่มีคนเข้าใช้เกือบ 2,000

เมื่อเข้าใจ เด็กๆ ย่อมมองปัญหาด้วยสายตาใหม่  เลิกบ่นเลิกโทษคนอื่น และตั้งต้นแก้ไขได้จากต้นตอ หลังจากนั้น ทางแก้มากมายจึงงอกงาม

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

โครงการนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง? สำหรับพื้นที่ทางกาย ตอนนี้โครงการได้เข้าไปปรับเปลี่ยนตำแหน่งแถวที่นั่ง ทำสนามเด็กเล่น จนถึงเปลี่ยนพื้นที่ในโรงพยาบาลส่วนหนึ่งให้กลายเป็น ‘ลานสบาย’ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ เนื่องจากโรงพยาบาลไม่ได้มีงบประมาณเยอะ ลานนี้จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของหลายฝ่าย มีสถาปนิกชุมชนมาออกแบบ มีการขอบริจาคต้นไม้ มีการยืมอุปกรณ์ไม่ได้ใช้ของโรงพยาบาลมาประยุกต์ใช้ และวัสดุอย่างไม้ไผ่ที่ใช้ก็ตัดมาจากบ้านผู้กำกับสาวนี่แหละ

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

ส่วนพื้นที่ทางใจ นอกจากเด็กๆ จะนำดนตรีและศิลปะมาช่วยผ่อนคลายญาติคนไข้ การเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่เกิดเป็นรูปธรรมยังทำให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง ‘คนนอก’ และ ‘คนใน’ เสาวนีย์ได้ไปนำเสนอโครงการกลางที่ประชุมของโรงพยาบาล บุคลากรฝ่ายต่างๆ ล้วนเข้าใจและสนับสนุนสิ่งที่เธอทำ ยิ่งกว่านั้นคือเสนอสิ่งที่อยากทำให้คนไข้ และลงมาสานสัมพันธ์กับผู้ป่วยเอง เช่น ขอให้โครงการไปจัดกิจกรรมให้หอผู้ป่วยในบ้าง ร่วมสอนผู้ป่วยโรคมะเร็งทำกิจกรรมบำบัดใจอย่างการจัดดอกไม้ หรือเดินมาร่วมร้องเพลงกับเด็กๆ

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบายขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบายขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดีๆ น่าชื่นใจ เมื่อมองให้ลึก โครงการขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาลคือผลจากการรวมพลังของคนตัวเล็กที่มีส่วนร่วมในพื้นที่แห่งเดียวกัน ไม่มีคนนอก ไม่มีคนใน มีแต่คนที่เข้าใจกัน มองเห็นปัญหา แล้วช่วยกันแก้ไข
ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

มองให้ลึกกว่านั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเริ่มต้นได้จากคนตัวเล็กๆ 1 คน

“เราเป็นคนที่ชอบคิดว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง แล้วเรื่องโรงพยาบาลเอง เราก็ไปโรงพยาบาลเพราะใครสักคนป่วย เลยคิดว่าทำไมตัวเองไม่ลุกขึ้นจัดการ ปล่อยให้เป็นภาระของหมอพยาบาลเท่านั้นเหรอ ซึ่งถ้าทุกคนเปลี่ยนทัศนคติได้ มองว่าเห็นปัญหาแล้วก็ต้องแก้ไขสิ อย่าไปบ่น เราก็จะไปช่วยกัน ที่จริงทัศนคตินี้ใช้ได้กับทุกเรื่องด้วยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องโรงพยาบาล” เสาวนีย์บอกฉัน

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

ไม่ต้องเป็นคนตำแหน่งใหญ่โต ไม่ต้องมีทุนหนา แค่ญาติคนไข้คนหนึ่งก็ก่อเกิดแรงกระเพื่อมได้ ขอเพียงตัดสินใจลงมือแก้ปัญหา เสาวนีย์เล่าให้ฉันฟังว่า อีกสิ่งหนึ่งที่โครงการกำลังทำคือ ‘เรือนพักญาติ’ ที่จะช่วยสร้างพื้นที่สบายให้ญาติที่มาเฝ้ารอคนไข้ เพราะพวกเขาล้วนมีพลัง เมื่อสบายตัวสบายใจขึ้นย่อมช่วยเหลือโรงพยาบาลได้มากมาย ‘เปลี่ยนใจรอให้เป็นพลัง’ คือคำที่เสาวนีย์พูดติดปากเสมอ และแน่นอน เรือนพักนี้ก็จะเกิดขึ้นจากการระดมทุน จากการร่วมมือร่วมใจของทุกคน

ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล : โปรเจกต์เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยู่แล้วสบาย

ตอนนี้พ่อของเสาวนีย์ปลอดภัยแข็งแรงแล้ว แต่ถึงจากนี้ เสาวนีย์อาจแวะเวียนไปโรงพยาบาลนานๆ ครั้ง เธอก็ยืนยันว่าโครงการขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาลจะยังดำเนินต่อแน่นอน เพราะผู้กำกับสาวรู้แล้วว่าเธอสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ขนาดไหน

ส่วนฉันเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ ก็อดทอดสายตาลงมองมือตัวเองไม่ได้

คนตัวเล็กอย่างฉัน สองมือเล็กๆ ของฉัน คงทำอะไรได้กว่าที่คิดมากนัก

Facebook l ขอพื้นที่สบายในโรงพยาบาล

Writer & Photographer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load