1

พบกับดาบฟ้า ไชยลับแลง ครั้งแรก เขาถามผมว่า “เมื่อพูดถึงเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วคิดถึงอะไร”

“ความลึกลับ… ตำนานเมืองแม่ม่าย… การห้ามพูดโกหก… อืม… แล้วก็ทุเรียนหลงลับแล” นั่นคือสิ่งที่ผมพอจะนึกออก

ดาบฟ้า ไชยลับแลง คือชายหนุ่มวัย 36 เป็นคนบ้านลับแลง ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล พ่อของเขาเป็นปู่หนาน อาจารย์ผู้ทำพิธีและมัคนายก รวมถึงเป็นเกษตรกรทำสวนทุเรียนและลางสาด ส่วนยายและทวดเป็นช่างซอ (นักร้องเพลงพื้นบ้านของล้านนา) แต่ไหนแต่ไร เขาตั้งคำถามในเชิงเหตุและผลของตำนานท้องถิ่น พร้อมๆ ไปกับความสงสัยว่าทำไมคนในตัวเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงเรียกชาวลับแลว่าเป็นคนลาว ทั้งๆ ที่ลับแลก็ไม่ได้มีอัตลักษณ์ร่วมกันกับชาวลาวเท่าไหร่ เช่นเดียวกับจังหวัดเพื่อนบ้านอย่างแพร่และน่าน ที่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวมักจะจัดให้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมร่วมกัน คนลับแลก็หาได้คล้าย

เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เด่นชัดว่าชาติพันธุ์ของชาวลับแลส่วนใหญ่เป็นชาวไท-ยวนที่อพยพมาจากล้านนา เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของถิ่นกำเนิดตัวเองอย่างลงลึก

“เวลาผมถามใคร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันอย่างนี้ เมืองห้ามพูดโกหกเอย เมืองแม่ม่ายเอย แต่ถ้าถามคนลับแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านลับแลงจริงๆ นี่คนละเรื่องเลย” ดาบฟ้ากล่าว

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตำนานท้องถิ่นถูกผูกเข้าไว้กับประวัติศาสตร์ของผู้คน หากเมื่อตระหนักรู้อีกที อนุสาวรีย์แม่ม่ายและป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘เขตห้ามพูดโกหก’ ก็ปรากฏอยู่พร้อมซุ้มประตูทางเข้าอำเภอลับแลเรียบร้อย

ดาบฟ้าบอกผมว่าเขาไม่ได้ต่อต้านตำนานท้องถิ่น แต่การอ้างตำนานว่าเป็นประวัติศาสตร์ชุมชนคือเรื่องผิดฝาผิดตัว เขาและทันตแพทย์ภัทรภูมินทร์ ชัยชมภู คุณหมอหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ร่วมในการสืบค้นและสืบสานวัฒนธรรมล้านนา จึงร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม ‘ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง’ กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวลับแล ศิลปิน และนักประวัติศาสตร์ ร่วมกันรื้อฟื้นและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ทั้งเพลงและทำนองซอลับแลงโบราณ ท่าฟ้อนรำ สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เลอลับแลง พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือนไม้โบราณแบบลับแลที่ดาบฟ้าได้รวบรวมมาไว้ในที่ดินผืนเดียวกัน

“ผมพบว่าประวัติศาสตร์ของเมืองลับแลที่ผ่านมาถูกเขียนและเข้าใจไปเองโดยคนภายนอก นั่นจึงก่อให้เกิดภาพจำที่คลาดเคลื่อนไปกับวิถีชีวิตของผู้คน กลายเป็นว่าเมืองลับแลเป็นเมืองในนิทานปรัมปรา ซึ่งตำนานเหล่านั้นมันไม่มีปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ใดๆ พอมันไม่เชื่อมโยงกัน การสืบค้นข้อเท็จจริงถึงที่มาของตัวตนคนลับแลก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ลับแลก็จะยังคงเป็นลับแล ในความหมายของความลึกลับคลุมเครืออยู่ต่อไป” ดาบฟ้ากล่าว

2

พ่อครูมาลา คำจันทร์ บอกผมว่าหลายปีมานี้เขาอ่านตั๋วเมือง (ตัวอักษรล้านนา) มากกว่าตัวอักษรภาษาไทยเสียอีก

มาลา คำจันทร์ คือนามปากกาของ เจริญ มาลาโรจน์ หลายคนรู้จักเขาในฐานะศิลปินแห่งชาติและนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนจากนวนิยาย เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน หากคนเชียงใหม่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจะรู้จักเขาในฐานะนักค้นคว้าและวิจัยอักษรธรรมโบราณของล้านนา เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ หน่วยงานอิสระที่ทำงานค้นคว้า ถอดความ และจำแนก คัมภีร์เก่าแก่ที่ได้รับการค้นพบตามวัดวาอารามหรือสถานที่อื่นๆ ทั่วภาคเหนือ ก่อนจะจัดระเบียบเอกสารเหล่านั้นให้กับวัดที่เป็นแหล่งค้นพบ

ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง จารึก

เมื่อปีที่แล้วผมได้คุยกับพ่อครูครั้งแรกในงานเปิดศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ (ศ.อ.บ.) ที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เชียงใหม่ องค์กรของพ่อครู…ไม่สิ พ่อครูขอให้ใช้สรรพนามเรียกอย่างถ่อมตัวว่า ‘กลุ่ม’ ประกอบขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่มีกระบวนการทำงานไม่ซับซ้อน กล่าวคือ หากมีวัดไหนต้องการให้ ศ.อ.บ. ไปช่วยสืบค้น ศ.อ.บ. ก็จะยกทีมกันไปลงพื้นที่ ไล่อ่านคัมภีร์ใบลานและปั๊บสา (สมุดโบราณที่ทำจากกระดาษสา) เพื่อจำแนกหมวดหมู่ ถ่ายสำเนาเก็บไว้ศึกษาต่อ ก่อนจะคืนเอกสารทั้งหมดให้เป็นสมบัติของวัด โดยไม่แสวงหากำไรใดๆ…

ใช่, พ่อครูบอกผมว่ากำไรของเขาคือการสร้างนักประวัติศาสตร์และนักวรรณกรรมรุ่นใหม่ ในขณะที่ยังมีคัมภีร์ใบลานนับร้อยนับพันฉบับที่ยังไม่ถูกเปิดอ่านทั่วภาคเหนือ หากจำนวนผู้คนที่สามารถอ่านอักษรโบราณนี้ได้กลับน้อยลงไปทุกที การสร้างบุคลากรมาช่วยค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้มากขึ้น ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของเขา นอกเหนือจากการมีโอกาสได้เสพความงามทางภาษา ความคิด และความเชื่อ ของผู้คนในสมัยก่อนผ่านวรรณกรรมโบราณที่ค้นพบ

วัดท้องลับแล

ปลายเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ผมพบพ่อครูมาลาเป็นครั้งที่ 2 ที่อำเภอลับแล นั่นคือช่วงเวลาหลังจากที่กลุ่มฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนของดาบฟ้าชักชวนชาวบ้านช่วยกันบูรณะหอไตรกลางน้ำภายในวัดท้องลับแล ตำบลฝายหลวง และขนย้ายคัมภีร์ใบลานที่อยู่ภายในออกมาไว้ในวิหาร ก่อนจะเชิญ ศ.อ.บ. ลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบเอกสารโบราณที่มีนับร้อยฉบับดังกล่าว

นั่นเป็นครั้งที่ 2 อีกเช่นกันที่ได้พบดาบฟ้า เพราะผมตอบรับคำชวนของเขามาลงพื้นที่สังเกตการณ์ที่นี่

3

ผมไปเยือนอำเภอลับแลช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่จัดพิธีแห่น้ำขึ้นโฮง พิธีกรรมเก่าแก่ที่จัดขึ้นเพื่อสักการะ ‘เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร’ บุคคลที่ตำนานในท้องที่ระบุว่าเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมือง

ม่อนอารักษ์

พิธีกรรมที่มีขึ้นทุกวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี จะจัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารในตำบลฝายหลวง ณ เชิงเขาที่มีชื่อว่า ‘ม่อนอารักษ์’ ภูเขาอันเป็นที่สถิตของวิญญาณกษัตริย์ ชาวบ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้านต่างนุ่งซิ่นตีนจกแบบพื้นเมือง เดินขบวนมาจากหมู่บ้านของตัวเอง พร้อมหาบน้ำที่ตักมาจากบ่อของหมู่บ้าน ขึ้นภูเขาไปมาสรงน้ำยังหอเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารด้านบน ด้วยความเชื่อว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ จะดลบันดาลให้ชาวเมืองอยู่ดีกินดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และเรือกสวนไร่นาที่เป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำและฐานเศรษฐกิจหลักของเมืองออกผลอุดมสมบูรณ์

ตำนานเล่าว่าพิธีกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 1513 หรือกว่า 1,000 ปีมาแล้ว โดยใน พ.ศ. 2526 ทางเทศบาลก็ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ขึ้นเป็นรูปธรรม กระนั้นความน่าสนใจไม่แพ้ความเก่าแก่ของพิธีกรรม คือตัวตนของพระองค์ท่าน ที่ซึ่งคนท้องถิ่นเองยังเข้าใจไม่ตรงกัน

ในขณะที่ทางราชการผู้จัดสร้างอนุสาวรีย์ให้ข้อมูลว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นราชบุตรของพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน (ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) พระองค์เป็นผู้นำชาวเชียงแสนอพยพหนีโรคระบาดลงมาปักฐานอยู่ที่เมืองลับแลเมื่อ พ.ศ. 1513 พร้อมอภิเษกสมรสกับนางสุมาลีเเละนางสุมาลา (ที่เล่ากันว่าทั้งสองเป็นคนคิดค้นผ้าซิ่นตีนจก) หลังสิ้นพระชนม์ ชาวเมืองก็ฝังร่างของพระองค์ไว้บนยอดม่อนอารักษ์แห่งนี้ ก่อนจะมีพิธีสักการะเรื่อยมา นั่นคือการอธิบาย ‘ที่มา’ ของชาวลับแลเรื่องหนึ่ง

กระนั้นในมุมมองของชาวลับแลอีกส่วน กลับเห็นต่างว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นดวงวิญญาณอารักษ์ที่บรรพบุรุษชาวเชียงแสนอัญเชิญมาจากบ้านเกิด เมื่อครั้นอพยพหนีการรุกรานของพม่าจากบ้านเกิดลงมาตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนนี้ โดยมีศาลสถิตอยู่บนม่อนอารักษ์

“เมื่อเทียบปี พ.ศ. 1513 ก็ไม่ตรงกับพงสาวดารฉบับไหนแล้วครับ ตำนานเรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ กล่าวคืออาจไม่มีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือถ้ามี ก็อาจจะไม่ใช่บุคคลในปี พ.ศ. 1513” ฉัตรชัย แว่นตา นักวิจัยเอกสารโบราณผู้มีพื้นเพเป็นคนลับแล กล่าว

อีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยเน้นย้ำความเลื่อนลอยของตำนานนี้ก็คือต้นทางของข้อมูล ซึ่งฉัตรชัยและดาบฟ้าเล่าตรงกันว่ามาจากหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูฉิมพลีคณายุกต์-เนื้อหาในเล่มเล่าถึงประวัติการก่อตั้งเมืองลับแล หากพระครูผู้เขียนก็ได้ชี้แจงอยู่ในเล่มแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากที่ท่านนิมิตฝัน ก่อนจะเรียบเรียงออกมา

“มีทั้งชาวบ้านที่เชื่อตามตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร และชาวบ้านที่เชื่อว่าท่านไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงวิญญาณอารักษ์ที่อัญเชิญมาไว้ที่เมืองนี้ แต่นั่นดูไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร เพราะสถานะของพระองค์ท่านก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้านที่นี่ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นจึงเป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์มากกว่า ที่ต้องมาสืบค้นกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร” ฉัตรชัยเสริม

4

วัดท้องลับแลตั้งอยู่ห่างจากม่อนอารักษ์เพียงเดินเท้าไม่กี่อึดใจ ในแวดล้อมของจิตรกรรมสีฝุ่นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกบนผนังภายในวิหาร พ่อครูมาลาและคณะกำลังรื้อค้นเอกสารโบราณที่ชาวบ้านช่วยกันขนย้ายมาเตรียมไว้ให้

วัดท้องลับแล วัดท้องลับแล

เอกสารมีหลายร้อยฉบับ มากกว่าครึ่งอยู่ในสภาพชำรุดจากกาลเวลา และมีคัมภีร์ใบลานส่วนหนึ่งที่เปื่อยยุ่ยจนคล้ายว่าเมื่อมันต้องลมก็พร้อมจะผุสลายได้ทุกเมื่อ กระบวนการทำงานจึงเป็นไปค่อนข้างช้า เพราะทีมงานที่มีด้วยกัน 7 คนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ระหว่างที่ผมเตร็ดเตร่สำรวจบ้านเรือนและเรือกสวนในลับแลตลอด 3 วัน ผมไม่ได้คุยกับทั้งพ่อครูมาลาและดาบฟ้าใดๆ ต่างคนก็ต่างคร่ำเคร่งกับหน้าที่ของตัวเองไป (ครับ, หน้าที่ของผมคือการเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกนี่แหละ) แต่นั่นล่ะ เย็นย่ำของวันที่ 3 ที่ผมอยู่ที่นี่ ระหว่างมื้ออาหารค่ำที่พิพิธภัณฑ์ของดาบฟ้า พ่อครูกับทีมงานเอกสารโบราณเพิ่งมุ่งตรงมาจากวัดเพื่อบอกข่าวดีแก่ดาบฟ้า และเราก็มีเรื่องต้องคุยกันอีกครั้ง

วัดท้องลับแล

เป็นสมุดแบบที่เราเห็นทั่วไปในปัจจุบันที่พ่อครูมาลาเรียกมันว่า ‘สมุดฝรั่ง’ เขียนด้วยอักษรไทย เนื้อหาภายในได้รับการคัดลอกมาจากคัมภีร์ใบลานเดิมที่ใกล้จะเปื่อยผุ คัดลอกโดยพระครูธรรมเนตรโสภน อดีตเจ้าคณะอำเภอและเจ้าอาวาสวัดท้องลับแล เอกสารดังกล่าวคือตำนานพระเจ้ายอดคำทิพย์ พระพุทธรูปองค์สำคัญของวัด ต้นฉบับเขียนโดยพระสุวรรณปัญญาญาณ เมื่อ พ.ศ. 2128 โดยในคำนำที่พระครูธรรมเนตรโสภณเขียนไว้ระบุว่าท่านพบต้นฉบับใบลานนี้เมื่อคราวบูรณะแท่นพระเจ้ายอดคำทิพย์ ราวปี พ.ศ. 2507 ใบลานซุกอยู่ในโพรงใต้ฐานพระ ท่านเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญจึงเอามาแปลจากอักษรธรรมล้านนาเป็นอักษรไทยใส่ลงสมุด

ตัดภาพมาในยุคปัจจุบัน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า หนึ่งในทีมงาน ศ.อ.บ. ก็ได้พบสมุดเล่มนี้เข้าอีกทีภายในกองคัมภีร์ใบลานที่วางสุมกันอยู่กลางวิหาร

คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม

การค้นพบเอกสารที่ว่าด้วยตำนานการสร้างพระพุทธรูปพระเจ้ายอดคำทิพย์ดูจะไม่เกี่ยวอะไรกับประวัติเมืองลับแลเลย หากไม่มีใครสักคนอ่านมันอย่างละเอียด เพื่อพบว่าตำนานได้อ้างอิงที่มาของเมืองลับแลไว้ โดยเฉพาะห้วงเหตุการณ์ที่เจ้ายี่กุมกาม เจ้าเมืองเชียงราย (ในเอกสารเขียนว่าเจ้ายี่ความแก้ววงเมือง) ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าไสลือไทแห่งสุโขทัย เพื่อยกทัพไปบุกเชียงใหม่หวังยึดบัลลังก์จากพระญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระอนุชา แต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องกลศึกของฝ่ายล้านนา เจ้ายี่กุมกามจึงได้เทครัวหรือกวาดต้อนชาวเมืองเชียงรายพาผู้คนติดตามกองทัพสุโขทัยลงมาตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่ที่มีชื่อว่าเวียงสระหนองหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองลับแลในปัจจุบัน

เอกสารฉบับเดียวกันยังอ้างอิงอีกห้วงเหตุการณ์ คือหลังจากยุคเจ้ายี่กุมกามย้ายมาเวียงสระหนองหลวงแล้ว พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ของราชวงศ์มังราย ยกทัพลงมาจากเชียงใหม่เพื่อขับไล่กองทัพอยุธยาของพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ โดยกองทัพของพระเจ้าติโลกราชก็ได้มาพักพลที่เมืองแห่งนี้ และพบว่าผู้คนถิ่นนี้เป็นชาวไท-ยวนอยู่แล้ว ต่อมาหลังจากพระองค์สามารถขับไล่กองทัพอยุธยาออกไปแล้ว ก็ได้สถาปนาเวียงสระหนองหลวงเป็นเมืองลับแลงไชย และราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าติโลกมหาราชาฟ้าฮ่าม ปฐมกษัตริย์แห่งลับแลงไชย

ในเอกสารยังกล่าวด้วยว่าคำว่า ‘ฟ้าฮ่าม’ ที่พ่วงท้ายชื่อมาจากเมื่อตอนที่พระเจ้าติโลกราชเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้และพบว่าท้องฟ้ามีแสงสีแดงอร่าม (ฮ่าม) ในยามบ่าย (แลง) ที่ดวงตะวันใกล้จะลับ

นั่นคือที่มาของคำว่า ลับแลง

พ่อครูมาลาบอกว่าจากเนื้อความในเอกสาร ซึ่งได้ตรวจสอบปีพุทธศักราชและข้อมูลที่สอดรับกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ‘มีความเป็นไปได้’ ว่าห้วงเหตุการณ์แรกในยุคเจ้ายี่กุมกามน่าจะอธิบายการอพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองลับแลของชาวไท-ยวน ซึ่งปัจจุบันเป็นชาติพันธุ์หลักของพื้นที่ ขณะที่เหตุการณ์ที่สองซึ่งสอดรับกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าพระเจ้าติโลกราชเสด็จลงมาทำการศึกกับอยุธยาในภูมิภาครอบๆ นี้จริง หากก็ไม่มีระบุมาก่อนว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จมาที่ลับแล เอกสารจึงนำเสนอข้อมูลใหม่ที่ว่า บางทีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่ชาวลับแลเลื่อมใสศรัทธาในฐานะวิญญาณอารักษ์อาจจะเป็นบุคคลคนเดียวกับพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่งแห่งล้านนา

5

ครับ, ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมดาบฟ้าถึงปลื้มปริ่มกับข้อมูลชุดนี้มาก จนถึงกับน้ำตาคลอหน่วย ก่อนจะก้มลงกราบพ่อครูมาลาเป็นการขอบคุณ

และผมก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน สอบถามใครหลายคนเพื่อไล่เรียงเรื่องราวและบริบทโดยรอบ ตัดทอนให้เหลือเพียงประวัติโดยสังเขปที่เพิ่งเขียนไปข้างบน

มีความพ้องพานที่น่าจะเป็นไปได้อีกประการซึ่งดาบฟ้ามาเล่าให้ฟังภายหลังที่เขาทุเลาจากอาการปลื้มปีติ นั่นคือเอกสารโบราณที่เพิ่งค้นพบชุดใหม่นี้มีโครงเรื่องที่ว่าด้วยตำนานเมืองลับแลคล้ายคลึงกับตำนานชุดเก่าที่พระครูฉิมพลีคณายุกต์เขียนถึงประวัติเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารจากการนิมิตฝัน ยิ่งเมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่ว่าทั้งพระครูธรรมเนตรโสภณ ผู้คัดลอกเอกสาร กับพระครูฉิมพลีคณายุกต์ อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน

“จะมีความเป็นไปได้ไหมว่าพระครูฉิมพลีท่านได้รับพื้นเรื่องจากวรรณกรรมที่บันทึกในคัมภีร์ที่วัดท้องลับแลที่เราเพิ่งเจอฉบับนี้ไปซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า หากมีการเปลี่ยนเพี้ยนในชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ รวมทั้งห้วงเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ดาบฟ้าสันนิษฐาน (ตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารฉบับปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงเหตุการณ์ไว้ที่ พ.ศ. 1513 ส่วนฉบับที่เพิ่งค้นพบใหม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีพุทธศักราช 2000-ผู้เขียน)

กระนั้นก็ดี เอกสารที่คณะของพ่อครูมาลาพบ ก็ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมาช่วยคลี่คลายตัวตนในประวัติศาสตร์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเอกสารโบราณฉบับแรกที่กล่าวถึงที่มาของเมืองลับแลงไชยหรือเมืองลับแลโดยตรง¹

ขณะที่พ่อครูมาลาให้ความเห็นต่อว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเอกสารเกี่ยวกับเมืองลับแล ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งค้นพบนี้อยู่อีกหลายฉบับตามวัดแห่งอื่นๆ หากตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงใดๆ ได้ กระนั้นในมุมมองของดาบฟ้า เอกสารก็จุดประกายความหวังในการแยกตำนานออกจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อจะทดแทนมันด้วยข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้เสียที

“แม้เอกสารฉบับนี้ฉบับเดียวจะไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของที่มาเมืองลับแลงได้ แต่อย่างน้อยมันก็ยืนยันกับผมว่าสิ่งที่ผมและทีมงานทำที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ลับแลงคือเมืองที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง เป็นเมืองที่มีตัวตนที่ไม่ได้เกิดจากตำนานปรัมปรา” ดาบฟ้ากล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมความหวัง

เขาไม่ได้เล่าอะไรให้ผมฟังมากกว่านี้ หากผมก็รู้ได้เองว่าจากนี้คงเป็นงานหนักของเขาและทีมงาน เพราะไม่ใช่แค่การตามหาเอกสารโบราณมาอ้างอิงเพิ่มเติม แต่ที่ต้องใช้พละกำลังมากกว่านั้น น่าจะเกิดขึ้นหากได้หลักฐานมาอ้างอิงสมใจ นั่นคือการต้องนำข้อมูลใหม่ที่คัดง้างกับข้อมูลเก่ามาเสนอสู่สาธารณะ-การเล่นกระดานโต้คลื่นทางประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งความเชื่อเดิมได้ฝังรากลึกลงไปถึงท้องมหาสมุทร

และนี่คือสิ่งที่ท้าทายกลุ่มนักประวัติศาสตร์ชุมชนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ที่สุด

แต่นั่นล่ะ เช่นเดียวกับที่ชายหนุ่มไท-ยวนเลือดลับแลเข้มข้นคนนี้บอกกับผมว่า การลงแรงลงสมองของพวกเขาที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า สำหรับผม การมาเยือนบ้านเกิดของดาบฟ้าครั้งนี้ ก็หาได้้เสียเปล่าเหมือนกัน

¹ ดาบฟ้าให้ข้อมูลว่าเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่เอ่ยถึงเมืองลับแลอย่างเป็นทางการคือ ‘คู่มือตอบคำถามสำหรับทูต’ ที่ไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยในเอกสารนั้นเพียงอ้างอิงว่า เมืองลับแล เป็นเมืองรองเมืองหนึ่งในแคว้นพิชัย ซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือแคว้นที่ 8 ของอาณาจักรสยาม (อ้างอิงจาก www.silpa-mag.com)

Writer & Photographer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2564
672

6 ตุลาคม พ.ศ.​ 2519 วันวิปโยคของประวัติศาสตร์ไทย

ผู้มีอำนาจเข้าล้อมปราบขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ภายหลังจากเหตุการณ์ ทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวภายในเมืองต้องเงียบเชียบ สื่อถูกปิดปาก บทเพลงที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นต้นทางของบทเพลงเพื่อชีวิตต่างก็หยุดบรรเลงไปพร้อมกับผู้ขับร้องที่หนีเข้าป่า ไม่ต่างกับเพื่อนปัญญาชนคนอื่นๆ

ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีบทเพลงขับขานเรื่องราวของสามัญชนและสังคมดังขึ้นมาจากทิวดอยแดนเหนือ อุ๊ยคำ เพลงที่บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้ง ณ ขณะนั้น บทเพลงแห่งสามัญชนถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง และทำให้หลายคนรู้จักศิลปินหนุ่มจากเชียงใหม่ นาม จรัล มโนเพ็ชร

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

กระทั่งนักศึกษาและปัญญาชนออกจากป่ากลับสู่เมือง ศิลปินคนนี้ก็ยังแต่งเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นกำลังใจให้พวกเขา หากเพลง คิดถึงบ้าน หลายคนรู้จักในชื่อ เดือนเพ็ญ ที่แต่งขึ้นเป็นบทกวีโดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ก่อนจะถูกนำมาแปลงเป็นเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ปัญญาชนในป่าใช้ขับร้องเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง ยามออกจากป่ามา รางวัลแด่คนช่างฝัน ของจรัล ก็คือบทเพลงที่ช่วยมอบขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทองให้กับพวกเขาสู้สู่วันใหม่ข้างหน้า และเป็นบทเพลงที่นำมาใช้ขับร้องสร้างกำลังใจให้ผู้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

จรัล มโนเพ็ชร ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินนักร้องเป็นอย่างมาก ได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโฟล์กซองคำเมืองของประเทศไทย ด้วยบทเพลงจำนวนมากที่ถูกขับร้องด้วยคำเมืองหรือภาษาเหนือ ทั้งบอกเล่าสภาพสังคม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมของภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งเนื้อหากินใจและพูดแทนใจสามัญชน 

บ้างก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขันชวนสนุก ทำให้หลายคนรู้จักกับภาษาเหนือ และบทเพลงของจรัลยังคงถูกขับร้องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง สาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย, สาวเชียงใหม่, ลูกข้าวนึ่ง, หมะเมี๊ยะ, มิดะ, ล่องแม่ปิง, ของกิ๋นคนเมือง, คนสึ่งตึง ที่หลายคงคุ้นหูและรู้จักกันดี รวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง
จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

นอกจากบทบาทการเป็นนักร้อง จรัลยังเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปินล้านนาให้คนทั่วไปรู้จักเป็นวงกว้าง และยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางการแสดงในภาพยนตร์กับละครจำนวนมาก รวมถึงหนึ่งในละครเวทียิ่งใหญ่เรื่องเยี่ยมที่เคยเกิดขึ้นในไทย อย่าง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ หรือ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจรัลได้รับบท ดอนกิโฆเต้ ตัวเอกของเรื่อง มี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเดียวกันในอีกรอบการแสดง

จากผลงานจำนวนมากมายที่กล่าวมา ทำให้ศิลปินชาวเหนือคนนี้มีภาระจากหน้าที่การงานจำนวนมาก และที่เขาต้องทำงานมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเงินทองสำหรับตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการจะรวบรวมเงินทุนเพื่อจัดตั้งให้เกิด ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา’ รวมถึงช่วยเหลือความเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมล้านนาอีกจำนวนมาก 

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

แต่แล้วในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.​ 2544 แผ่นดินล้านนาก็ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก 

จรัล มโนเพ็ชร จากไปไม่มีวันหวนคืน เหลือไว้แต่คุณูปการจำนวนมากที่เคยทำไว้กับเมืองเหนือที่เขารักยิ่ง

“วันนี้ผมกำลังจะทำงานที่ค่อนข้างหนักอีกแล้ว ผมก็หวังใจว่าท่านผู้ชม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านจะสนับสนุนให้กลุ่มที่ทำงานชมรมส่งเสริมศิลปินล้านนาได้มีโอกาสได้ดูแลให้เป็นมูลนิธิ เพื่อว่าการทำงานจะได้สืบสานมั่นคงต่อไปในภายหน้า เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมก็ต้องจากไป ผมต้องไปอยู่แล้ว ไปวันไหนไม่รู้ และยังมีกิเลสตัณหาอยู่ในกมลสันดานเล็กน้อย คือ ยังห่วงงานตัวเองอยู่ ถ้ามีองค์กรที่มั่นคงดูแลไว้แล้ว ก็น่าจะดี…” 

จรัล มโนเพ็ชร กล่าวก่อนเข้าเพลง อุ๊ยคำ ในคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541

ในวาระครบรอบ 20 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รักศิลปินคนนี้จึงคิดจะทำอะไรบางอย่างขึ้นเพื่อเชิดชูและสานต่อความฝันของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของล้านนาในนาม ‘จรัลรำลึก’ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ความฝันของอ้ายจรัลมีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่างแรก อ้ายจรัลเป็นคนที่อยากทำหอศิลป์สล่าเลาเลือง ซึ่งแปลว่าศิลปินที่งดงามอลังการ เพื่อบันทึกการทำงานทั้งหมดของศิลปินภาคเหนือไว้ ปัจจุบันความฝันนี้ของอ้ายสำเร็จแล้วเมื่อต้นปี และตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน อีกความฝันของอ้ายจรัลก็คือ การฟื้นผืนแผ่นดินนี้ให้งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในอดีต ซึ่งเราต้องการสานฝันอันนี้ของอ้าย” อาจารย์ธเนศวร์ เริ่มเล่าที่มาของโครงการจรัลรำลึกที่เขาจัดทำขึ้นกับเพื่อนฝูง

“เนื่องจากใกล้จะครบวาระยี่สิบปีที่อ้ายจรัลจากไป ลูกสาวบอกกับผมว่า ถ้ารุ่นพ่อไม่ทำอะไร จะไม่มีใครทำอีกแล้วนะ ปัจจุบันลูกสาวของผมอายุสามสิบสอง เขาได้ยินผมพูดเรื่องอ้ายจรัลมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่โตมากับเขาไม่มีใครพูดถึงเลย ลูกสาวผมกลายเป็นคนอธิบายเรื่องของอ้ายจรัลให้คนในรุ่นของเขาฟัง เขาเลยรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว คนรุ่นผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ให้กับศิลปินที่สร้างความดีไว้กับเมืองเหนือจำนวนมากในวาระนี้

“ตอน พ.ศ. 2520 ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังประชุมกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่บ้านของผมในนิวยอร์ก มีแต่คนหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน แล้วก็มีคนหนึ่งหยิบเทปของอ้ายจรัลมาเปิด ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะเป็นเพลงที่ร้องด้วยภาษาคำเมือง ผมเองก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบแต่งเพลง ผมเคยมีความคิดที่อยากจะลองแต่งเพลงภาษาคำเมืองขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที พอได้ยินบทเพลงของอ้ายจรัลในวันนั้น จึงทำให้ผมทึ่งและชื่นชมในศิลปินคนนี้ โดยติดตามผลงานเขาตลอด กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ทีนี้การมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ทำให้ผมได้เห็นไอเดียดีๆ อะไรเท่ๆ จากที่นู่นเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีรูปปั้นของนักเขียนนวนิยายชื่อดังของโลกอยู่ นั่นก็คือ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า (Miguel de Cervantes Saavedra) ผู้ประพันธ์เรื่อง ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ซึ่งผมทราบมาว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงชื่นชมนักเขียนคนนี้อย่างมาก เมื่อไหร่ที่พระองค์ท่านมีโอกาสไปประเทศจีน ก็จะต้องหาโอกาสไปวางดอกไม้หน้ารูปปั้นนี้ให้ได้ เรื่องราวนี้ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก และวันนี้ นี่คือเรื่องราวของศิลปินที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นคนแรกของเชียงใหม่ แม้ว่าตัวของอ้ายจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเขียนถึงอยู่ ผมอาจจะเขียนถึงเยอะกว่าคนอื่นหน่อย” 

อาจารย์ธเนศวร์หัวเราะสนุกหลังแซวตนเอง ก่อนเล่าต่อด้วยความเพลิดเพลิน “ยังคงมีคนฟังเพลงของอ้าย ชื่นชมผลงานของอ้ายอยู่ และปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครแทนอ้ายได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อระลึกถึงและชื่นชมผลงานของแก ส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป ผมจึงมีความคิดว่า นี่คือเวลาเหมาะสมแล้วที่เราจะมีรูปปั้นของ จรัล มโนเพ็ชร ตั้งในที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาชื่นชมและเรียนรู้แรงบันดาลใจจากอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

โครงการจรัลรำลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 และประกาศให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดการสร้างรูปปั้น จรัล มโนเพ็ชร บนเพจเฟซบุ๊กชื่อเดียวกับโครงการ เพื่อขอระดมทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างอนุสาวรีย์

“อ้ายจรัลเป็นศิลปินที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชนผ่านบทเพลงจำนวนมาก เพราะอ้ายมีใจให้กับมวลชนผู้ยากไร้ มีใจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่ากี่เพลงต่อกี่เพลงที่ออกมาก็ล้วนเป็นอย่างนี้ตลอด เราเลยตั้งใจกันว่าจะให้การสร้างอนุสาวรีย์ของอ้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมใจของสามัญชนที่รักอ้ายจรัล ซึ่งเราต้องใช้เงินในการทำให้สำเร็จทั้งสิ้นประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ทางโครงการจรัลรำลึกของเราตัดสินใจจะตั้งเป้ายอดระดมทุนไว้ที่ห้าแสนบาท 

“นอกจากค่าทำรูปปั้น เราตั้งใจช่วยสานฝันที่อ้ายอยากช่วยเหลือและส่งเสริมศิลปินล้านนา โดยเงินที่เหลือจากการทำรูปปั้น เราตั้งใจแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่ง สำหรับจัดทำเป็นรางวัลจรัล มโนเพ็ชร มอบให้กับศิลปินที่โดดเด่นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทุกๆ ปี สอง เราจะทำกองทุนจรัล มโนเพ็ชร เพื่อมอบทุนให้แก่เด็กที่สนใจด้านศิลปะวัฒนธรรม แต่มีฐานะยากจน ให้มีโอกาสเล่าเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ เราตั้งกฎไว้ว่าจะรายงานยอดระดมทุนทุกสัปดาห์บนเพจ จะไม่มีการถอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่านี่เป็นเงินที่พี่น้องบริจาคมาเพื่อทำรูปปั้นอ้ายจรัลเท่านั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ภารกิจการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น

ในแต่ละสัปดาห์หลังจากประกาศการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ ทางทีมจรัลรำลึกจะมีการจัดงานเสวนาไลฟ์ผ่านทางเพจจรัลรำลึก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง อันยา โพธิวัฒน์ ภรรยาของจรัล มาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับจรัล จำนวนทั้งหมด 18 หัวข้อเสวนา อาทิ มรดกของจรัล มโนเพ็ชร ต่อล้านนาและสังคมไทย ผู้คนหลากหลายในเพลงจรัล ลมหายใจเชียงใหม่กับเพลงอ้ายจรัล เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจก็กลับไปตามชมได้ที่เพจจรัลรำลึก หรืออ่านจากหนังสือ กึ๊ดเติงหาอ้ายจรัล ซึ่งรายได้จากการซื้อหนังสือจะถูกนำไปสมทบทุนของโครงการ 

นอกจากงานเสวนายังมีการจัดคอนเสิร์ตจรัลรำลึก ณ เชียงดาว โดยมีศิลปินถิ่นเหนือมาร่วมกันทำการแสดงเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เพื่อนำเงินจากตั๋วคอนเสิร์ตมาสนับสนุนโครงการ ซึ่งจัดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการจรัลรำลึกก็ระดมทุนจนครบตามที่ต้องการได้ในเดือนมกราคมปีนี้ จากการช่วยเหลือของผู้คนที่รักจรัล หลังจากนั้นทางทีมก็เริ่มต้นงานปั้นทันที โดยได้ อาจารย์ภูธิป บุญตันบุตร ศิลปินปั้นมือดีชาวเชียงใหม่รับหน้าที่เป็นประติมากร โดยรูปปั้นจรัล มโนเพ็ชร ที่ทางทีมจรัลรำลึกตั้งใจสร้างขึ้นมานั้น มีขนาดเท่าตัวจริง เป็นศิลปินสามัญชน ไม่สูงใหญ่ ไม่ชูกีตาร์หรือซึงให้ดูอลังการ ไม่อวดตัว ไม่มีแท่นยกสูงจากพื้น หากแต่เรียบง่ายในลักษณะนั่งเล่นกีตาร์บนม้านั่งที่วางกับพื้น เป็นสามัญชนติดดิน ดั่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเหนือผู้นี้เป็น

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อ้ายจรัลเป็นคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่น นี่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวของอ้ายเล่าให้ผมฟัง หลังจากเริ่มต้นปั้นรูปปั้นของอ้าย” อาจารย์ภูทิป เริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานปั้น “ผมเริ่มต้นการปั้นจากแบบสเก็ตช์ของ รศ.ดร.สุกรี เกษรเกศรา ที่เป็นผู้แนะนำผมให้เป็นผู้รับผิดชอบการปั้นรูปปั้นของอ้ายจรัล ซึ่งขั้นตอนการปั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากป้าหมู (อันยา โพธิวัฒน์) ภรรยาของอ้ายจรัล เพื่อให้ปั้นออกมาเหมือนอ้ายที่สุด เดิมผมใช้ภาพต้นแบบจากปกเทปที่อ้ายใส่เสื้อหนาๆ 

“ป้าหมูทักว่า ปกติอ้ายจรัลไม่ใส่ ใส่เพื่อถ่ายปกเท่านั้น ป้าหมูเลยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่อ้ายใช้จริงๆ มาให้ใช้เป็นแบบ มีทั้งรองเท้า นาฬิกา แหวน ที่อ้ายจรัลใส่บ่อยๆ ซึ่งตอนปั้นส่วนนาฬิกา ถ้าปั้นหน้าปัดโล้นๆ จะดูไม่สวย ก็เลยคิดว่าน่าจะใส่อะไรที่บ่งบอกถึงการรำลึกถึงอ้าย ผมเลยใช้วันสุดท้ายที่อ้ายหยุดไว้ตอนจากไปมาใส่ เพื่อให้ยังอยู่ต่อไป”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อีกส่วนที่มีการปรับค่อนข้างละเอียดก็คือรอยยิ้มของอ้าย ซึ่งผมใช้วิธีศึกษาจากรูปภาพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตอนแรกผมปั้นเป็นหน้าที่ยังไม่ยิ้ม ส่งให้ทีมจรัลรำลึกและหลายคนที่ใกล้ชิดกับอ้ายจรัลดู เกือบทุกคนก็เล่าให้ผมฟังว่า ปกติเวลาอ้ายจรัลอยู่กับคนอื่น อ้ายเป็นคนยิ้มง่าย เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นมาก ทุกคนเลยอยากให้รูปปั้นเป็นตอนอ้ายยิ้ม ผมก็เลยไปค้นหาจังหวะที่อ้ายยิ้มจากบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ แต่ก็ยังคงไม่เหมือนตัวตนของอ้าย 

“กระทั่งป้าหมูส่งภาพถ่ายของอ้ายรูปหนึ่งมาให้ เป็นรูปที่อ้ายจรัลยิ้มเล็กน้อย รวมถึงแววตาของอ้ายก็ยิ้มด้วยเช่นกัน โดยผมได้ความช่วยเหลือจาก อาจารย์อ๊อฟ (อัษฎายุธ อยู่เย็น) มาช่วยปั้นส่วนใบหน้าของอ้าย กระทั่งออกมาเหมือนรอยยิ้มของอ้ายจรัล อย่างที่คนใกล้ชิดของอ้ายเคยได้รับขณะที่อ้ายยังมีชีวิตอยู่” นักปั้นเล่ากระบวนการ

เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงรักในตัวตนของศิลปินผู้นี้…

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“สำหรับสถานที่ตั้งของรูปปั้นอ้ายจรัล ที่จังหวัดเชียงใหม่เรามีรูปปั้นที่เป็นอนุสาวรีย์ อย่าง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ผมมองว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของอ้ายจรัล” อาจารย์ธเนศวรพูดเรื่องประเด็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ 

“เราตั้งใจว่าจะวางรูปปั้นของอ้ายไว้ใต้ต้นไม้ นั่งเล่นกีตาร์ขับกล่อมผู้คนใต้ต้นไม้อยู่ในมุมเล็กๆ ไม่มีท่าทีอหังการแต่อย่างใด อาจจะต้องก้มผ่านกิ่งไม้เข้าไปถึงจะมองเห็นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เราอยากให้รูปปั้นของอ้ายตั้งอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีรั้วกั้น อยู่ข้างนอก ผู้คนที่มาโอบกอดอ้ายได้ตลอดเวลา จะร้องเพลงกับอ้ายหรือนั่งกินเบียร์กับอ้ายก็ได้ ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมา จะต้องคอยช่วยดูแลรูปปั้นของอ้ายอย่างแน่นอน นี่ถึงจะเหมาะกับศิลปินสามัญชนติดดิน เราต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสมบัติของประชาชน และให้อ้ายเป็นแรงบันดาลใจกับทุกคน”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ตอนนี้ทีมจรัลรำลึกกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสถานที่ตั้งให้ตรงตามความตั้งใจไว้ให้ได้มากที่สุด

“ผมยืนยันเรื่องความต้องการให้รูปปั้นของอ้ายอยู่ในที่สาธารณะ เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นที่ที่อ้ายใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปได้มากที่สุด ผมต้องการให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของอ้าย บทเพลงของอ้าย รวมถึงให้อ้ายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ผมมองว่าเพลงของอ้ายส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และยังใช้การได้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะปัญหาหลายอย่างที่ถูกพูดในเพลง ก็ยังไม่ถูกแก้ไข 

“อุ๊ยคำ ยังเดี่ยวดายจนถึงทุกวันนี้ สาวโรงบ่ม ก็เปลี่ยนไปจากขี่จักรยานไปโรงบ่มตอนนี้ก็ไปอยู่โรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ปัญหาการจราจรในเพลง ตากับหลาน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สาวมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาแล้วมอเตอร์ไซค์เอารถเก๋งแล้ว มันยังเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เปลี่ยนบริบทไปเรื่อยๆ 

“ที่ต้องพูดให้ไปไกลกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากผลผลิตของสังคมในยุคนั้นๆ ประเด็นที่น่าห่วงใยก็คือ เราอยากเห็นคนอย่างอ้ายจรัล มโนเพ็ชร เกิดมาใหม่ในยุคนี้ และอธิบายสังคม ณ ตอนนี้ ซึ่งคือใครกันล่ะ…”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ภาพ : จรัลรำลึก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากสานความฝันของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมและสภาพสังคม สามารถสนับสนุนผ่านโครงการของจรัลรำลึก ผ่านทาง Facebook : จรัลรำลึก

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load