เราพบตัวฆาตกรที่ฆ่าประเสริฐแล้ว

ยังไม่ดูละครตอนถัดไปก็รู้ว่า ย้งทรงยศ สุขมากอนันต์ และทีมเขียนบทเป็นคนมอบความตายให้พี่ชายคนโตของตระกูลจิระอนันต์อย่างเลือดเย็น

ประวัติของทีมเขียนบทที่สร้างคดีอื้อฉาวในหน้าจอช่างน่าประหลาดใจ ตรงที่พวกเขาแทบไม่เคยฆ่าตัวละครกันมาก่อน นอกจากย้งที่ปลุกกระแส #ใครฆ่านานะ คนอื่นๆ ไม่เคยเขียนบทสืบสวนสอบสวนสักคน

เลือดข้นคนจาง, อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์

อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ เป็นนักเขียนบทอิสระที่เชี่ยวชาญสายดราม่าประเภทพ่อแม่ลูกวัยรุ่น เคยเขียนบทและกำกับ วัยอลวน 4

เลือดข้นคนจาง, มีน-ทศพร เหรียญทอง

มีนทศพร เหรียญทอง เขียนบทหนังของ GDH อย่าง น้อง.พี่.ที่รัก และ SOS skate ซึม ซ่าส์

เลือดข้นคนจาง, กัน-ศุภฤกษ์ นิงสานนท์

กันศุภฤกษ์ นิงสานนท์ ถนัดเรื่องรักโรแมนติก เขียนบท คิดถึงวิทยา และ เพื่อนที่ระลึก

เลือดข้นคนจาง, แฮม-วสุธร ปิยารมณ์

และ แฮมวสุธร ปิยารมณ์ เขียน เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ ฉลาดเกมส์โกง และ Shoot! I love you

นอกจากนี้ยังมี ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร, กาเหว่า-ชลลดา เตียวสุวรรณ จัส-จัสติน่า สุวรรณวิหค และตัวผู้กำกับเองที่สร้างสรรค์บทให้สมบูรณ์

แนวทางแต่ละคนดูแตกต่างห่างไกลจากละครประเภทฆ่ากันเองในบ้าน แต่ส่วนผสมระหว่างผู้กำกับและคนเขียนบทเหล่านี้แหละที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนดูติดละครกันทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยละครสนุก พล็อตฉลาดล้ำชวนกุมขมับขบคิดว่าใครหนอที่ก่อเหตุฆาตกรรมอุกอาจในบ้านได้ลงคอ มาพร้อมกับกองทัพนักแสดงมหาศาลทั้งรุ่นเด็กและผู้ใหญ่ที่ปล่อยของชวนติดตามกันเต็มที่

วิธีคิดเบื้องหลังความสำเร็จของละครเรื่องนี้คืออะไร ทีมงานเบื้องหลังเปิดใจเล่ากลยุทธ์อย่างหมดเปลือก

เลือดข้นคนจาง

จากซีรีส์รักใสๆ กลายเป็นละครฆาตกรรม

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากโจทย์ของ 9 x 9 ของ 4NOLOGUE ว่าจะทำละครหรือซีรีส์ที่มีเด็กผู้ชายจำนวนมาก เขาไม่ขออะไรมาก เป็นแนวรักวัยรุ่น F4 ก็ได้ เราก็เริ่มคิดถึงซีรีส์วัยรุ่นทั่วไป แต่พี่ย้งก็คิดใหญ่ขึ้น เขารักเด็กๆ เหล่านี้ และรู้สึกว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตสู่กลุ่มคนที่กว้างที่สุด เขาไม่ได้อยากฉายให้คนกลุ่มเดิมดู ได้เรตติ้งเท่าเดิม ถ้าอยากจะดันเด็ก ก็ต้องทำให้ดังได้จริงๆ

มีน นักเขียนบทที่เริ่มต้นปลูกปั้น เลือดข้นคนจาง ตั้งแต่วันแรกเล่าที่มาของโครงการ เมื่อนึกถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่มหลายๆ คนในรูปแบบละครหลังข่าว ไม่ใช่ซีรีส์รักโรแมนติกที่จับกลุ่มวัยรุ่น ย้งนึกถึงครอบครัวคนจีนที่มีลูกพี่ลูกน้องมากมาย เพราะตัวเขาเองก็มีญาติที่เคยเล่นกันตอนเด็กๆ

เขาจินตนาการว่าถ้าเด็กพวกนี้โตขึ้นมาแล้วไม่สนิทกันจะเป็นยังไง ตัวอย่างมาจากซีรีส์ฮ่องกงสมัยก่อนที่ตัวละครฟาดฟันกัน เขาก็ตั้งโจทย์ว่าลูกพี่ลูกน้องจะมาฟาดฟันกันได้เพราะอะไร พ่อแม่ทะเลาะกันรึเปล่า ปัญหาใหญ่ขนาดไหนถึงมาห้ำหั่นกัน ก็เริ่มคิดกัน งั้นพ่อตาย และคนในบ้านเป็นคนฆ่า

กัน นักเขียนที่บุกเบิกโครงเรื่องมาด้วยกันเสริมต่อ

พี่ย้งไปคุยกับช่อง ONE เขาอยากฉายช่องวันมาก ไปขอ Prime Time มาด้วย ซึ่งช่วงเวลานั้นปกติมีรายการมวย ไม่ใช่ซีรีส์หรือละคร และทางนั้นไม่เคยให้เวลานี้กับคนอื่นเลย เขาก็แบกความคาดหวังมาว่าต้องการันตีเรตติ้งด้วย จะทำตามใจตัวเองไม่ได้

ทีมเขียนบทอธิบายว่า ซีรีส์ที่เคยทำกันมา อย่าง Hormones วัยว้าวุ่น, I HATE YOU I LOVE YOU หรือซีรีส์กีฬา เป็นภาพยนตร์ชุดที่สร้างจากคอนเซปต์ที่แข็งแรงเป็นแกนหลัก และมักมีตอนจบในแต่ละตอนเป็นประเด็นๆ ไป ต่างจากละครไทยที่นิยมดัดแปลงจากนิยาย มีรูปแบบตอนจบที่ชัดเจนคาดเดาได้

ซีรีส์จะเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่ม มีวิธีการเล่าคล้ายภาพยนตร์ เล่าเรื่องด้วยการกระทำ แช่ภาพได้บ้าง ขณะที่ละครจะเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากกว่า ละครที่ดึงดูดคนมักมีเรื่องฉูดฉาดอย่างเมียหลวงเมียน้อย ขัดแย้งวิวาท

วิธีคิดละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง คือคิดถึงกลุ่มคนดูที่อยากไปถึง แล้วใส่รสชาติลงไป มีดาราผู้ใหญ่ที่คนดูทั่วไปรู้จักเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่โตขึ้น เรียกได้ว่าวัยไหนก็ดูได้ทั้งครอบครัว

เลือดข้นคนจาง

เลือดข้นคนจาง

ศึกษากงสี

เมื่อตัดสินใจแน่นอนว่าจะทำละครสืบสวนแนวญาติพี่น้องห้ำหั่น ปรุงรสด้วยเมโลดราม่าเผ็ดร้อน ทีมเขียนบทก็ลงสืบค้นข้อมูลอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเริ่มต้นจากขนบตระกูลคนไทยเชื้อสายจีน แหล่งข้อมูลสำคัญคือผู้กำกับ ย้ง ทรงยศ ตั่วซุงของครอบครัวจีนที่เข้ามาตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเรื่องราวตลอด

เรารีเสิร์ชหลายทาง วิธีเช็กง่ายมาก ถ้าพูดคำว่ากงสีใส่ใครแล้วหน้าเขามีปฏิกิริยา แบบนั้นต้องเข้าไปถามเลย เพราะเขาได้รับผลกระทบถ้วนหน้ากับระบบนี้

กันเผยเคล็ดลับความจีนอันสมจริง ทีมเขียนบทสอบถามเรื่องราวครอบครัวที่มีกิจการที่อยู่ในข่ายกงสี เช่น โรงแรม ร้านเสื้อผ้า บริษัทเมล็ดพันธุ์ผัก กิจการรถทัวร์ และกิจการโรงสีข้าวที่ลูกสาวตัดสินใจออกจากตำแหน่ง เพราะพ่อแบ่งกิจการให้ลูกชายทั้งหมด

แปลกดีที่ขนบมันเหมือนกันมาก เราก็เป็นสะใภ้ครอบครัวจีน จนตอนนี้เริ่มกลายเป็นผู้ต้องหาแล้วว่า อากิ๋มเขาเอาเรื่องในครอบครัวไปเล่ารึเปล่าอ้ำเล่าประสบการณ์ตรงแบบขำๆ

สิ่งที่เราพบจากการค้นคว้าคือขนบเป็นต้นตอของปัญหา คนในครอบครัวรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยนะ ในเมืองจีนหรือประเทศที่มีคนจีนอยู่มีการให้ความสำคัญลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกสะใภ้ต้องคัดมาอย่างดีเพื่อผลิตหลานชาย ส่วนลูกสาวเดี๋ยวต้องใช้นามสกุลคนอื่น ลูกที่เกิดจากลูกสาวก็เรียกว่าหลานนอก ลูกจากลูกชายเรียกว่าหลานใน

แม้ยังไม่มีเรื่องกงสีเข้ามาก็รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก คนเรามีเรื่องทะเลาะกันกี่เรื่องเองในชีวิต ก็เรื่องเงิน เรื่องผู้หญิง หน้าที่การงาน ยิ่งเป็นกงสีที่ทำธุรกิจก็จะชัดเจน

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

สืบมากกว่าคดีนายห้างทอง

ต่อจากเรื่องกงสีคือเรื่องคดีฆาตกรรม แม้เรื่องจะเปิดตัวด้วยพี่คนโตถูกยิงตายในบ้าน คล้ายคลึงกับคดีโด่งดังในอดีต แต่ทีมเขียนบทยืนยันว่าไม่ได้นำเรื่องราวของคดีตระกูลธรรมวัฒนะมาเป็นต้นแบบ แต่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เคยผ่านตา

ชีวิตจริงไม่เคยมีคนตายที่บ้านเรา เราก็ต้องศึกษาว่าเมื่อเกิดคดีคนตายในครอบครัวขึ้น ตำรวจจะมองรูปคดียังไง คดีธรรมวัฒนะเป็นหนึ่งในหลายๆ คดีที่เราศึกษา ลองคลี่คดีของเราออกมาสิคะ จะเห็นว่าไม่เหมือนเลยอ้ำเอ่ยชัดเจน

เรื่องที่เราสนใจคือวิธีที่ตำรวจตั้งประเด็นผู้ต้องสงสัย เมื่อเกิดการฆาตกรรม จะมีการเรียงลำดับผู้ต้องสงสัย 1. ผู้ที่เจอศพคนแรก 2. ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการตายของคนคนนี้ 3. คนที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย อะไรคือมูลเหตุจูงใจให้เขาเป็นฆาตกร ความขัดแย้งอาจไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ มีอย่างอื่นมากกว่าที่ทำให้คนฆ่าคนได้

นักเขียนบททั้งสี่คนมีประสบการณ์อ่านหนังสือหรือเสพหนังและซีรีส์สืบสวนสอบสวนมาบ้าง แต่ไม่เคยมีใครเคยเขียนบทแนวนี้มาก่อน คนที่มีประสบการณ์มากที่สุดคือผู้กำกับที่จับเป็นประเด็นใครฆ่านานะใน I HATE YOU I LOVE YOU ดังนั้น ทีมงานจึงต้องทำการบ้านหนักเรื่องคดีฆาตกรรม และวางหมากดักความคิดคนดูในทุกตอน พอคนดูสงสัยใคร ตอนต่อไปก็จะบิดความเป็นไปได้ไปอีกทาง

บทเกลี่ยความน่าสงสัยในครอบครัวในประเด็นต่างๆ กันไป เช่น ภัสสรเป็นเรื่องกงสี ธุรกิจครอบครัว คริสเป็นเรื่องความรักของสามีภรรยา แล้วเดี๋ยวก็จะมีปัญหาต่อๆ ไปที่มาพร้อมตัวละครอื่น

บางคดีที่เราศึกษา ผู้ที่ฆ่าไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ฆ่าเพื่อปกป้องอีกคนอ้ำกล่าวเป็นนัย แม้ไม่มีการเซ็นสัญญาห้ามสปอยล์ตอนจบ แต่ทีมเขียนบทย้ำว่าจะไม่บอกตัวฆาตกรเป็นอันขาด เพราะถ้าบอกไปก่อน การดูละครจะเสียอรรถรสแน่ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่ละครหาคนร้าย มันจะไม่หยุดแค่ว่าใครฆ่าแล้วจบ ลึกลงไปในนั้น อะไรคือสิ่งที่คนคนนั้นทำ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะพาไปให้ถึงกันเผยคำใบ้อีกอย่างให้ลองขบคิด

มันคือเรื่องมนุษย์ เส้น A คือพล็อตสืบสวนสอบสวน เส้น B คือพล็อตความสัมพันธ์ของคน ซึ่งสำคัญมาก เราไม่รู้หรอกว่าถึงรึเปล่า แต่ถ้าถึงก็คือดูละครแล้วย้อนดูตัว เศษเสี้ยวในนั้นเหมือนเรา เหมือนคนในครอบครัวเรา ที่สุดเราเรียนรู้อะไรจากมันตอนจบนักเขียนที่อาวุโสสุดในทีมตบท้ายประเด็นฆาตกรรม

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

ออกแบบตัวละครจาก 9 หนุ่ม

ระหว่างที่ค้นคว้าข้อมูลและวางพล็อต โปรเจกต์ 9 X 9 ก็ออดิชันเด็กหนุ่ม 9 คนมาฝึกฝนและทดสอบทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝึกร้องเพลง เต้น และแสดง ไปด้วยพร้อมๆ กัน เมื่อการวางตัวนักแสดงเริ่มนิ่ง ทีมเขียนบทจึงเข้าไปสังเกตเวิร์กช็อปการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่เหล่านี้

คนที่โดดเด่นก็จะเด่นตั้งแต่อยู่ในคลาส คนนี้ดูร้ายๆ คนนี้สุขุม คนนี้ร่าเริง มันเริ่มเห็นชัดขึ้น พอเรารู้ว่ามี 9 คนแน่ๆ เราก็สร้างตัวละครจากเขา

กันเล่าความประทับใจที่ทำให้ทีมเขียนบทตัดสินใจเลือก ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร กับ เจเจกฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มาเป็นศัตรูคู่หลักในศึกของตระกูลจิระอนันต์

วันหนึ่งมีแบบฝึกหัดขอเก้าอี้ระหว่างต่อกับเจเจ ต่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ เจเจต้องทำยังไงก็ได้ให้ได้เก้าอี้มา เจเจพูดว่าพี่คือคนที่เก่งมาก วันหนึ่งผมจะไปอยู่ในระดับพี่เหมือนกับเป็นเป้าหมายของเขา เรารู้สึกว่าเคมีมันได้มาก ทั้งคู่ตัวสูงใกล้กัน ตี๋เหมือนกัน เราเริ่มเชื่อแล้วว่าถ้าทั้งคู่เป็นพี่น้องในตระกูลจีน จะห้ำหั่นเป็นขั้วตรงข้ามกันได้ ดีเทลอื่นๆ ก็เริ่มก่อขึ้นมา บ้านนี้ลูกคนเดียวมั้ย ไอ้ไอซ์ (พาริส อินทรโกมาลย์สุต) หน้ามึงต่างจากคนอื่นที่สุด มึงต้องไปเป็นลูกบ้านเล็กแล้วแหละ

ตัวละครอื่นๆ ถูกวางตามโครงสร้างบท โดยนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งรุ่นอาม่าอากงและรุ่นพ่อแม่ผ่านจอแก้วจอเงินกันมาโชกโชน พวกเขาคือจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมบทบาทให้น่าเชื่อถือและน่าลุ้นติดตามมากยิ่งขึ้น ความเอ็นดูหนุ่มๆ ลูกบ้านนั้นบ้าง บ้านนี้บ้าง พ่วงมากับความคิดถึงฝีไม้ลายมือการแสดงของป๊าม้าทั้งนั้น

เลือดข้นคนจาง
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

แซ่บแบบละคร แต่ละเอียดอ่อนแบบภาพยนตร์

เลือดข้นคนจาง เป็นละคร Soap Opera เรื่องแรกของนาดาว บางกอก

ไม่ใช่ซีรีส์วัยรุ่น ไม่ได้จับแค่กลุ่มคนดูวัยหนุ่มสาวเหมือนเดิม ทั้งที่ผู้กำกับ ทีมเขียนบท และทีมงานล้วนถนัดการทำหนังและซีรีส์ครองใจวัยรุ่นมาตลอด สิ่งที่ทำให้พวกเขาเอาชนะใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ครั้งนี้คือการเลือกแข่งในสนามของตัวเอง เขียนงานแบบที่ตัวเองเชื่อและผู้กำกับชอบให้ดีที่สุด

เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปสู้กับใคร เราไม่ใช่คนประเภทเขียนบทเมียน้อยแย่งผัว พี่ย้งก็ไม่ใช่ แม้เราอยากทำละครตบตีแบบนั้น เราก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าละครแบบนั้นไม่ดีนะ แต่เรามีรสนิยมอีกแบบ คือรสนิยมแบบภาพยนตร์มีน มือเขียนหนังและซีรีส์วัยรุ่นกล่าวอย่างจริงใจ

มันยากไปสำหรับเรา มันต้องคิดอีกแบบ บทพูดประเภทน้ำหน้าอย่างหล่อนเหรอ ใช้สารส้มล้างยังไม่หมดคาวเลยอะไรแบบนี้เราเขียนกันไม่ได้ เขาไปถึงเบอร์เอาแกงกะหรี่ราดแล้ว เรายังแกงจืดอยู่เลยอ้ำ มือเขียนบทอิสระที่ถนัดประเด็นครอบครัวพ่อแม่ลูกเอ่ย

ละครของนาดาวจึงมีลักษณะแบบลูกผสม มีพล็อตเมโลดราม่าหนักๆ แบบละครหลังข่าว ขยี้ขนบที่เป็นปมของคนดู มีการเล่าเรื่องด้วยเสียง ตัวละครพูดเยอะขึ้น ใส่สกอร์เพลงเยอะขึ้น เพื่อดึงความสนใจคน แต่ยังคงรสนิยมแบบหนัง จัดวางภาพประณีต ถ่ายทำอย่างเนี้ยบกริบ และให้ความสำคัญกับการตัดต่อด้วย ภาพที่ออกมาจึงแปลกตาและคราฟต์แบบภาพยนตร์

“ผลตอบรับดีเท่าที่คิดไว้นะ ในความคิดเรา พี่ย้งทำได้อีกแล้ว สิ่งที่เขาพยายามทำให้เกิดขึ้น พอไปถึงคนดู เขาอินกับจุดนี้จริงๆ บางอย่างเราคิดว่าทำไมเขาต้องละเอียดขนาดนี้ อย่างซีนเรียงแถวในงานศพ เรารู้สึกว่าในหนังไม่มีเวลาเล่าลำดับทุกอย่างหรอก แต่พอพี่ย้งบอกว่า ต้องเล่า เราก็เห็นว่า เออ คนอินกับจุดนี้จริงๆ เขารู้ว่าต้องทำยังไงคนถึงจะอินได้ เราเองก็สนุกเหมือนกันที่เห็นว่าพี่ย้งทำอะไรออกมาขายบ้าง หรือเขาพยายามแมสขึ้นยังไงแฮมเอ่ย

ทีมบทประสานเสียงอย่างมั่นใจว่าเลือดข้นคนจางที่เราได้เห็นไปไม่กี่ตอนเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น กว่าจะถึงตอนที่ 18 ที่เป็นตอนจบ จะยังมีเรื่องอีกแยะให้ติดตามแน่ๆ

ทุกปัญหามีทางลงของมัน จะมีความหวังในสถาบันครอบครัว เป็นความตั้งใจของพี่ย้งเลย เขาจะไม่จบอย่างหดหู่ ปัญหาจะต้องถูกแก้ได้ เขาบอกว่ากูชอบความหวัง’”

มีนตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ บทสรุปของ เลือดข้นคนจาง จะเป็นอย่างไร เราคงต้องหาคำตอบกันจากในหน้าจอ

แต่สิ่งที่เรามั่นใจตั้งแต่ละครเริ่มฉาย คือการก้าวมาสร้างสิ่งใหม่โดยไม่ยึดติดขนบเดิมของนาดาว บางกอก สร้างความสนุกและกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงในวงการละครขึ้นมาอีกครั้ง

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load