เราพบตัวฆาตกรที่ฆ่าประเสริฐแล้ว

ยังไม่ดูละครตอนถัดไปก็รู้ว่า ย้งทรงยศ สุขมากอนันต์ และทีมเขียนบทเป็นคนมอบความตายให้พี่ชายคนโตของตระกูลจิระอนันต์อย่างเลือดเย็น

ประวัติของทีมเขียนบทที่สร้างคดีอื้อฉาวในหน้าจอช่างน่าประหลาดใจ ตรงที่พวกเขาแทบไม่เคยฆ่าตัวละครกันมาก่อน นอกจากย้งที่ปลุกกระแส #ใครฆ่านานะ คนอื่นๆ ไม่เคยเขียนบทสืบสวนสอบสวนสักคน

เลือดข้นคนจาง, อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์

อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ เป็นนักเขียนบทอิสระที่เชี่ยวชาญสายดราม่าประเภทพ่อแม่ลูกวัยรุ่น เคยเขียนบทและกำกับ วัยอลวน 4

เลือดข้นคนจาง, มีน-ทศพร เหรียญทอง

มีนทศพร เหรียญทอง เขียนบทหนังของ GDH อย่าง น้อง.พี่.ที่รัก และ SOS skate ซึม ซ่าส์

เลือดข้นคนจาง, กัน-ศุภฤกษ์ นิงสานนท์

กันศุภฤกษ์ นิงสานนท์ ถนัดเรื่องรักโรแมนติก เขียนบท คิดถึงวิทยา และ เพื่อนที่ระลึก

เลือดข้นคนจาง, แฮม-วสุธร ปิยารมณ์

และ แฮมวสุธร ปิยารมณ์ เขียน เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ ฉลาดเกมส์โกง และ Shoot! I love you

นอกจากนี้ยังมี ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร, กาเหว่า-ชลลดา เตียวสุวรรณ จัส-จัสติน่า สุวรรณวิหค และตัวผู้กำกับเองที่สร้างสรรค์บทให้สมบูรณ์

แนวทางแต่ละคนดูแตกต่างห่างไกลจากละครประเภทฆ่ากันเองในบ้าน แต่ส่วนผสมระหว่างผู้กำกับและคนเขียนบทเหล่านี้แหละที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนดูติดละครกันทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยละครสนุก พล็อตฉลาดล้ำชวนกุมขมับขบคิดว่าใครหนอที่ก่อเหตุฆาตกรรมอุกอาจในบ้านได้ลงคอ มาพร้อมกับกองทัพนักแสดงมหาศาลทั้งรุ่นเด็กและผู้ใหญ่ที่ปล่อยของชวนติดตามกันเต็มที่

วิธีคิดเบื้องหลังความสำเร็จของละครเรื่องนี้คืออะไร ทีมงานเบื้องหลังเปิดใจเล่ากลยุทธ์อย่างหมดเปลือก

เลือดข้นคนจาง

จากซีรีส์รักใสๆ กลายเป็นละครฆาตกรรม

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากโจทย์ของ 9 x 9 ของ 4NOLOGUE ว่าจะทำละครหรือซีรีส์ที่มีเด็กผู้ชายจำนวนมาก เขาไม่ขออะไรมาก เป็นแนวรักวัยรุ่น F4 ก็ได้ เราก็เริ่มคิดถึงซีรีส์วัยรุ่นทั่วไป แต่พี่ย้งก็คิดใหญ่ขึ้น เขารักเด็กๆ เหล่านี้ และรู้สึกว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตสู่กลุ่มคนที่กว้างที่สุด เขาไม่ได้อยากฉายให้คนกลุ่มเดิมดู ได้เรตติ้งเท่าเดิม ถ้าอยากจะดันเด็ก ก็ต้องทำให้ดังได้จริงๆ

มีน นักเขียนบทที่เริ่มต้นปลูกปั้น เลือดข้นคนจาง ตั้งแต่วันแรกเล่าที่มาของโครงการ เมื่อนึกถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่มหลายๆ คนในรูปแบบละครหลังข่าว ไม่ใช่ซีรีส์รักโรแมนติกที่จับกลุ่มวัยรุ่น ย้งนึกถึงครอบครัวคนจีนที่มีลูกพี่ลูกน้องมากมาย เพราะตัวเขาเองก็มีญาติที่เคยเล่นกันตอนเด็กๆ

เขาจินตนาการว่าถ้าเด็กพวกนี้โตขึ้นมาแล้วไม่สนิทกันจะเป็นยังไง ตัวอย่างมาจากซีรีส์ฮ่องกงสมัยก่อนที่ตัวละครฟาดฟันกัน เขาก็ตั้งโจทย์ว่าลูกพี่ลูกน้องจะมาฟาดฟันกันได้เพราะอะไร พ่อแม่ทะเลาะกันรึเปล่า ปัญหาใหญ่ขนาดไหนถึงมาห้ำหั่นกัน ก็เริ่มคิดกัน งั้นพ่อตาย และคนในบ้านเป็นคนฆ่า

กัน นักเขียนที่บุกเบิกโครงเรื่องมาด้วยกันเสริมต่อ

พี่ย้งไปคุยกับช่อง ONE เขาอยากฉายช่องวันมาก ไปขอ Prime Time มาด้วย ซึ่งช่วงเวลานั้นปกติมีรายการมวย ไม่ใช่ซีรีส์หรือละคร และทางนั้นไม่เคยให้เวลานี้กับคนอื่นเลย เขาก็แบกความคาดหวังมาว่าต้องการันตีเรตติ้งด้วย จะทำตามใจตัวเองไม่ได้

ทีมเขียนบทอธิบายว่า ซีรีส์ที่เคยทำกันมา อย่าง Hormones วัยว้าวุ่น, I HATE YOU I LOVE YOU หรือซีรีส์กีฬา เป็นภาพยนตร์ชุดที่สร้างจากคอนเซปต์ที่แข็งแรงเป็นแกนหลัก และมักมีตอนจบในแต่ละตอนเป็นประเด็นๆ ไป ต่างจากละครไทยที่นิยมดัดแปลงจากนิยาย มีรูปแบบตอนจบที่ชัดเจนคาดเดาได้

ซีรีส์จะเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่ม มีวิธีการเล่าคล้ายภาพยนตร์ เล่าเรื่องด้วยการกระทำ แช่ภาพได้บ้าง ขณะที่ละครจะเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากกว่า ละครที่ดึงดูดคนมักมีเรื่องฉูดฉาดอย่างเมียหลวงเมียน้อย ขัดแย้งวิวาท

วิธีคิดละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง คือคิดถึงกลุ่มคนดูที่อยากไปถึง แล้วใส่รสชาติลงไป มีดาราผู้ใหญ่ที่คนดูทั่วไปรู้จักเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่โตขึ้น เรียกได้ว่าวัยไหนก็ดูได้ทั้งครอบครัว

เลือดข้นคนจาง

เลือดข้นคนจาง

ศึกษากงสี

เมื่อตัดสินใจแน่นอนว่าจะทำละครสืบสวนแนวญาติพี่น้องห้ำหั่น ปรุงรสด้วยเมโลดราม่าเผ็ดร้อน ทีมเขียนบทก็ลงสืบค้นข้อมูลอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเริ่มต้นจากขนบตระกูลคนไทยเชื้อสายจีน แหล่งข้อมูลสำคัญคือผู้กำกับ ย้ง ทรงยศ ตั่วซุงของครอบครัวจีนที่เข้ามาตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเรื่องราวตลอด

เรารีเสิร์ชหลายทาง วิธีเช็กง่ายมาก ถ้าพูดคำว่ากงสีใส่ใครแล้วหน้าเขามีปฏิกิริยา แบบนั้นต้องเข้าไปถามเลย เพราะเขาได้รับผลกระทบถ้วนหน้ากับระบบนี้

กันเผยเคล็ดลับความจีนอันสมจริง ทีมเขียนบทสอบถามเรื่องราวครอบครัวที่มีกิจการที่อยู่ในข่ายกงสี เช่น โรงแรม ร้านเสื้อผ้า บริษัทเมล็ดพันธุ์ผัก กิจการรถทัวร์ และกิจการโรงสีข้าวที่ลูกสาวตัดสินใจออกจากตำแหน่ง เพราะพ่อแบ่งกิจการให้ลูกชายทั้งหมด

แปลกดีที่ขนบมันเหมือนกันมาก เราก็เป็นสะใภ้ครอบครัวจีน จนตอนนี้เริ่มกลายเป็นผู้ต้องหาแล้วว่า อากิ๋มเขาเอาเรื่องในครอบครัวไปเล่ารึเปล่าอ้ำเล่าประสบการณ์ตรงแบบขำๆ

สิ่งที่เราพบจากการค้นคว้าคือขนบเป็นต้นตอของปัญหา คนในครอบครัวรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยนะ ในเมืองจีนหรือประเทศที่มีคนจีนอยู่มีการให้ความสำคัญลูกชายมากกว่าลูกสาว ลูกสะใภ้ต้องคัดมาอย่างดีเพื่อผลิตหลานชาย ส่วนลูกสาวเดี๋ยวต้องใช้นามสกุลคนอื่น ลูกที่เกิดจากลูกสาวก็เรียกว่าหลานนอก ลูกจากลูกชายเรียกว่าหลานใน

แม้ยังไม่มีเรื่องกงสีเข้ามาก็รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก คนเรามีเรื่องทะเลาะกันกี่เรื่องเองในชีวิต ก็เรื่องเงิน เรื่องผู้หญิง หน้าที่การงาน ยิ่งเป็นกงสีที่ทำธุรกิจก็จะชัดเจน

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

สืบมากกว่าคดีนายห้างทอง

ต่อจากเรื่องกงสีคือเรื่องคดีฆาตกรรม แม้เรื่องจะเปิดตัวด้วยพี่คนโตถูกยิงตายในบ้าน คล้ายคลึงกับคดีโด่งดังในอดีต แต่ทีมเขียนบทยืนยันว่าไม่ได้นำเรื่องราวของคดีตระกูลธรรมวัฒนะมาเป็นต้นแบบ แต่ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เคยผ่านตา

ชีวิตจริงไม่เคยมีคนตายที่บ้านเรา เราก็ต้องศึกษาว่าเมื่อเกิดคดีคนตายในครอบครัวขึ้น ตำรวจจะมองรูปคดียังไง คดีธรรมวัฒนะเป็นหนึ่งในหลายๆ คดีที่เราศึกษา ลองคลี่คดีของเราออกมาสิคะ จะเห็นว่าไม่เหมือนเลยอ้ำเอ่ยชัดเจน

เรื่องที่เราสนใจคือวิธีที่ตำรวจตั้งประเด็นผู้ต้องสงสัย เมื่อเกิดการฆาตกรรม จะมีการเรียงลำดับผู้ต้องสงสัย 1. ผู้ที่เจอศพคนแรก 2. ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการตายของคนคนนี้ 3. คนที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย อะไรคือมูลเหตุจูงใจให้เขาเป็นฆาตกร ความขัดแย้งอาจไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ มีอย่างอื่นมากกว่าที่ทำให้คนฆ่าคนได้

นักเขียนบททั้งสี่คนมีประสบการณ์อ่านหนังสือหรือเสพหนังและซีรีส์สืบสวนสอบสวนมาบ้าง แต่ไม่เคยมีใครเคยเขียนบทแนวนี้มาก่อน คนที่มีประสบการณ์มากที่สุดคือผู้กำกับที่จับเป็นประเด็นใครฆ่านานะใน I HATE YOU I LOVE YOU ดังนั้น ทีมงานจึงต้องทำการบ้านหนักเรื่องคดีฆาตกรรม และวางหมากดักความคิดคนดูในทุกตอน พอคนดูสงสัยใคร ตอนต่อไปก็จะบิดความเป็นไปได้ไปอีกทาง

บทเกลี่ยความน่าสงสัยในครอบครัวในประเด็นต่างๆ กันไป เช่น ภัสสรเป็นเรื่องกงสี ธุรกิจครอบครัว คริสเป็นเรื่องความรักของสามีภรรยา แล้วเดี๋ยวก็จะมีปัญหาต่อๆ ไปที่มาพร้อมตัวละครอื่น

บางคดีที่เราศึกษา ผู้ที่ฆ่าไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ฆ่าเพื่อปกป้องอีกคนอ้ำกล่าวเป็นนัย แม้ไม่มีการเซ็นสัญญาห้ามสปอยล์ตอนจบ แต่ทีมเขียนบทย้ำว่าจะไม่บอกตัวฆาตกรเป็นอันขาด เพราะถ้าบอกไปก่อน การดูละครจะเสียอรรถรสแน่ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่ละครหาคนร้าย มันจะไม่หยุดแค่ว่าใครฆ่าแล้วจบ ลึกลงไปในนั้น อะไรคือสิ่งที่คนคนนั้นทำ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะพาไปให้ถึงกันเผยคำใบ้อีกอย่างให้ลองขบคิด

มันคือเรื่องมนุษย์ เส้น A คือพล็อตสืบสวนสอบสวน เส้น B คือพล็อตความสัมพันธ์ของคน ซึ่งสำคัญมาก เราไม่รู้หรอกว่าถึงรึเปล่า แต่ถ้าถึงก็คือดูละครแล้วย้อนดูตัว เศษเสี้ยวในนั้นเหมือนเรา เหมือนคนในครอบครัวเรา ที่สุดเราเรียนรู้อะไรจากมันตอนจบนักเขียนที่อาวุโสสุดในทีมตบท้ายประเด็นฆาตกรรม

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

ออกแบบตัวละครจาก 9 หนุ่ม

ระหว่างที่ค้นคว้าข้อมูลและวางพล็อต โปรเจกต์ 9 X 9 ก็ออดิชันเด็กหนุ่ม 9 คนมาฝึกฝนและทดสอบทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝึกร้องเพลง เต้น และแสดง ไปด้วยพร้อมๆ กัน เมื่อการวางตัวนักแสดงเริ่มนิ่ง ทีมเขียนบทจึงเข้าไปสังเกตเวิร์กช็อปการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่เหล่านี้

คนที่โดดเด่นก็จะเด่นตั้งแต่อยู่ในคลาส คนนี้ดูร้ายๆ คนนี้สุขุม คนนี้ร่าเริง มันเริ่มเห็นชัดขึ้น พอเรารู้ว่ามี 9 คนแน่ๆ เราก็สร้างตัวละครจากเขา

กันเล่าความประทับใจที่ทำให้ทีมเขียนบทตัดสินใจเลือก ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร กับ เจเจกฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มาเป็นศัตรูคู่หลักในศึกของตระกูลจิระอนันต์

วันหนึ่งมีแบบฝึกหัดขอเก้าอี้ระหว่างต่อกับเจเจ ต่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ เจเจต้องทำยังไงก็ได้ให้ได้เก้าอี้มา เจเจพูดว่าพี่คือคนที่เก่งมาก วันหนึ่งผมจะไปอยู่ในระดับพี่เหมือนกับเป็นเป้าหมายของเขา เรารู้สึกว่าเคมีมันได้มาก ทั้งคู่ตัวสูงใกล้กัน ตี๋เหมือนกัน เราเริ่มเชื่อแล้วว่าถ้าทั้งคู่เป็นพี่น้องในตระกูลจีน จะห้ำหั่นเป็นขั้วตรงข้ามกันได้ ดีเทลอื่นๆ ก็เริ่มก่อขึ้นมา บ้านนี้ลูกคนเดียวมั้ย ไอ้ไอซ์ (พาริส อินทรโกมาลย์สุต) หน้ามึงต่างจากคนอื่นที่สุด มึงต้องไปเป็นลูกบ้านเล็กแล้วแหละ

ตัวละครอื่นๆ ถูกวางตามโครงสร้างบท โดยนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งรุ่นอาม่าอากงและรุ่นพ่อแม่ผ่านจอแก้วจอเงินกันมาโชกโชน พวกเขาคือจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมบทบาทให้น่าเชื่อถือและน่าลุ้นติดตามมากยิ่งขึ้น ความเอ็นดูหนุ่มๆ ลูกบ้านนั้นบ้าง บ้านนี้บ้าง พ่วงมากับความคิดถึงฝีไม้ลายมือการแสดงของป๊าม้าทั้งนั้น

เลือดข้นคนจาง
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน

แซ่บแบบละคร แต่ละเอียดอ่อนแบบภาพยนตร์

เลือดข้นคนจาง เป็นละคร Soap Opera เรื่องแรกของนาดาว บางกอก

ไม่ใช่ซีรีส์วัยรุ่น ไม่ได้จับแค่กลุ่มคนดูวัยหนุ่มสาวเหมือนเดิม ทั้งที่ผู้กำกับ ทีมเขียนบท และทีมงานล้วนถนัดการทำหนังและซีรีส์ครองใจวัยรุ่นมาตลอด สิ่งที่ทำให้พวกเขาเอาชนะใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ครั้งนี้คือการเลือกแข่งในสนามของตัวเอง เขียนงานแบบที่ตัวเองเชื่อและผู้กำกับชอบให้ดีที่สุด

เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปสู้กับใคร เราไม่ใช่คนประเภทเขียนบทเมียน้อยแย่งผัว พี่ย้งก็ไม่ใช่ แม้เราอยากทำละครตบตีแบบนั้น เราก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าละครแบบนั้นไม่ดีนะ แต่เรามีรสนิยมอีกแบบ คือรสนิยมแบบภาพยนตร์มีน มือเขียนหนังและซีรีส์วัยรุ่นกล่าวอย่างจริงใจ

มันยากไปสำหรับเรา มันต้องคิดอีกแบบ บทพูดประเภทน้ำหน้าอย่างหล่อนเหรอ ใช้สารส้มล้างยังไม่หมดคาวเลยอะไรแบบนี้เราเขียนกันไม่ได้ เขาไปถึงเบอร์เอาแกงกะหรี่ราดแล้ว เรายังแกงจืดอยู่เลยอ้ำ มือเขียนบทอิสระที่ถนัดประเด็นครอบครัวพ่อแม่ลูกเอ่ย

ละครของนาดาวจึงมีลักษณะแบบลูกผสม มีพล็อตเมโลดราม่าหนักๆ แบบละครหลังข่าว ขยี้ขนบที่เป็นปมของคนดู มีการเล่าเรื่องด้วยเสียง ตัวละครพูดเยอะขึ้น ใส่สกอร์เพลงเยอะขึ้น เพื่อดึงความสนใจคน แต่ยังคงรสนิยมแบบหนัง จัดวางภาพประณีต ถ่ายทำอย่างเนี้ยบกริบ และให้ความสำคัญกับการตัดต่อด้วย ภาพที่ออกมาจึงแปลกตาและคราฟต์แบบภาพยนตร์

“ผลตอบรับดีเท่าที่คิดไว้นะ ในความคิดเรา พี่ย้งทำได้อีกแล้ว สิ่งที่เขาพยายามทำให้เกิดขึ้น พอไปถึงคนดู เขาอินกับจุดนี้จริงๆ บางอย่างเราคิดว่าทำไมเขาต้องละเอียดขนาดนี้ อย่างซีนเรียงแถวในงานศพ เรารู้สึกว่าในหนังไม่มีเวลาเล่าลำดับทุกอย่างหรอก แต่พอพี่ย้งบอกว่า ต้องเล่า เราก็เห็นว่า เออ คนอินกับจุดนี้จริงๆ เขารู้ว่าต้องทำยังไงคนถึงจะอินได้ เราเองก็สนุกเหมือนกันที่เห็นว่าพี่ย้งทำอะไรออกมาขายบ้าง หรือเขาพยายามแมสขึ้นยังไงแฮมเอ่ย

ทีมบทประสานเสียงอย่างมั่นใจว่าเลือดข้นคนจางที่เราได้เห็นไปไม่กี่ตอนเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น กว่าจะถึงตอนที่ 18 ที่เป็นตอนจบ จะยังมีเรื่องอีกแยะให้ติดตามแน่ๆ

ทุกปัญหามีทางลงของมัน จะมีความหวังในสถาบันครอบครัว เป็นความตั้งใจของพี่ย้งเลย เขาจะไม่จบอย่างหดหู่ ปัญหาจะต้องถูกแก้ได้ เขาบอกว่ากูชอบความหวัง’”

มีนตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะ บทสรุปของ เลือดข้นคนจาง จะเป็นอย่างไร เราคงต้องหาคำตอบกันจากในหน้าจอ

แต่สิ่งที่เรามั่นใจตั้งแต่ละครเริ่มฉาย คือการก้าวมาสร้างสิ่งใหม่โดยไม่ยึดติดขนบเดิมของนาดาว บางกอก สร้างความสนุกและกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงในวงการละครขึ้นมาอีกครั้ง

คุยกับทีมเขียนบท เลือดข้นคนจาง ที่สร้างคดีฆาตกรรมลือลั่นประเทศ แม้จะไม่เคยเขียนเรื่องสืบสวนมาก่อน
 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เรามักนึกถึงพระองค์ในฐานะ ‘พ่อ’ ผู้ยิ่งใหญ่ อบอุ่น ภาพที่เราคุ้นตาคือภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ทรงงานหนักเพื่อประชาชน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกๆ เรื่อง

เราไม่ค่อยได้นึกถึงพระองค์เมื่อครั้งยังเป็นยุวกษัตริย์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน ครั้งพระราชหฤทัยของพระองค์โถมทับด้วยความเศร้าจากการสูญเสีย ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นที่รัก-พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และต้องทรงสืบราชสมบัติ รับภาระแห่งแผ่นดินพร้อมทั้งความหวังของประชาชน เป็นภาระอันแสนยิ่งใหญ่และหน่วงหนักที่มาถึงพระองค์อย่างไม่เคยคิดฝันในพระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษา

แต่ก็ทรงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้อย่างองอาจกล้าหาญด้วยขัตติยมานะ และด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความรักลึกซึ้งที่ทรงมีแด่ ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นยิ่งกว่าพี่น้อง ยิ่งกว่าเพื่อนสนิท ประดุจดังเงาของกันและกัน

และความรักที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยของพระองค์

นี่เป็นสิ่งที่เราจะได้รับจากการอ่านพระราชนิพนธ์ 2 เรื่องแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ได้แก่ พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 และ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์

พระราชนิพนธ์ทั้งสองเรื่องจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก เมื่อต้นรัชกาลที่ 9’

ที่ว่าเป็นพระราชนิพนธ์เมื่อต้นรัชกาลที่ 9 ก็เพราะว่าทั้งสองเรื่องนี้ทรงพระราชนิพนธ์ในเวลาไล่เลี่ยกันภายในช่วงเวลา 100 วันหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เรื่อง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อรวบรวมพิมพ์ในหนังสือ พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วันถวายพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล วันที่ 20 กันยายน 2489

ส่วน เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ ซึ่งทรงบันทึกไว้ระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและระหว่างวันที่เดินทางเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้พระราชทานให้นำบันทึกนี้ลงพิมพ์ใน วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2490

ความหมายของคำว่า ‘พระราชานุกิจ’ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่าหมายถึง “กิจส่วนน้อยอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเป็นการส่วนพระองค์ ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น เสด็จเข้าที่บรรทมเวลานั้น บรรทมตื่นเวลานั้น เสวยเวลานั้น เสด็จประพาสเวลานั้น เป็นต้น” พูดง่ายๆ ก็คือ กิจวัตรประจำวันนั่นเอง ต่างจากคำว่า ‘พระราชกิจ’ หรือ ‘พระราชกรณียกิจ’ ที่หมายถึง “กิจส่วนสำคัญอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน เช่นเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน ทรงปรึกษาราชการแผ่นดิน ทรงดำเนินพระบรมราโชบายในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น” อย่างไรก็ตาม พระราชานุกิจกับพระราชกิจหรือพระราชกรณียกิจ แท้จริงแล้วก็แยกกันไม่ออก ต่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงถึงกันอยู่

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงสันนิษฐานอีกว่า พระราชานุกิจที่กำหนดเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติหรือปฏิบัติกิจต่างๆ นี้มีต้นเค้ามาจากคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ของอินเดีย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลซึ่งตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประมาณ พ.ศ. 2001 แสดงให้เห็นถึงพระราชานุกิจว่า “พระเจ้าแผ่นดินย่อมทรงประพฤติพระราชกิจต่างๆ เป็นระเบียบและตามกำหนดเวลาแน่นอน เช่น เสด็จออกขุนนางวันละ 3 ครั้ง คือ เวลาเช้า 10 นาฬิกาเสด็จออกพิพากษาคดี เวลาบ่าย 14 นาฬิกาเสด็จออกที่เฝ้ารโหฐาน เวลาค่ำ 20 นาฬิกาเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน เป็นต้น พระราชกิจอย่างอื่นก็จัดเข้าระเบียบประพฤติโดยมีกำหนดเวลาเป็นทำนองเดียวกัน ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในราชกิจอย่างใดก็เข้าเฝ้าแหนตามกำหนดเวลาทรงปฏิบัติราชกิจนั้นเสมอไม่ต้องนัดหมาย…”

การบันทึกพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ในแต่ละรัชกาลไม่ได้มีการทำอย่างเป็นระบบ มักจะเป็นการเรียบเรียงขึ้นหลังจากสิ้นรัชกาลแล้ว โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงพระราชานุกิจของรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ส่วนของรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียบเรียง ทรงใช้วิธีสกัดเอาจากเอกสารหรือบันทึกต่างๆ รวมทั้งพระราชพงศาวดาร หรือมิฉะนั้นก็ทรงสอบถามจากผู้ถวายรับใช้ใกล้ชิด เช่น พระราชานุกิจในรัชกาลที่ 4 กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์ ผู้เป็นพระราชธิดาทรงเล่าประทาน

ต่อมาเมื่อถึงรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ได้มีการบันทึกพระราชานุกิจเอาไว้ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตลง จึงได้ไปขอต้นฉบับพระราชานุกิจที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงไว้แล้วจากหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เพื่อจะนำมาจัดพิมพ์ หม่อมเจ้าพูนพิศมัยทรงแนะนำว่า ควรจะเรียบเรียงพระราชานุกิจให้ครบทั้ง 8 รัชกาล เพื่อรักษาเรื่องราวอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไว้ ถ้าช้าไปคนที่รู้เรื่องล่วงลับไปหมดแล้ว เรื่องก็จะศูนย์ไปเสีย” ดังนั้น การเรียบเรียงพระราชานุกิจในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 นั้น จึงได้ขอให้ผู้ที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิด ได้แก่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 และหม่อมเจ้าอมรทัต กฤดากร สมุหราชองครักษ์และราชเลขานุการในพระองค์รัชกาลที่ 7 เป็นผู้เรียบเรียงตามลำดับ

ส่วนของรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่สนิทคู่พระทัยทรงเป็นผู้เรียบเรียง

ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ เพราะถ้าใครเคยได้อ่านหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ก็จะเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 นั้นทรงเป็นพี่น้องที่รักและสนิทสนมกันมาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ทรงเป็นมากกว่าพี่น้อง ทรงเป็นเหมือนแฝดกันเลย และทรงเป็นเพื่อนที่รักกันมากว่าเพื่อนอื่นๆ จะพอพระทัยในการเล่นด้วยกันมากกว่าเล่นกับผู้อื่น”

เพราะฉะนั้น ในการเรียบเรียง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงไม่มีผู้ใดอื่นที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็น ‘น้องชาย’ ที่ติดตาม ‘พี่ชาย’ ไปทุกหนทุกแห่ง ในภาพเก่าๆ จะเห็นว่าทั้งสองพระองค์แทบจะไม่เคยแยกจากกันเลย จึงทรงทราบพระกิจวัตรประจำวันและรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกิจต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 อย่างดีที่สุด

ใน พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 เป็นพระกิจวัตรประจำวันระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2488 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ตั้งแต่เวลาที่บรรทมตื่น คือเวลาประมาณ 08.30 – 09.00 น. เรื่องการเสวย ซึ่งได้บันทึกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ เช่นว่าไม่โปรดให้ห้องเครื่องจัดพระกระยาหารให้มากเกินไป โปรดให้จัดแต่พอดีๆ มีเวลาที่เสด็จลง ‘ปิกนิก’ ในสวนศิวาลัย ภายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาไทยและพระพุทธศาสนาในเวลา 11.00 น. และ 15.00 น. ทั้งนี้เพราะประทับอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานจึงต้องทรงศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ก็มีเวลาว่างที่ทรงพักผ่อน เช่น ทรงขับรถเล่น ทรงดนตรีกับพระราชอนุชาและแขกรับเชิญ ทอดพระเนตรภาพยนตร์ ทอดพระเนตรการชกมวย ฯลฯ

ส่วนการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มีทั้งในพระนครและนอกพระนคร ที่สำคัญ คือการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามจังหวัดต่างๆ เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา โดยมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ช่างภาพที่ติดตามทุกหนทุกแห่งและฝึกอาชีพการเป็นกษัตริย์ไปโดยไม่รู้ตัว” ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ใด ราษฎรก็จะพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ในหลวงรัชกาลที่ 8 จะโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และทรงปราศรัยกับราษฎรด้วย

นี่เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดำเนินตามรอยพระบาท ‘พี่ชาย’ ในการเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทำความรู้จักและรับรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

แม้ว่าจะทรงครองราชย์ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี และเสด็จกลับประทับในประเทศไทยเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เพียง 2 ครั้ง คือในปี 2481 ครั้งหนึ่ง และ 2488 – 2489 อีกครั้งหนึ่ง แต่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ก็ทรงเป็นที่รักของประชาชนอย่างมาก ทรงพระเมตตาและมีพระราชจริยวัตรที่งดงามโดยการอบรมของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสามารถผูกใจคนทั้งหลายไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นชนชาติ ศาสนา หรือชั้นวรรณะใด ดังเช่นเมื่อครั้งที่เสด็จประพาสสำเพ็งให้ราษฎรชาวไทยเชื้อสายจีนได้เฝ้าฯ ชมพระบารมี ทำให้ความบาดหมางระหว่างไทย-จีนที่เคยมีมาก็หมดไป

พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะอนุชนรุ่นหลังเช่นพวกเรามักไม่ค่อยทราบเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 8 เท่าใดนัก ทั้งที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็น ‘ศูนย์รวมใจ’ ที่นำประเทศไทยผ่านช่วงเวลาสำคัญในรอยต่อของประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 และที่สำคัญคือ พระราชานุกิจนี้บันทึกโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่รักพี่ชายดั่งดวงใจ ดังที่ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนไว้ในหนังสือ ทำเป็นธรรม ว่า ทรงเป็นเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของกันและกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงในหลวงรัชกาลที่ 8 ไม่ว่าจะเป็นการถวายพระเกียรติยศต่างๆ รวมถึงการก่อตั้งทุนมูลนิธิอานันทมหิดลที่ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนดีให้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติ การสร้างสะพานพระราม 8 และพระบรมราชานุสรณ์อื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใครลืมเลือน ‘พี่ชาย’ ของพระองค์

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตประมาณ 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็เสด็จฯ กลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2489

พระราชนิพนธ์เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ในช่วงเวลานั้น คือบันทึกระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเสด็จฯ ออกจากประเทศไทยและช่วงเวลาที่เสด็จฯ โดยเครื่องบินพระที่นั่งตามเส้นทางผ่านเมืองและประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศศรีลังกา นครการาจี กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จนไปถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2490 วารสารวงวรรณคดี จึงได้เชิญบันทึกส่วนพระองค์ที่นี้มาตีพิมพ์

ที่ว่าพระราชนิพนธ์นี้เป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะว่า เมื่ออ่านดูแล้ว เราจะเห็นว่าทรงแสดงความรักความห่วงใย คำนึงถึงประชาชนชาวไทยอยู่ตลอดเวลา ทรงบันทึกภาพว่า ในตอนนั้นเวลาที่เสด็จฯ ไปในงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 8 ราษฎรทั้งหลายต่างก็พากันมาเฝ้าฯ บางคนมาเป็นประจำจนทรงจำหน้าได้

ในวันที่ 19 สิงหาคม ทรงบันทึกว่า “เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ ตอบเขาว่า ‘ให้เข้ามาสิ’ เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน เป็นวันของเขา จะไปห้ามเสียกระไรได้ และยิ่งกว่านั้นยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย ข้าพเจ้าก็อยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก”

พระราชนิพนธ์ตอนที่น่าจะเป็นที่รู้จักและประทับใจพวกเราคนไทยเป็นอย่างดีก็คือ ในบันทึกวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นวันที่เสด็จฯ ออกจากประเทศไทย ทรงบันทึกว่า ผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปรอส่งเสด็จตั้งแต่ที่พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว เนืองแน่นไปจนถึงบริเวณวัดเบญจมบพิตร ในขณะที่รถแล่นไปตามทาง ทรงบันทึกว่า “…ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่าอย่าละทิ้งประชาชน’ อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ ‘ทิ้ง’ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ‘ละทิ้ง’ อย่างไรได้…”

ข้อความนี้ ใครที่ได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังแล้ว ก็คงจะรู้สึกจับใจอย่างมาก เพราะเมื่อลองคิดดูว่าพระองค์ในเวลานั้นเป็นเพียงยุวกษัตริย์ พระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษาเท่านั้น ซ้ำยังเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ท่ามกลางความเศร้าเสียพระทัยที่สูญเสีย ‘พี่ชาย’ และต้องเป็นกำลังพระราชหฤทัยที่เข้มแข็งแก่แม่ที่กำลังทุกข์โทมนัสอย่างแสนสาหัส โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ พระองค์ทรงเห็นความรักของประชาชนที่ส่งเป็นกระแสจิตมา ผ่านแววตาแห่งความหวังและปรารถนาจะยึดพระองค์เป็นที่พึ่ง และพระองค์ก็ทรงกล้าหาญเหลือเกินที่จะตอบว่า พระองค์จะไม่ทอดทิ้งประชาชน หากประชาชนไม่ทอดทิ้งพระองค์

ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ และเจ้านายไทยในโลซานน์ บันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๙ รวบรวมโดย ลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส ระบุว่า “พระองค์ทรงระลึกถึงคำของราษฎรผู้หนึ่งที่กราบบังคมทูลหลังจากขึ้นครองราชย์เมื่อปีที่ผ่านมาขณะกำลังจะเสด็จฯ กลับสวิตเซอร์แลนด์ว่า ‘ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน’ ถ้อยคำนี้ติดอยู่ในพระราชหฤทัยมาก และถึงเวลาแล้วที่จะต้องทรงปฏิบัติพระองค์ตามที่ดวงพระชะตาลิขิตไว้”

เสียงร้องของชายคนหนึ่ง และความคิดที่อยู่ในพระราชหฤทัยในเวลานั้น เราคนไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่คำพูดหรือความคิดที่เลื่อนลอย ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เราแจ้งประจักษ์ใจว่า ทรงไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ทรงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย และพระองค์เองก็ได้เปลี่ยนจากยุวกษัตริย์หนุ่มน้อย กลายเป็น ‘พ่อ’ หรือ ‘พ่อของแผ่นดิน’ ที่ประชาชนชาวไทยรักและเทิดทูนบูชา ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และเศร้าอาลัยอย่างที่ไม่มีอะไรจะเปรียบได้เมื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย

ท่ามกลางหมู่เมฆที่ดูราวกับสวรรค์ ซึ่งทรงมองผ่านจากหน้าต่างเครื่องบินที่มุ่งหน้าตรงไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะประทับอยู่พระองค์เดียวลำพังกับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยไร้พี่ชายที่รัก ทรงบันทึกไว้ว่า “หวนกลับไปนึกดูเมื่อ ๙ เดือนที่แล้วมา เรากำลังบินไปในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อจะเยี่ยมเยียนประเทศหนึ่ง เยี่ยมอาณาประชาชนที่เราต้องพลัดพรากจากมาถึง ๗ ปีเต็มๆ โดยที่เราเกือบไม่รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชนของเราเลยแม้แต่น้อย… เดี๋ยวนี้เรากำลังบินจากประเทศนั้น จากประชาชนพลเมืองเหล่านั้นไปแล้ว การจากครั้งนี้มิได้เพียงแต่จากมาอย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าได้จากเรื่องที่แล้วมาด้วย…”

ในวันนี้ที่พระองค์ทรง ‘จากสยาม’ ไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่ทรงใช้เวลา 70 ปีเพื่อที่จะ ‘รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชน’ ของพระองค์ในทุกหนทุกแห่ง ทุกตารางนิ้วบนแผนที่ ทุกขุนเขา ที่ราบ เกาะแก่ง ผืนดิน อากาศ และผืนน้ำ ด้วยสองพระบาท ด้วยพระเมตตา และด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เวลานี้พระองค์คงประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ณ สรวงสวรรค์

แม้ทอดพระเนตรลงมา พระองค์ก็คงจะทรงได้ยินเสียงร้องและคำพูดเดิมจากหัวใจของอาณาประชาราษฎร์ที่ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน”

แต่ก็อย่างที่พระองค์ได้ทรงตอบแล้วเมื่อ 71 ปีก่อนว่า “ถ้าประชาชนไม่ ทิ้ง ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ละทิ้ง อย่างไรได้”

คงอยู่ที่ความคิดและการกระทำของประชาชนชาวไทยนั้นเอง ว่าจะมี ‘ความรัก’ ของพระองค์ประทับอยู่ในดวงใจตลอดไปจนนิรันดร์หรือไม่

ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

Save

Writer

Avatar

ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล

เรียนจบและทำงานที่ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทย รวมถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load