9 มิถุนายน 2561
2 K

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมาเยือนโรงแรมด้วยเหตุผลอื่นนอกจากไปพักอาศัยมาก่อน จนกระทั่งได้รู้จักงานที่ชื่อ Hotel Art Fair

อธิบายอย่างกระชับ, Hotel Art Fair คืองานอาร์ตแฟร์ที่จัดในโรงแรม โดยใช้ห้องพักแต่ละห้องเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คล้ายการย้ายแต่ละแกลเลอรี่มาอยู่ในห้องแต่ละห้อง โดยในแต่ละปีจะหมุนเวียนเปลี่ยนโรงแรมไปเรื่อยๆ ซึ่งปีนี้จัดที่โรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ในซอยสุขุมวิท 39

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ในฐานะผู้ที่เคยไปร่วมงาน Hotel Art Fair มีเรื่องน่าสนใจหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการได้พบเจอตัวละครหลากหลายในวงการศิลปะ ทั้งแกลเลอรี่ ศิลปิน นักสะสม และคนในวงการสร้างสรรค์ มารวมตัวในสถานที่ที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย หรือการได้สังเกตการจัดการพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างโรงแรม

งานศิลปะชิ้นใหญ่ขนย้ายอย่างไร ผนังห้องห้ามเจาะจะแสดงงานอย่างไร เตียงห้ามย้ายจัดการอย่างไร หรือในพื้นอันแสนจำกัดจะจัดสรรพื้นที่อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยไหวพริบและการแก้ปัญหาของผู้จัดแสดงงาน

ด้วยความอยากรู้ความตั้งใจเบื้องต้นและวิธีคิดเบื้องหลัง เราจึงนัดพูดคุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่งฟาร์มกรุ๊ป (FARMGROUP) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งงานงานนี้ เพื่อถามไถ่สิ่งต่างๆ ให้คลายสงสัย ก่อนจะขึ้นลิฟต์ไปชมงานศิลปะที่นอนรอเราอยู่ในห้องต่างๆ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

LOBBY

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ

“การอยู่ด้วยกันพลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่”

“ความตั้งใจแรกของการจัด Hotel Art Fair คือผมอยากส่งเสริมงานศิลปะและส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลที่จะทำงานกับโรงแรมที่คนไทยเป็นเจ้าของ เพราะหนึ่ง มันติดต่อง่าย ได้คุยกับเจ้าของคนไทยเลย ไม่ต้องไปขอต่างประเทศ ซึ่งหลักในการเลือกหนึ่งของเราคือต้องเป็นโรงแรมที่ชื่นชมงานออกแบบ ชื่นชมศิลปะ โรงแรมที่ผ่านมาที่เราเลือกจึงมักจะเป็นโรงแรมบูทีกเล็กๆ เนื่องจากโรงแรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใส่ใจเรื่องศิลปะและงานดีไซน์มากกว่า

“โรงแรมเองก็ได้ประโยชน์จากการจัดงานนี้ อย่างช่วงปี 2016 งานจัดที่ Ad Lib สุขุมวิทซอย 1 ซึ่งก่อนหน้านั้นคนก็ไม่รู้ว่าในซอยนี้มีโรงแรมสวยขนาดนี้อยู่ด้วย แต่หลังจากที่ผมไปจัดงานคนก็เต็มตลอด หรืออย่างปี 2017 ที่จัดที่โรงแรม Volve ก็ถือเป็นงาน Grand Opening ของโรงแรมไปเลย เรารู้สึกว่านี่เป็นการตอบแทนโรงแรมบูทีกที่เขาใส่ใจกับดีไซน์ ทำให้คนได้รู้จักเขามากขึ้น

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ที่ผ่านมาผมทำเรื่อง Event Design ทำเรื่อง Experience Design อยู่แล้ว การทำงาน Hotel Art Fair มันก็เป็นการแก้โจทย์ในทุกๆ ปี เพราะโรงแรมเปลี่ยนไปทุกครั้ง ทุกงานมันเป็นการเรียนรู้ใหม่ มาปีนี้เงื่อนไขมันอาจจะเปลี่ยนไป สิ่งที่เรียนรู้จากปีที่แล้วอาจจะใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่กับเราตลอดคือแกลเลอรี่หรือศิลปินที่มาเช่าห้องต่อจากเรา เราก็เรียนรู้ในการปฏิบัติตัวกับเขา เรามองว่าเขาไม่ใช่ผู้เช่า แต่มองเขาเป็นพาร์ตเนอร์ ไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราก็พัฒนาความสัมพันธ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งมันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะการอยู่ด้วยกันตรงนี้พลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่

แกลเลอรี่แต่ละแห่งที่มาร่วมแสดงงานเขาก็ไม่ได้คิดว่ามาแข่งขันกันนะ แต่เขามองว่าได้มาเจอกัน มาคุยกัน ว่าทำอย่างไรศิลปะมันถึงไปได้ ทำอย่างไรศิลปะมันถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศได้ การที่เขาได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่สามวันมันเอื้อให้ทุกคนทำงานเป็นทีม เอื้อให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วผมหวังว่ามันจะสร้างมาตรฐานอะไรบางอย่างได้

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ในการไปเชิญชวนศิลปินมาผมต้องใช้งานปีที่ผ่านๆ มาเป็นพอร์ตฟอลิโอ ทำให้เขาเห็นว่ามาร่วมงานนี้แล้วคุ้ม ยกตัวอย่างปีที่แล้วเราเชิญศิลปินกัมพูชามาทำ Live Painting ในงาน ซึ่งเขาก็แฮปปี้มาก จนปีนี้เขาก็ติดต่อมาเองว่าอยากจะมาเช่าห้องกับเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยืนยันว่างานมันสำเร็จจริงๆ

“ส่วน Joan Cornellà เป็นเพื่ิอนกับผม ตอนที่ผมไป Art Basel ที่ฮ่องกงก็ไปปาร์ตี้ด้วยกันมาเลยคุยกับเขามาตั้งนานแล้วว่าถ้าเกิดจัดงานนี้อีกครั้งก็อยากชวนมา เพราะว่าคนไทยชอบงานคุณเยอะ เขาก็มาในฐานะเพื่อนเลย ไม่ได้เอาแกลเลอรี่ ไม่ได้เอาผู้จัดการมา แล้วงานที่เขาเอามาก็ค่อนข้างพิเศษ เป็นงานชิ้นเล็กซึ่งสวยมาก แล้วราคาก็น่าจะจับต้องได้สำหรับตลาดไทย

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ปีนี้เราจะจัดที่โรงแรมชื่อ 137 Pillar Suites & Residences Bangkok เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยจัดงานมา โดยเราจะมีงานจัดแสดงทั้งหมด 34 ห้อง ซึ่งห้องที่ใหญ่ที่สุดของปีที่แล้วยังไม่เท่าห้องเล็กสุดของปีนี้เลย

ตัวโลโก้เราดีไซน์ขึ้นมาใหม่ตามชื่อโรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ซึ่ง Pillars แปลว่าเสา ในขณะเดียวกันปีนี้เราจัดชั้นบน เมื่อมองผ่านกระจกออกไปก็จะเห็นวิวกรุงเทพฯ มุมสูง ผมเลยรู้สึกว่าการขึ้นมาบนตึกสูงเป็นการเปรียบเปรยคล้ายๆ ว่าศิลปะไทยกำลังยกระดับขึ้น เราเลยมีคอนเซปต์ที่ใช้กันภายใน คือ ‘Art in The Sky, Art in The Rise’ งานกราฟิกดีไซน์ปีนี้ทั้งหมดมันจึงเพี้ยนๆ หน่อย เพราะเราบังคับให้อ่านจากล่างขึ้นบน ทุกอย่างเหมือนเดินขึ้นลิฟต์

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ข้อจำกัดในการจัดงานที่โรงแรมคือเราไม่สามารถย้ายเตียงออกจากห้องได้ แล้วทางโรงแรมเขาก็ไม่เคยคิดว่ามันจะต้องมีของชิ้นใหญ่ผ่านประตูนอกจากคนกับกระเป๋าเดินทางเข้าไป แต่พอเราจัดงานศิลปินบางคนก็จะถามว่าเอาเตียงออกได้ไหม ผมจะเอารูปปั้นใหญ่มา ซึ่งข้อจำกัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถือเป็นสิ่งท้าทายที่เราต้องคุยกับผู้จัดการของโรงแรมว่าทำได้ไหม

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“อีกเรื่องหลักๆ คือโรงแรมห้ามเจาะผนัง แต่งานศิลปะมันต้องห้อย ถือเป็นความท้าทายของทุกคนที่ต้องคิดว่าจะมีทริคอะไรบ้าง ส่วนผมมีหน้าที่แค่คุมกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าของตรงนี้อย่าทำให้เสียหายนะ แบบนี้ทำไม่ได้นะ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของแกลเลอรี่กับศิลปินแล้วว่าเขาจะมีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

“ปีนี้เราต้องพึ่งพาลิฟต์ขนของเยอะ เราต้องไปดูว่าลิฟต์ขนของใหญ่แค่ไหน เอาอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงานที่ต้องจัดตารางเซ็ตอัพ 34 ห้องให้คนร้อยกว่าคนทยอยขึ้นมา

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่าวงการศิลปะไทยเพิ่งจะผ่านช่วงที่ซบเซามา เพราะเราเพิ่งผ่านช่วงของความโศกเศร้าและประเทศเราก็อยู่ในช่วงที่อึมครึมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนด้วย แต่เรามองมันในแง่ดีนะ เพราะถ้าเราดูประวัติศาสตร์ศิลป์ในโลก ศิลปะที่เกิดขึ้นมันสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนั้น เหมือนศิลปินบันทึกความรู้สึกเอาไว้ และช่วงนี้ศิลปินมีแรงบันดาลใจเยอะมาก บางคนก็มองในแง่ดีว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดต่ำสุดที่กำลังจะมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้จากหลายงานเลยที่ศิลปินมักจะเสอนความคิดเห็น ปลดปล่อยความรู้สึก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ หรือสื่อสารอะไรก็ตาม

“มีอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามีศิลปินเกิดใหม่เยอะมาก อาจจะเพราะว่าสตรีทอาร์ตทำให้ศิลปะเชื่อมโยงกับผู้คนมากขึ้น ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่ในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประเทศเราก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว หลังๆ เราเลยเริ่มเห็นว่าโซเชียลมีเดียมันทำให้เราได้พบกับศิลปินไทยใหม่ๆ ซึ่งผมมองว่าดีกว่าที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมประทับใจ คือปีที่แล้วมีคนมางานแล้วได้จับจ่ายซื้องานศิลปะที่ชอบ ผมเห็นเขากอดรูปวาดอันหนึ่งอยู่ ห่อไว้เรียบร้อย ผมก็เลยไปชวนคุยว่าวันนี้ได้อะไรไปครับ ชอบไหมครับ เขาก็บอกว่าเห็นงานนี้ในอินเทอร์เน็ตมานาน หามานานไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน วันนี้มาเดินงานนี้อยู่ดีๆ ก็เห็นคนเอางานนี้มาโชว์ ดีใจมากเลย คือก่อนหน้านี้เขามีเงินแค่ไหนก็ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนได้ ผมเลยรู้สึกว่าตอนนี้ศิลปะกับศิลปินไทยอยู่แต่ในเฟซบุ๊กไม่ได้ หรือจะรอวันที่แกลเลอรี่โทรมาเพื่อให้คุณมีโซโล่โชว์มันไม่ได้ มันต้องมีอะไรแบบนี้ให้คนมาแสดงความสามารถให้คนอื่นเห็น

“สุดท้ายผมว่าศิลปะมันเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตเรานะ ผมว่าคนคนหนึ่งต้องมีดนตรีมีศิลปะอยู่ในชีวิต มันทำให้คนอ่อนโยนกับโลกมากขึ้น เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ใช่นักสะสมก็ไม่ต้องมาซื้องานก็ได้ แค่มาเดินเพื่อมาเสพ มาลองดู ให้ศิลปะทำหน้าที่ของมัน ผมว่าเขาก็น่าจะได้อะไรกลับไปเยอะแล้ว

“ศิลปะอยู่บนโลกมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แล้วมันก็ยังคงอยู่ต่อไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และผมว่าการที่เรามีศิลปะเข้ามาในชีวิตมันมากขึ้นจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 2901

ผู้เข้าพัก : อาจารย์กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

“การที่จัดในโรงแรมผมมองมันเป็นข้อดีนะ เพราะบางครั้งการที่เราจัดแสดงงานศิลปะในแกลเลอรี่มันจะขาวๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย การดิสเพลย์ในโรงแรมมันอาจจะยากกว่า แต่ในแง่ของผู้เสพ เขาจะจินตนาการออกว่าเวลางานศิลปะอยู่ในห้องของเขาหน้าตาจะเป็นยังไง มันมีสิ่งแวดล้อมของผู้อยู่อาศัยอยู่ ก็เลยตอบโจทย์ว่าถ้าชิ้นนี้ไปอยู่ที่บ้านฉัน มันจะเข้ากันไหม มันจะเหมาะมั้ยกับพื้นที่ของตัวเอง

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่างานแบบนี้จำเป็น จริงๆ คนไทยมีความสามารถเยอะมาก แต่ไม่มีพื้นที่รองรับ แล้วการที่มีอีเวนต์แบบนี้ มันเป็นการเปิดพื้นที่รองรับให้กับคน แล้วมันจะเกิดขึ้นทุกๆ ปี อย่างน้อยมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นหลังได้มีช่องทางในการที่จะพรีเซนต์ตัวเองออกไป

“ศิลปะทำให้คนเริ่มมองเห็นความงาม เริ่มเห็นว่าตัดต้นไม้แบบนี้ไม่ถูกนะ มันไปกระทบกับเรื่องของชีวิต ทั้งการทานอาหาร วิธีการแต่งตัว การออกแบบอาคาร สถานที่ ทุกอย่างเหมือนมันบ่มเพาะมาจากศิลปะล้วนๆ บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำแต่มันเข้าไปอยู่ในตัวแล้ว

“พอเราเริ่มมองหาความงาม มันทำให้บ้านเมืองของเราสวยขึ้นๆ แต่งานศิลปะพวกนี้มันริ่มจากข้างในใกล้ตัวเราก่อน”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 3203

ผู้เข้าพัก : Joan Cornellà

“ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานนิตยสารมาก่อน ช่วง 5 – 6 ปีหลังมานี้เพิ่งหันมาทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เพราะผมรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ดี ถึงอาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะตั้งตัวได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าให้ไปทำอย่างอื่นจะทำได้หรือเปล่า

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาจัดงานร่วมกับ Hotel Art Fair เพราะว่าผมรู้จักกับผู้จัดงานมาก่อน อีกอย่างหนึ่งคือผมกำลังจะมีนิทรรศการที่กรุงเทพฯ อีกรอบด้วย เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาร่วมงานนี้”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ภาพ:  นัทธมน แก้วแป้นผา

Hotel Art Fair 2018

สถานที่ : โรงแรม 137 Pillars Suits & Residence ซอยสุขุมวิท 39

วันที่ 9-10 มิถุนายน 2661 เวลา 11.00-23.00 น.

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

นัทธมน แก้วแป้นผา

เด็กภาพยนตร์ที่ชอบการถ่ายภาพมากกว่าดูหนัง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

วิกฤตอาหารยังคงเป็นประเด็นน่ากังวลในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แม้ในเมืองจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ สถานประกอบการ แต่การจะได้มาซึ่งอาหารต้องมีปัจจัยอย่างเงินเข้าแลก ด้านโรงแรม ร้านอาหาร ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองกะทันหัน วัตถุดิบหรือของสดที่รอเตรียมวันต่อวันก็ค้างเติ่งบนชั้น รอวันหมดอายุอย่างน่าเสียดาย 

คำถามต่อมาคือ คนจนเมือง แรงงานภาคบริการที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นอยู่อย่างไรในวันที่ตกงาน ไม่มีงาน ไม่มีเงินซื้ออาหาร ยังไม่รวมมนุษย์ซึ่งรัฐมองไม่เห็น อย่างผู้ไร้รัฐหรือแรงงามข้ามชาติ ต่างเป็นผู้ขับเคลื่อนความเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบเรื่องการเข้าถึงอาหารไม่ต่างกัน 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่าง สันทรายซิสโก (Sansaicisco) แตะประเด็นเรื่อง Slow Food เชียงใหม่ จับมือกับเพื่อนๆ อย่าง ลี-อายุ จือปา ผู้สรรค์สร้างกาแฟกลิ่มหอมฉุยคุณภาพระดับโลก อาข่า อ่ามา และ โอปอ-ภราดล พรอำนวย เจ้าของบาร์นอร์ทเกต (North Gate Jazz Co-Op) ในวันที่เชียงใหม่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงของดนตรี โอปอหันมาสนใจข้าวพันธุ์ไทย จนกลายเป็น YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ฉบับเอาใจคนรักสุขภาพ 

พวกเขาจับมือกันก่อตั้ง ‘ChiangmaiTrust’ ด้วยความตั้งใจแรกที่อยากชูประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดมาถึงเมืองเชียงใหม่ ทิศทางก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันวิกฤต 

“ผมว่างานด่วนสำคัญกว่างานใหญ่ เป้าหมายใหญ่เราฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี บ้านของเรากำลังไฟไหม้ เราต้องช่วยกันดับไฟก่อน อาหารเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับชีวิตคนโดยตรง เพราะว่ามันยังมีกลุ่มคนชายขอบสังคม คนไร้บ้าน คนจนเมือง และกลุ่มภาคแรงงานนอกระบบ ซึ่งเข้าไม่ถึงเรื่องสิทธิหรือการช่วยเหลือด้านอาหาร” โอปอกล่าวถึงความตั้งใจหลักของโครงการ

พวกเขาจึงหันมาชูประเด็น ‘ปากท้องและอาหาร’ ล่าสุดได้จดทะเบียนเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อขับเคลื่อนธนาคารอาหาร (Chiang Mai Food Bank) และบรรเทาความหิวโหยของกลุ่มคนผู้เปราะบางในเมืองเชียงใหม่ให้ไปต่อด้วยกันได้ 

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
01 

ระดมความช่วยเหลือ 

“ไม่มีใครรู้เลยว่าสถานการณ์แบบนี้มันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบเราได้เหมือนกัน” มะเป้งกล่าวถึงวิกฤตที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

บาร์แจ๊สนอร์ทเกตของปอจึงปรับโฉมใหม่ กลายเป็นศูนย์กลางแจกจ่ายข้าวกล่องและอาหาร ระดมความช่วยเหลือจากทุกระดับ ตั้งแต่เพื่อนสนิทมิตรสหายฮอมข้าวกล่องมาแจก บางคนนำวัตถุดิบที่ซื้อกักตุนไว้แล้วกินไม่ทัน อีกอาทิตย์จะหมดอายุมาให้ มาช่วยกันทำอาหารแจกจ่ายผู้คนที่กำลังเดือดร้อน 

“เราหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ต้องเป็นภาระที่คนใดคนหนึ่ง เน้นการลดทรัพยากรที่เหลือ เช่น อาหารเหลือจากครอบครัว ครัวเรือนบริโภค มาแบ่งปันให้กับคนที่เดือนร้อน” ลีกล่าว 

การระดมแจกจ่ายอาหารคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้จำนวนของผู้คนที่หิวโดยมากขึ้นสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อไม่มีท่าทีจะไต่ระดับลดลง หลังจากระดมแจกจ่ายข้าวกล่องไปสักพัก มะเป้งพบช่องว่างบางอย่างที่นำไปสู่การตั้งคำถาม 

“การที่เราทำข้าวกล่องไปแจก แล้วเขามานั่งต่อคิวยาวเป็นกิโล แต่ละคนก็ได้รับแค่คนละกล่อง มันเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาขอสี่กล่อง เพราะที่บ้านมีคนแก่มาเอาไม่ได้ เลยฉุกคิดว่าเราควรลงไปสำรวจชุมชนที่เปราะบางดีไหม” 

จากคำถามนี้ ChiangmaiTrust จึงจัดทีมอาสาลงสำรวจชุมชนเปราะบางทั่วเชียงใหม่ จนเกิดโมเดล ‘1 ครัวกลาง 1 ชุมชน‘ เพื่อเข้าถึงผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือให้ใกล้ชิดที่สุด

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
02

1 ชุมชน 1 ครัวกลาง 

“มีชุมชนเปราะบางอาศัยแออัดในเชียงใหม่กว่ายี่สิบชุมชน ความแตกต่างคือความยากจน ทำให้เขาลุกขึ้นมาจัดการ สื่อสารอะไรไม่ได้ สำหรับผมมันเป็นเรื่องน่ากังวลใจ เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว Top 10 ของโลก หนึ่งในเมืองที่เราภาคภูมิใจ แต่ยังมีผู้คนลำบาก ต้องการความช่วยเหลืออีกจำนวนมาก” ปอเล่าบรรยากาศตอนจัดทีมอาสาลงไปเก็บข้อมูลชุมชนทั่วเชียงใหม่ สิ่งที่เขาพบคือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน หยั่งรากลึกเป็นปัญหาโครงสร้างระดับใหญ่ แน่นอนว่าคนที่อยู่ข้างล่างย่อมเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง 

“เราเห็นทุกชุมชนมีพื้นกลางอยู่แล้ว เรามีแค่หน้าที่สื่อสาร รับวัตถุดิบจากครัวเรือน แล้วก็เอาไปส่งมอบให้ชุมชน เพื่อที่เขาจะได้ไปทำครัวเอง จัดสรรให้ชุมชนของตัวเอง”  

ก่อนหน้านี้ ChiangmaiTrust ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคประชาสังคมหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างสิทธิมนุษยชน คนไร้รัฐ ผังเมืองสาธารณะและสิ่งแวดล้อม จึงมีโอกาสลงสำรวจความต้องการชุมชน และได้มีปฏิสัมพันธ์คนในชุมชนมากมาย เครื่องมือเปี่ยมคุณภาพตัวนี้เปิดรับชาวเชียงใหม่หัวอกเดียวกัน ช่วยกัน จัดทีมอาสา ระดมเสบียง อุดหนุนเกษตรรายย่อยที่ผลผลิตส่งขายไม่ได้ วัตถุดิบครัวเรือนเหลือใช้ วัตถุดิบจากสถานประกอบการค้างสต็อก หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือชุมชนและคนจนเมือง

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง
ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

“เรามองว่าเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีข้อมูลและประสบการณ์พอตัว อย่างเครื่องมือการสื่อสาร การใช้สายสัมพันธ์ของมิตรภาพมาช่วยขับเคลื่อนภาคประชาสังคม เราเห็นพ้องต้องกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมสัมพันธ์ในเงื่อนไขความสัมพันธ์ของคนในเมือง” ปอกล่าวความรู้สึกของตนที่มีต่อโครงการ

พอชุมชนมีอาหาร วัตถุดิบ ปรุงรสทำครัวเองที่ชุมชน ก็ไม่จำเป็นต้องออกไปต่อคิวรอรับข้าวกล่องแล้ว แถมแต่ละชุมชนยังสามารถจัดสรรปริมาณอาหารให้ตรงความต้องการตามจำนวนคนในชุมชนได้ด้วย เรียกว่าโมเดล ‘1 ชุมชน 1 ครัวกลาง‘ ยิงปืนครั้งเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้

ChiangmaiTrust : ธนาคารอาหารเชียงใหม่ เปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินมาบรรเทาความหิวของคนจนเมือง

ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเรื่องเงินคืองาน งานคือเงินด้วย สภาพัฒน์ฯ คาดว่า พ.ศ. 2563 แรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้างมีมากถึง 8.4 ล้านคน 

คนจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ชุมชนเปราะบางของเชียงใหม่ถูกเลิกจ้าง กลายเป็นคนว่างงานอย่างกะทันหัน ไม่ใช่ว่าเลือกงาน เพราะถึงแม้ไม่เลือกงานก็ไม่มีงานทำ 

“พอผ่านมาช่วงที่มันเป็นรอบสอง รอบสาม บางคนว่างงาน ไม่ก็เปลี่ยนอาชีพเพราะรอไม่ได้ ปอเลยเก็บข้อมูลคนว่างงานหรือถูกเลิกจ้างในชุมชน ทำ Resume ประกาศผ่านเพจ ChiangmaiTrust จับคู่ระหว่างคนที่อยากทำงานกับคนจ้างงาน” มะเป้งกล่าวโมเดลครัวงานที่ทำควบคู่ไปกับครัวกลางด้วย 

ChiangmaiTrust ยังคงทำงานเบื้องหลังบรรเทาความหิวโหยของผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระลอกแล้วระลอกเล่า จนยอดผู้ติดเชื้อเบาบางลง และเมืองเริ่มกลับมาฟื้นตัว 

03

Chiang Mai Food Bank 

มะเป้ง ลี ปอ ติดใจไม่อยากให้โมเดลที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงอาหารในเมืองหายไปหลังจากโควิดซา ประกอบกับกำลังใจดีๆ ของชาวเชียงใหม่ที่ผ่านมา ทำให้รู้สึกว่าในขณะเกิดวิกฤต เราพยายามไปด้วยกันโดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ด้านหลัง

โมเดลล่าสุดอย่าง Chiang Mai Food Bank จึงพัฒนาขึ้น โดยลีนำประสบการณ์จาก อาข่า อาม่า มาปรับปรุง ChiangmaiTrust ให้ยั่งยืนสู่โมเดลที่สร้างอาชีพได้ 

“เราสนับสนุนคนที่เป็นฝั่งผลิตอย่างเกษตรกร ถ้า ChiangmaiTrust ทำโปรเจกต์ Food Bank จนกลายเป็น SE (Social Enterprise) ได้ พวกเราหวังว่าจะเป็นหนทางที่ไม่ต้องรอรับการบริจาค แต่เป็นการแอคทีฟ เอาทรัพยากรมนุษย์ที่เรามี ทรัพยากรทางความคิด การทรัพยากรที่มีในเชิงของอาหาร หรือ Waste ต่างๆ มาจัดการให้เกิดมูลค่าและคุณค่า“ ลีเล่าเป้าหมายการปั้นโครงการให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม 

“ล่าสุดเราคิดโปรเจกต์กับลี ได้ชื่อว่า ‘The Ugly Fruits’ เอาแตงกวาหน้าตาไม่ดีที่ Food Bank ได้รับบริจาคจากการที่เกษตรกรคัดออกสามสิบจากหนึ่งร้อยกิโลกรัม ซึ่งเราคิดว่ามันเยอะมาก แจกตามชุมชนก็คงเบื่อแตงกวากันตาย เลยไปขอให้ เชฟแอนดี้ หยาง ช่วยสอนทำ Pickles (แตงกวาดอง) กับกิมจิแตงกวา เรากำลังพยายามพลิกแพลงทดลองทำสูตรใหม่ แล้วทำไปขาย จากนั้นก็เอาเงินมาต่อยอดให้ Chiang Mai Food Bank กลายเป็น SE เพื่อให้ ChiangmaiTrust ยั่งยืน” มะเป้งเล่าสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป

โปรเจกต์ Chiang Mai Food Bank ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่มองเห็นและเข้าใจถึงปัญหาเดียวกัน รวมถึงมะเป้ง ลี และโอปอ ก็หยิบเอาเครื่องมือ ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่ตัวเองบ่มเพาะตลอดระยะเวลาการทำงานมาประยุกต์ใหม่ เน้นเรื่องความยั่งยืนระยะยาว 

ตลอดการพูดคุย แก่นสารและสาระสำคัญที่เราตลกผลึกได้คือ ChiangmaiTrust หมายถึงผู้คนช่วยกัน Give and Take ในจังหวะของตน ประคับประคองให้เมืองเชียงใหม่ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ การปฏิสัมพันธ์ของคนแปลกหน้า รวมถึงจับมือโอบอุ้มช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อย่างพี่น้องภาคแรงงานข้ามชาติ คนจนเมือง คนตกงาน คนไร้บ้าน 

“ทำไมเราต้องมานั่งเศร้าในยามที่มันวิกฤต” ลีกล่าวประโยคน่าสนใจมากทิ้งทายการสัมภาษณ์ ส่วนความรู้สึกที่ ChiangmaiTrust มอบให้เราโดยไม่ต้องเอ่ยปากคือ ‘ไม่ควรต้องมีใครถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างหิวโหย’ 

ภาพ : ChiangmaiTrust

ข้อมูลอ้างอิง 

www.bbc.com/thai/international-52829935 

ร่วมพูดคุยและสนับสนุน ChiangmaiTrust ผ่าน

Facebook : @ChiangmaiTrust

E-mail : [email protected]

โทรศัพท์ : 09 8156 1519

Writer

ปภาวิน พุทธวรรณะ

เพิ่งเรียบจบอยู่ในช่วง Gap Year พยายามจะทดลองใช้ชีวิตคราวละวันทีละวันดำเนินชีวิตปกติสามัญธรรมดา แฟนคลับคนเหงาลุง Haruki Murakami

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load