9 มิถุนายน 2561
2 K

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมาเยือนโรงแรมด้วยเหตุผลอื่นนอกจากไปพักอาศัยมาก่อน จนกระทั่งได้รู้จักงานที่ชื่อ Hotel Art Fair

อธิบายอย่างกระชับ, Hotel Art Fair คืองานอาร์ตแฟร์ที่จัดในโรงแรม โดยใช้ห้องพักแต่ละห้องเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คล้ายการย้ายแต่ละแกลเลอรี่มาอยู่ในห้องแต่ละห้อง โดยในแต่ละปีจะหมุนเวียนเปลี่ยนโรงแรมไปเรื่อยๆ ซึ่งปีนี้จัดที่โรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ในซอยสุขุมวิท 39

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ในฐานะผู้ที่เคยไปร่วมงาน Hotel Art Fair มีเรื่องน่าสนใจหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการได้พบเจอตัวละครหลากหลายในวงการศิลปะ ทั้งแกลเลอรี่ ศิลปิน นักสะสม และคนในวงการสร้างสรรค์ มารวมตัวในสถานที่ที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย หรือการได้สังเกตการจัดการพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างโรงแรม

งานศิลปะชิ้นใหญ่ขนย้ายอย่างไร ผนังห้องห้ามเจาะจะแสดงงานอย่างไร เตียงห้ามย้ายจัดการอย่างไร หรือในพื้นอันแสนจำกัดจะจัดสรรพื้นที่อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยไหวพริบและการแก้ปัญหาของผู้จัดแสดงงาน

ด้วยความอยากรู้ความตั้งใจเบื้องต้นและวิธีคิดเบื้องหลัง เราจึงนัดพูดคุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่งฟาร์มกรุ๊ป (FARMGROUP) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งงานงานนี้ เพื่อถามไถ่สิ่งต่างๆ ให้คลายสงสัย ก่อนจะขึ้นลิฟต์ไปชมงานศิลปะที่นอนรอเราอยู่ในห้องต่างๆ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

LOBBY

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ

“การอยู่ด้วยกันพลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่”

“ความตั้งใจแรกของการจัด Hotel Art Fair คือผมอยากส่งเสริมงานศิลปะและส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลที่จะทำงานกับโรงแรมที่คนไทยเป็นเจ้าของ เพราะหนึ่ง มันติดต่อง่าย ได้คุยกับเจ้าของคนไทยเลย ไม่ต้องไปขอต่างประเทศ ซึ่งหลักในการเลือกหนึ่งของเราคือต้องเป็นโรงแรมที่ชื่นชมงานออกแบบ ชื่นชมศิลปะ โรงแรมที่ผ่านมาที่เราเลือกจึงมักจะเป็นโรงแรมบูทีกเล็กๆ เนื่องจากโรงแรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใส่ใจเรื่องศิลปะและงานดีไซน์มากกว่า

“โรงแรมเองก็ได้ประโยชน์จากการจัดงานนี้ อย่างช่วงปี 2016 งานจัดที่ Ad Lib สุขุมวิทซอย 1 ซึ่งก่อนหน้านั้นคนก็ไม่รู้ว่าในซอยนี้มีโรงแรมสวยขนาดนี้อยู่ด้วย แต่หลังจากที่ผมไปจัดงานคนก็เต็มตลอด หรืออย่างปี 2017 ที่จัดที่โรงแรม Volve ก็ถือเป็นงาน Grand Opening ของโรงแรมไปเลย เรารู้สึกว่านี่เป็นการตอบแทนโรงแรมบูทีกที่เขาใส่ใจกับดีไซน์ ทำให้คนได้รู้จักเขามากขึ้น

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ที่ผ่านมาผมทำเรื่อง Event Design ทำเรื่อง Experience Design อยู่แล้ว การทำงาน Hotel Art Fair มันก็เป็นการแก้โจทย์ในทุกๆ ปี เพราะโรงแรมเปลี่ยนไปทุกครั้ง ทุกงานมันเป็นการเรียนรู้ใหม่ มาปีนี้เงื่อนไขมันอาจจะเปลี่ยนไป สิ่งที่เรียนรู้จากปีที่แล้วอาจจะใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่กับเราตลอดคือแกลเลอรี่หรือศิลปินที่มาเช่าห้องต่อจากเรา เราก็เรียนรู้ในการปฏิบัติตัวกับเขา เรามองว่าเขาไม่ใช่ผู้เช่า แต่มองเขาเป็นพาร์ตเนอร์ ไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราก็พัฒนาความสัมพันธ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งมันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะการอยู่ด้วยกันตรงนี้พลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่

แกลเลอรี่แต่ละแห่งที่มาร่วมแสดงงานเขาก็ไม่ได้คิดว่ามาแข่งขันกันนะ แต่เขามองว่าได้มาเจอกัน มาคุยกัน ว่าทำอย่างไรศิลปะมันถึงไปได้ ทำอย่างไรศิลปะมันถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศได้ การที่เขาได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่สามวันมันเอื้อให้ทุกคนทำงานเป็นทีม เอื้อให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วผมหวังว่ามันจะสร้างมาตรฐานอะไรบางอย่างได้

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ในการไปเชิญชวนศิลปินมาผมต้องใช้งานปีที่ผ่านๆ มาเป็นพอร์ตฟอลิโอ ทำให้เขาเห็นว่ามาร่วมงานนี้แล้วคุ้ม ยกตัวอย่างปีที่แล้วเราเชิญศิลปินกัมพูชามาทำ Live Painting ในงาน ซึ่งเขาก็แฮปปี้มาก จนปีนี้เขาก็ติดต่อมาเองว่าอยากจะมาเช่าห้องกับเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยืนยันว่างานมันสำเร็จจริงๆ

“ส่วน Joan Cornellà เป็นเพื่ิอนกับผม ตอนที่ผมไป Art Basel ที่ฮ่องกงก็ไปปาร์ตี้ด้วยกันมาเลยคุยกับเขามาตั้งนานแล้วว่าถ้าเกิดจัดงานนี้อีกครั้งก็อยากชวนมา เพราะว่าคนไทยชอบงานคุณเยอะ เขาก็มาในฐานะเพื่อนเลย ไม่ได้เอาแกลเลอรี่ ไม่ได้เอาผู้จัดการมา แล้วงานที่เขาเอามาก็ค่อนข้างพิเศษ เป็นงานชิ้นเล็กซึ่งสวยมาก แล้วราคาก็น่าจะจับต้องได้สำหรับตลาดไทย

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ปีนี้เราจะจัดที่โรงแรมชื่อ 137 Pillar Suites & Residences Bangkok เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยจัดงานมา โดยเราจะมีงานจัดแสดงทั้งหมด 34 ห้อง ซึ่งห้องที่ใหญ่ที่สุดของปีที่แล้วยังไม่เท่าห้องเล็กสุดของปีนี้เลย

ตัวโลโก้เราดีไซน์ขึ้นมาใหม่ตามชื่อโรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ซึ่ง Pillars แปลว่าเสา ในขณะเดียวกันปีนี้เราจัดชั้นบน เมื่อมองผ่านกระจกออกไปก็จะเห็นวิวกรุงเทพฯ มุมสูง ผมเลยรู้สึกว่าการขึ้นมาบนตึกสูงเป็นการเปรียบเปรยคล้ายๆ ว่าศิลปะไทยกำลังยกระดับขึ้น เราเลยมีคอนเซปต์ที่ใช้กันภายใน คือ ‘Art in The Sky, Art in The Rise’ งานกราฟิกดีไซน์ปีนี้ทั้งหมดมันจึงเพี้ยนๆ หน่อย เพราะเราบังคับให้อ่านจากล่างขึ้นบน ทุกอย่างเหมือนเดินขึ้นลิฟต์

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ข้อจำกัดในการจัดงานที่โรงแรมคือเราไม่สามารถย้ายเตียงออกจากห้องได้ แล้วทางโรงแรมเขาก็ไม่เคยคิดว่ามันจะต้องมีของชิ้นใหญ่ผ่านประตูนอกจากคนกับกระเป๋าเดินทางเข้าไป แต่พอเราจัดงานศิลปินบางคนก็จะถามว่าเอาเตียงออกได้ไหม ผมจะเอารูปปั้นใหญ่มา ซึ่งข้อจำกัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถือเป็นสิ่งท้าทายที่เราต้องคุยกับผู้จัดการของโรงแรมว่าทำได้ไหม

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“อีกเรื่องหลักๆ คือโรงแรมห้ามเจาะผนัง แต่งานศิลปะมันต้องห้อย ถือเป็นความท้าทายของทุกคนที่ต้องคิดว่าจะมีทริคอะไรบ้าง ส่วนผมมีหน้าที่แค่คุมกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าของตรงนี้อย่าทำให้เสียหายนะ แบบนี้ทำไม่ได้นะ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของแกลเลอรี่กับศิลปินแล้วว่าเขาจะมีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

“ปีนี้เราต้องพึ่งพาลิฟต์ขนของเยอะ เราต้องไปดูว่าลิฟต์ขนของใหญ่แค่ไหน เอาอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงานที่ต้องจัดตารางเซ็ตอัพ 34 ห้องให้คนร้อยกว่าคนทยอยขึ้นมา

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่าวงการศิลปะไทยเพิ่งจะผ่านช่วงที่ซบเซามา เพราะเราเพิ่งผ่านช่วงของความโศกเศร้าและประเทศเราก็อยู่ในช่วงที่อึมครึมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนด้วย แต่เรามองมันในแง่ดีนะ เพราะถ้าเราดูประวัติศาสตร์ศิลป์ในโลก ศิลปะที่เกิดขึ้นมันสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนั้น เหมือนศิลปินบันทึกความรู้สึกเอาไว้ และช่วงนี้ศิลปินมีแรงบันดาลใจเยอะมาก บางคนก็มองในแง่ดีว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดต่ำสุดที่กำลังจะมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้จากหลายงานเลยที่ศิลปินมักจะเสอนความคิดเห็น ปลดปล่อยความรู้สึก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ หรือสื่อสารอะไรก็ตาม

“มีอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามีศิลปินเกิดใหม่เยอะมาก อาจจะเพราะว่าสตรีทอาร์ตทำให้ศิลปะเชื่อมโยงกับผู้คนมากขึ้น ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่ในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประเทศเราก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว หลังๆ เราเลยเริ่มเห็นว่าโซเชียลมีเดียมันทำให้เราได้พบกับศิลปินไทยใหม่ๆ ซึ่งผมมองว่าดีกว่าที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมประทับใจ คือปีที่แล้วมีคนมางานแล้วได้จับจ่ายซื้องานศิลปะที่ชอบ ผมเห็นเขากอดรูปวาดอันหนึ่งอยู่ ห่อไว้เรียบร้อย ผมก็เลยไปชวนคุยว่าวันนี้ได้อะไรไปครับ ชอบไหมครับ เขาก็บอกว่าเห็นงานนี้ในอินเทอร์เน็ตมานาน หามานานไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน วันนี้มาเดินงานนี้อยู่ดีๆ ก็เห็นคนเอางานนี้มาโชว์ ดีใจมากเลย คือก่อนหน้านี้เขามีเงินแค่ไหนก็ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนได้ ผมเลยรู้สึกว่าตอนนี้ศิลปะกับศิลปินไทยอยู่แต่ในเฟซบุ๊กไม่ได้ หรือจะรอวันที่แกลเลอรี่โทรมาเพื่อให้คุณมีโซโล่โชว์มันไม่ได้ มันต้องมีอะไรแบบนี้ให้คนมาแสดงความสามารถให้คนอื่นเห็น

“สุดท้ายผมว่าศิลปะมันเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตเรานะ ผมว่าคนคนหนึ่งต้องมีดนตรีมีศิลปะอยู่ในชีวิต มันทำให้คนอ่อนโยนกับโลกมากขึ้น เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ใช่นักสะสมก็ไม่ต้องมาซื้องานก็ได้ แค่มาเดินเพื่อมาเสพ มาลองดู ให้ศิลปะทำหน้าที่ของมัน ผมว่าเขาก็น่าจะได้อะไรกลับไปเยอะแล้ว

“ศิลปะอยู่บนโลกมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แล้วมันก็ยังคงอยู่ต่อไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และผมว่าการที่เรามีศิลปะเข้ามาในชีวิตมันมากขึ้นจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 2901

ผู้เข้าพัก : อาจารย์กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

“การที่จัดในโรงแรมผมมองมันเป็นข้อดีนะ เพราะบางครั้งการที่เราจัดแสดงงานศิลปะในแกลเลอรี่มันจะขาวๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย การดิสเพลย์ในโรงแรมมันอาจจะยากกว่า แต่ในแง่ของผู้เสพ เขาจะจินตนาการออกว่าเวลางานศิลปะอยู่ในห้องของเขาหน้าตาจะเป็นยังไง มันมีสิ่งแวดล้อมของผู้อยู่อาศัยอยู่ ก็เลยตอบโจทย์ว่าถ้าชิ้นนี้ไปอยู่ที่บ้านฉัน มันจะเข้ากันไหม มันจะเหมาะมั้ยกับพื้นที่ของตัวเอง

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่างานแบบนี้จำเป็น จริงๆ คนไทยมีความสามารถเยอะมาก แต่ไม่มีพื้นที่รองรับ แล้วการที่มีอีเวนต์แบบนี้ มันเป็นการเปิดพื้นที่รองรับให้กับคน แล้วมันจะเกิดขึ้นทุกๆ ปี อย่างน้อยมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นหลังได้มีช่องทางในการที่จะพรีเซนต์ตัวเองออกไป

“ศิลปะทำให้คนเริ่มมองเห็นความงาม เริ่มเห็นว่าตัดต้นไม้แบบนี้ไม่ถูกนะ มันไปกระทบกับเรื่องของชีวิต ทั้งการทานอาหาร วิธีการแต่งตัว การออกแบบอาคาร สถานที่ ทุกอย่างเหมือนมันบ่มเพาะมาจากศิลปะล้วนๆ บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำแต่มันเข้าไปอยู่ในตัวแล้ว

“พอเราเริ่มมองหาความงาม มันทำให้บ้านเมืองของเราสวยขึ้นๆ แต่งานศิลปะพวกนี้มันริ่มจากข้างในใกล้ตัวเราก่อน”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 3203

ผู้เข้าพัก : Joan Cornellà

“ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานนิตยสารมาก่อน ช่วง 5 – 6 ปีหลังมานี้เพิ่งหันมาทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เพราะผมรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ดี ถึงอาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะตั้งตัวได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าให้ไปทำอย่างอื่นจะทำได้หรือเปล่า

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาจัดงานร่วมกับ Hotel Art Fair เพราะว่าผมรู้จักกับผู้จัดงานมาก่อน อีกอย่างหนึ่งคือผมกำลังจะมีนิทรรศการที่กรุงเทพฯ อีกรอบด้วย เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาร่วมงานนี้”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ภาพ:  นัทธมน แก้วแป้นผา

Hotel Art Fair 2018

สถานที่ : โรงแรม 137 Pillars Suits & Residence ซอยสุขุมวิท 39

วันที่ 9-10 มิถุนายน 2661 เวลา 11.00-23.00 น.

9 มิถุนายน 2561
2 K

ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมาเยือนโรงแรมด้วยเหตุผลอื่นนอกจากไปพักอาศัยมาก่อน จนกระทั่งได้รู้จักงานที่ชื่อ Hotel Art Fair

อธิบายอย่างกระชับ, Hotel Art Fair คืองานอาร์ตแฟร์ที่จัดในโรงแรม โดยใช้ห้องพักแต่ละห้องเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ คล้ายการย้ายแต่ละแกลเลอรี่มาอยู่ในห้องแต่ละห้อง โดยในแต่ละปีจะหมุนเวียนเปลี่ยนโรงแรมไปเรื่อยๆ ซึ่งปีนี้จัดที่โรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ในซอยสุขุมวิท 39

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ในฐานะผู้ที่เคยไปร่วมงาน Hotel Art Fair มีเรื่องน่าสนใจหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการได้พบเจอตัวละครหลากหลายในวงการศิลปะ ทั้งแกลเลอรี่ ศิลปิน นักสะสม และคนในวงการสร้างสรรค์ มารวมตัวในสถานที่ที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย หรือการได้สังเกตการจัดการพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างโรงแรม

งานศิลปะชิ้นใหญ่ขนย้ายอย่างไร ผนังห้องห้ามเจาะจะแสดงงานอย่างไร เตียงห้ามย้ายจัดการอย่างไร หรือในพื้นอันแสนจำกัดจะจัดสรรพื้นที่อย่างไร

สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยไหวพริบและการแก้ปัญหาของผู้จัดแสดงงาน

ด้วยความอยากรู้ความตั้งใจเบื้องต้นและวิธีคิดเบื้องหลัง เราจึงนัดพูดคุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่งฟาร์มกรุ๊ป (FARMGROUP) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งงานงานนี้ เพื่อถามไถ่สิ่งต่างๆ ให้คลายสงสัย ก่อนจะขึ้นลิฟต์ไปชมงานศิลปะที่นอนรอเราอยู่ในห้องต่างๆ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

LOBBY

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ

“การอยู่ด้วยกันพลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่”

“ความตั้งใจแรกของการจัด Hotel Art Fair คือผมอยากส่งเสริมงานศิลปะและส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลที่จะทำงานกับโรงแรมที่คนไทยเป็นเจ้าของ เพราะหนึ่ง มันติดต่อง่าย ได้คุยกับเจ้าของคนไทยเลย ไม่ต้องไปขอต่างประเทศ ซึ่งหลักในการเลือกหนึ่งของเราคือต้องเป็นโรงแรมที่ชื่นชมงานออกแบบ ชื่นชมศิลปะ โรงแรมที่ผ่านมาที่เราเลือกจึงมักจะเป็นโรงแรมบูทีกเล็กๆ เนื่องจากโรงแรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใส่ใจเรื่องศิลปะและงานดีไซน์มากกว่า

“โรงแรมเองก็ได้ประโยชน์จากการจัดงานนี้ อย่างช่วงปี 2016 งานจัดที่ Ad Lib สุขุมวิทซอย 1 ซึ่งก่อนหน้านั้นคนก็ไม่รู้ว่าในซอยนี้มีโรงแรมสวยขนาดนี้อยู่ด้วย แต่หลังจากที่ผมไปจัดงานคนก็เต็มตลอด หรืออย่างปี 2017 ที่จัดที่โรงแรม Volve ก็ถือเป็นงาน Grand Opening ของโรงแรมไปเลย เรารู้สึกว่านี่เป็นการตอบแทนโรงแรมบูทีกที่เขาใส่ใจกับดีไซน์ ทำให้คนได้รู้จักเขามากขึ้น

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ที่ผ่านมาผมทำเรื่อง Event Design ทำเรื่อง Experience Design อยู่แล้ว การทำงาน Hotel Art Fair มันก็เป็นการแก้โจทย์ในทุกๆ ปี เพราะโรงแรมเปลี่ยนไปทุกครั้ง ทุกงานมันเป็นการเรียนรู้ใหม่ มาปีนี้เงื่อนไขมันอาจจะเปลี่ยนไป สิ่งที่เรียนรู้จากปีที่แล้วอาจจะใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่อยู่กับเราตลอดคือแกลเลอรี่หรือศิลปินที่มาเช่าห้องต่อจากเรา เราก็เรียนรู้ในการปฏิบัติตัวกับเขา เรามองว่าเขาไม่ใช่ผู้เช่า แต่มองเขาเป็นพาร์ตเนอร์ ไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราก็พัฒนาความสัมพันธ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งมันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะการอยู่ด้วยกันตรงนี้พลังมันเยอะกว่าต่างคนต่างอยู่

แกลเลอรี่แต่ละแห่งที่มาร่วมแสดงงานเขาก็ไม่ได้คิดว่ามาแข่งขันกันนะ แต่เขามองว่าได้มาเจอกัน มาคุยกัน ว่าทำอย่างไรศิลปะมันถึงไปได้ ทำอย่างไรศิลปะมันถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศได้ การที่เขาได้มาอยู่ด้วยกันที่นี่สามวันมันเอื้อให้ทุกคนทำงานเป็นทีม เอื้อให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วผมหวังว่ามันจะสร้างมาตรฐานอะไรบางอย่างได้

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ในการไปเชิญชวนศิลปินมาผมต้องใช้งานปีที่ผ่านๆ มาเป็นพอร์ตฟอลิโอ ทำให้เขาเห็นว่ามาร่วมงานนี้แล้วคุ้ม ยกตัวอย่างปีที่แล้วเราเชิญศิลปินกัมพูชามาทำ Live Painting ในงาน ซึ่งเขาก็แฮปปี้มาก จนปีนี้เขาก็ติดต่อมาเองว่าอยากจะมาเช่าห้องกับเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยืนยันว่างานมันสำเร็จจริงๆ

“ส่วน Joan Cornellà เป็นเพื่ิอนกับผม ตอนที่ผมไป Art Basel ที่ฮ่องกงก็ไปปาร์ตี้ด้วยกันมาเลยคุยกับเขามาตั้งนานแล้วว่าถ้าเกิดจัดงานนี้อีกครั้งก็อยากชวนมา เพราะว่าคนไทยชอบงานคุณเยอะ เขาก็มาในฐานะเพื่อนเลย ไม่ได้เอาแกลเลอรี่ ไม่ได้เอาผู้จัดการมา แล้วงานที่เขาเอามาก็ค่อนข้างพิเศษ เป็นงานชิ้นเล็กซึ่งสวยมาก แล้วราคาก็น่าจะจับต้องได้สำหรับตลาดไทย

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ปีนี้เราจะจัดที่โรงแรมชื่อ 137 Pillar Suites & Residences Bangkok เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่เคยจัดงานมา โดยเราจะมีงานจัดแสดงทั้งหมด 34 ห้อง ซึ่งห้องที่ใหญ่ที่สุดของปีที่แล้วยังไม่เท่าห้องเล็กสุดของปีนี้เลย

ตัวโลโก้เราดีไซน์ขึ้นมาใหม่ตามชื่อโรงแรม 137 Pillar Suites & Residences Bangkok ซึ่ง Pillars แปลว่าเสา ในขณะเดียวกันปีนี้เราจัดชั้นบน เมื่อมองผ่านกระจกออกไปก็จะเห็นวิวกรุงเทพฯ มุมสูง ผมเลยรู้สึกว่าการขึ้นมาบนตึกสูงเป็นการเปรียบเปรยคล้ายๆ ว่าศิลปะไทยกำลังยกระดับขึ้น เราเลยมีคอนเซปต์ที่ใช้กันภายใน คือ ‘Art in The Sky, Art in The Rise’ งานกราฟิกดีไซน์ปีนี้ทั้งหมดมันจึงเพี้ยนๆ หน่อย เพราะเราบังคับให้อ่านจากล่างขึ้นบน ทุกอย่างเหมือนเดินขึ้นลิฟต์

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ข้อจำกัดในการจัดงานที่โรงแรมคือเราไม่สามารถย้ายเตียงออกจากห้องได้ แล้วทางโรงแรมเขาก็ไม่เคยคิดว่ามันจะต้องมีของชิ้นใหญ่ผ่านประตูนอกจากคนกับกระเป๋าเดินทางเข้าไป แต่พอเราจัดงานศิลปินบางคนก็จะถามว่าเอาเตียงออกได้ไหม ผมจะเอารูปปั้นใหญ่มา ซึ่งข้อจำกัดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ถือเป็นสิ่งท้าทายที่เราต้องคุยกับผู้จัดการของโรงแรมว่าทำได้ไหม

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“อีกเรื่องหลักๆ คือโรงแรมห้ามเจาะผนัง แต่งานศิลปะมันต้องห้อย ถือเป็นความท้าทายของทุกคนที่ต้องคิดว่าจะมีทริคอะไรบ้าง ส่วนผมมีหน้าที่แค่คุมกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าของตรงนี้อย่าทำให้เสียหายนะ แบบนี้ทำไม่ได้นะ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของแกลเลอรี่กับศิลปินแล้วว่าเขาจะมีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร

“ปีนี้เราต้องพึ่งพาลิฟต์ขนของเยอะ เราต้องไปดูว่าลิฟต์ขนของใหญ่แค่ไหน เอาอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงานที่ต้องจัดตารางเซ็ตอัพ 34 ห้องให้คนร้อยกว่าคนทยอยขึ้นมา

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่าวงการศิลปะไทยเพิ่งจะผ่านช่วงที่ซบเซามา เพราะเราเพิ่งผ่านช่วงของความโศกเศร้าและประเทศเราก็อยู่ในช่วงที่อึมครึมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนด้วย แต่เรามองมันในแง่ดีนะ เพราะถ้าเราดูประวัติศาสตร์ศิลป์ในโลก ศิลปะที่เกิดขึ้นมันสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนั้น เหมือนศิลปินบันทึกความรู้สึกเอาไว้ และช่วงนี้ศิลปินมีแรงบันดาลใจเยอะมาก บางคนก็มองในแง่ดีว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดต่ำสุดที่กำลังจะมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้จากหลายงานเลยที่ศิลปินมักจะเสอนความคิดเห็น ปลดปล่อยความรู้สึก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ หรือสื่อสารอะไรก็ตาม

“มีอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมามีศิลปินเกิดใหม่เยอะมาก อาจจะเพราะว่าสตรีทอาร์ตทำให้ศิลปะเชื่อมโยงกับผู้คนมากขึ้น ไม่ได้อยู่เฉพาะแค่ในแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งประเทศเราก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว หลังๆ เราเลยเริ่มเห็นว่าโซเชียลมีเดียมันทำให้เราได้พบกับศิลปินไทยใหม่ๆ ซึ่งผมมองว่าดีกว่าที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมประทับใจ คือปีที่แล้วมีคนมางานแล้วได้จับจ่ายซื้องานศิลปะที่ชอบ ผมเห็นเขากอดรูปวาดอันหนึ่งอยู่ ห่อไว้เรียบร้อย ผมก็เลยไปชวนคุยว่าวันนี้ได้อะไรไปครับ ชอบไหมครับ เขาก็บอกว่าเห็นงานนี้ในอินเทอร์เน็ตมานาน หามานานไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน วันนี้มาเดินงานนี้อยู่ดีๆ ก็เห็นคนเอางานนี้มาโชว์ ดีใจมากเลย คือก่อนหน้านี้เขามีเงินแค่ไหนก็ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนได้ ผมเลยรู้สึกว่าตอนนี้ศิลปะกับศิลปินไทยอยู่แต่ในเฟซบุ๊กไม่ได้ หรือจะรอวันที่แกลเลอรี่โทรมาเพื่อให้คุณมีโซโล่โชว์มันไม่ได้ มันต้องมีอะไรแบบนี้ให้คนมาแสดงความสามารถให้คนอื่นเห็น

“สุดท้ายผมว่าศิลปะมันเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตเรานะ ผมว่าคนคนหนึ่งต้องมีดนตรีมีศิลปะอยู่ในชีวิต มันทำให้คนอ่อนโยนกับโลกมากขึ้น เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ใช่นักสะสมก็ไม่ต้องมาซื้องานก็ได้ แค่มาเดินเพื่อมาเสพ มาลองดู ให้ศิลปะทำหน้าที่ของมัน ผมว่าเขาก็น่าจะได้อะไรกลับไปเยอะแล้ว

“ศิลปะอยู่บนโลกมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แล้วมันก็ยังคงอยู่ต่อไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และผมว่าการที่เรามีศิลปะเข้ามาในชีวิตมันมากขึ้นจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 2901

ผู้เข้าพัก : อาจารย์กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

“การที่จัดในโรงแรมผมมองมันเป็นข้อดีนะ เพราะบางครั้งการที่เราจัดแสดงงานศิลปะในแกลเลอรี่มันจะขาวๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย การดิสเพลย์ในโรงแรมมันอาจจะยากกว่า แต่ในแง่ของผู้เสพ เขาจะจินตนาการออกว่าเวลางานศิลปะอยู่ในห้องของเขาหน้าตาจะเป็นยังไง มันมีสิ่งแวดล้อมของผู้อยู่อาศัยอยู่ ก็เลยตอบโจทย์ว่าถ้าชิ้นนี้ไปอยู่ที่บ้านฉัน มันจะเข้ากันไหม มันจะเหมาะมั้ยกับพื้นที่ของตัวเอง

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

“ผมว่างานแบบนี้จำเป็น จริงๆ คนไทยมีความสามารถเยอะมาก แต่ไม่มีพื้นที่รองรับ แล้วการที่มีอีเวนต์แบบนี้ มันเป็นการเปิดพื้นที่รองรับให้กับคน แล้วมันจะเกิดขึ้นทุกๆ ปี อย่างน้อยมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนรุ่นหลังได้มีช่องทางในการที่จะพรีเซนต์ตัวเองออกไป

“ศิลปะทำให้คนเริ่มมองเห็นความงาม เริ่มเห็นว่าตัดต้นไม้แบบนี้ไม่ถูกนะ มันไปกระทบกับเรื่องของชีวิต ทั้งการทานอาหาร วิธีการแต่งตัว การออกแบบอาคาร สถานที่ ทุกอย่างเหมือนมันบ่มเพาะมาจากศิลปะล้วนๆ บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำแต่มันเข้าไปอยู่ในตัวแล้ว

“พอเราเริ่มมองหาความงาม มันทำให้บ้านเมืองของเราสวยขึ้นๆ แต่งานศิลปะพวกนี้มันริ่มจากข้างในใกล้ตัวเราก่อน”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ROOM 3203

ผู้เข้าพัก : Joan Cornellà

“ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานนิตยสารมาก่อน ช่วง 5 – 6 ปีหลังมานี้เพิ่งหันมาทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เพราะผมรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ดี ถึงอาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะตั้งตัวได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าให้ไปทำอย่างอื่นจะทำได้หรือเปล่า

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาจัดงานร่วมกับ Hotel Art Fair เพราะว่าผมรู้จักกับผู้จัดงานมาก่อน อีกอย่างหนึ่งคือผมกำลังจะมีนิทรรศการที่กรุงเทพฯ อีกรอบด้วย เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาร่วมงานนี้”

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

เช็กอินโรงแรมใจกลางเมือง คุยกับ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เรื่องเบื้องหลังงาน Hotel Art Fair 2018

ภาพ:  นัทธมน แก้วแป้นผา

Hotel Art Fair 2018

สถานที่ : โรงแรม 137 Pillars Suits & Residence ซอยสุขุมวิท 39

วันที่ 9-10 มิถุนายน 2661 เวลา 11.00-23.00 น.

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

นัทธมน แก้วแป้นผา

เด็กภาพยนตร์ที่ชอบการถ่ายภาพมากกว่าดูหนัง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load