ขณะที่ตัวเรามองหาชีวิต Work-life Balance ธุรกิจเองก็ต้องการ Work-heart Balance

มากกว่าการบริการที่เป็นหัวใจหลักของการประกอบธุรกิจ คือการใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองให้บริการลูกค้าจนเกินหน้าที่ หรือเป็นพาร์ตเนอร์ที่พร้อมแนะนำสิ่งที่เหมาะสม ตอบโจทย์และความต้องการของลูกค้า

The Cloud จึงชวนคุณมาทำความรู้จักกับ 4 ผู้ประกอบการจาก 4 กิจการที่นอกจากจะ Work Hard แล้วยัง Work-heart Balance อีกด้วย ทั้งนักบันทึกความทรงจำผู้เล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายสุดคราฟต์ เจ้าของร้านหนังสือและนิตยสารอิสระผู้เก่งกาจในการคัดสรรหนังสือเท่ๆ นักสะสมความทรงจำของอดีตที่อัพเดตเทรนด์ตลอดเวลา และที่ปรึกษาการลงทุนผู้ให้บริการด้วยความยินดี

ตามไปดูวิธีคิดและทำธุรกิจด้วยหัวใจของผู้ประกอบการที่มีหัวใจด้วยกัน

1

ช่างภาพผู้รับงานถ่ายภาพงานแต่งงานเพียง 30 งานต่อปี

การบริการด้วยหัวใจของ โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี หรือ OAT-CHAIYASITH
เจ้าของสตูดิโอ PAAP Production & Studio และ Next Photographic

ทำธุรกิจ

หากเราจะเรียก โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ว่า ‘ศิลปิน’ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะงานทุกงานของเขาประณีตไม่ต่างจากงานของจิตรกรมากฝีมือ ซึ่งนับจนถึงวันนี้ โอ๊ตอยู่ในวงการถ่ายภาพมา 15 ปีแล้ว

จุดเริ่มต้นจากการทำงานที่ประเทศอังกฤษเมื่อ 10 ปีก่อน ด้วยพื้นฐานการเรียนด้านการออกแบบ ทำให้เขาตั้งคำถามด้วยปัญหาก่อนเสมอ เขาสังเกตภาพงานแต่งงานของคู่รักจากต่างประเทศด้วยความรู้สึกของภาพที่ช่างกินใจ ดื่มด่ำ และเข้มข้น เหลือเกิน แต่เมื่อตัดกลับมาที่ประเทศไทย “ยืนตรงแบ็กดร็อปนะครับ ยิ้มนะครับ แชะ!”  “ผมนับถึงสามยกมือกดไลก์นะครับ แชะ!”

หลังจากตั้งคำถาม เขากลับมาวิเคราะห์และตกตะกอน พร้อมกลับมาเมืองไทยด้วยความคิดใหม่ แม้คนจะมองว่าการถ่ายภาพงานแต่งงานแบบ OAT-CHAIYASITH มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ทำมาหากินในประเทศที่ชอบภาพสไตล์เดิมๆ ไม่ได้หรอก

แต่เขาพิสูจน์แล้วว่ามีคนต้องการและมองหาสิ่งนี้เหมือนกันกับเขา

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ธุรกิจที่มีจุดยืนว่าจะเป็นศิลปินที่คราฟต์ช่วงเวลาและวันพิเศษของลูกค้า

“เราเรียกบริการถ่ายภาพของเราว่า Documentaly Wedding Photography คนเราแต่งงานวันเดียว มีวันพิเศษแค่วันนั้นวันเดียวในชีวิต เรากำลังได้รับมอบหมายให้เล่าเรื่องราวในวันพิเศษที่สุดของคนคู่หนึ่ง เราให้ความสำคัญกับช่วงเวลานั้น เพราะมีเงินมากเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ แนวคิดในการทำธุรกิจจึงต่างออกไป เราจะเป็นศิลปินที่คราฟต์วันพิเศษของเขาออกมาผ่านภาพถ่าย ให้เป็นเหมือนไทม์แมชชีนที่จะพาเขากลับไปสู่ห้วงความรู้สึกนั้นเพียงเขาได้ดูภาพของเรา”

เมื่อโจทย์ของเขาต่างออกไปจากตลาดช่างภาพประเทศไทย การทำงานย่อมแตกต่างไปด้วย

ในโลกของทุนนิยม แน่นอนว่าธุรกิจส่วนใหญ่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่โอ๊ตเดินสวนทาง เขาเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ด้วยการรับงานถ่ายภาพเพียง 30 งานต่อปี

“เมื่อเราจำกัดงานแค่ 30 งานต่อปี เราสามารถใส่ใจกับทุกองค์ประกอบได้มากกว่า เพราะเราทำสิ่งที่เหนือกว่าการถ่ายภาพ เราเล่าไปถึงความเป็นตัวตนของเขา งานของเราจึงต้องใช้เวลา เราคราฟต์งานออกมาเป็นเดือน เราตกตะกอน ดูแล้วดูอีกเพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาดีที่สุด เวลาลูกค้าได้งานเราไป ไม่ใช่ได้แค่ภาพสวย แต่เขาได้วินาทีนั้นกลับมา ได้รอยยิ้มนั้นกลับมา ได้แววตาจากคนที่เขารักกลับมา เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจของเราคือการเห็นคุณค่าของเวลา”

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ทำธุรกิจ

ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก แต่เอาตัวตนของลูกค้าเป็นหลัก

“ภรรยาเคยถามว่า ทำไมไม่หาคนมาช่วย งานของเราคืองานศิลปะ ช่วยไม่ได้ทุกอย่างหรอก อย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาคงไม่ให้คนอื่นมาวาดรูปให้แล้วบอกว่าเป็นของตัวเอง มันควรจะออกมาจากตัวตนของเรา ความคิดของเรา เขาสามารถจะช่วยเราเตรียมผ้าใบ แต่เขาไม่สามารถจบงานได้เหมือนเรา

“เราเล่าเรื่องด้วยภาพเพียงภาพเดียว ไม่มีเสียงประกอบช่วย ไม่มีการขยับหรือเคลื่อนไหว ตอนลูกค้าได้รับภาพแล้วน้ำตาซึมเยอะมาก เราพาเขากลับไปสู่ช่วงเวลาของวันนั้นได้ เป็นแบบนั้นเพราะเราไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก เราเอาความเป็นตัวตนของลูกค้าเป็นหลัก เล่าผ่านความจริงของเขา

“เมื่อไหร่ที่เรื่องราวมันจริงคนสัมผัสได้เสมอ เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอินกับเรื่องราวความรู้สึกของคนอื่น Imperfect is perfect เป็นคำที่เราพูดตลอดเวลา ชีวิตเราไม่มีอะไรสมบูรณ์ คนนะไม่ใช่โฆษณา หันมาทุกมุมแล้วจะสวยหมด ชีวิตจริงของเราคือรอยยิ้ม มันธรรมดามาก เราทุกคนเพอร์เฟกต์ที่เป็นตัวของตัวเอง เราเป็นเพอร์เฟกชันนิสนะ แต่ก็เชื่อในความไม่สมบูรณ์ของชีวิต”

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

3 หัวใจของการบริการที่ทำให้ OAT-CHAIYASITH แตกต่าง

นอกเหนือจากบริการถ่ายทอดเรื่องราวสุดพิเศษด้วยภาพถ่ายของ OAT-CHAIYASITH เขายังมีบริการโปรดักชันและสตูดิโอถ่ายภาพครบวงจรจาก PAAP Production & Studio และ Next Photographic กิจการน้องใหม่ล่าสุดสำหรับคนรักการถ่ายภาพ

“การบริการของทุกกิจการภายใต้แบรนด์ OAT-CHAIYASITH เราจะเอาใจลูกค้ามาใส่ใจเรา เราคิดเสมอว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราต้องการอะไร เราจะไม่คิดเพียงว่าเราทำงานให้กับเขา แต่เราจะคิดถึงผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า สอง เราตั้งมาตรฐานระดับสูงให้กับลูกค้าเสมอ สาม เราจะไม่ตกเป็นทาสของทุนนิยม เราไม่ต้องการขยายการผลิตจนเป็นเครื่องจักร แต่เราสร้างมูลค่ากับสินค้าและการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งหมดเป็นหัวใจหลักในการบริการของเรา”

2

ร้านหนังสืออิสระที่เชื่อในหนังสือที่ดีและขายหนังสืออย่างตั้งใจ

การบริการด้วยใจจริงและจริงใจของ อาร์ท-สิโรตม์ จิระประยูร
เจ้าของร้านหนังสือ The Booksmith และ The Papersmith by The Booksmith

ทำธุรกิจ

ก่อนจะเปิดร้านหนังสือเฉพาะทางเขาคลุกคลีกับหนังสือมาเนิ่นนาน อาร์ท-สิโรตม์ จิระประยูร เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียบุ๊คส์ จำกัด จนมีทิศทางของตนเองจึงออกมาเปิดร้านหนังสือซึ่งเป็นความฝันตั้งแต่สมัยวัยเรียน ประจวบเหมาะเขาเจอร้านให้เช่าย่านนิมมานเหมินท์ จึงเกิดเป็น ‘The Booksmith’ ร้านหนังสือร้านแรกของเขาก่อนจะทยอยเพิ่มจำนวนหน้าหนังสือจนปัจจุบันมีมากถึง 7 สาขา

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

แผนธุรกิจที่รัดกุมรักษาจิตวิญญาณความเป็นร้านหนังสือ

“เราเป็นร้านหนังสือกึ่งเฉพาะทาง เราอยากให้รายได้หลักมาจากการขายหนังสือเป็นหลัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่หนังสือ Non-book มีรายได้จากการขายเกินกว่า 10% เราจะทำการคุมกำเนิดทันที แสดงว่าเราจะต้องหาให้เจอว่าปัญหาของหนังสือคืออะไร แล้วแก้ปัญหารายได้หลักของธุรกิจก่อน

“เราจะไม่มองเฉพาะบรรทัดแรกว่าร้านมีรายได้เพิ่มขึ้นนะ แต่เรามองบรรทัดสุดท้ายว่ารายได้มาจากอะไรบ้าง ฉะนั้น รายได้หลักเราต้องมาจากหนังสือเพราะเราเป็นร้านหนังสือ ถ้ามัวโลดเต้นดีใจกับรายได้บรรทัดแรก เราจะมองว่า ‘งั้นขายอะไรก็ได้เพื่อเงิน’ จิตวิญญาณความเป็นร้านหนังสือจะหลุดทันที”

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ทำธุรกิจ

คัดสรร ขาย และกระจายความเสี่ยง

กระบวนการทำงานของธุรกิจหนังสือไม่ได้ซับซ้อน ออกจะตรงไปตรงมาเสียด้วยซ้ำ เราดูแคตตาล็อกหนังสือ คัดหนังสือ สั่งหนังสือ พอหนังสือมาก็ขาย ขายไม่ได้ก็ส่งต่อไปยังสาขาอื่นก่อน สุดท้ายก็ทำหนังสือเสนอสถาบัน ส่วนหนังสือที่เราเอาลงจากชั้นวางมันมีทางไปเสมอ เพราะเรามีสาขา และเราจัดหนังสือให้กับ TCDC และสถาบันการศึกษา เราจัดส่งตามรายการที่มีให้เขาเลือก บางทีหนังสือที่เราเลือกมามีเนื้อหาหนักมากจนไม่เหมาะกับการขายปลีก มันเหมาะกับการเป็นหนังสือห้องสมุดมากกว่า

“เราเป็นคล้ายกับ Supply Chain ต้องมีหนังสือให้ครบจนถึงปลายน้ำ เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านหนังสือจะต้องขยายสาขา เพราะการขยายสาขาคือการกระจายไข่ให้ไปอยู่หลายตะกร้า หนังสือมีทางหมุนเวียน ความจริงหนังสือก็เหมือนแฟชั่น ร้านหนังสือไม่สามารถมีหนังสือเล่มเดิมอยู่ได้ ในขณะที่คอนเทนต์ใหม่ออกมาทุกวัน อย่างนั้นเราจะกลายเป็นร้านหนังสือที่โอลด์แฟชั่น เราจำเป็นต้องมีของใหม่ ฉะนั้น ของใหม่จะเข้าไม่ได้ถ้าของเก่าไม่ออก การขยายสาขาถือเป็นการให้โอกาสหนังสือใหม่เข้ามา”

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ร้านหนังสือเพื่อนคุย

“เรามองว่าลูกค้าก็คือลูกค้า และลูกค้าก็เป็นเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง การสื่อสารบางอย่างต้องนุ่มนวลกันบ้าง ไม่ได้เป็นธุรกิจไปเสียหมด ต้องมีการพูดคุยและสื่อสาร ถ้าลูกค้าได้คุยในประเด็นหรือเนื้อหาที่โดนใจเขา เขาจะอยากกลับมาอีก หลังจากนั้น 10 ครั้งเขาอาจจะไม่เจอใครที่คุยกับเขาเรื่องหนังสือ แต่มันบันทึกลงไปในใจเขาแล้ว การสร้างความประทับใจแรกนั้นสำคัญ เขาจะมาเป็นร้อยครั้งแล้วมาลองครั้งที่ 2 ที่ 3 เราว่ามันช้าไป

“ถ้าลูกค้าเข้ามาในร้านทุกครั้งแล้วเราปฏิบัติกับเขาด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกันตั้งแต่ครั้งแรก ให้ข้อมูลอย่างที่เราอยากให้ เหมือนที่เราอยากคุยกับคนรู้จัก ถ้าให้ลูกค้าเขาเลือกหนังสือคนเดียวมันก็ดูใจไม้ไส้ระกำไปเสียหน่อย พอลูกค้าหยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง เราลองถามหรือลองคุยกับเขาบางทีหนังสือเล่มเดียวกัน เราก็บอกเขาว่าอย่าซื้อเลยเล่มนี้ ซื้ออีกเล่มดีกว่า ถ้าเราซื่อสัตย์กับเขา บางอย่างไม่จำเป็นต้องซื้อ ลองคุยกับเขาดูก่อน เราว่านั่นคือบริการที่ลูกค้าต้องการจากร้านหนังสือ”

3

ร้านขายของเก่าที่อัพเทรนด์ใหม่ตลอดเวลา

การบริการด้วยใจรักของ ต๋อง-สุพจน์ ศิริพรเลิศกุล
เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน PAPAYA STUDIO

ทำธุรกิจ

ของสะสมกว่าแสนชิ้นของ ต๋อง-สุพจน์ ศิริพรเลิศกุล บนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร มีตั้งแต่ถ้วยถังกะลังหม้อจนถึงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ไม่ว่าจะของดีจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ของเก่าเก็บจากทั่วทุกมุมโลกล้วนบรรจุอยู่ในโกดังห้องยักษ์ บอกเลยว่าขายทุกชิ้น! ไม่มีชิ้นไหนไม่ขาย พ่วงด้วยบริการเช่าสินค้าและสตูดิโอสำหรับถ่ายโฆษณา มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์ ครบจบในสถานที่เดียว

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

โกดังของสะสมที่มีของทุกอย่างครบ จบในที่เดียว

“ก่อนหน้านั้นเราเป็นสถาปนิก ของทั้งหมดเก็บสะสมส่วนตัวตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นงานอดิเรกของเรา เราสะสมของเพราะใจรัก ทำมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว ร้านเราขนาดใหญ่ของเยอะ รายได้มาจากการเช่าสินค้าเป็นส่วนใหญ่ เวลาลูกค้าขาดของเข้าฉาก เขามาร้านเราจะได้ของครบ มาครั้งเดียวแล้วจบ คนวงการโฆษณา ภาพยนตร์ จะรู้จักเราดีเลย ลูกค้าอีกกลุ่มจะเป็นคนชอบสะสมและชอบของตกแต่งบ้าน”

จุดเด่นของปาปาย่า สตูดิโอ คือความหลากหลายของสินค้า เท่จนเก๋ แปลก และไม่เหมือนใคร

“ความเป็นตัวตนเราแข็งแรงและชัดเจน ถ้าลูกค้านึกไม่ออกว่าอยากได้อะไรมาตั้งสักมุมหนึ่งของบ้าน เขาอาจมาเดินร้านเราเพื่อมองหาไอเดีย ถ้าเป็นดีไซเนอร์แล้วมีของในใจ ส่วนใหญ่มาเดินแล้วจะเจอ บางทีลูกค้าหยิบของมาถามว่าราคาเท่าไหร่ เราก็ใจหาย ชิ้นนั้นเราชอบ เราจะบอกราคาแพงนิดหนึ่ง ภาวนาว่าอย่าซื้อไปเลย (หัวเราะ) จะเป็นสไตล์นั้น แต่ของเราขายทุกชิ้น”

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ทำธุรกิจ

ศิลปะการขายของเก่า

“เรามีความสุขมากกับการซื้อของ การขายไม่ค่อยชอบ ถ้าบอกให้ไปซื้อของเรามีความสุขที่สุดเลย แล้วไม่เหน็ดไม่เหนื่อยด้วยนะ เราจะไปหาของและอัพเดตของจากต่างประเทศทุกเดือนเมษายน ส่วนใหญ่จะไปแถบประเทศยุโรปทั้งหมด ร้านเราจะมีของหมุนเวียนเข้ามาตลอด เราจะมองเทรนด์ปีหน้าจากเมืองนอกและพยายามหาของแนวนั้นเข้ามา ถึงแม้จะเป็นร้านขายของเก่าแต่เราก็อัพเดตเทรนด์ใหม่ด้วย

“เวลาจะไปซื้อของเราต้องมีความรู้เรื่องของเก่า สำคัญเคย ของทุกชิ้นจะต้องมีราคาในหัวอยู่แล้ว ถ้าเรามองว่าชิ้นนี้ขายได้ 8,000 เราควรจะซื้อไม่เกิน 4,000 ถ้าโชคเข้าข้างเราซื้อของดีในราคาถูก ซื้อ 3,000 ขาย 30,000 เพราะคนขายของเก่าในโลกไม่มีใครรู้จักของหมดทุกแบบหรอก บางทีเราขายไปแล้วยังไม่เคยเจอของแบบนั้นวนกลับมาอีกรอบเลย”

นอกจากบริการขายและเช่าสินค้า อาต๋องยังใจดีให้คำปรึกษาด้านการตกแต่งบ้านและร้านค้า แถมหาของตามใจลูกค้าด้วยงบประมาณจำกัด หรือซื้อของไปนานจนเบื่อก็กลับมาเพื่อให้อาต๋องซื้อคืนก็มี

ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ ทำธุรกิจ

ความสุขและความสนุกของธุรกิจร้านขายของเก่าที่อัพเดตเทรนด์ใหม่อยู่ตลอด

“งานของเรามันเหมาะกับคนใจรัก เราทำงานไม่เคยหยุดเลยนะ ทำงานเต็มจำนวน 365 วัน กลายเป็นความคุ้นเคย เรามีความสุขกับของเก่า ยิ่งอยู่ของไม่ได้น้อยลงเลย ยิ่งอยู่ของยิ่งมากขึ้น บางทีขายหนึ่งชิ้นแต่ซื้อเข้ามา 3 ชิ้น ตั้งแต่ทำมาไม่ได้เอาเงินออกนะ เอาเงินใส่เข้าไป เอาอย่างอื่นมาซื้อของใส่เข้าไป เรามองว่าของเหมือนเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง ถ้าพูดเชิงธุรกิจไม่น่าจะคุ้มด้วยซ้ำ แต่เราทำด้วยใจ

“สมมติว่าคุณอาจจะเปลี่ยนของบางอย่างในบ้าน เก้าอี้สักตัวที่ชอบนั่งเป็นประจำ เพิ่มโคมไฟสักอันเข้าไปตั้ง เวลาเข้าไปในบ้านมันให้ความรู้สึกอบอุ่น ของเก่าดีอย่างตรงใช้นานแล้วเบื่อก็ยังมีราคาอยู่ มัน Forever นั่นแหละเสน่ห์ของของเก่า”

4

การบริการด้วยความเข้าใจและเชี่ยวชาญ

จากที่ปรึกษาการลงทุนของ Citigold by Citibank

เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องยากและไกลตัวอีกต่อไป! เราขอแนะนำให้รู้จัก ‘Citigold’ บริการการลงทุนทั้งในและต่างประเทศจาก ‘Citibank’ ด้วยบริการด้านการลงทุนที่มีเจ้าหน้าที่ผู้จัดการการเงินส่วนบุคคลและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เป็นเหมือนคนสนิท คอยใส่ใจ ให้คำปรึกษาอย่างผู้เชี่ยวชาญ แถมเข้าใจเราในทุกเป้าหมายการลงทุนอีกด้วย

ที่ปรึกษาการลงทุนที่มั่นใจได้

กว่าจะเป็นคนสนิทคอยใส่ใจและให้คำปรึกษาอย่างผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่ผู้จัดการการเงินส่วนบุคคลทุกคน ขอย้ำเลยว่าทุกคน จะต้องผ่านการสอบ LOCAL LICENSE (SINGLE LICENSE) และ INTERNAL LICENSE BY CITI AND RM Certified by Wharton เพราะฉะนั้นไว้ใจได้เลย

“เราสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจริงๆ เราบริการด้วยความจริงใจ เพราะเราเชื่อว่าการบริการที่ดีต้องออกมาจากหัวใจที่รักในการบริการ และเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล เราพร้อมที่จะช่วยลูกค้าแก้ปัญหาและมอบคำแนะนำอย่างซื่อตรง”

ตัวช่วยในการออกแบบการลงทุนอย่างเข้าใจ

“ในการทำงานของเรา เราทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าผ่านการพูดคุยด้านเพื่อทำความเข้าใจในสภานภาพทางการเงินและความต้องการทางการเงิน จากนั้นเราจะเลือกพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด โดยอาศัยเครื่องมืออัจฉริยะคอยแสดงสถานะพอร์ตการลงทุนและเป้าหมายของการลงทุน มากไปกว่านั้นเราจะมีการทบทวนพอร์ตการลงทุนว่ามีการกระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือไม่ ด้วยเทคโนโลยี Total Wealth Advisor  ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของซิตี้โกลด์”

Heart of Gold

“ในทุกวันของการทำงานไม่มีครั้งไหนที่เราไม่สนุก เราชอบพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นกับลูกค้าหลากหลายอาชีพ เราว่ามันมากกว่าอาชีพนะ เหมือนเรากลายเป็นเพื่อนของเขาคอยให้คำแนะนำและคำปรึกษา สิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สามารถเติมเต็มความสุขให้กับเราได้ทุกวัน”

พิเศษเฉพาะลูกค้าซิตี้โกลด์ใหม่ที่สมัครออนไลน์และลงทุนในกองทุนรวม และ / หรือ ตราสารหนี้กับซิตี้โกลด์ 5 ล้านบาทขึ้นไป รับสิทธิพิเศษ 2 ต่อ วันนี้ – 31 มี.ค. 62

ต่อที่ 1 รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด สูงสุด 20,000 คะแนน

ต่อที่ 2 รับบัตรกำนัล Starbucks มูลค่าสูงสุด 2,000 บาท

สนใจรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซิตี้โกลด์ กรุณาติดต่อ 0-2081-0999 หรือเข้าไปที่ https://citi.asia/ThScCg411

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load