จักรพันธุ์ โปษยกฤต คือใคร

เขาคือศิลปินผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช 2543 รวมถึงได้รับยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย ประจำปีพุทธศักราช 2552 ผู้ฝากผลงานสวยงามอลังการราวเทวดารังสรรค์ไว้ตามสถานที่สำคัญของประเทศ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ยังไม่หมดแค่นั้น  

รูปแบบการทำงานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ไม่เหมือนใคร เขาก่อกำเนิดสกุลช่าง (School) ใหม่ เรียกขานกันว่า ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’ เป็นที่รู้กันว่าสกุลช่างนี้นำเอาศิลปวิทยาที่ได้รับถ่ายทอดจากบูรพศิลปาจารย์ในแต่ละแขนงโดยตรง รวมทั้งที่ศึกษาวิจัยจากงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และประณีตศิลป์ของโบราณ มาประกอบร่วมสร้างงานศิลปะที่เป็นปัจจุบันสมัยในรูปแบบศิลปประเพณีขึ้นใหม่

อาจารย์จักรพันธุ์เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปไทยอยู่ในคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วง พ.ศ. 2513 – 2516 ด้วยความเป็นผู้ทรงสรรพศิลปวิทยาหลายแขนง นักนิยมศิลปชาวตะวันตกจึงให้สมญาอาจารย์จักรพันธุ์ว่า ‘เรเนซองส์แมน’ (Renaissance Man) คือเหตุผลรองรับและให้ผลงานออกมาสวยงามที่สุด งานที่สกุลช่างจักรพันธุ์ฝากไว้ในแผ่นดิน มีทั้งงานจิตรกรรม งานประติมากรรมและประณีตศิลป์ รวมถึงงานสร้างและแสดงหุ่นกระบอก

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

หุ่นกระบอกสำนักนี้ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเปิดแสดงหนึ่งเรื่อง เพราะต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะสร้างหุ่นกระบอกเพียงหนึ่งตัว ตั้งแต่ปั้น เขียนหน้า ทำกลไก ปักดิ้นเลื่อมเครื่องแต่งตัว และซ้อมเชิดหุ่น

เมื่อหุ่นเหล่านั้นโลดแล่นบนเวที คนดูจะได้ตระหนักว่าหุ่นกระบอกไทยพัฒนามาไกลเพียงใด เพราะได้เห็น ‘หุ่น’ ที่กรีดนิ้วจีบรำ ดึงดาบออกจากฝัก หลั่งทักษิโณทกจากสุวรรณภิงคารในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เรียกการทำงานหุ่นกระบอกว่าเป็น ‘งานอดิเรก’ แต่คงเป็นงานอดิเรกแสนรักเหลือเกิน ตามที่อาจารย์เคยกล่าวว่า “ทำเพราะรักเพราะชอบ และอยากให้สวยวิจิตร…ให้คนดูตกตะลึงพรึงเพริด”

ในวัย 75 ปี อาจารย์จักรพันธุ์กรุณาเปิดบ้านย่านเอกมัยต้อนรับทีมงาน The Cloud แม้วันนี้อาจารย์ยังป่วยจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบที่เป็นมาร่วม 2 ปี แต่เราได้คุยกับคุณต๋อง หรือ คุณวัลลภิศร์ สดประเสริฐ ‘มือขวา’ ที่เป็นลูกศิษย์ร่วมงานที่ใกล้ชิดอาจารย์จักรพันธุ์มากที่สุดคนหนึ่งเป็นเวลาหลายสิบปี

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

เราคุยกันเรื่องเบื้องหลัง ‘นิทรรศการหมุนเวียนชุดแรก ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ที่จะจัดแสดงตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2561 นี้

รวมถึงวิธีคิดและวิธีทำงานแบบอาจารย์จักรพันธุ์ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

วิธีทำงานสไตล์จักรพันธุ์ที่ไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอด

“วิธีขึ้นรูปของอาจารย์จักรพันธุ์ไม่ค่อยเป็นสูตรตายตัว” คุณต๋องเล่า “บางทีแกเริ่มเขียนจากพื้นหลัง (Background) มา โดยยังไม่เขียนหน้าคนที่เป็นแบบ คือโครงสีพื้นหลังจากริมเฟรมผ้าใบด้วยฝีแปรงฉกาจฉกรรจ์ฉับไว แล้วทิ้งเว้นพื้นที่ขาวไว้เป็นทรงศีรษะ ไหล่ และท่อนตัว อย่างน่าอัศจรรย์ หากที่แท้แล้ว ถ้าใครเคยได้ยินท่านสอน จะเข้าใจว่านี่คือพื้นฐาน เพราะท่านสอนเสมอว่า จะดูรูปทรงบุคคลหรือวัตถุใดที่ต้องการเขียนให้แม่น ให้ดูจากขอบตัดของพื้นที่อากาศที่เป็นพื้นหลังของแบบก่อนว่าอย่าเพิ่งไปหลงส่วนละเอียด หู ตา จมูก ปาก สิ่งประกอบอื่น”  

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพกินรีนั่ง

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ถ้านึกภาพผลงานเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์ อย่างนางในวรรณคดีที่เราคุ้นกันบนบัตรอวยพรปีใหม่ จะพบว่า งานของอาจารย์สีสวยสะอาด ตัดเส้นละเอียดยิบ ดวงหน้าหญิงสาวสวยหวาน สัดส่วนถูกต้องตามหลักกายวิภาค และดูราวกับภาพนั้นมีชีวิตจิตใจ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“อาจารย์จักรพันธุ์เก่งที่สุดแล้วเรื่องเขียนภาพเหมือนคน เพราะเขียนได้ถึงข้างในอารมณ์รู้สึกของคนคนนั้น คนในรูปคิดอะไร สุขุมไหม วู่วามไหม มันออกมาหมด แต่เสียดายอาจารย์ไม่มีโอกาสสอนใครเลย เวลาได้รับเชิญไปสอน กลับเป็นหัวข้อ ‘เขียนรูปยังไงให้ขายได้’ อาจารย์ก็ไปให้นะ แต่จะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะ เพราะอาจารย์ทำงานด้วยความรัก ไม่ได้มุ่งเพื่อการค้า ถ้าอาจารย์มีโอกาสสอนนักศึกษา ประเทศเราจะมีคนเขียนภาพเหมือนเก่งๆ อีกหลายคน” คุณต๋องกล่าว

โดยทั่วไปช่างเขียนรูป ถ้าเป็นรูปสีน้ำมัน มักใช้น้ำมันสำหรับล้างสีออกจากพู่กันก่อนจุ่มสีใหม่ แต่อาจารย์จักรพันธุ์ไม่ใช้ ยกเว้นสีน้ำ แต่ก็ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ คุณต๋องไขคำตอบว่า “พู่กันจะสกปรก สีจะเป็นโคลน น้ำมันที่ล้างพู่กันจะปนกับสี ทำให้สีสกปรก ไม่ใสสะอาด”

แล้วอาจารย์ทำอย่างไร ถ้าไม่ล้างด้วยวิธีนั้น

“เช็ดด้วยผ้าครับ สีน้ำมันเวลายังไม่แห้งเช็ดดีๆ ก็ออกแล้ว ง่ายกว่าเอายางลบลบรอยดินสออีก เวลาเขียนรูปที่ไม่ใช่จิตรกรรมไทยประเพณีอาจารย์ก็ไม่ร่างด้วยดินสอก่อน เขียนด้วยพู่กันสดๆ เลย ทำแบบนี้ตั้งแต่หนุ่ม เคยเห็นอาจารย์สอนหลานผมเขียนสีน้ำ เอาผลส้มมาตั้ง ให้บีบสี แล้วเขียนเลย

“อาจารย์บอกว่า พอดินสอละลายปนกับสีแล้วภาพจะไม่สะอาด ทุกภาพของอาจารย์จึงสวยสะอาดมาก นี่เป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา การจะเขียนรูปได้แม่นไม่แม่น ก็ยังเป็นรองเรื่องความสะอาดของสี”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนสะอาดเรียบร้อยมาก หากเห็นบริเวณทำงานของลูกศิษย์คนใดสกปรกเลอะเทอะ จะติติงทันที ผมโดนประจำ เพราะชอบสุมกองกระดาษไว้ เลอะได้แค่สีในจาน แต่ก็ต้องสะอาดเรียบร้อย ไม่บีบสีเปะปะปนกันจนเป็นสีเน่าอย่างที่อาจารย์มีศัพท์เรียกเฉพาะตนให้เห็นภาพชัดว่า ‘น้ำปูเค็ม’  ส่วนตัวอาจารย์เองเป็นคนไม่กินไปเขียนรูปไป แม้แต่น้ำยังไม่วางไว้ใกล้ๆ แต่จะต้องลุกไปดื่มแล้วกลับมาทำงานต่อ เพราะกลัวจะหกเลอะเทอะงาน

“รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการทำงานศิลปะ แต่ความจริงคือพื้นฐานที่เสริมการทำงาน ถ้าอาจารย์มีโอกาสสอนสิ่งเหล่านี้ เด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจอะไรต่ออะไรขึ้นเยอะเลย ผมเสียดายมาก เพราะวันนี้อาจารย์ป่วยจนไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาสอนหรือเปล่า วิชามันสูญไปกับตัวบุคคล เราอุตส่าห์มีบุคลากรที่เรียกว่าชั้นหนึ่งแล้ว” คุณต๋องพูดนิ่งๆ

ช่างปั้นช่างแกะ ช่างสลักช่างเขียน ช่างติช่างเตียน เวียนอยู่คู่กันไป

งานต่างๆ ของอาจารย์จักรพันธุ์ ทั้งงานจิตรกรรม งานสร้างหุ่นกระบอกและซ่อมหุ่นหลวง มีคนวิจารณ์ว่า ทำให้งานดั้งเดิม ‘วิบัติ’ เป็นงาน ‘แหวกขนบ’ เพราะทำอะไรที่เขาไม่ทำกัน อย่างการเขียนรูปเทพกัญญา (เทวดาผู้หญิง) ขนาดใหญ่ไว้ในวัด ใส่เกราะให้ยักษ์ตัวอื่นนอกจากทศกัณฐ์ หรือเปลี่ยนสีผ้านุ่งให้หุ่นหลวง ‘พระพรต’ เป็นสีม่วง แทนสีเขียวตามแบบแผน ฯลฯ

แต่หลายๆ กรณี งาน ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไม่เป็นไปตามแบบแผน แต่กลับทำให้บังเกิดความงดงามยิ่งขึ้น อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวไว้ว่า ตนเองไม่ใช่ช่าง ‘ซ่อม’ แต่เป็นช่าง ‘สร้าง’ การซ่อมแซมงานดั้งเดิมนั้นต้องเคารพต้นแบบ แต่งานที่ออกมา “สุดแต่ฝีมือของช่างจะบันดาลให้เป็นไป” (จากคำให้สัมภาษณ์ ‘ชีวิตเพื่อศิลปะ ศิลปะคือชีวิต’ นิตยสาร สารคดี ฉบับกรกฎาคม 2552)

แล้วเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ว่าสิ่งนี้ ‘ทำตามตำรา’ สิ่งนี้ ‘แหวก’ ได้

“อาจารย์เป็นคนเคร่งครัดวิชาการมากนะ อย่างงานซ่อมหุ่นหลวง (ปี 2526 – 2529) และซ่อมหุ่นวังหน้า (ปี 2536 – 2540) แกพยายามซ่อมให้ใกล้ต้นฉบับมากที่สุด แต่ลายเก่าบางชิ้นที่อาจารย์จับได้ว่าไม่ใช่เก่าจริง ผ่านการซ่อมมาโดยช่างฝีมือรุ่นใหม่ ที่ไม่สวย ก็จะเปลี่ยนเพื่อให้สวยขึ้น แต่ถ้าช่างเก่าฝีมือสูง สวยงาม อาจารย์จะให้คงไว้ ไม่แตะเลย” คุณต๋องอธิบาย

“เรื่องให้พระพรตนุ่งผ้าม่วงแทนที่จะนุ่งผ้าเขียว อาจารย์บอกผมว่า คนเรายังมีตั้งหลายชุด ทำไมพระพรตต้องนุ่งผ้าเขียวตลอด ท่านจะนุ่งสีอื่นบ้างไม่ได้หรือ คือสมัยก่อนบางทีคนทำละครจะเตรียมไว้หลายชุด ก็คงเป็นเรื่องเปลืองงบด้วยเหตุหนึ่ง”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า นอกจากไม่ผิดตำราแล้ว เขาเห็นว่านุ่งผ้าม่วงดูดีกว่า เป็นการเลือกใช้สีตามทฤษฎีตามทฤษฎีของช่างเขียน เนื่องจากพระพรตมีใบหน้าและกายสีแดง อาจารย์จึงเลือกผ้าสีเหลืองทองมาปักเป็นเสื้อหุ่น เพราะเป็นข้างร้อนร่วมกันกับสีแดง ที่ไม่กลืนกันเหมือนสีแสด สีส้ม แต่ตัดกับสีแดงอย่างไม่กระโดดจนบาดตา แล้วเลือกผ้านุ่งสีม่วงซึ่งเป็นสีตรงกันข้ามกับกับสีเหลือง โดยทั้งสองสีตัดกันอย่างกลมกลืน เพราะถูกลดความแรงลงด้วยเส้นลวดลายเงิน แดง ของผ้าทอและดิ้นเลื่อม ไหมทอง แต่ที่สำคัญเหนือทฤษฎีใดๆ คือ ถ้าออกมางดงามวิจิตรก็คือถูกต้องตามปรารถนา เพราะศิลปะไม่ใช่กฎหมายหรือคณิตศาสตร์

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

กรณีอาจารย์จักรพันธุ์สวมเกราะให้หุ่นหลวง ‘พระพิราพ’ ซึ่งเป็นยักษ์ มีเสียงโต้แย้งจากคนในวงการว่า ในบรรดายักษ์ มีทศกัณฐ์เท่านั้นที่สวมเกราะ

คุณต๋องอธิบายว่า “ที่จริงมีเสียงติแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็ไม่อยู่ค้านแล้ว ไม่รู้ท่านไปเอาตำราเล่มไหนมาอ้าง มันไม่ตรงกับแนวทางปฏิบัติที่ปรากฏร่ำเรียนสืบทอดกันมาโดยสิ้นเชิง ถ้าไปดูภาพจิตรกรรมไทย ทั้งจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว หนังใหญ่ รูปปั้น รูปสลัก แม้แต่รูปถ่ายโขนเก่าๆ ของยักษ์ทุกตัวที่แต่งเครื่องครบ สวมเกราะทั้งนั้น มีทั้งเกราะอก เกราะข้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ้าเขียนหรือปั้นยักษ์ไม่ใส่เกราะแล้วจะผิด ที่เห็นกันว่าหุ่นหลวงหรือโขนตัวยักษ์ต้องไม่สวมเกราะ เดิมทีอาจจะเคยสวม แต่เกราะพังสูญหายแล้วไม่มีคนซ่อม เพราะเป็นชิ้นเล็กๆ หรือบางทีเป็นเพราะไม่มีงบ

“ยักษ์ตนอื่นถ้าใส่เกราะบ้างไม่ใส่บ้างก็ดูไม่สวย ให้ทศกัณฐ์ใส่เกราะตนเดียวแล้วกัน ไม่มีตำราไหนเขียนว่ายักษ์ต้องใส่หรือไม่ใส่เกราะนะครับ หุ่นวังหน้าอย่าว่าแต่ยักษ์จะใส่เกราะทุกตัวเลย มัจฉานุเป็นลิงท่านยังให้ใส่เกราะแต่งอย่างยักษ์ เพราะยักษ์เอาไปเลี้ยง ในขณะรูปเขียนหรือโขนทั่วไป มัจฉานุแต่งลิง มีหางเป็นปลา แต่กรมพระราชวังบวรฯ ท่านคงจะเห็นว่าไมยราพคงไม่ลำบากลงทุนไปหาซื้อชุดลิงมาให้มัจฉานุใส่หรอก มึงอยู่กับกูก็ต้องแต่งตัวเหมือนพวกกู อีกเรื่องหนึ่งซึ่งท่านผู้ค้านลืมก็คือ ตอนมังกรกัณฐ์แผลงศรไปต้องเกราะเพชรพระรามขาด นี่ยังไง พระรามแย่งเกราะทศกัณฐ์ไปใส่อีกองค์แล้ว ไม่ใช่แค่พระพิราพ”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

แล้วที่อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนแรกที่เขียนรูปตัวนางให้มีสไบไว้ในอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร (พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา)

“นี่ก็ถูกนักอ้างทฤษฎีค้านอีกว่าทำไมเขียนรูปผู้หญิงเป็นเทพธิดาองค์ใหญ่ๆ ไว้ในโบสถ์ เขาไม่ทำกัน อาจารย์จักรพันธุ์บอกว่า ผู้หญิงเข้าวัดไม่ได้หรือ มีมหาอุบาสิกาสร้างวัดถวายตั้งเยอะแยะ นางคณิกายังสร้างวัดเลย ทำไมไม่กตัญญูกับท่านบ้าง แม่เราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่สมัยโบราณเขาไม่เขียนรูปผู้หญิงไว้ที่ประตูเพราะนางในรูปโบราณถอดเสื้อ เขาก็กลัวพระจะไปเห็น อาจารย์เลยเขียนให้มีผ้าห่มนางอย่างละครคลุมไว้ เป็นเครื่องทรงนางกษัตริย์และเทพกัญญาในแบบศิลปประเพณีที่อาจารย์ออกแบบขึ้นใหม่

“ไม่มีทฤษฎีบอกว่าห้ามเขียนรูปผู้หญิงไว้ในวัด รูปโบราณที่วัดบางแคใหญ่ สกุลช่างมอญ รูปผู้หญิงเบ้อเริ่มเลยอยู่ที่บานประตู ถอดเสื้ออีกต่างหาก เขียนสวยมาก ฝีมือช่างมอญ ก็ยังมี

“อาจารย์บอกผมว่า มัวกำหนดทฤษฎีมากๆ ทำให้การทำงานตัน ไปทางโน้นก็ติด ไปทางนี้ก็ติด เราทำดนตรีประกอบหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย เมื่อก่อนมีคนบอกว่า เอานักร้องผู้ชายมาร้องหมู่ ไม่มีใครทำกันหรอก มีแต่นักร้องหญิง แต่วงเราทำ เดี๋ยวนี้นักร้องผู้ชายร้องหมู่นี่ทำกันเยอะแยะ

“หรือสำนวนที่ว่า เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่ก่อนไม่มีหรอก เพราะในวงดนตรีไทย ปี่กับขลุ่ยเล่นพร้อมกันไม่ได้ คนละระดับเสียง แต่วงเรา ผมเอามาปรับเสียงหากัน ปรับเสียงขลุ่ยเพียงออให้ขึ้นมาสูงเท่าปี่ใน อาจารย์จักรพันธุ์ก็ไม่ว่าอะไร ขอให้ออกมาเพราะก็แล้วกัน เวลาทำงานอาจารย์ไม่ได้สนใจหรอกว่าถูกต้องตามตำราไหม แต่เอาที่คิดว่าเหมาะสม รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้สักหน่อยว่าห้ามฉีกตำรา ถ้ามัวคิดว่าไม่มีใครทำแล้วไม่ลองทำ ป่านนี้คนคงยังแก้ผ้าเดินโทงๆ เป็นมนุษย์ถ้ำอยู่แน่” คุณต๋องหัวเราะ

เจ้าตัวเคยให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ชัดเจนสุดๆ ว่า

ตามที่ได้มีผู้เกิดความคับข้องใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกในการซ่อมหุ่นและการเขียนรูปละครของข้าพเจ้านั้น แต่แรกคิดว่าจะไม่บอก เพราะพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง… แต่เอาเถอะ ถึงจะบอกถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าก็ต้องถูกอยู่ดี” (จาก ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตอบปัญหาเรื่องหุ่นหลวง และภาพเขียนนางละครอันวิบัติ’ จากนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปี 2530)

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ขึ้นชื่อว่าศิลปินแล้ว หากไม่ฉีกตำรา ก้าวย่ำอยู่บนทางเส้นเดิม ไฉนเลยจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า พัฒนาการ เมื่อนายช่างลงมือ ‘ซ่อม’ หรือ ‘สร้าง’ สิ่งใดแล้ว ย่อมต้องมีภาพผลลัพธ์อันงามที่สุดเป็นที่ตั้ง มิใช่มัวกังวลว่าจะขัดกับตำราหรือไม่

หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะรู้ว่างานศิลปะในสกุลช่างจักรพันธุ์ นอกจากจะไม่เหินห่างจากวิชาการแล้ว ยังรองรับด้วยสรรพวิชาหลากหลายแขนง ทั้งตะวันออก ตะวันตก ที่ถูกนำมาผสมกันเพื่อให้บังเกิดสื่อกลางที่ทุกชาติ ทุกภาษา แสวงมาร่วมกัน คือ ‘ความงดงามวิจิตร’

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพทรงวาด-ราชวงศ์

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพสมิงพระรามรบกามนี

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพปรุงเวทย์

หลายปรมาจารย์ หลอมรวมเป็น ‘จักรพันธุ์’

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นศิษย์มีครู และให้ความนับถือครูบาอาจารย์มาก แม้เขาเข้าเรียนคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมเพียงปีเดียว (14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) แต่ ‘อาจารย์ฝรั่ง’ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์จักรพันธุ์เสมอมา นับตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยอาจารย์ศิลป์แนะนำวิธีวาดเส้นและสอนให้รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติด้วยสายตาศิลปิน

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

แน่นอน ข้าพเจ้ามิใช่ศิษย์คนสุดท้ายของท่าน และจะไม่มีใครได้เป็นศิษย์คนสุดท้าย เพราะลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ศิลป์จะต้องมีสืบต่อไปไม่จบสิ้น” อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวไว้ในงานปาฐกถา ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 3 ในปี 2541 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

งานหุ่นกระบอกที่อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวว่า ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพราะรักเพราะชอบ แต่เป็นงานอดิเรกที่เจ้าตัวจริงจังมาก ลงทุนลงแรงไปเสาะหาปรมาจารย์มาสอนและช่วยในด้านต่างๆ

การแสดงหุ่นกระบอกเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญหลายด้าน อาทิ ความรู้วิชาทำหัวโขนซึ่งได้ความเมตตาจาก ครูชิด ดวงใหญ่ (ปรมาจารย์แห่งการทำหัวโขน) หัดเชิดหุ่นกระบอกกับ ครูชื้น สกุลแก้ว (ลูกสาวครูเปียก ประเสริฐกุล ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก) และ ครูวงษ์ รวมสุข (เจ้าของหุ่นคณะชูเชิดชำนาญศิลป์ที่อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม) เรียนปักดิ้นเลื่อมเพื่อทำชุดหุ่นกระบอกกับ ครูเยื้อน ภาณุทัต (ปรมาจารย์งานประณีตศิลป์)

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

การแสดงหุ่นกระบอกจะขาดดนตรีเสียมิได้ ถึงแม้อาจารย์จักรพันธุ์เล่นดนตรีไม่เป็น แต่ได้ความกรุณาในการบรรจุเพลงประกอบการแสดงหุ่นกระบอกทุกเรื่องจาก ครูบุญยงค์-บุญยัง เกตุคง (ครูบุญยงค์เป็นนักดนตรีปี่พาทย์เจ้าของฉายา ‘ระนาดเทวดา’ และได้รับคำชื่นชมจากโจวเอินไหล ผู้นำจีน ว่าตีระนาดได้ไพเราะดั่ง ‘ไข่มุกหล่นบนจานหยก’ ครูบุญยังเป็นนักระนาดทุ้มฝีมือเยี่ยมของยุคสมัย เจ้าของฉายา ‘บุญยัง ทุ้มยอด’) และ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ (นักปี่ที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะเป็นเลิศ) นอกจากนี้ ครูบุญยังยังมีทักษะด้านการรำละครและการแสดงลิเก จึงสอนวิชารำละครให้แก่อาจารย์จักรพันธุ์ด้วย

คุณต๋องเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์จักรพันธุ์กับครูบาอาจารย์ชั้นแนวหน้าแห่งยุคว่า อาจารย์จักรพันธุ์เป็นที่รักของบรรดาครูอย่างมาก เคารพนับถือและเห็นฝีมือกันมานานตั้งแต่เริ่มเล่นหุ่นกระบอกครั้งแรก พ.ศ. 2518

“คงเป็นบุญกุศลร่วมกันมา ครูบุญยงค์ ครูบุญยัง และครูจำเนียร 3 ท่านนี้เรียกว่าเป็นบรมครูผู้ให้ความรู้คำปรึกษาเรื่องของเพลงสำนักเราเลย ช่วยเหลือกันมาเรื่อยจนตายจากกันไป” คุณต๋องเล่าบรรยากาศให้ฟังว่า

“ครูบุญยงค์เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์กรุงเทพมหานคร สมัยเล่นหุ่นครั้งแรกท่านไม่ตีเองหรอก ให้ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ที่เป็นรุ่นน้องตีระนาดเอกตามตำแหน่งที่ประจำวง จนแสดงหุ่นกระบอกรอบสุดท้าย อาจารย์จักรพันธุ์บอกครูบุญยงค์ว่า อยากฟังฝีมือระนาดครู ช่วยตีให้ผมสักรอบ ครูบุญยงค์ก็บอก ‘เอาอย่างนั้นหรือครับ’ แล้วตีให้

“อาจารย์จักรพันธุ์ได้ฟังแล้วติดใจในฝีมือ ประทับใจในไหวพริบปฏิภาณ เพราะปกติครูบุญยงค์เป็นคนกำกับบท ครูพินิจตีระนาด วันนั้นท่านมาเป็นคนตี พอถึงเพลง น้ำลอดใต้ทราย ซึ่งครูจำเนียรเป็นคนร้อง ครูบุญยงค์เผลอสอดระนาดรับโดยตามบทไม่มีรับ แต่ด้วยไหวพริบ ประสบการณ์ ของบรมครูทั้งสองผู้เป็นเพื่อนรัก ร่วมเรียนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กลายเป็นเพราะกว่าเล่นปกติเสียอีก

“ครูบาอาจารย์เหล่านี้รักใคร่ชอบพอกับอาจารย์จักรพันธุ์มานานมาก เพราะเป็นคนแบบเดียวกัน คือไม่ยึดติดและพลิกแพลงวิชาได้ อย่างครูบุญยงค์ ท่านเล่นดนตรีกับ อาจารย์บรูซ แกสตัน ร่วมกันก่อตั้งวงฟองน้ำ เรียกว่าเล่นดนตรีไทยมาตรฐานก็ชั้นเยี่ยม เล่นดนตรีร่วมสมัยก็ได้ เลยคุยกันรู้เรื่อง เวลาทำเพลงให้อาจารย์จักรพันธุ์ท่านก็บอกว่า ‘คุณจักรพันธุ์…เพลงไทยมีเยอะแยะ ไม่ต้องไปใช้ตามเขาหรอก เดี๋ยวผมทำให้ใหม่’ คุณครูเยื้อน ภาณุทัต ที่สอนปักดิ้นเลื่อม ก็เคยกล่าวว่า วิชาของท่านนั้นพลิกแพลงแตกฉานออกไปได้ไม่รู้จบ”

เอาวิชาเป็นที่ตั้ง

นอกจากเป็นคนพลิกแพลงวิชาได้ตลอดแล้ว ช่างเขียนชื่อจักรพันธุ์ยังยอมทุกอย่างเพื่อให้ ‘เป็น’ วิชาที่ต้องการ

“อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนรักวิชามากกว่าชีวิต อย่างไปเรียนเชิดหุ่นกับ ลุงวงษ์ (ครูวงษ์ รวมสุข) อาจารย์ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ไปหาลุงวงษ์นี่ต้องนั่งเรือจากอัมพวาข้ามไปแควอ้อม น้ำกว้างใหญ่ ท่านไม่สนใจเลย อยากได้วิชาท่านก็ไป” คุณต๋องเล่า

นักเรียนชื่อจักรพันธุ์เคยให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า “ความจริงขี้เกียจเรียน…

จริงหรือเปล่า

คุณต๋องตอบว่า “ขี้เกียจเรียนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ไม่ขี้เกียจซ้อมแน่นอน ผมยังเล่าเรื่องนี้ให้พวกที่หัดเชิดหุ่นรุ่นหลังๆ ฟัง อาจารย์ไปเรียนเชิดหุ่นกับครูชื้น กลับมาบ้าน ตื่นมากินข้าวเช้าเสร็จ เอาไม้กระบอกกับที่มีแค่ไหล่กับหัวหุ่นมา ถือด้วยมือซ้าย ตั้งองศาตามคุณป้าชื้นสอนอย่างไรอย่างนั้น ไม่ให้คลาดเคลื่อนนอกตำราแม้แต่น้อย ท่านจะกล่อมอยู่อย่างนี้ (ทำท่าเชิดหุ่น) กล่อมหนึ่ง กล่อมสอง ตีไหล่ไป พอเที่ยง ไปกินข้าว กินเสร็จซ้อมต่อ นั่งซ้อมอยู่คนเดียวจนเย็น กินข้าวเย็น ซ้อมต่อจน 4 ทุ่ม ทำอย่างนี้เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ถ้ามีงานเขียนรูปก็เขียน ถ้าไม่มีงานก็นั่งซ้อมอย่างที่ว่า

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“อาจารย์เชิดหุ่นได้สวยมาก ที่ท่านนั่งซ้อมก็เพื่อดูองศาหน้ากับตัว ความที่เป็นช่างเขียนรูป จึงแม่นเรื่องสัดส่วน ขยับองศายังไงให้หุ่นดูเหมือนมนุษย์ ตอนนั้นท่านไม่ได้ตั้งกระจกดูนะ ดูจากเงาสะท้อนกระจกที่ตู้หนังสือ เหมือนคนกล่อมไหล่หรือยัง

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“เป็นมนุษย์ที่มีความเพียรสูงมาก ถ้าชอบทำอะไรจะทำไม่เลิกราจนกว่าจะบรรลุเป้า แม้จะเก่งแล้วก็ซ้อมอยู่นั่นแหละ”

คุณต๋องยังเล่าเพิ่มว่า อาจารย์จักรพันธุ์ไม่สนใจว่าคนสอนจะเป็นศิลปินมีชื่อหรือไม่ ขอไปเรียนก่อน

“ท่านมีความรู้แตกฉานเพราะเป็นคนอ่อนน้อม ไม่ได้ทะนงตนว่าเป็นศิลปินใหญ่ แม้ว่าเขาเด็กกว่า ไม่ว่าเก่งจริงหรือไม่จริง เพราะแบบนี้ถึงได้วิชา ครูบาอาจารย์ทุกคนรักหมด แม้คนที่เขียนรูปไม่เป็นเลยมาติว่าหัวเล็กไป อาจารย์ฟังนะ ถ้าเล็กจริง แก้เลย ไม่โกรธด้วย เป็นคนไม่ค่อยโมโห”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ปูชนียบุคคลแห่งวงการศิลปะไทย เคยกล่าวถึงลูกศิษย์ชื่อจักรพันธุ์ว่า เป็นม้าตีนปลาย เพราะไม่ได้จบจากโรงเรียนศิลปะก่อนเข้าศิลปากร แต่จบจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ช่วงแรกๆ ฝีมือเขียนรูปจึงยังสู้พวกที่จบช่างศิลป์หรือเพาะช่างไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นคนนอบน้อมและไม่ดื้อกับครูบาอาจารย์ นักศึกษาหนุ่มชื่อจักรพันธุ์เข้าไปถามอาจารย์ชลูดว่า สู้เขาไม่ได้ ทำยังไงจึงจะเก่ง

คำตอบสั้นๆ จากอาจารย์ชลูดคือ “ทำให้มากๆ” เป็นคำตอบที่อาจารย์จักรพันธุ์ยึดถือและใช้ตลอดมา

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

คุณต๋องทิ้งท้ายบทสนทนาว่า อาจารย์จักรพันธุ์ทำงานและใช้ชีวิตตามหลักอิทธิบาท 4 ในพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว

“ฉันทะนี่มีเต็มร้อย เพราะถ้าไม่ใช่งานที่รักท่านไม่ทำ ชอบเขียนรูป ชอบเล่นหุ่น ก็เอาใจใส่ หมกมุ่นทำ คอยหาเหตุผลว่าตรงไหนดีไม่ดียังไง ทำอะไรขึ้นใหม่ก็ให้ดีกว่าเก่า ทุกอย่างนี้ประมวลออกมาเป็นตัวอาจารย์จักรพันธุ์ เป็นเหตุผลของความสามารถทั้งหมดที่อาจารย์มี”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพคลองตะเคียน เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี

หากต้องการเงินสักก้อนหนึ่ง เพียงอาจารย์จักรพันธุ์ยอมขายภาพเขียนสักชิ้น ก็มีนักสะสมยินดี แต่อาจารย์ไม่ยอมขาย เก็บรักษาไว้เพื่อทำ ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ย่านสายไหม กรุงเทพฯ ที่กำลังจะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นที่รวบรวมผลงานทั้งชีวิตของอาจารย์ บางส่วนถูกคัดเลือกมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็น ‘ของดี’ ที่อาจารย์รักและหวงแหนหลายต่อหลายชิ้น ท่านพูดเสมอว่า “ถ้าเราขายงานหมด ไม่เก็บเอาไว้บ้าง คนทั่วไปที่นิยมชมชอบก็จะไม่มีโอกาสได้เห็น”

คุณต๋องเล่าถึงแนวความคิดในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า “เราไม่ได้ต้องการแสดงความเก่งของอาจารย์ ก็รู้อยู่แล้วว่าท่านเก่ง แต่เราต้องการสร้างเยาวชน ให้เขาเห็นงาน ประเทศเราจะได้มีบุคลากรที่เก่งเท่าหรือยิ่งกว่าอาจารย์จักรพันธุ์ ไม่ใช่ให้ทุกอย่างหยุดและตายอยู่แค่ยุคสมัยเดียว เพราะคลื่นลูกน้อยทยอยซัดตามคลื่นใหญ่ มหาสมุทรจึงดำรงอยู่ตลอดกาล”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้เป็นประจักษ์พยานแห่งความหลงใหลในงานศิลป์ของช่างเขียนคนหนึ่งที่เขียนรูปได้งามราวเทวดา สร้างหุ่นกระบอกที่กรีดนิ้วจีบ จับหอกวาดดาบ เอี้ยวตัวได้เหมือนมนุษย์ ชนิดคนดูประทับใจจนน้ำตาไหล ศิลปินผู้มีความเคารพครูบาอาจารย์เป็นที่ตั้ง แต่พลิกแพลงหลักการและฉีกอกนอกตำราได้เสมอ ตราบใดที่ได้ผลลัพธ์เป็นของสวยของงาม เป็นงานที่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นจากใครอีกแล้ว

นอกจากฝีมือนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช่างเขียนผู้เป็นต้นตำรับ ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

รายละเอียดนิทรรศการ

นิทรรศการหมุนเวียนชุดแรก ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
เริ่มวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 – วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2561 เปิดทุกวัน เวลา 13.00 – 16.30 น. (หากมีกำหนดหยุดจะแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต) ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต
เลขที่ 49/1 ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร 023927754, 0873325467
Line ID | chakrabhand-ex


ค่าธรรมเนียมเข้าชม
– ประชาชนทั่วไปท่านละ 100 บาท
– นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในเครื่องแบบหรือแสดงบัตรประจำตัว ท่านละ 50 บาท
– สถาบันการศึกษาขอเข้าชมเป็นหมู่คณะไม่เสียค่าธรรมเนียม กรุณาโทรศัพท์ติดต่อ และส่งหนังสือขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า 7 วัน มายังมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต โทร 023927754, 0873325467 (เฉพาะรอบ 10.00 – 12.00 น.)
– เด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลของผู้ปกครองไม่เสียค่าธรรมเนียม

*หมายเหตุ เนื่องจากพื้นที่นิทรรศการหมุนเวียนนี้ปรับปรุงจากสถานที่ฝึกซ้อมหุ่นกระบอกภายในบ้านศิลปิน ดังนั้น ความจุพื้นที่ภายในโถงแสดงนิทรรศการสามารถรองรับผู้เข้าชมจำนวนจำกัด มูลนิธิฯ จึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะกำหนดให้ผู้ชมทยอยเข้าชมตามความเหมาะสมของสถานที่

 

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

อ่านบทความภาษาไทยได้ที่นี่

As an educator who has the opportunity to give students a number of learning experiences, I strongly believe that the most important evidence of success in education management has to come from the students – how they reflect what they have learnt and felt.  

Looking into Thai education at the moment, I found that there is very little attention paid to the voices of the students despite the broad array of reflections that they give. Those of us who call ourselves ‘adults’ do not care enough about their opinions, while still believing in that old adage, ‘Children are the future of the nation.’

That is why today’s conversation with King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) is interesting because we would discuss with them over their event named ‘King’s Bangkok Education Forum 2022,’ a forum that invites leaders from various fields of work to come together to pass on their experiences to their audience of students along the theme ‘Career. Life. Social Values.’ The event includes Professor Sakorn Suksriwong DBA, Chairman of the Executive Committee of this international school, together with Mr. Ben-Vittawat Panpanich, an Executive Vice President of the school, and two of the Year 11 students ‘Marty’ Yosphat Srithanasakulchai and ‘Japper’ Chanudom Impat. They sat in a circle, side by side, to share what they had learned.

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

The two students joining us were, in fact, not just attendees of this first ever Education Forum for students at this young age, but also helped to organize the event and were highly involved from start to finish. Thus, the Education Forum is an event hosted by students, for students, that intends to create opportunities for other students in society which is novel approach. From the conception of the event and the selection of the speakers to the publicising of the event and the reception of reflections and feedback from the event, students were involved at every stage of the process.

We would like to invite you to consider and explore with us, ‘What kind of seeds did King’s Bangkok plant in the hearts of their pupils at this event?’

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

A primary definition of success in life for many people would inevitably be professional success.

Over 30 years in Prof. Sakorn’s career, be it in teaching or business, his career can without doubt be considered one of success. Although in the heart of this teacher, there was one hole that needed to be filled.

“In Thailand, we have quite a few talents and experienced thought leaders, who are highly successful in academic, educational and professional fields. Some of them work in multinational organizations, many of them already have calendars filled with speaking engagements, but the only groups of people who have the opportunity to listen to those successful people speak are those at university or already working. The senior school student audiences do not have the opportunity to hear from these successful professionals, so this is something that I have always wanted to push for.” – Prof. Sakorn who opened our conversation helped us see the big picture and the original idea behind the Education Forum.

 “While I was teaching at Chulalongkorn University, I had the opportunity to initiate a Mentoring Program that connects successful and talented executives with tertiary learners to exchange ideas for the first time, and this mentoring program received the Innovation of the Year award from the Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB), USA. That got me thinking ‘why can’t high school students have the same opportunities?’”

When the time was right, Prof. Sakorn and King’s Bangkok’s team did not hesitate and gathered student representatives like Marty and friends to form a special student committee to organize a joint Education Forum where all revenue from ticket sales without deducting expenses would be given to high school students in need as a scholarship, under the condition that King’s Bangkok’s students were fully involved in the process from start to finish.

“An event like this would not be too difficult for the school staff to organize themselves,” said Prof. Sakorn with a slight smile. “Our school pays attention to the three core values, namely; good manners, kindness, and wisdom. The main purpose of this event is to provide high school students with firsthand learning experience from the top-notch leaders about their future careers, work and life,  as well as giving  our students the opportunity to work and learn about organizing events at the same time.”

“Moreover, this is also a great opportunity to learn the value of compassion. We want to teach our children to be kind to themselves and to others in society as well.”

“Frankly, this kind of thing cannot be learned by rote, right?” Prof. Sakorn asks. “Children must absorb that feeling with their hearts and reflect by themselves. That is the reason why this Education Forum  was created as an experiment to let them experience kindness with their own hearts.”

“Another essential point is the content that the speakers shared. Whether it is about Ikigai; living with values according to Japanese philosophy; creating value for life through understanding cultures, taking a leadership role in world-class organizations; or discussions on learning, working and living a valuable life. The talks have helped pave the way for children having a strong foundation before moving forward in their working life”

Marty was the first to be invited to the team. Then, he was tasked with finding friends who shared the same ideology, managing to assemble a team of 22 people. One of the team members is Japper, another participant in this conversation who acted as an MC taking to the stage and dealing with the four experienced speakers.

The world of Year 11 students is about to change through the process of working as an adult for the first time in their life.

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“At first, I thought that the opportunity to listen to world-class educated people from Harvard, Stanford, Chicago, Yale and other really successful people on the global stage was very rare for me and my friends. So, I thought that I would like to try and take part, then I invited my friends to come with me not knowing what sort of responsibility I would have or how much I would learn.” Marty recalled his first impression having learned about the  school’s project.

“At the first meeting, they sit very blindly.” Mr. Ben, a graduate of the University of Cambridge and one of King’s Bangkok’s executives who is in charge of coordinating with the student committee, told the story jokingly. “The staff tried to explain to the children how the event would benefit them, but it wasn’t until I described how the event would benefit others. From that moment, I could see the sparkles in their eyes.”

“We tried to plan well, with support from Prof.Sakorn and the marketing team, so I felt confident,” Marty recalls the feeling when he and his friends saw the benefits of organizing the event. “But Japper was super excited.”

“Of course!” Japper jumps in with vigour at this point. “I was going to be an MC on stage. Who wouldn’t be excited? It is a great opportunity for me and all the students who have joined the team to become role models for the younger generation as well. The event is very powerful.”

Participating in the event means setting fundraising goals, creating strategies for selling tickets, promoting the event, and running queues on the event day itself.

For adults like us, it may sound very normal. Now, let’s take a time machine and go back to the first time we had to manage a big event involving a large number of people, such as; sporting events, or a prom. Then imagine how big this experience would be for high school kids?

“It was hard in the beginning to find the team.” Marty began. “We started by designing logos and art works together with the school’s marketing team. Though, finding time to work together is not so easy because we only have free time during lunch and after school. Thus, we often meet during breaks and have lunch together.”

“I like lunch meetings. When we sat in a circle, eating delicious food, and talking about work. For me, it’s much better than online meetings because there’s good food.” Japper cheerfully continued after his friend.

“Selling tickets was challenging. We posted online content. Even the invited speakers helped us promote. Additionally, our parents also helped us with this. Although we set the funding goal for supporting scholarships for 7 students because the number was pretty, we are all very happy that we exceeded our goal.”

Of course, the difficulty did not end at the planning stage. When it came to the day itself, both the people in public-facing positions like Japper, and behind the scenes, Marty, had to solve many problems head-on.

“Today my main task is taking care of the speakers,” Marty explains. “But while taking care of honoured speakers who will be sharing their valuable stories with us, I also have to take care of my team at the same time. I have to make sure each person performs his or her own duty and carry the event off successfully.”

Although this task is not an easy one; a taxing undertaking from start to finish; they both said that it was a great taste of life.

This event covers a broad range of subjects, with speakers coming to give a sense of their lives. They discussed ideas directly valuable to student audiences, from the issue of finding the meaning of life through the Ikigai principle and understanding life through cultural diversity to providing first-hand experience from successful role models and including how they prepared for university to how to find yourself and how to find the right career for you. More than the content, students like them get to practise exerting force to open the first door to adult life with the process behind the event itself.

“This event gives us a taste of adult life,” Japper commented. “As one of our speakers said on stage, the barrier between his ideal and real life came crashing down when he was attending university abroad for the first time. That was the first time he felt the need to face reality. It was very emotional. Luckily, his honesty also helps us to be less afraid of real life as well.”

“When looking superficially, we may see that a duck floats comfortably in the water, although under the water, that duck has to kick its feet vigorously to stay afloat.” Marty talked about what one of the speakers said “To me, it was as if every speaker presenting today was that duck, because underneath the surface of everyone’s success, there always is a story of determination, hard work, and unyielding focus.”

“Another interesting thing is that we got to work closely with our marketing team as well,” adds Japper. “At first, I wondered how adults could work so much, though I understand now.”

 “Where else can we find opportunities to do real work like this if it’s not given to me by the school?” Marty nods in agreement. “I think many of our team members have grown through this process. Initially, they were already good, but they improved even more.”

“Even though you keep complaining that you ran the whole event until your legs almost broke?” Japper teases causing the whole group to laugh heartily.

Social Values

While Marty and Japper only spoke to us for a short time it was clear to see that their experience had altered their outlook on life and that they had both grown as people and moved towards being functioning adult members of society.

Growth comes through a process of learning by doing, surrounded by supportive educators who watched as their students blossomed.

 Additionally, Prof.Sakorn finishes with a reflection on the big picture of how this event for small groups of people can play a role in the education system and for the overall benefit of this country.

 “If we step back and look at the big picture, our group of children are the lucky ones. They have the potential to achieve so much, thus, we have to sow the seeds of creating value for society, so that they have the opportunity to think about this as they grow older. The speakers who come to present at this forum are living proof that when we give something to others, we will receive that back in return.”

Because education is not just about enhancing intellectual power, providing students with a sense of fulfilment allowing them to realize their role in society is equally important.

“We are trying to create a new generation with leaders of change using a new learning process to create people who see the right goal and hold on to the right values. That is what Thai education should offer to the learners, not just academic excellence.”

“Education Philosophy in England, the model of which King’s Bangkok  follows, tells us that in addition to academic excellence, there are two other ingredients that are essential to shaping young people into well-rounded individuals: diligence and a blended curriculum, including music, art, sports, and more. While complementary activities help build social and personal preferences, comprehensive attention will support children to grow up to be happy adults, and learn to overcome obstacles.” The executive lecturer concluded.

But the energetic Japper couldn’t help but add,

“I think many children don’t even know how important social values are. Though, after listening to the experiences of all speakers on stage, I understand that success is not just the matter of being respected, it is also about giving something back to others.”

This conclusion from Japper showed us that learning methods that do not focus on memorisation, but instead on hands-on work help to make  someone’s heart to really grow in a fantastic direction

Moreover, giving children the opportunity to speak, act, and make changes, as teachers and staff at King’s Bangkok have done and shared their results with us through this interview. This would be a good example for adults and even teachers around the country to be open, to listen more, and to give opportunities for their own learners to take action, stand up, and learn from their mistakes.

It matters not what the results will be, the hands-on learning that takes place throughout the process is also an important foundation for preparing students moving towards their dream university and life with goals and early success that is not just about “receiving” but also “giving.”

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load