จากการชวนเชิญของ คุณตามกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อและสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ทำให้ The Cloud มีโอกาสร่วมนั่งเป็นสักขีพยานของการประชุมนักเขียนเด็กเป็นครั้งแรกในโลกและในประเทศไทย เมื่อวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้เป็นการรวบรวมนักเขียน นักกวี นักแปล และนักวาดภาพประกอบ จากสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ อายุระหว่าง 8 – 13 ปี ที่เคยได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นระดับชาติ อย่างเด็กหญิงซายูริ ซากาโมโตะ (ซายูริ) เขียนหนังสือ บันทึกของซายูริ ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น พ.ศ. 2559 ของกระทรวงศึกษาธิการ เด็กหญิงติณณา แดนเขตต์ (ตินติน) เขียนหนังสือ กราบ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น พ.ศ. 2560 ของกระทรวงศึกษาธิการ และ เด็กหญิงในใจ เม็ทซกะ (ในใจ) เขียนหนังสือ ความในใจ ได้รับรางวัลชมเชยการประกวดหนังสือดีเด่น พ.ศ. 2560 ประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กอายุ 6 – 11 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ

ยังมีนักเขียน นักกวี นักแปล นักวาดภาพประกอบ ที่กำลังจะมีผลงานจัดพิมพ์เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 11 คน ในหัวข้อว่าด้วย

  • พจนานุกรมสำหรับเด็ก
  • วิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอน  
  • หุ่นยนต์ทำแทนมนุษย์ไม่ได้
  • กวีและนักเขียนเด็กจะดูแลโลกได้อย่างไร
  • และสารพัดหัวข้อสนุกที่เผยจินตนาการของเด็กตัวจิ๋ว แต่ความคิดความอ่านไม่จิ๋วตามตัว

การประชุมนักเขียนจัดขึ้น ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ และคุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน นอกจากเด็กๆ จะได้รับความรู้จากการเดินชมสถาปัตยกรรมรอบบริเวณ ยังถือเป็นการมาเคารพและรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปรียบเสมือนต้นแบบของเหล่านักบันทึกตัวน้อย เพราะพระองค์ทรงเป็นนักทำหนังสือ กวี นักประพันธ์บทละคร และนักแปล

 

1. การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมนักเขียน กวี นักแปล และนักวาดภาพประกอบเด็ก มาประชุมกันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และนัยว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลก

สถานที่จัดการประชุมอยู่บนเรือนไม้หลังสวยของเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งคุณเกล้ามาศจัดบรรยากาศให้เหมือนห้องทรงพระอักษรของรัชกาลที่ 6 ด้านหนึ่งเป็นทิวไม้ ด้านหนึ่งเป็นท้องทะเล โต๊ะยาวกลางห้องจึงถูกล้อมด้วยเด็กๆ และคุณตามกุฏ หากมองออกไปยังหน้าต่างด้านขวาจะเห็นสีเขียวขจีของต้นไม้ หน้าต่างด้านซ้ายเห็นหาดทรายและแสงแดดกระทบน้ำทะเลเปล่งแสงระยิบระยับ

  2. นักเขียน กวี นักแปล และนักวาดภาพประกอบ ทั้ง 11+1 คน มีจุดเริ่มต้นและรู้จักกันผ่านการเขียนสมุดบันทึกไม่มีเส้นของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ได้แก่ ซายูริ (นักเขียน นักวาดรูป) ตินติน (นักเขียน นักวาดรูป) ในใจ (นักเขียน นักแปล นักวาดรูป) ปริม (กวี นักวาดรูป) พิณ (กวี นักวาดรูป) ขวัญข้าว (นักเขียน นักวาดรูป) ภูมิ (นักแปล นักวาดรูป) ลายคราม (นักพับกระดาษเล่าเรื่อง) ดิน (นักเขียน นักวาดรูป) ปั้น (นักเขียน นักวาดรูป) เบญ่า (นักเขียน นักวาดรูป) และ พลอย หัวหิน (อดีตนักเขียนบันทึก ปัจจุบันหันมาเอาดีทางด้านกีฬา)

 

3. หลังจากเปิดงานและแนะนำตัว คุณตามกุฏเปิดการประชุมด้วยการถามความเห็นว่า การเขียนบันทึกให้ดีต้องทำอย่างไรบ้าง สรุปใจความของคำตอบได้ว่า การเขียนให้ดีต้องมาจากจินตนาการ ใช้ความคิดและประสบการณ์ของผู้เขียนถ่ายทอดไปยังผู้อ่าน การเขียนยังทำให้ดินสร้างคำใหม่ได้อย่างมีความมั่นใจ เช่น คำว่า ‘สุริยะอาทิตย์’ แปลว่า อาทิตย์อาทิตย์ เป็นการย้ำคำว่าอาทิตย์ให้หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม

4. การเขียนบันทึกนำไปสู่คำถามก่อนเขียนบันทึก ก่อนที่นักเขียนจะลงมือเขียน เขาจะนึกถึงประสบการณ์ สิ่งที่พบที่เจอในแต่ละวัน ทั้งน่าจดและไม่น่าจำ แต่ก็นำกลับมาจดลงบนสมุดบันทึก ก่อนที่นักวาดภาพประกอบจะจรดปลายดินสอพวกเขามักจินตนาการ

ขวัญข้าวนักวาดวัย 10 ขวบจะนึกถึงสัตว์ที่ไม่มีในโลกนี้ แต่มีในโลกจินตนาการของเธอ เพราะเธอชอบวาดสัตว์ประหลาด ในใจจะนึกถึงประสบการณ์ดีๆ ในแต่ละวันแล้วนำกลับมาเขียน เมื่ออ่านแล้วจะได้กลับมาคิดถึง

ส่วนตินตินขอเขียนบันทึกเฉพาะวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันจันทร์ เพราะวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี เอาไว้วาดรูป

สุดท้ายดินตอบว่า ก่อนจะลงมือเขียนเขาจะคิดว่า “ผมจะทำให้ตัวเองมีความสุขได้อย่างไรในแต่ละวัน” เป็นคำตอบที่คุณตามกุฏบอกให้ทุกคนจดลงไปบนสมุดบันทึก แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจด

 

5. เด็กๆ ลงความเห็นว่าสมุดบันทึกของพวกเขาควรมีขนาดกะทะรัด พกพกง่าย สะดวกต่อการหยิบขึ้นมาเขียน หยิบขึ้นมาวาด ปกแข็งจะดีกว่าเพราะทนทาน

ดินอยากให้สมุดบันทึกใช้กระดาษปอนด์ผสมสี (กระดาษถนอมสายตา)

ส่วนปั้นอยากได้สมุดบันทึกที่ด้านหน้าโล่ง ให้เจ้าของสมุดบันทึกเป็นคนออกแบบหน้าปกเอง ซึ่งในใจเองก็เห็นด้วย

คุณตามกุฏรับข้อเสนอของเด็กๆ ไว้ และชวนตินตินให้ออกแบบสมุดเป็นรูปทรงอื่นแทนสี่เหลี่ยม เพราะตินตินอยากมีสมุดบันทึกรูปไอศกรีม

6. การจะเป็นนักเขียน คลังคำศัพท์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารู้คำน้อยก็จะเขียนได้น้อย แน่นอนว่าการสะสมคำจะต้องมาจากการอ่าน อ่านมากคลังก็จะสะสมคำมาก การเปิดพจนานุกรมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแต่ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับเด็ก ด้วยขนาดใหญ่โตมโหฬาร พกติดตัวลำบาก หรือบางครั้งใช้งานยากจนทำให้เด็กไม่อยากใช้ อย่างกรณีของในใจ เวลาเธอไม่เข้าใจคำศัพท์ก็จะเปิดหาความหมาย พออ่านความหมายแล้วมีบางคำไม่เข้าใจ ก็ต้องเปิดพจนานุกรมไปหาความหมายของคำนั้น หาไปหามาจนลืมไปแล้วว่าคำแรกหมายความว่าอะไร

คุณตามกุฏจึงเสนอว่า ถ้ามีพจนานุกรมสำหรับเด็ก มีใครเห็นด้วยและอยากใช้บ้าง มติเป็นเอกฉันท์จากการยกแขนขึ้นสูงมากกว่าครึ่งของผู้เข้าประชุมว่า เด็กอยากมีพจนานุกรมสำหรับเด็ก แต่ต้องมีขนาดเล็กพกพาได้ สีสันสวยงามให้เด็กอยากหยิบใช้งาน มีภาพประกอบคำศัพท์ มีสำนวนไทย และมีคำอ่านออกเสียง คล้ายภาษาอังกฤษที่มีการอ่านออกเสียงตามโฟเนติกส์ เพราะเวลาเด็กอ่านไม่ออก ก็จะทำให้เขียนคำผิด

 

7. จากการสังเกตเด็กๆ ทั้ง 11+1 คนมีรูปแบบการศึกษาค่อนข้างหลากหลาย ทั้งโรงเรียนนานาชาติ  โรงเรียนทางเลือก โรงเรียนในประเทศญี่ปุ่น และโฮมสคูล ไม่ว่าแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบการสอนอย่างไร ก็ยังมีวิชาที่เด็กๆ อยากให้โรงเรียนสอน เพราะพวกเขาอยากเรียนตามความชอบและความถนัดของตนเอง ในขณะเดียวก็เรียนวิชาหลักควบคู่กันไปด้วย

พิณ เด็กหญิงผู้รักภาษาไทย เสนอว่า เธอขอเวลาว่างวันละ 1 ชั่วโมงเพื่อเรียนสิ่งที่ชอบ ดินบอกว่า เด็กควรเรียนวิชาหลักและวิชาหลักๆ วิชาหลักๆ คือภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ส่วนภาษาไทยและสังคมศาสตร์เป็นวิชาหลัก เพิ่มเติมวิชาศิลปะและดนตรีด้วย ปริมยกมือเสนอวิชาเกษตร เพราะเด็กจะได้ไม่อดตาย ได้อยู่กับธรรมชาติ และเป็นการฝึกอาชีพ

8. พิณแสดงความเห็นในหัวข้อวิชาที่อยากให้โรงเรียนสอนอีกครั้งหลังจากฟังเพื่อนๆ ตอบ เธอบอกว่า ควรเรียนในสิ่งที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้ เพราะในอนาคตหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด คุณตามกุฏได้ที ถามเด็กๆ ต่อว่า แล้วอะไรบ้างที่หุ่นยนต์ทำแทนมนุษย์ไม่ได้ เด็กๆ นิ่งคิดสักครู่ก่อนจะแย่งกันยกมือพร้อมตอบว่า การเรียน การใช้จินตนาการก็เป็นคำตอบยอดฮิต และที่สำคัญ การเขียนเป็นคำตอบสำคัญของคำถาม แต่ซายูริกระซิบบอกคุณตามกุฏว่า “ความอ่อนโยนแบบมนุษย์ หุ่นยนต์ทำไม่ได้”

 

  9. การประชุมเดินทางมาถึงคำถามสุดท้าย พลังของเด็กๆ ยังคงเต็มปรอท คุณตามกุฏถามเด็กๆ ว่า ในฐานะนักเขียน กวี นักแปล และนักวาดภาพประกอบ เราจะดูแลโลกดวงนี้อย่างไร แน่นอนว่าหน้าที่สำคัญของนักเขียนคือ เขียนแล้วต้องคิดถึงผู้อื่น การช่วยโลกในฐานะนักเขียนก็คือการเขียน เขียนเพื่อบอกเล่าวิธีการดูแลรักษาโลกในแบบของเราเอง จากความคิด จากจินตนาการ และจากจิตวิญญาณของนักเขียน กวี นักแปล และนักวาดภาพประกอบ

 

10. จากคำถามนักเขียนและกวีเด็กจะช่วยโลกได้อย่างไร คุณตามกุฏฝากเด็กๆ ไปคิดต่อเป็นการบ้าน แต่บางคนขยันขอยกมือตอบก่อน

ดินบอกว่า ไม่ควรปล่อยสารพิษอย่างก๊าซมีเทน และพยายามไม่ทำให้เกิดควัน ลายครามของดรับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อ ซายูริก็ของดใช้ถุงพลาสติกด้วย และจะเขียนบอกให้ทุกคนรู้ว่าไม่ควรทำร้ายโลก

ปริมจะเขียนโคลงให้คนหันมาดูแลธรรมชาติ ภูมิ เด็กชายผู้ทำหนังสือเล่มแรกขายด้วยตนเอง เสนอว่า “ผมควรจะแปลหนังสือความรู้เป็นภาษาไทย เพราะมีหนังสือดีๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษเยอะมาก และหลายคนอาจจะคิดว่าการช่วยโลกมันยากเกินไป ผมเลยจะเขียนหนังสือวิธีดูแลโลก บางคนไม่เชื่อว่าผมจะทำได้ แต่ผมจะพยายาม เพื่อจะบอกกับทุกคนว่าการช่วยโลกไม่ยาก ถ้าเราเริ่มจากสิ่งง่ายๆ”

11. การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ท่านกล่าวชื่นชมและรับข้อเสนอของเด็กๆ ไว้พิจารณา ทั้งพจนานุกรมสำหรับเด็ก การจดบันทึก และการเรียนตามความชอบ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน กล่าวว่า น่าจะให้มีห้องเรียน On Demand สำหรับเรียนตามความสนใจผ่านสื่อออนไลน์ แต่คุณตามกุฏบอกว่า เคยมีการเรียนแบบนี้กับเด็กในประเทศสิงคโปร์ ปรากฏว่าเด็กเหล่านั้นมีจิตใจแข็งกระด้าง นับเป็นการเรียนที่ขาดความเป็นชีวิต อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าข้อเสนอของเด็กทั้ง 11+1 คนจะเห็นผลชัดเจนแจ่มแจ้งไม่วันใดก็วันหนึ่ง

 

11+1. ก่อนจบการประชุม เด็กๆ มีข้อความสั้นๆ ฝากถึงรัฐบาล พิณอาสายืนขึ้นคนแรก “ฝากถึงรัฐบาล ให้ลดการบ้านลงหน่อยนะคะ จะได้มีเวลาเพิ่มไปทำสิ่งที่ชอบ”

ส่วนดินก็เอาด้วย ดินขอเวลาเพิ่มจากการเรียนวันละ 30 นาทีเอาไว้อ่านหนังสือ และเสนอว่าไม่ควรมีกวดวิชา เพราะเรียนรู้จากหนังสือก็ได้

ปริมอยากให้มีโรงเรียนสอนวิชาหนังสือโดยเฉพาะ คำตอบของเธอทำเอาคุณตามกุฏเอ่ยปากชม เพราะรอคำตอบนี้อยู่พอดี

สุดท้ายภูมิบอกว่า ควรเน้นวิชาภาษาอังกฤษ และวิธีสอนภาษาอังกฤษที่ดีคือการพูดคุยกัน ไม่ใช่การเรียนแกรมม่าเพียงอย่างเดียว และเปลี่ยนการสอนให้นักเรียนเลือกวิชาที่อยากจะเรียนด้วยตนเอง แต่ก็ต้องมีวิชาที่ควรเรียนด้วย เพราะถ้าโฟกัสเพียงวิชาเดียว เขาก็จะไม่มีความรู้ด้านอื่นเลย

มากกว่าการประชุม เป็นการสะท้อนความคิด จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี สิ่งที่พวกเขาคิด พวกเขาพูด พวกเขาทำ ไม่ด้อยไปกว่าใคร เด็กเหล่านี้เริ่มต้นจากความชอบ ชอบบันทึก ชอบเขียน ชอบวาด ชอบแปล ชอบภาษา และสารพัดความชอบ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ความชอบของพวกเขาเป็นจริง คือคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญกับความชอบของพวกเขาด้วย

สุดท้าย คุณตามกุฏฝากคุณพ่อคุณแม่เก็บการบ้าน ผลงานเขียน หรือผลงานภาพ ของเด็กไว้  เพราะประเทศของเรายังขาดคนพิจารณาว่างานเขียนของเด็กนั้นเป็นเพชรหรือก้อนกรวด อย่างต้นฉบับของตินติน เป็นการบ้านจากโรงเรียนที่ฉายแววนักเขียน จนได้รับการอนุมัติเป็นหนึ่งในนักเขียนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ และคว้ารางวัลดีเด่นระดับชาติ ฉะนั้น งานเขียนเพียง 1 หน้าเป็นเข็มทิศกำหนดชีวิตของพวกเขาได้

ขอบคุณสมุดบันทึกไม่มีเส้นที่ทำให้เด็กทั้ง 11+1 คนมาเจอกัน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load