เราปฏิบัติกับเด็กเหมือนเขาเป็นเด็ก หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจ เมื่อฉันได้พูดคุยกับ อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง Festival Director ของเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 – 27 พฤษภาคมนี้ ผู้คัดเลือกละครสำหรับเด็กจากทั่วโลกมาแสดงที่กรุงเทพมหานครเห็นว่าสื่อละครสำหรับเด็กมักพูดเรื่องเทพนิยาย แฟนตาซี และมักแฝงคติสอนใจว่าเด็กควรคิดหรือควรทำอะไรให้ถูกต้อง

อุ๊สนใจงานละครร่วมสมัยที่เปิดกว้าง ไม่ห่อหุ้มเด็กๆ ด้วยความปลอดภัยและข้อสรุปเบ็ดเสร็จ แต่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ชีวิตที่ต่างออกไปจากที่ตัวเองรู้จัก เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบให้ตัวเองก่อนผู้ใหญ่บอก

“ละครช่วยฝึกการเรียนรู้เด็กในหลายด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือมีความสด มีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกันระหว่างนักแสดงและผู้ชมเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ หรือการดูรูปภาพ การดูละครร่วมกับพ่อแม่ แล้วได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ไปด้วยกันเป็นการเชื่อมต่อที่ดีของครอบครัว และเด็กๆ ก็จะได้เชื่อมต่อกับคนอื่น ได้สัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมุมของตัวเอง”

การแสดง 9 เรื่องที่เดินทางมาจาก 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ อินโดนีเชีย และประเทศไทย มีสไตล์หลากหลายตั้งแต่กายกรรมรูปแบบใหม่ การเต้นร่วมสมัย ไปจนถึงละครใบ้และละครหุ่น แต่ละเรื่องเหมาะสมกับผู้ชมแตกต่างกันไป ตั้งแต่วัย 3 ขวบ 7 ขวบ ไปจนถึงทุกเพศทุกวัย

ก่อนบัตรจะเต็มและการแสดงจะเริ่มขึ้น ขอเชิญทำความรู้จักการแสดงทั้ง 9 เรื่อง เลือกเรื่องที่ใช้ แล้วพาเด็กๆ หรือคนที่สนใจไปสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันตลอด 2 สัปดาห์ของการแสดงกันเถอะ

 

1

Horses

ละครเบลเยียม-ไทยที่เด็กๆ ไทยเป็นนักแสดง

Horses

ประเดิมงานแรกด้วยละครของกลุ่ม kabinet k ที่จัดเวิร์กช็อปความยาว 7 วันกับนักแสดงชาวไทย 12 คน เป็นผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กๆ อีก 6 คนที่สมัครเข้ามา ทั้งหมดเต้นรำและเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อแสดงเรื่องราวการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนตัวใหญ่และคนตัวเล็ก

“Horses เป็นเรื่องของความอยากเป็นผู้ใหญ่และความยังอยากเป็นเด็ก เรื่องของพลังกับความอ่อนแอ เรื่องของการอุ้มและถูกอุ้ม เรื่องของการดั้นด้นเสาะหาก่อนจะยอมแพ้ การค้นหาว่าใครคือผู้เชิดชักใย และการค้นหาท่วงทำนองสอดประสานที่ใช่ระหว่างกัน

“Horses เป็นประจักษ์พยานของพลังและความจริงใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การแสดงที่นักแสดงค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์เฉพาะหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชีวิตกับชีวิต เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับผู้ขี่ของมัน”

งานนี้เป็นการแสดงเปิดตัวของเทศกาลที่เปิดให้เข้าชมฟรี และปฏิบัติกับเด็กกับผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียม คือเป็นนักเต้นที่มีความเป็นมืออาชีพ

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
เข้าชมฟรี (ลงทะเบียนล่วงหน้า)
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 2 รอบ วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม

 

2

Flaque

กายกรรมโดยกลุ่ม Companie Defracto จากฝรั่งเศส

Flaque Flaque

การแสดงส่วนหนึ่งของงาน French Highlight นี้เป็นของกลุ่ม Companie Defracto กลุ่มศิลปินที่เรียนกายกรรมเองโดยไม่ได้เรียนจากสถาบันไหน และใช้เทคนิค Juggling (โยนสิ่งของ) มาผสมกับการเต้นและดนตรี ผู้ชายสองคนที่ใช้การเล่นจักกลิ้งสนทนากันได้พาการแสดงกายกรรมออกจากกรอบเดิม ไปสู่วิถี New Circus ที่แตกต่างไปจากกายกรรมตามขนบที่เราคุ้นชิน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

3

Four go wild in wellies

การเต้นสำหรับเด็ก โดย Independ – Dance 4 จากสกอตแลนด์

Four go wild in wellies Four go wild in wellies

เรื่องราวเกี่ยวกับสี่สหายที่พบว่าสิ่งของที่เตรียมมาแคมป์มีชีวิตขึ้นมาและพากันออกผจญภัย พวกเขาจึงต้องผจญภัยในรองเท้าบู๊ต พร้อมกับหมวกไหมพรม ผ้าพันคอ และเต็นท์แสนซน เรื่องนี้เข้าใจง่าย ชัดเจน น่ารัก ชวนให้เด็กสนุกได้มาก ที่สำคัญการแสดงอบอุ่นสำหรับเด็กเรื่องนี้มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากละครเรื่องนี้จึงเป็นการลดอคติหรือการตัดสินคนพิการอีกด้วย

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 6 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

4

วาวา The Rice Child

การแสดงหุ่นสายโดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร

วาวา The Rice Child วาวา The Rice Child

วาวา The Rice Child เป็นละครหุ่นสื่อผสมของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวที่ทำละครหุ่นมาต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาสนใจประเด็นเด็กแรงงานข้ามชาติ เลยศึกษาข้อมูลและลงพื้นที่ที่จังหวัดสมุทรสาคร เรียนรู้ปัญหาของเด็กๆ ที่พ่อแม่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย การเกิด เติบโต และเรียนหนังสือ ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย

พระจันทร์เสี้ยวการละครจึงนำประเด็นหนักนี้มาย่อยเล่าอย่างเรียบง่าย ผสมผสานกับนิทานพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง นิทานน้ำเต้า เพื่อให้ผู้ชมเด็กๆ กับครอบครัวได้นั่งดูชีวิตของเด็กน้อยวาวา เด็กแรงงานข้ามชาติกับมิตรภาพกับเพื่อนคนไทยไปด้วยกัน และได้เห็นหุ่นสายที่โลดแล่นมีชีวิตชีวาผสมผสานกับภาพจากการวาดทราย หุ่นกระดาษ การเล่นเงา และบทเพลง

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 350 บาท, บัตรเด็ก : 100 บาท
สถานที่ : ห้อง 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

5

Puno

การเชิดหุ่นโดย Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย

Puno Puno

ละครหุ่นอบอุ่นเรื่องนี้เล่าเรื่องเด็กที่เสียพ่อไปโดยไม่ได้พูดความในใจ ความเชื่อของอินโดนีเซียเชื่อว่าหลังจากตายใหม่ๆ วิญญาณของผู้ตายจะยังวนเวียนอยู่รอบๆ อีก 40 วัน เด็กน้อย Tala จึงพยายามหาทางสื่อสารกับพ่อของตัวเอง

งานนี้เป็นการแสดงสำหรับเด็กที่พูดถึงความตายอย่างซื่อตรงและงดงาม ไม่ฉาบแต่เรื่องราวสวยงามเทพนิยายให้เด็กๆ แต่พูดถึงความจริงของโลกใบนี้ได้อย่างกินใจน่าดูน่าชม

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

6

Primo

การเต้นร่วมสมัยในสระน้ำ โดย Alfredo Zinola จากเยอรมนี

Primo Primo

Primo หมายถึงแรกเริ่มหรือจุดเริ่มต้น ศิลปินเยอรมัน 2 คนจะเต้นแบบมินิมัลในสระน้ำยางขอบใส ให้คนดูจะนั่งหรือนอนรอบๆ สระเพื่อมองการแสดง เป็นงานที่เรียบง่าย สงบ สวยงาม มีความเป็นบทกวี และพาคนดูดำดิ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์เก่าแรกเริ่มของตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้อย่างเต็มที่

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี และผู้ใหญ่
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

7

Babymime Show @Star Wars

ละครใบ้ที่เล่าเรื่องครอบครัวสุดซึ้งโดย Babymime

Babymime Show @Star Wars Babymime Show @Star Wars

Babymime เป็นกลุ่มละครใบ้ของ 3 หนุ่มที่ทำงานเพื่อคนดูกลุ่มครอบครัวมานาน เทศกาลนี้จึงขาดพวกเขาไปไม่ได้ Star Wars เป็นคอเมดีดรามาที่เล่าปัญหาในบ้านผ่านสายตาของเด็กออทิสติกที่คลั่งไคล้ Star Wars จึงเห็นภาพพ่อแม่เป็นตัวละครในจินตนาการของตัวเอง รับประกันได้ว่าเรื่องนี้ตลก ซึ้ง มีความสนุกชวนอมยิ้ม อุ่นๆ ในหัวใจตามสไตล์เบบี้ไมม์แน่นอน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : ห้องสตูดิโอชั้นสี่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

 

8

Sarabande

การเล่น Juggling ผสมศิลปการแสดงหลายแขนงโดย Jörg Müller

Sarabande

การแสดงกายกรรมฝรั่งเศสชิ้นนี้ ผสมผสาน Fine Art, Temporary Art และการจักกลิ้งเข้าด้วยกัน โดยศิลปินไม่จักกลิ้งด้วยลูกบอล แต่แขวนท่อเหล็กจากข้างบนเป็น Installation Art แล้วจักกลิ้งแนวราบกับท่อนเหล็กเหล่านี้ ประกอบไปกับดนตรีคลาสสิกของนักเล่นไวโอลินสด งานที่น่าตื่นเต้นนี้ฉีกกรอบการแสดงกายกรรมไปโดยสิ้นเชิง และจะเป็นประสบการณ์ชมการแสดงที่แสนพิเศษสำหรับผู้ชมทุกวัย

เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 3 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

9

GABEZ Show

ละครใบ้ผสมการเต้นโดยกลุ่ม GABEZ จากญี่ปุ่น

GABEZ Show GABEZ Show

ปิดท้ายด้วยละครใบ้สนุกๆ และการเต้นเปี่ยมคุณภาพของสองหนุ่มฮิโตชิและมาสะจากโอกินาวา พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชาร์ลี แชปลิน และคณะนักดนตรีที่มีมุกตลกแพรวพราวชาวญี่ปุ่น The Drifters การฝึกฝนมายาวนานหลายปีทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาเนี้ยบกริบ ขำกลิ้ง เข้าใจง่าย แม้จะไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักคำ ภาษากายของพวกเขาก็เอาชนะใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม

จองบัตรละครทุกเรื่องได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load