“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของนักฝันคนหนึ่งที่มองไปยังเส้นทางในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าอัศจรรย์”

ข้อความขึ้นต้นในพ็อกเก็ตบุ๊ก ‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พอจะทำให้เห็นภาพการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ การกลั่นกรองข้อมูลมหาศาลเป็นหนังสืออ่านง่ายขนาดถนัดมือ เป็นความตั้งใจของทีมงาน ‘สานต่อที่พ่อทำ’ ที่อยากถ่ายทอดแนวคิดการทรงงานของพระราชาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมพระองค์ในฐานะกษัตริย์ แต่มองเห็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านสามารถแกะรอยและลงมือปฏิบัติตามได้จริงทันที

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานสานต่อที่พ่อทำ จึงได้รู้ว่าไอเดียเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือ ‘The Visionary’ ไม่มีวางแผงขาย เพราะกำลังเปิดให้จอง และจะแจกให้คนไทยที่สนใจฟรีๆ ในเดือนกันยายนที่กำลังมาถึง

ก่อนลงมือสั่งจองหนังสือ มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของหนังสือในหลวงที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง และเหตุผลที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบรวดเดียวกันดีกว่า

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

1. เล่าเรื่องที่ใครๆ ไม่เคยรู้

เบื้องหลังโครงการ ‘สานต่อที่พ่อทำ’ คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักคิด นักเขียน ครีเอทีฟ ผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งรวมตัวกันกลางปี 2559 เพื่อทำงานบอกเล่าเรื่องราวพ่อของแผ่นดิน ในวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 70 ปี และจะมีพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันในเดือนตุลาคมปีที่แล้วทำให้โครงการชะงัก แต่สุดท้ายทีมงานทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าทำงานกันต่อ เกิดเป็นหนังโฆษณาชุดสานต่อที่พ่อทำ 9 เรื่อง, ทริป ‘เดินทางพ่อ’, การ์ตูนเด็ก, และเพจ Facebook สานต่อที่พ่อทำ โดยทีมงานกลุ่มสุดท้ายสนใจถ่ายทอด untold story ของในหลวง ไม่ใช่เรื่องโด่งดังอย่างโครงการในพระราชดำริต่างๆ แต่เป็นอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“พวกเราเป็นเจนวายรุ่นแรกๆ ที่ตอนเด็กยังทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย แต่ว่าเด็กรุ่นหลังพวกเราไม่กี่ปีไม่ทันเห็นเรื่องเหล่านี้แล้ว ได้แต่ฟังเรื่องราวที่ดูห่างไกล เข้าไม่ถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่อยากเก็บเรื่องของในหลวงไว้บนหิ้ง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมีหลักฐาน เลยตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่าลองเปิดใจแล้วมารู้จักในหลวงกัน โดยการหาหีบห่อในการเล่าที่ไม่เหมือนเดิม โจทย์ในการหาข้อมูลคือเลือกเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแก้มลิง คุณยายถือดอกบัว แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์คนที่ทำงานกับพระองค์จริงๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่คนไม่เคยรู้ แล้วเราอยากบอกให้คนอื่นรู้”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

2. กลั่นกรองข้อมูลมหาศาล

“ปัญหาของการหาข้อมูลคือข้อมูลกระจัดกระจาย พระองค์ทรงงานหนักหลายด้านเป็นระยะเวลายาวนานมากๆ แหล่งข้อมูลมีเรื่องในหลวงในมุมเดียว เหลี่ยมเดียว หรือช่วงเวลาเดียว มีเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีการรวมรวมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ข้อมูลที่คนไทยรับรู้เลยโดดไปโดดมา เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาไหน หรือพระองค์ทรงงานด้านไหนอยู่

“ระหว่างที่เราค้นคว้าข้อมูล เราก็รู้จักในหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็น magic ที่ทำให้ทีมทำงานต่อไปไม่หยุด พอได้ข้อมูลแต่ละที่มาเราก็มาต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพพระองค์ชัดขึ้น จนเรื่องร้อยกันเป็นหนึ่งเดียว”  

ทีมงานเพจสานต่อที่พ่อทำตัดสินใจใช้เวลา 1 ปีเล่าพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 บนโลกออนไลน์ ย่อยข้อมูลตลอดระยะเวลา 70 ปีให้อยู่ในปีเดียว โดยแบ่งข้อมูลเป็น 12 หมวด สำหรับ 12 เดือน การวางไทม์ไลน์ยาวๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีและพัฒนาการการทำงาน จากการทดลองอ่างเก็บน้ำราคา 60,000 บาท จนถึงเขื่อนระดับหมื่นล้าน การจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อถ่ายทอดให้สนุก เข้าใจง่าย ทำให้พวกเขามองเห็นภาพพระราชาในมุมที่ต่างออกไป

“ช่วงเวลาที่เข้มข้นสุดๆ คือช่วงที่พระองค์มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าพรรษาถึงหกสิบกว่าพรรษา ทรงมีวังในทุกภาคของประเทศไทย พอภาคเหนือหนาวก็เสด็จฯ ขึ้นเหนือ พอภาคใต้น้ำท่วมก็เสด็จฯ ลงใต้ พออีสานแล้งก็เสด็จฯ ไป แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ กับหัวหิน วนเป็นวงจรแบบนี้อยู่หลายสิบปี โครงการต่างๆ ถึงเกิดขึ้นทั่วประเทศและดำเนินไปได้พร้อมกัน งานแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมีเรื่องฝิ่น ภาคใต้เรื่องป่าพรุ ภาคอีสานมีเรื่องขาดแคลนน้ำ แล้วยังมีศูนย์ทดลองในภาคกลางอีก เราเลยจัดกลุ่มเรื่องพวกนี้เป็นก้อนๆ เรียงตามไทม์ไลน์ และกลั่นกรองเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราได้ยินกันจนเบื่อ รู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเรียบง่าย สมเหตุสมผล และดีมาก”

การกลั่นกรองเนื้อหาทำให้ทีมงานตกตะกอนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นมาเป็นแนวคิดเบื้องหลังการทรงงาน เมื่อสิ่งที่อยากจะเล่ามีมากเกินกว่าจะถ่ายทอดบนพื้นที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว พวกเขาตัดสินใจแปลงข้อมูลเป็นหนังสือชื่อ ‘The Visionary’

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

3. วิสัยทัศน์สำหรับสวมใส่

“เราทำงานโฆษณามา รู้ว่าต้องทำสิ่งที่คนดูอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และเราไม่ได้อยากทำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่นึกถึงหนังสือวิเคราะห์การทำงานของ Steve Jobs, Elon Musk หรือ Jack Ma ที่คนสมัยนี้ชอบอ่าน คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำทางความคิด ไอดอลด้านการทำงาน”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำเล่าว่า ตอนแรกหนังสือเล่มนี้จะชื่อ ‘จักรวาลงานของพ่อ’ โดยเน้นเล่าเรื่องงานต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เพจ Facebook ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าเรื่องของพระองค์มีมากกว่าการเล่าผ่านสิ่งของ

vision ของพระองค์ต่างหากที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นใด ดังนั้นผู้อ่านควรได้รู้จักพระองค์ในฐานะ ‘คนทำงาน’

พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คือเอาข้อมูลมาแบแล้วเล่นแร่แปรธาตุ ลบไทม์ไลน์เวลาออก แล้วจัดกลุ่มข้อมูลใหม่เป็น 9 บท แต่ละบทถ่ายทอดแนวพระราชดำริการทรงงานที่ในหลวงทรงใช้ตลอดรัชสมัย โดยดีไซน์เส้นทางการอ่านให้ชัดเจน ตรรกะเรียบง่าย ใช้คำราชาศัพท์เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้วิธีคิดในทุกบทนำมาใช้ร่วมกันได้ มีการสรุปใจความเป็น Key of Success ก่อนพลิกไปบทถัดไป

“เราเริ่มเล่าเรื่องจากบทที่ 1 การใช้วิทยุสื่อสาร แก่นคือการสื่อสารเป็นการเชื่อมต่อกับประชาชน บทที่ 2 การใช้อุปกรณ์หรือแผนที่ จริงๆ หมายถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใช้ทำงานได้หลายอย่าง จนจบที่ปรัชญาการทำงานที่คนรู้จักในชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นเส้นทางการทำงานจากจุดเล็กๆ คิดแก้ปัญหาจนกลายเป็นปรัชญา”

นอกจากเป็นหนังสือแนวคิดการทำงานยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แปลกไปจากหนังสือในหลวงเล่มอื่นๆ คือไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ในตัวเล่มเลย

“เราทำหนังสือในหลวงที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เพราะอยากให้มองเห็นสารที่จะสื่อมากกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำน่าสนใจและดีมาก เลยอยากให้คนเสพเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง เรามีแค่รูปฉลองพระเนตรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาฉลองพระเนตรหรือ vision ของในหลวงมาให้คุณลองใส่ และอีกแง่นึง คือได้มองย้อนกลับไปว่าเบื้องหลังฉลองพระเนตรของพระองค์ ในหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างไร”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

4. ของขวัญสำหรับทุกคน

“หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสุดท้ายในโครงการสานต่อที่พ่อทำ ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นหม้อต้มยา นี่คือเคี่ยวจนได้จอกสุดท้าย กินเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้เลย”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำกล่าวตบท้าย

‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต จะแจกฟรีทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สนใจคนละ 1 เล่ม เข้าไปสั่งจองและดูรายละเอียดการรับหนังสือได้ใน Facebook Page สานต่อที่พ่อทำ หรือ www.zipeventapp.com/e/The-Visionary ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีหนังสือเสียงที่ศิลปิน 9 คน มาอ่านเนื้อหาแต่ละบท คือ บอย โกสิยพงษ์, แต้ว ณฐพร, หมาก ปริญ, ตูน บอดี้แสลม, มาโนช พุฒตาล, ต่อ ธนญชัย, อาย กมลเนตร, ปุ๊ อัญชลี และ ลีโอ พุฒ โดยหนังสือเสียงนี้จะกระจายตามห้องสมุดเสียงและเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมๆ กับหนังสือเล่ม ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560

ขอปิดท้ายเบื้องหลังการถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต ด้วยข้อความในหนังสือที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำฝากไว้

“เราเชื่อว่าการสานต่อสิ่งที่ในหลวงทำ คือการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาใช้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อใดที่เรามีชีวิตที่ดีขึ้น คนรอบตัวก็ดีขึ้น และสุดท้ายสังคมนี้ก็จะดีขึ้น นั่นต่างหากถึงจะสมประสงค์กับสิ่งที่ในหลวงทรงทุ่มเทกระทำมาตลอดอายุขัยของท่าน”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

FB: สานต่อที่พ่อทำ

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

1 พฤศจิกายน 2560
4 K

ใครจะคิดว่ากลางเอกมัยมีโรงเรียนร้าง’

ฉันคิดในใจ เมื่อเดินทะลุ Acmen Complex เวิ้งคอมมูนิตี้มอลล์ระหว่างซอยเอกมัย 13 – 15 ที่ประกอบด้วยร้านเฟอร์นิเจอร์หรู ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านบิงซู และสารพัดร้านรวงที่เป็นสีสันย่านสุขุมวิท

เบื้องหลังหน้าฉากสดใส อาคารเรียน 3 ชั้นสีขาวล้อมสนามสี่เหลี่ยมผืนผ้ายืนนิ่งสงบ ชอล์กขาวบนกระดานดำยังบอกตารางสอบและข้อความอำลาเพื่อน แม้โรงเรียนโรจน์เสรีอนุสรณ์จะยุติการเรียนการสอนไปเกือบ 20 ปี กลิ่นอายของความทรงจำและทำเลงดงามทำให้ที่นี่น่าสนใจ น่าเสียดายเกินกว่าจะปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา

โรงเรียน โรงเรียนร้าง

“แวบแรกที่เข้ามาคือ เฮ้ย มีที่แบบนี้ในเอกมัยด้วยเหรอ เรารู้สึกว่าสเปซมันพอดีมาก มันไม่เล็กเกินไป ไม่ใหญ่เกินไป เราทำงานไหว แล้วก็สามารถรวมกลุ่มคนที่มีความคิดแบบเดียวกันได้แบบพอดี”

พี-รวมพร ถาวรอธิวาสน์ เจ้าของบริษัทครีเอทีฟเอเจนซี่เล่าจุดเริ่มต้นของการแปลงโฉมโรงเรียนร้างให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ผู้ก่อตั้งและ Managing Director ของบริษัทติโตติโต และ อู๋-ภฤศธร สกุลไทย Design Director บริษัท PIA interior ค้นพบสถานที่นี้ระหว่างมองหาสถานที่ใหม่ๆ นอกห้างสรรพสินค้าเพื่อจัดอีเวนต์ให้ลูกค้า แต่ความเหมาะเจาะของสถานที่ทำให้คนทั้งคู่ตัดสินใจใช้พื้นที่นี้จัดงานตามไอเดียของตัวเอง

Freeform Festival

“เราคิดถึงเรื่องนี้นานแล้ว เราเป็นแม่ เรามีลูก เราสงสัยมานานมากตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วว่าทำไมการใช้เวลาของผู้ใหญ่ต้องแยกกับเด็ก ตอนเป็นเด็กเราไม่ได้รับเสรีในการเล่น ไม่ได้ดูงานสร้างสรรค์ต่างๆ แบบผู้ใหญ่ แล้วปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้เด็กกับผู้ใหญ่เสพร่วมกันเท่าไหร่ เราไปคอนเสิร์ต Fuji Rock ที่ญี่ปุ่น งานดนตรียิ่งใหญ่ แต่มี kid zone ใหญ่มาก ลูกๆ ขี่คอพ่อแม่ดูคอนเสิร์ต เห็นแล้วรู้สึกว่าเด็กควรได้ใช้เวลากับพ่อแม่ ต้องมีที่ทางให้เขาอยู่ด้วยกัน แล้วเด็กกับผู้ใหญ่ก็เป็นเพื่อนกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่ต้องเอาเด็กไปฝาก ไม่งั้นเด็กก็จะเบื่อเพื่อรอพ่อแม่ หรือพ่อแม่ต้องเบื่อที่ต้องรอลูก”

พีเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เราอยากทำพื้นที่ที่ทุกคน โดยเฉพาะครอบครัวได้มาสนุกร่วมกัน”

โมเดลในฝัน

“อาร์ตสเปซถูกกำหนดโดยกลุ่มหรือบุคคลที่เป็นเจ้าของ ทุกคนตั้งใจดีที่จะสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ความแตกต่างอยู่ที่รสนิยมและโลเคชัน ซึ่งจะกำหนดกลุ่มคนที่มาด้วย ที่นี่พอมีศักยภาพเพราะมันอยู่ใจกลางเมือง คนอยู่คอนโดหรืออยู่ในพื้นที่จำกัดแถบเส้นรถไฟฟ้า โดยเฉพาะครอบครัวเจนวายที่ไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าอยากไปไหนก็ต้องเข้าห้าง ก็มาที่นี่ได้ง่ายๆ”

หญิงสาวเล่าว่า เมื่อเอ่ยถึงโปรเจกต์นี้ให้ใครๆ ฟัง หลายคนบอกว่าโมเดลที่เธอสนใจคล้ายคลึงกับ PMQ พื้นที่สร้างสรรค์ที่ฮ่องกงซึ่งเคยเป็นโรงเรียนและที่พักตำรวจ (Police Married Quarters) ก่อนที่รัฐจะสนับสนุนให้เปลี่ยนอาคารเก่านี้เป็นพื้นที่สำหรับแวดวงออกแบบและศิลปะ ชั้นบนเป็นออฟฟิศนักออกแบบ ชั้นล่างเป็นร้านรวง ร้านอาหาร ร้านกาแฟเล็กๆ มาเปิดร่วมกัน และมีการจัดอีเวนต์ดีๆ อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้เข้าร่วมใหม่ๆ ได้ตลอด

พี-รวมพร ถาวรอธิวาสน์

Freeform Festival

“พอค้นหาข้อมูลดูก็คิดว่า PMQ คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด ตัวตึกเราแบ่งเป็นห้องๆ ง่ายที่จะเรียกกลุ่มก้อนคนที่เราชอบงานของเขามาลง เพราะเราไม่ได้ชอบงานใหญ่ๆ จุคนเป็นหมื่น แต่เป็นงานที่ศิลปินยินดีจะใช้พื้นที่เล็กๆ และมันเป็น courtyard ที่มองเห็นกันได้ ในหัวเราคิดว่ามันสวยแน่นอน

“ตอนไปหาเงิน เราเล่าเรื่องนี้ให้กลุ่มผู้สนับสนุนฟัง จะมีปฏิกิริยาแค่ 2 ประเภท คือ ไม่เข้าใจเลย งง จะมีคนมากี่คน กับแบบบอกเช้า ตอบเย็น โอเค ตาเป็นประกาย เข้าใจเลย เราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ขาดอยู่และน่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เงินอีกเยอะมาก เลยทดลองทำชั่วคราว 1 เดือนก่อนว่าคอมมูนิตี้แบบนี้จะอยู่ได้มั้ย”

ก่อร่างสร้างเทศกาล

ปัจจุบันพื้นที่โรงเรียนและสนามเปิดให้เช่า แต่ไม่มีการใช้งานถาวรในเชิงพาณิชย์ สภาพโรงเรียนค่อนข้างทรุดโทรมจึงต้องเดินระบบไฟใหม่ จัดการซ่อมแซมหรือกั้นจุดอันตราย เพื่อให้เด็กๆ สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยอู๋รับหน้าที่หลักในการออกแบบเทศกาลชั่วคราว

“อู๋เป็นมัณฑนากรที่ีมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ปกติงานเขาคือออกแบบให้โรงแรมใหญ่ๆ แต่งานนี้เขาอยากทดลอง ทำงานสนุกๆ ที่ลดอีโก้ เขาชอบไอเดียการรวมคนสร้างสรรค์อยู่ด้วยกัน  เราสองคนเลยคิวเรตศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์มาที่นี่ ตัวเราถนัดทำเนื้อหา การตลาด การจัดการ และชักชวนเพื่อนๆ ที่ทำงานวงการแฟชั่น เพลง ละครเวที ส่วนเขาคลุกคลีอยู่ในแวดวงสถาปนิก เลยออกแบบพื้นที่และชวนเพื่อนๆ ที่ทำโปรดักดีไซน์ ประติมากร สถาปนิก มาช่วยกันทำงานโดยไม่จำกัดรูปแบบ”

อาคาร ศิลปะ นิทรรศการ งานศิลปะ

“กลุ่มคนที่รวมตัวกันครั้งนี้หลากหลายมาก เราชวนทุกคนมาสนุกกัน ขอให้มาลองผิดลองถูก มาแสดงออกฟรี ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหล่อไม่หล่อ และงานนี้มีเด็กๆ มาร่วม มาลองดูว่าเด็กจะเข้าใจไหม งานของทุกคนต้องโดนเด็กบอมบ์ได้ เด็กจับได้ทุกอย่าง ละครที่เล่นก็เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ได้สารคนละอย่าง มีความยาวพอเหมาะที่เด็กจะทนไหวไม่ลุกออก คนที่เข้ามาจะไม่ใช่แค่กลุ่มคนสร้างสรรค์ เรารวม expat และครอบครัวที่ิอยากใช้เวลาร่วมกันด้วย ดังนั้นจะไม่ทำอะไรที่เขาจะไม่กล้าเข้ามาที่นี่”

ชื่อของเทศกาลนี้จึงเป็น Freeform Festival เทศกาลอิสระที่มีโลโก้เป็นรูปนกแบบง่ายๆ ที่เด็กทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ในวันนี้เคยวาดมาก่อน ภายในเทศกาลศิลปะมีละคร หนังสั้น เต้นสวิง เวิร์กช็อป งานดีไซน์ ร้านอาหารเครื่องดื่ม และกิจกรรมหมุนเวียนตลอด 4 สัปดาห์

เติบโตไปด้วยกัน

“Celebrate mistake คำนี้ได้มาจากครูฝรั่งที่โรงเรียนลูก เขาบอกว่าถ้าเด็กๆ ก้าวผ่านความผิดพลาดแล้วสมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ล้มก็ฉลองแล้วลุกใหม่ คนโตๆ ที่ทำงานแล้วก็เจออุปสรรคทั้งนั้น ดังนั้น งานนี้มาฉลองกันดีกว่า”

พีตั้งใจว่าระหว่างการจัดงานทั้งสี่สัปดาห์ เธอคาดหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงและเติบโตของกิจกรรมและผู้เข้าร่วม ถ้ามีเด็กมาละเลงสีงานของศิลปินสักคน ก็ถือว่าเป็นเรื่องระหว่างทาง อาจจะเอางานนั้นมาจัดแสดงหรือทำนิทรรศการใหม่ หรือเอาลายเส้นนั้นมาทำเสื้อขายเพื่อบริจาค และมีความหวังเหมือนนักจัดงานคนอื่นๆ ว่าทุกคนจะรักเทศกาลนี้จนไม่ยอมปล่อยให้มันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

ศิลปะ นิทรรศการ ปั้นดิน

“เราอยากให้เดเวลอปเปอร์มากมายได้เห็นว่าคอมมูนิตี้เกิดจากกลุ่มคน ไม่ใช่เกิดจากการสร้างสิ่งใหญ่โตมหึมาสวยงาม แล้วคิดว่าจะดึงคนไปที่นั่นทีหลัง กลุ่มคนจะกำหนดคาแรกเตอร์และแอททิจูดของสถานที่ เราต้องคำนึงถึงครอบครัว คำนึงถึงเด็กมากกว่านี้ ที่ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เขามีสเปซที่เอื้อให้เด็กและคนแก่ใช้พื้นที่ิอยู่ร่วมกันได้ แต่เมืองไทยยังไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้”

คุณแม่ที่มีลูกสาวทิ้งท้าย ฉันกวาดตามองรอบๆ อาคารร้างที่กลิ่นอายโรงเรียนยังไม่จางหาย นึกดีใจว่าในที่สุดพื้นที่นี้จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างที่มันเคยเป็น

โรงเรียน โรงเรียนร้าง

ภาพ: Freeform Festival

Freeform Festival จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2017 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ Acmen Complex เอกมัย (ระหว่างซอยเอกมัย 13 และ 15) บัตรเข้างาน Freeform Festival ราคา 100 บาท/สัปดาห์ เข้าไปดูตารางจัดงานและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Freeform Festival

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load