ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่สภาวะโลกรวน ในฐานะที่เราต่างเป็นประชากรโลก หลายภาคส่วนก็ลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างคำนึงผลกระทบมากขึ้น ธนาคารเองก็ไม่อยู่เฉย และเข้าร่วมขบวนการรักษ์โลกนี้ด้วยเช่นกัน

เราจะไปคุยกับ พนิตศนี ตั๊นสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เกี่ยวกับ U-Energy แพลตฟอร์มใหม่ที่ช่วยสนับสนุนด้านการเข้าถึงเงินทุนให้ผู้ใช้พลังงานในสเกลต่าง ๆ ทั้งใหญ่ระดับโรงงาน ทั้งระดับคอมเมอร์เชียล ทั้งระดับบ้านคนที่ต้องการปรับปรุงอาคารของตัวเองให้ ‘กรีน’ ยิ่งขึ้น โดยมีพาร์ตเนอร์อย่าง ESCO เข้ามาช่วยประเมินว่าจะต้องปรับปรุงอย่างไร และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการทั้งหมด

จุดมุ่งหมายของธนาคารยูโอบี คือส่งเสริมความพยายามของภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามกรอบคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของยูโอบี โดยยูโอบีถือว่าเป็นธนาคารแห่งแรกในเอเชียที่กำหนดกรอบแนวคิดในลักษณะนี้ และ U-Energy จะเป็นประโยชน์ต่อใครที่กำลังมองหาลู่ทางในการลดค่าไฟ และช่วยโลกไปพร้อม ๆ กัน

U-Energy แพลตฟอร์มจาก UOB ที่ช่วยให้คนเข้าถึงเงินทุนเพื่อเปลี่ยนอาคารให้กรีนยิ่งขึ้น

U-Energy

ปลาย พ.ศ. 2563 ธนาคารยูโอบีเปิดตัวกรอบแนวคิดที่เข้ากับยุคสมัยนี้ และเป็นไปตามแนวปฏิบัติของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) อย่าง UOB Smart City Sustainable Finance Framework 

“อะไรที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต การใช้พลังงานของทุกคนในโลกปัจจุบัน เราจะเข้าไปช่วยสนับสนุน” พนิตศนีให้คำจำกัดความ

“เราสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลยค่ะ อย่างโซลาร์รูฟท็อป เราสนับสนุนตั้งแต่โรงงานผลิตไฟฟ้าใหญ่ ๆ ที่ทำโซลาร์ฟาร์ม ลงมาถึงโปรเจกต์คอมเมอร์เชียล และบ้านคนที่ติดโซลาร์เซลล์ประหยัดพลังงาน”

ธนาคารยูโอบีปล่อย 2 โครงการออกมา ภายใต้กรอบคิด UOB Smart City Sustainable Finance Framework โครงการแรกคือ U-Solar แพลตฟอร์มสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร เมื่อ พ.ศ. 2563 และโครงการล่าสุด เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือ U-Energy แพลตฟอร์มสินเชื่อเพื่อการอนุรักษ์พลังงานครบวงจร

“ตอนนี้โลกเรามีปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงาน มีปัญหามลภาวะเพิ่มขึ้นทุกวัน อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ หากเราไม่ทำอะไรเลย โลกจะดำเนินต่อไปได้ลำบาก เราในฐานะที่เป็นสถาบันการเงิน จึงเล็งเห็นความสำคัญถึงบทบาทของเราในการเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยโลกด้วย”

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ U-Energy จะช่วยอำนวยสินเชื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการจะปรับปรุงอาคารของตัวเองให้ ‘กรีนขึ้น’ ‘ประหยัดพลังงานมากขึ้น’ ‘ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น’

โดยเช่นเดียวกับโครงการ U-Solar U-Energy ก็สนับสนุนเรื่องเงินทุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเช่นกัน ไม่ว่าคุณจะมีโรงงานอาหารที่ต้องใช้ไฟเยอะมาก เพราะห้องแช่เย็นต้องทำงาน 7 วัน มีโรงแรมที่อยากจะดำเนินกิจการแนวรักษ์โลก หรือเป็นเจ้าของบ้านหลังเล็ก ๆ ที่อยากจะลดค่าไฟ หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการปรับปรุงระบบอาคาร การประเมินราคา และต้องการการสนับสนุนเรื่องเงินทุน U-Energy ช่วยได้

เริ่มต้นลงมือ

ภารกิจในขั้นแรกจะเป็นของบริษัทจัดการพลังงาน หรือที่เรียกกันว่า ESCO ที่ปรึกษาคนสำคัญ ในการเข้าไปรอบบ้าน ตรวจสอบอาคาร

“ESCO จะประเมินว่าต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง เขาเป็นผู้ที่ชำนาญโดยตรงเกี่ยวกับด้านนี้ พอประเมินแล้วก็จะสรุปตัวเลขออกมาว่าต้องลงทุนเท่าไหร่ และต้องเตรียมเปลี่ยนแปลงหรือติดตั้งอุปกรณ์อะไรบ้าง”

ใน 1 อาคารอาจทำได้หลายอย่างเพื่อช่วยประหยัดไฟ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนชิลเลอร์แอร์เป็นรุ่นใหม่ ติดแผงโซลาร์เซลล์ เปลี่ยนไปใช้ลิฟต์ประหยัดไฟ ปรับปรุงเปลือกอาคาร หรือปรับปรุงระบบต่าง ๆ ในอาคาร ซึ่งถ้าเป็นบ้านคน ผู้บริหารจากยูโอบีแนะนำว่า เปลี่ยนหลังคา ติดโซลาร์ เป็นทางที่ง่ายและส่งผลกับค่าใช้จ่ายในบ้านมากที่สุด

“ไม่ต้องทุบทิ้ง สร้างตึกใหม่ แค่เปลี่ยนระบบเราก็จะประหยัดพลังงานได้เยอะแล้ว” พนิตศนียืนยัน

‘คุ้มไหม’ คือคำถามที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ประเมินเรียบร้อยแล้วว่า อาคารควรจะต้องดำเนินการอย่างไร ESCO จะแจกแจงรายละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจว่า หากเปลี่ยนในส่วนไหน ค่าไฟจะลดไปเท่าไหร่บ้าง โดยบริการปรึกษาเบื้องต้นนี้ยังไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

เมื่อตัดสินใจเรียบร้อย ก็จะถึงคราวที่ยูโอบีจะเข้าไปช่วยเรื่องการลงทุน

“เรื่องสัญญา เรามีทางเลือก 2 ทางค่ะ” เธอเริ่มเล่าถึงรูปแบบบริการการทำสัญญา

“ทางที่หนึ่ง หลังจากที่มีภาพชัดเจน อาจจะมาคุยกับธนาคารโดยตรงว่า ขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงเพื่อประหยัดพลังงาน ภายใต้โครงการ U-Energy ส่วนอีกทางหนึ่ง คือทาง ESCO จะเป็นผู้ประสานงานกับทางยูโอบี แล้วเราให้สินเชื่อผ่าน ESCO ทำได้ทั้งสองทาง”

ระหว่างโครงการ ESCO ที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษา จะคอยมาเช็กดูว่าการประหยัดค่าไฟต่าง ๆ เป็นไปตามที่ได้ประเมินไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า ส่วนทางธนาคารก็จะคอยดูแลเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านสินเชื่อ รวมเป็น 2 ฝ่ายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ

U-Energy ของ UOB แพลตฟอร์มสนับสนุนการปรับอาคารให้ดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งประเมินอาคาร ประมาณราคา และให้สินเชื่อ

ความเหมือนที่แตกต่าง

“อาจจะมีทับซ้อนนิดหน่อย” พนิตศนีชี้แจง เมื่อเราถามว่า U-Solar ต่างกับ U-Energy อย่างไร

เธออธิบายว่า สำหรับ U-Energy เป็นการดูแลเรื่องการประหยัดพลังงานอาคารโดยรวม หากจะมีการติดแผงโซลาร์ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ U-Energy หากแต่ U-Solar เป็นอีกโครงการที่แยกจากกัน ที่มองเรื่องการสนับสุนนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก

“โครงการนี้เราให้สินเชื่อกับผู้ที่จะลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยพาร์ตเนอร์จะให้คำปรึกษาในเบื้องต้น ว่าถ้าเราติดตั้งในพื้นที่ที่เรามี เราต้องซื้อแผงเท่าไหร่ ติดตั้งได้ไหม แล้วถ้าติดตั้ง ผลิตไฟได้เท่าไหร่ กี่เมกะวัตต์” พันธมิตรของ U-Solar มีความรู้และประสบการณ์ด้านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นอย่างดี ดังนั้น มั่นใจได้ว่าการประหยัดไฟจะต้องเป็นไปตามแผน 

“ส่วนธนาคารก็จะประเมินว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วสนับสนุนด้านสินเชื่อ”

“มีเคสโรงเรียนหนึ่ง” พนิตศนีเริ่มยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัดขึ้น “ปกติโรงเรียนก็ใช้ไฟเยอะใช่มั้ยคะ แทนที่จะใช้ไฟจากการไฟฟ้าภูมิภาคหรือนครหลวงเพียงอย่างเดียว เขาก็ติดแผงโซลาร์”

“หรือโรงงานพลาสติกที่ติดแผงโซลาร์ พอค่าไฟที่เดิมเป็นต้นทุนค่อนข้างเยอะลดลง ธุรกิจของเขาก็มีกำไรสุทธิมากขึ้น”

ทั้งนี้ทั้งนั้น พนิตศนีแนะนำว่าเราอาจจะไม่ต้องใช้พลังงานจากแผงโซลาร์ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใช้เป็น ‘ส่วนใหญ่’ เพื่อช่วยเรื่องค่าไฟได้ หากแผงโซลาร์เกิดชำรุด มีปัญหา หรือต้องรอการซ่อมแซม จะได้มีไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ได้

ข้อดีที่ไม่อาจมองข้าม

“ผู้ประกอบการโรงแรม ช่วงนี้ก็เป็นจังหวะที่น่าสนใจที่จะเข้าโครงการ U-Energy หรือ U-Solar นะคะ” ผู้บริหารให้ไอเดีย “อย่างที่เราทราบว่าจีนก็ยังปิดประเทศอยู่ หลาย ๆ ประเทศก็ยังมีปัญหาเรื่องโควิด ถือว่าเป็นช่วงก่อนเปิดการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ”

ทางยูโอบีเข้าใจดีว่า ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ที่ผ่านมาธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงแรม ได้รับผลกระทบเรื่องโควิด ฉะนั้นการที่ต้องลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ อีกอาจจะเป็นเรื่องหนักหนา ธนาคารจึงจะเข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องสินเชื่อ เพื่อที่เมื่ออัตราการเข้าพักดีขึ้น ลูกค้าตบเท้ากันเข้ามาพักมากขึ้น จะได้ประหยัดค่าไฟฟ้าในโรงแรมได้ทันท่วงที

“นอกจากการประหยัดค่าไฟ ผู้ประกอบการ เจ้าของโครงการ และเจ้าของบ้านเรือนทุกคนก็จะมีส่วนช่วยโลก” พนิตศนีพูดถึงประโยชน์ของโครงการ 

“โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีนักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น เราอยากจะเสริมว่า ปัจจุบันนี้กองทุนต่าง ๆ ทั่วโลก จะมี Checkbox ขึ้นมาเพิ่มอยู่แล้ว ว่าบริษัทนี้มีการดูแลเรื่องของการประหยัดพลังงาน หรือความยั่งยืนยังไงบ้าง”

พนิตศนีบอกอีกว่า ในปัจจุบันนี้ตลาดหลักทรัพย์ไทยจะมีข้อกำหนดว่าบริษัทต่าง ๆ จะต้องมีการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนที่พูดถึง Environment, Social, Governance (ESG) หรือเรื่องกิจกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนอยู่แล้วเป็นอย่างน้อย

ยูโอบี x ภาวะโลกร้อน

ส่วนตัวคุณพนิตศนีคิดเห็นยังไงกับการขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมของทุกภาคส่วนในตอนนี้ – เราถามความเห็น

“เรามองว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมาก ที่คนทุกกลุ่ม ทุกประเทศทั่วโลก ควรที่จะให้ความสำคัญกับกิจกรรมเกี่ยวกับความยั่งยืน ทุกคนควรจะร่วมด้วยช่วยกัน และลงมือทำให้เร็วที่สุด” ผู้บริหารตอบอย่างหนักแน่น “ปีนี้ชัดเจนมากว่า ‘ความยั่งยืน’ น่าจะเป็นประเด็นหลักของผู้ประกอบการทั่วโลก และในอนาคตปีต่อ ๆ ไป ก็ยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นไปอีก”

ยูโอบีทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และตั้งมั่นจะช่วยในส่วนที่ธนาคารทำได้ นั่นก็คือสนับสนุนด้านการเงินในโครงการที่คิดมาครบวงจรอย่าง U-Energy หรือ U-Solar ซึ่งจะพาให้ผู้คนและธุรกิจอีกมากมายได้มาร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม

นอกไปจากนั้น พนิตศนียังพูดไปถึงอาคารสำนักงานของธนาคาร ว่าตอนที่รื้ออาคารเก่า ก็ไม่ใช่การทุบทิ้งที่สร้างฝุ่น แต่เลือกวิธีค่อย ๆ ตัดเป็นชิ้น ๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่น และเมื่อมีการสร้างอาคารใหม่ ก็เน้นในเรื่องประหยัดพลังงานเป็นพิเศษ จนผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวของ Green Mark ระดับ Platinum โดยอาคารใหม่นี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการช่วงปลายปีนี้

 “เราไม่ได้มองเรื่องกลยุทธทางด้านธุรกิจของธนาคารเป็นหลัก เราอยากมีส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือสังคม เป็นแรงจูงใจและเป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้ทุกคนหันมาประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด”

U-Energy ของ UOB แพลตฟอร์มสนับสนุนการปรับอาคารให้ดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งประเมินอาคาร ประมาณราคา และให้สินเชื่อ

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load