“หนูอ่านงานของพวกพี่มาตั้งแต่ประถมเลยค่ะ”

นี่คือประโยคแสดงความติ่งของฉัน-สาวกนิยาย-ต่อนักเขียนเจ้าของนามปากกา ‘พงศกร’ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ และ ‘กิ่งฉัตร’ เมื่อเราได้เจอหน้ากันในบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เหล่าแฟนคลับคงรู้สรรพคุณของพวกเขาดีอยู่แล้ว แต่เผื่อใครไม่สันทัดวงการนิยาย นี่คือ 3 นักเขียนที่ถือกำเนิดและเติบโตจากนิตยสารผู้หญิงเก่าแก่อย่าง สกุลไทย ขวัญเรือน และ พลอยแกมเพชร เจ้าของนามปากกา ‘พงศกร’ คือ นพ. พงศกร จินดาวัฒนะ คุณหมอนักเขียนผู้สร้างสรรค์นิยายว่าด้วยผ้าหลากชนิดอย่าง กลกิโมโน และ สาปภูษา ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ มีชื่อจริงว่า นันทพร ศานติเกษม เป็นนักเขียนหญิงเจ้าของนิยายอย่าง รากนครา และ ทรายสีเพลิง ส่วน ‘กิ่งฉัตร’ คือ ปาริฉัตร ศาลิคุปต์ นักเขียนเจ้าของผลงานอย่าง ด้วยแรงอธิษฐาน และ สูตรเสน่หา

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ฉันมาเจอพวกเขาวันนี้ไม่ใช่เพื่อขอลายเซ็นหรือคุยเรื่องหนังสือใหม่ แต่เพราะนักเขียนทั้งสามคนกำลังรวมตัวกันทำสิ่งน่าสนใจ

นั่นคือเว็บไซต์รวมนวนิยายและบทความที่ชื่อ anowl.co หรือ ‘อ่านเอา’ (ชื่อไทยนี้หมายถึงการอ่านในหลากมิติ เช่น อ่านเอารส และ อ่านเอาเรื่อง)

anowl.co : บ้านใหม่ออนไลน์ของนักเขียนนิตยสารที่สร้างโดย ‘พงศกร’ ’กิ่งฉัตร’ และ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’

การสร้างเว็บรวมผลงานเขียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เว็บไซต์นี้สำคัญและน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันเปรียบเหมือน ‘บ้านใหม่’ ของนักเขียนนวนิยายและบทความจากโลกนิตยสาร ผู้ซึ่งกำลังสูญเสียบ้านที่อยู่มานานหลังแล้ว หลังเล่า เนื่องจากโลกหมุนเข้าสู่ยุคที่คนหันไปอยู่กับโลกออนไลน์มากกว่าสิ่งพิมพ์กระดาษ

ขณะเดียวกัน เว็บนี้ก็จะเป็นจุดหมายใหม่ให้คนอ่านอย่างฉันและอีกหลายคนที่ผูกพันกับนิตยสาร และกำลังใจหายว่าจากนี้จะพบนักเขียนที่รักและผลงานของพวกเขาจากที่ไหน

พงศกร ปิยะพรฯ และกิ่งฉัตร สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาไม่ใช่แค่เพื่อรวมงานของพวกเขา แต่ยังเป็นบ้านของนักเขียนนิยายอีกหลายรุ่นหลายสไตล์ (ซึ่งผลงานทั้งหมดที่นี่จะใหม่เอี่ยม ไม่เคยตีพิมพ์ที่อื่น) ตั้งแต่ มาลา คำจันทร์ นักเขียนรางวัลซีไรต์จากผลงานอย่าง เจ้าจันทร์ผมหอม จนถึงรุ่นใหม่มาแรงอย่าง ปราบต์ เจ้าของนิยายสืบสวนอย่าง กาหลมหรทึก ที่กำลังเป็นละครดังอยู่ตอนนี้ รวมถึงต่อเติมห้องสำหรับคอลัมนิสต์ที่หลายคนติดใจ เช่น จินต์ชญา เจ้าของคอลัมน์ ‘เรื่องผีที่แม่เล่า’ ใน พลอยแกมเพชร และในอนาคตก็มีแผนจะเปิดบ้านให้นักเขียนรุ่นใหม่ หน้าใหม่ เข้ามาร่วมอาศัย

นอกจากนี้ พวกเขายังวางแผนต่อยอดสิ่งสนุกนอกตัวบ้าน เช่น ‘อ่านอร่อย’ รายการสอนทำอาหารตามสูตรในนิยาย คอร์สสอนเขียนนิยาย จนถึงทริปตามรอยนิยายสำหรับแฟนคลับพันธุ์แท้

เว็บไซต์ ‘อ่านเอา’ มีกำหนดตัดสายสะดือในวันที่ 2 เมษายน 2560 ในวันที่ฉันไปคุยทุกอย่างจึงค่อนข้างโกลาหล ฉันเห็นกิ่งฉัตรเปิดคอมฯ ปั่นนิยาย ขณะที่พงศกรและปิยะพรฯ ผลัดกันแต่งหน้าทำผม  เพราะต้องเตรียมถ่ายรูปไว้โปรโมตเว็บไซต์

จนเมื่อพอละมือจากบ้านใหม่ได้ ฉันจึงชวน 3 นักเขียนในบทบาทใหม่นั่งคุยถึงความคิด ความเชื่อที่อบอวลอยู่ในบ้านหลังนี้ รวมถึงมุมมองของพวกเขาต่อการงานที่รักและโลกวรรณกรรม

ในฐานะผู้ยังเลือกยืนหยัดอยู่กลางกระแสเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

ในยุคสมัยที่นิตยสารทยอยปิดตัว พวกคุณซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้โดยตรงมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปิยะพรฯ : ตอนที่นิตยสารเลิกไป สิ่งที่เรารู้สึกคือเสียดาย เสียดายว่าคนรุ่นใหม่จะไม่เคยได้รับรสชาติแบบที่เราเคยได้รับ รสชาติที่ได้นั่งรอ 1 สัปดาห์ แล้วมีนิตยสารใหม่มา ได้นั่งอ่านแล้วเขียนจดหมายติดต่อกับกองบรรณาธิการ แต่เราก็ไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะเราเปิดรับเทคโนโลยี รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไป แล้วก็ไม่กลัวด้วย มีหลายคนบอกว่าวัฒนธรรมการอ่านล่มสลาย นิตยสารพังไปเป็นแถวๆ เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะรู้สึกว่าพลังการอ่านมันจะยังคงอยู่เสมอ Never Die  มันเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบ

คิดมั้ยว่างานอย่างนวนิยายควรอยู่กับสิ่งพิมพ์ กับหน้ากระดาษ

กิ่งฉัตร : ไม่ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว การที่เรายังมายึดอยู่ว่ามันจะต้องออกมาเป็นเล่ม ออกมาเป็นกระดาษ มันไม่ใช่แล้ว ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าหนังสือมันหนักมาก ในขณะที่ชีวิตคนรุ่นใหม่มันเปลี่ยน จากที่เรามีบ้านเดี่ยว บ้านต่างจังหวัด ตอนนี้เราอยู่คอนโด ถ้าคุณเอาหนังสือทั้งหมดทุกเล่มที่รักมาเรียง มันเยอะมากนะ แต่ถ้าเกิดว่าอ่านเป็นอีบุ๊กส์มันก็อยู่ใน E-Reader อันเดียว แล้วปัจจุบันคนเราเดินทางอยู่ตลอดเวลา มากกว่า 20 – 30 ปีก่อนเยอะ การพกหนังสือไปสักเล่มสองเล่มเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาก แล้วสุดท้ายเราก็ต้องไปสละหนังสือในต่างแดน แต่ถ้าเอาอีบุ๊กส์ไป อยู่บนเครื่องหรืออยู่ที่ไหนคุณก็อ่านได้

ปิยะพรฯ : แต่เราว่ายังไงหนังสือมันก็จะยังคงมีอยู่ คุณเห็นดินสอมั้ย เรามีปากกาแล้ว มีคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ดินสอก็ยังอยู่ หนังสือก็เหมือนกัน ยังมีคนต้องการอ่าน เพียงแต่ว่ามันแตกไลน์ออกไปในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเราที่เป็นผู้บริโภคก็เลือกได้

ทีนี้ในช่วงที่คนกรูกันไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตหมด ท่วมท้น ถ้าหากทุกคนแค่โดดลงไปก็หากันไม่เจอ เราเลยพยายามสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่พักของนักอ่านและนักเขียน เนื่องจากมองว่านักอ่านก็เหนื่อยกับการเข้าไปค้นหาเนื้อหาที่ต้องใจ นักเขียนเก่าๆ ก็ไม่มีที่จะแสดงผลงาน และนักเขียนรุ่นกลางที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างรวมถึงนักเขียนใหม่ก็เคว้งคว้างเพราะไม่มีเวทีที่แน่นอน

พงศกร : เหมือนการสร้างเกาะ

ปิยะพรฯ : ใช่ เป็นเกาะที่เป็นประโยชน์ทั้งกับคนอ่านและคนเขียน พวกเรา 3 คนเติบโตมาได้เพราะนิตยสาร ทุกคนที่เป็นแฟนเรา อ่านงานเราเรื่องแรกแล้วติดใจ เขาก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น ก็มาที่นิตยสารเล่มที่เราเขียนประจำอยู่ ซึ่งถ้าเขามาที่เว็บนี้ก็จะได้อ่านเรื่องของเราไปเรื่อยๆ เรากับผู้อ่านก็จะสัมพันธ์กัน ซึ่งพี่ก็อยากให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้มีสถานีเชื่อมโยงกับนักอ่านของตัวเอง

แล้ว anowl.co จะต่างกับเว็บอ่านนิยายที่มีอยู่มากมายตรงไหน

ปิยะพรฯ : เราต้องการสร้างสิ่งที่แปลกใหม่โดยคิดว่าจะสร้างเว็บเหมือนอย่างที่ คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ บรรณาธิการนิตยสาร สกุลไทย ได้สร้างนิตยสาร สกุลไทย ท่านพูดเสมอว่านิตยสาร 1 เล่มก็เหมือนสำรับกับข้าว จะต้องมีต้ม มีผัด มีแกง มีขนมหวาน มีพริกน้ำปลา ซึ่งทุกอย่างจะต้องรวมเข้าด้วยกันเป็น 1 สำรับ เราก็จะพยายามให้เว็บมีงานเขียนหลายรสชาติ รสชาติที่เป็นจริงเป็นจังก็มี รสชาติที่เฮฮาก็มีสลับกันไป

กิ่งฉัตร : เราเป็นนิตยสารจริงๆ ด้วย บางคนอาจบอกว่านิตยสารออนไลน์เปิดกว้างให้นักเขียน พร้อมเมื่อไหร่ก็ลง แต่เราไม่ใช่ เราจะจัดเป็นระเบียบเลยว่าคุณต้องผ่านบรรณาธิการก่อน ต้องผ่านการพิสูจน์อักษรก่อน และต้องมีการออกแบบหน้าให้เหมือนนิตยสารจริงๆ เวลานั่งอยู่หน้าจอ คุณจะมีความรู้สึกว่ากำลังอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง ไม่ใช่อ่านนิยายที่ลงในเว็บทั่วไป

พงศกร : ผมเลยมองว่าเว็บนี้เป็นทางเลือก ไม่ใช่ว่าเว็บอื่นไม่ดี แต่เราวางตำแหน่งของตัวเองแบบนี้ และเราก็คุยกันว่าเว็บเราจะเป็น Free Content คือแค่สมัครสมาชิก ล็อกอินเข้ามา แล้วก็อ่านทุกอย่างได้หมดเลย ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร

ถ้าเปิดให้อ่านฟรีแล้วโมเดลหารายได้ของพวกคุณเป็นยังไง

พงศกร : นี่เป็นการบ้านของพวกเราที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้มีรายได้เข้ามาเลี้ยงเว็บ น้องๆ ที่ดูแล Business Model เขาวางแผนว่าจะทำเหมือนหลายเว็บที่มีสปอนเซอร์สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งพวกเรามองว่ากิจกรรมของอ่านเอามันไม่ได้เป็นแค่นิยาย เรื่องสั้น หรือคอลัมน์ ในวันที่เราเปลี่ยนจากสิ่งพิมพ์ขึ้นมาเป็นดิจิทัลมันทำอะไรได้หลายอย่างมาก เราก็จะมีรายการชวนผู้อ่านมาลองทำอาหารจากนิยาย อย่างเรื่อง สูตรสเน่หา ของกิ่งฉัตรที่ตัวเอกกินซูเฟล่ (Soufflé) หรือมีเวิร์กช็อปการเขียนเพราะเราทำงานเขียนกันมานานก็มีประสบการณ์ที่อยากแชร์ให้ผู้อื่น

กิ่งฉัตร : เราไม่ใช่มืออาชีพกับการทำเว็บ ทำนิตยสาร และไม่ได้ถนัดด้านการทำธุรกิจ เราทำเพราะใจรักจริงๆ เราเลยอยากเป็นต้นไม้ที่ค่อยๆ โต ไม่อยากระเบิดตูมเหมือนโกโก้ครันช์ เราก็จะพยายามสู้ด้วยตัวเอง สู้ด้วยตัวงานก่อนว่าเราจะไปได้มั้ย จะไปได้ไกลขนาดไหน

 

ถ้าอย่างนั้นนักเขียนที่มาลงผลงานด้วยช่วงแรกนี้ได้ค่าต้นฉบับมั้ย

พงศกร ปิยะพรฯ และกิ่งฉัตร : ไม่ได้เลย

ทั้งที่ถ้าคิดเป็นจำนวนเงิน ค่าต้นฉบับของนักเขียนแต่ละคนก็ไม่ได้ถูก

พงศกร : อย่างอาจารย์มาลา คำจันทร์ ท่านเป็นทั้งศิลปินแห่งชาติ เป็นทั้งนักเขียนซีไรต์ ตอนที่เราทำเว็บ ผมเป็นแฟนหนังสืออาจารย์ก็ทราบว่าอาจารย์มีเรื่อง สร้อยหงส์แสง ที่เขียนเพื่อเตรียมจะนำเสนอนิตยสารฉบับหนึ่ง แต่นิตยสารฉบับนั้นบังเอิญปิดตัวไปก่อน เราก็คุยกันว่าอยากได้งานอาจารย์มาลงจังเลย แต่ว่าจะสู้ค่าต้นฉบับไหวมั้ย (หัวเราะ) แต่พอเล่าให้อาจารย์ฟังว่าเราอยากทำแบบนี้ ไม่กี่วันอาจารย์ก็ส่งมาให้แบบจบทั้งเรื่อง ผมก็บอกว่าอาจารย์ครับ ยังไม่มีค่าต้นฉบับให้ อาจารย์บอกว่าพูดอย่างนี้ดูถูกกันมาก ผมรู้ว่าตั้งใจทำ ผมอยากสนับสนุน และผมอยากให้แฟนหนังสือของผมได้ติดตามงานของผม แค่นี้เราก็มีกำลังใจแล้ว

กิ่งฉัตร : ฉะนั้น นิยายและคอลัมน์ล็อตแรกที่เห็นอยู่เป็นของนักเขียนและคอลัมนิสต์ที่ให้ด้วยใจกันทั้งสิ้น เราว่านี่เป็นการร่วมมือที่ไม่ใช่เฉพาะเรา 3 คน แต่เป็นการร่วมมือของนักเขียน แล้วก็มีหลายท่านที่บอกว่าพร้อมที่จะร่วมงานกับเราโดยไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนพร้อมที่จะร่วมมือกันทำให้เว็บนี้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งแล้วก็น่าสนุก เป็นศูนย์รวมของนักอ่านและนักเขียนจริงๆ

พงศกร : แต่ถ้าวันหนึ่งเราแข็งแรง มีรายได้ในเว็บขึ้นมา เราจะไม่ลืมพวกคุณ (หัวเราะ)

แล้วถ้ามองในภาพกว้าง ยุคนี้นักเขียนรุ่นใหม่อยู่รอดได้ด้วยการเขียนมั้ย

กิ่งฉัตร : ทุกอย่างง่ายกว่าสมัยเก่าเยอะนะ สมัยเก่ากว่าจะมาเป็นนักเขียนต้องลงนิตยสารก่อน ไม่อย่างนั้นอาจไม่มีเครดิตสำหรับการทำหนังสือรวมเล่ม ฉะนั้น นักเขียนทุกคนต้องพยายามลงนิตยสารให้ได้ แต่ปัญหาคือนิตยสารมีน้อยมากและคิวยาวมากเพราะเขาก็มีนักเขียนประจำ ผิดกับปัจจุบันที่มีเว็บไซต์ดีๆ ให้นำเสนอผลงานได้อย่างรวดเร็ว นำเสนอแล้วเอาขึ้นเว็บไปในนาทีนั้น และมีการตอบรับจากคนอ่านในนาทีนั้นเหมือนกัน แล้วการที่มีตลาดกว้างก็ทำให้สำนักพิมพ์มีช่องทางเลือกหาเพชรได้

ปิยะพรฯ : ที่จริงมันคือคำถามเดียวกันกับที่คนเคยถามพวกเราตอนเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง เราว่าการอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานด้วย นักเขียนรุ่นเก่ากว่าจะผ่านมือบรรณาธิการไปลงนิตยสารได้ มันคือถูกคัดมาแล้วว่าคนนี้ใช้ได้ ทีนี้พอมาถึงรุ่นนี้ การที่เขาเสนองานตัวเองได้บนแพลตฟอร์มที่กว้างมหาศาล มีคนเสนองานหมื่นคน งานของคุณต้องดีพอ ต้องเด่นพอที่จะทะลุขึ้นมาได้ ถ้าคุณทะลุขึ้นมาได้ อันนั้นก็คือคุณเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการเขียน

ความหมายของงานที่ดีเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือเปล่า

พงศกร : คำว่าดีหรือไม่ดีเป็นรสนิยมของคนด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าคนชอบเรื่องแบบนี้ เขาก็ว่าดี ถ้าคนไม่ชอบเรื่องแบบนี้ เขาก็บอกว่าไม่ดี แต่โดยเนื้อแท้ของตัวเนื้อหา ส่วนใหญ่เขาบอกกันว่างานที่ดีต้องเป็นงานที่ให้อะไรกับผู้อ่าน กระตุ้นความคิด จินตนาการ

ปิยะพรฯ : และเมื่องานดีแล้ว อย่างที่สองคือต้องสร้างงานสม่ำเสมอ ถ้าเราลงนิยายเรื่องแรกที่ชื่อ ตะวันทอแสง แล้วหายไปเป็นสิบปี พอกลับมา เรื่องที่สองของเราก็ไม่มีใครอ่าน ช่วงแรกทุกคนต้องทำงานหนัก คือเขียนเรื่องต่อเรื่องจนกว่านักอ่านจะค้นพบเราแล้วรักเรา

กิ่งฉัตร : ต้องอดทนและมีวินัยในการทำงาน

ปิยะพรฯ : เพราะฉะนั้น การอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราและงานของเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจับเขียนแล้วจะต้องอยู่ได้ อีกเรื่องหนึ่งคือ เราเห็นคนพูดกันมากถึงเรื่องที่บรรณาธิการเมืองนอกให้เงินมาเขียนก่อนแล้วตัวนักเขียนก็เป็นเศรษฐี เนื่องจากระบบเขาจะต่างกับเรา คือเอาเรื่องไปเสนอแล้วสำนักพิมพ์จะให้เงินมายังชีพเพื่อเขียนงานให้ แต่ทำยังไงถึงจะไปได้เงินจากสำนักพิมพ์มาล่ะ คุณต้องมีงานที่ดีพอ มีชื่อเสียงที่ดีพอ ต้องพิสูจน์ตัวเองได้ ไอ้คนที่อยู่ข้างล่างแล้วอยากเขียนแต่เขียนไม่ได้ก็มีอีกเยอะ เราไปเห็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง อย่าเพิ่งเอามาเปรียบเทียบ สรุปแล้ว เราว่ามันยากทุกรุ่น ทุกประเทศ เราต้องพิสูจน์ด้วยตัวเราเองและผลงานเท่านั้น

คำถามสุดท้าย อะไรทำให้พวกคุณยังเขียนหนังสืออยู่สม่ำเสมอ ทั้งที่อาจจะไม่ต้องเขียนเพื่อหาเลี้ยงชีพหรือเขียนเยอะขนาดนี้แล้วก็ได้

พงศกร : คำถามนี้เหมือนง่ายแต่ที่จริงตอบยากนะ สำหรับเราพอเริ่มเขียนแล้ว มีคนติดตามงาน ก็เหมือนมันอยู่ในสายเลือด ถึงขนาดว่าถ้าไม่มีคนอ่านอีกก็คงจะเขียนแล้วเก็บไว้อ่านเอง เป็นอะไรที่อยู่ในสายเลือด

กิ่งฉัตร : เวลาเขียนหนังสือมันก็ทุกข์ๆ สุขๆ แต่ต้องคนเขียนหนังสือน่ะถึงจะรู้ว่า เวลาเขียนได้แล้วลื่นมันเป็นความสุขจริงๆ เป็นความสุขเพราะเราภูมิใจในงานที่ออกมา มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดความคิด ถ่ายทอดความรู้สึก และเวลาที่เราหัวเราะ ร้องไห้ กับตัวละครมันรู้สึกพิเศษจริงๆ ว่าเราสร้างสิ่งที่ประทับใจเราขึ้นได้และก็หวังว่ามันจะประทับใจคนอ่านด้วย เหมือนเรามีอภิสิทธิ์พิเศษ

ปิยะพรฯ : ที่เรายังเขียนอยู่เพราะรู้สึกว่ายังมีหลายเรื่องอยู่ในใจที่จะต้องเล่าให้คนอ่านฟัง แล้วก็รู้ว่ายังมีคนที่รออ่านงานของเรา แต่ต่อให้ถ้าไม่มีคนอ่าน เราก็คงยังเขียนอยู่ดี เหมือนตอนเขียนนิยายเรื่องแรก เราเขียนไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีใครพิมพ์มั้ย แต่ก็เขียนจนจบเรื่องด้วยความต้องการจะเขียนแค่นั้น ตอนนี้ก็เหมือนกัน ถึงยังไงก็คงต้องเขียนต่อไปแม้ว่าอาจจะไม่ได้ลง ถูกสาปเสียแล้ว (หัวเราะ)

Facebook l   อ่านเอา : anowl.co

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
375

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load