“หนูอ่านงานของพวกพี่มาตั้งแต่ประถมเลยค่ะ”

นี่คือประโยคแสดงความติ่งของฉัน-สาวกนิยาย-ต่อนักเขียนเจ้าของนามปากกา ‘พงศกร’ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ และ ‘กิ่งฉัตร’ เมื่อเราได้เจอหน้ากันในบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เหล่าแฟนคลับคงรู้สรรพคุณของพวกเขาดีอยู่แล้ว แต่เผื่อใครไม่สันทัดวงการนิยาย นี่คือ 3 นักเขียนที่ถือกำเนิดและเติบโตจากนิตยสารผู้หญิงเก่าแก่อย่าง สกุลไทย ขวัญเรือน และ พลอยแกมเพชร เจ้าของนามปากกา ‘พงศกร’ คือ นพ. พงศกร จินดาวัฒนะ คุณหมอนักเขียนผู้สร้างสรรค์นิยายว่าด้วยผ้าหลากชนิดอย่าง กลกิโมโน และ สาปภูษา ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’ มีชื่อจริงว่า นันทพร ศานติเกษม เป็นนักเขียนหญิงเจ้าของนิยายอย่าง รากนครา และ ทรายสีเพลิง ส่วน ‘กิ่งฉัตร’ คือ ปาริฉัตร ศาลิคุปต์ นักเขียนเจ้าของผลงานอย่าง ด้วยแรงอธิษฐาน และ สูตรเสน่หา

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ฉันมาเจอพวกเขาวันนี้ไม่ใช่เพื่อขอลายเซ็นหรือคุยเรื่องหนังสือใหม่ แต่เพราะนักเขียนทั้งสามคนกำลังรวมตัวกันทำสิ่งน่าสนใจ

นั่นคือเว็บไซต์รวมนวนิยายและบทความที่ชื่อ anowl.co หรือ ‘อ่านเอา’ (ชื่อไทยนี้หมายถึงการอ่านในหลากมิติ เช่น อ่านเอารส และ อ่านเอาเรื่อง)

anowl.co : บ้านใหม่ออนไลน์ของนักเขียนนิตยสารที่สร้างโดย ‘พงศกร’ ’กิ่งฉัตร’ และ ‘ปิยะพร ศักดิ์เกษม’

การสร้างเว็บรวมผลงานเขียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เว็บไซต์นี้สำคัญและน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันเปรียบเหมือน ‘บ้านใหม่’ ของนักเขียนนวนิยายและบทความจากโลกนิตยสาร ผู้ซึ่งกำลังสูญเสียบ้านที่อยู่มานานหลังแล้ว หลังเล่า เนื่องจากโลกหมุนเข้าสู่ยุคที่คนหันไปอยู่กับโลกออนไลน์มากกว่าสิ่งพิมพ์กระดาษ

ขณะเดียวกัน เว็บนี้ก็จะเป็นจุดหมายใหม่ให้คนอ่านอย่างฉันและอีกหลายคนที่ผูกพันกับนิตยสาร และกำลังใจหายว่าจากนี้จะพบนักเขียนที่รักและผลงานของพวกเขาจากที่ไหน

พงศกร ปิยะพรฯ และกิ่งฉัตร สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาไม่ใช่แค่เพื่อรวมงานของพวกเขา แต่ยังเป็นบ้านของนักเขียนนิยายอีกหลายรุ่นหลายสไตล์ (ซึ่งผลงานทั้งหมดที่นี่จะใหม่เอี่ยม ไม่เคยตีพิมพ์ที่อื่น) ตั้งแต่ มาลา คำจันทร์ นักเขียนรางวัลซีไรต์จากผลงานอย่าง เจ้าจันทร์ผมหอม จนถึงรุ่นใหม่มาแรงอย่าง ปราบต์ เจ้าของนิยายสืบสวนอย่าง กาหลมหรทึก ที่กำลังเป็นละครดังอยู่ตอนนี้ รวมถึงต่อเติมห้องสำหรับคอลัมนิสต์ที่หลายคนติดใจ เช่น จินต์ชญา เจ้าของคอลัมน์ ‘เรื่องผีที่แม่เล่า’ ใน พลอยแกมเพชร และในอนาคตก็มีแผนจะเปิดบ้านให้นักเขียนรุ่นใหม่ หน้าใหม่ เข้ามาร่วมอาศัย

นอกจากนี้ พวกเขายังวางแผนต่อยอดสิ่งสนุกนอกตัวบ้าน เช่น ‘อ่านอร่อย’ รายการสอนทำอาหารตามสูตรในนิยาย คอร์สสอนเขียนนิยาย จนถึงทริปตามรอยนิยายสำหรับแฟนคลับพันธุ์แท้

เว็บไซต์ ‘อ่านเอา’ มีกำหนดตัดสายสะดือในวันที่ 2 เมษายน 2560 ในวันที่ฉันไปคุยทุกอย่างจึงค่อนข้างโกลาหล ฉันเห็นกิ่งฉัตรเปิดคอมฯ ปั่นนิยาย ขณะที่พงศกรและปิยะพรฯ ผลัดกันแต่งหน้าทำผม  เพราะต้องเตรียมถ่ายรูปไว้โปรโมตเว็บไซต์

จนเมื่อพอละมือจากบ้านใหม่ได้ ฉันจึงชวน 3 นักเขียนในบทบาทใหม่นั่งคุยถึงความคิด ความเชื่อที่อบอวลอยู่ในบ้านหลังนี้ รวมถึงมุมมองของพวกเขาต่อการงานที่รักและโลกวรรณกรรม

ในฐานะผู้ยังเลือกยืนหยัดอยู่กลางกระแสเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

ในยุคสมัยที่นิตยสารทยอยปิดตัว พวกคุณซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้โดยตรงมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปิยะพรฯ : ตอนที่นิตยสารเลิกไป สิ่งที่เรารู้สึกคือเสียดาย เสียดายว่าคนรุ่นใหม่จะไม่เคยได้รับรสชาติแบบที่เราเคยได้รับ รสชาติที่ได้นั่งรอ 1 สัปดาห์ แล้วมีนิตยสารใหม่มา ได้นั่งอ่านแล้วเขียนจดหมายติดต่อกับกองบรรณาธิการ แต่เราก็ไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะเราเปิดรับเทคโนโลยี รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไป แล้วก็ไม่กลัวด้วย มีหลายคนบอกว่าวัฒนธรรมการอ่านล่มสลาย นิตยสารพังไปเป็นแถวๆ เราไม่คิดอย่างนั้น เพราะรู้สึกว่าพลังการอ่านมันจะยังคงอยู่เสมอ Never Die  มันเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบ

คิดมั้ยว่างานอย่างนวนิยายควรอยู่กับสิ่งพิมพ์ กับหน้ากระดาษ

กิ่งฉัตร : ไม่ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว การที่เรายังมายึดอยู่ว่ามันจะต้องออกมาเป็นเล่ม ออกมาเป็นกระดาษ มันไม่ใช่แล้ว ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าหนังสือมันหนักมาก ในขณะที่ชีวิตคนรุ่นใหม่มันเปลี่ยน จากที่เรามีบ้านเดี่ยว บ้านต่างจังหวัด ตอนนี้เราอยู่คอนโด ถ้าคุณเอาหนังสือทั้งหมดทุกเล่มที่รักมาเรียง มันเยอะมากนะ แต่ถ้าเกิดว่าอ่านเป็นอีบุ๊กส์มันก็อยู่ใน E-Reader อันเดียว แล้วปัจจุบันคนเราเดินทางอยู่ตลอดเวลา มากกว่า 20 – 30 ปีก่อนเยอะ การพกหนังสือไปสักเล่มสองเล่มเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาก แล้วสุดท้ายเราก็ต้องไปสละหนังสือในต่างแดน แต่ถ้าเอาอีบุ๊กส์ไป อยู่บนเครื่องหรืออยู่ที่ไหนคุณก็อ่านได้

ปิยะพรฯ : แต่เราว่ายังไงหนังสือมันก็จะยังคงมีอยู่ คุณเห็นดินสอมั้ย เรามีปากกาแล้ว มีคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ดินสอก็ยังอยู่ หนังสือก็เหมือนกัน ยังมีคนต้องการอ่าน เพียงแต่ว่ามันแตกไลน์ออกไปในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเราที่เป็นผู้บริโภคก็เลือกได้

ทีนี้ในช่วงที่คนกรูกันไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตหมด ท่วมท้น ถ้าหากทุกคนแค่โดดลงไปก็หากันไม่เจอ เราเลยพยายามสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่พักของนักอ่านและนักเขียน เนื่องจากมองว่านักอ่านก็เหนื่อยกับการเข้าไปค้นหาเนื้อหาที่ต้องใจ นักเขียนเก่าๆ ก็ไม่มีที่จะแสดงผลงาน และนักเขียนรุ่นกลางที่มีชื่อเสียงอยู่บ้างรวมถึงนักเขียนใหม่ก็เคว้งคว้างเพราะไม่มีเวทีที่แน่นอน

พงศกร : เหมือนการสร้างเกาะ

ปิยะพรฯ : ใช่ เป็นเกาะที่เป็นประโยชน์ทั้งกับคนอ่านและคนเขียน พวกเรา 3 คนเติบโตมาได้เพราะนิตยสาร ทุกคนที่เป็นแฟนเรา อ่านงานเราเรื่องแรกแล้วติดใจ เขาก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น ก็มาที่นิตยสารเล่มที่เราเขียนประจำอยู่ ซึ่งถ้าเขามาที่เว็บนี้ก็จะได้อ่านเรื่องของเราไปเรื่อยๆ เรากับผู้อ่านก็จะสัมพันธ์กัน ซึ่งพี่ก็อยากให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้มีสถานีเชื่อมโยงกับนักอ่านของตัวเอง

แล้ว anowl.co จะต่างกับเว็บอ่านนิยายที่มีอยู่มากมายตรงไหน

ปิยะพรฯ : เราต้องการสร้างสิ่งที่แปลกใหม่โดยคิดว่าจะสร้างเว็บเหมือนอย่างที่ คุณสุภัทร สวัสดิรักษ์ บรรณาธิการนิตยสาร สกุลไทย ได้สร้างนิตยสาร สกุลไทย ท่านพูดเสมอว่านิตยสาร 1 เล่มก็เหมือนสำรับกับข้าว จะต้องมีต้ม มีผัด มีแกง มีขนมหวาน มีพริกน้ำปลา ซึ่งทุกอย่างจะต้องรวมเข้าด้วยกันเป็น 1 สำรับ เราก็จะพยายามให้เว็บมีงานเขียนหลายรสชาติ รสชาติที่เป็นจริงเป็นจังก็มี รสชาติที่เฮฮาก็มีสลับกันไป

กิ่งฉัตร : เราเป็นนิตยสารจริงๆ ด้วย บางคนอาจบอกว่านิตยสารออนไลน์เปิดกว้างให้นักเขียน พร้อมเมื่อไหร่ก็ลง แต่เราไม่ใช่ เราจะจัดเป็นระเบียบเลยว่าคุณต้องผ่านบรรณาธิการก่อน ต้องผ่านการพิสูจน์อักษรก่อน และต้องมีการออกแบบหน้าให้เหมือนนิตยสารจริงๆ เวลานั่งอยู่หน้าจอ คุณจะมีความรู้สึกว่ากำลังอ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง ไม่ใช่อ่านนิยายที่ลงในเว็บทั่วไป

พงศกร : ผมเลยมองว่าเว็บนี้เป็นทางเลือก ไม่ใช่ว่าเว็บอื่นไม่ดี แต่เราวางตำแหน่งของตัวเองแบบนี้ และเราก็คุยกันว่าเว็บเราจะเป็น Free Content คือแค่สมัครสมาชิก ล็อกอินเข้ามา แล้วก็อ่านทุกอย่างได้หมดเลย ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร

ถ้าเปิดให้อ่านฟรีแล้วโมเดลหารายได้ของพวกคุณเป็นยังไง

พงศกร : นี่เป็นการบ้านของพวกเราที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้มีรายได้เข้ามาเลี้ยงเว็บ น้องๆ ที่ดูแล Business Model เขาวางแผนว่าจะทำเหมือนหลายเว็บที่มีสปอนเซอร์สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งพวกเรามองว่ากิจกรรมของอ่านเอามันไม่ได้เป็นแค่นิยาย เรื่องสั้น หรือคอลัมน์ ในวันที่เราเปลี่ยนจากสิ่งพิมพ์ขึ้นมาเป็นดิจิทัลมันทำอะไรได้หลายอย่างมาก เราก็จะมีรายการชวนผู้อ่านมาลองทำอาหารจากนิยาย อย่างเรื่อง สูตรสเน่หา ของกิ่งฉัตรที่ตัวเอกกินซูเฟล่ (Soufflé) หรือมีเวิร์กช็อปการเขียนเพราะเราทำงานเขียนกันมานานก็มีประสบการณ์ที่อยากแชร์ให้ผู้อื่น

กิ่งฉัตร : เราไม่ใช่มืออาชีพกับการทำเว็บ ทำนิตยสาร และไม่ได้ถนัดด้านการทำธุรกิจ เราทำเพราะใจรักจริงๆ เราเลยอยากเป็นต้นไม้ที่ค่อยๆ โต ไม่อยากระเบิดตูมเหมือนโกโก้ครันช์ เราก็จะพยายามสู้ด้วยตัวเอง สู้ด้วยตัวงานก่อนว่าเราจะไปได้มั้ย จะไปได้ไกลขนาดไหน

 

ถ้าอย่างนั้นนักเขียนที่มาลงผลงานด้วยช่วงแรกนี้ได้ค่าต้นฉบับมั้ย

พงศกร ปิยะพรฯ และกิ่งฉัตร : ไม่ได้เลย

ทั้งที่ถ้าคิดเป็นจำนวนเงิน ค่าต้นฉบับของนักเขียนแต่ละคนก็ไม่ได้ถูก

พงศกร : อย่างอาจารย์มาลา คำจันทร์ ท่านเป็นทั้งศิลปินแห่งชาติ เป็นทั้งนักเขียนซีไรต์ ตอนที่เราทำเว็บ ผมเป็นแฟนหนังสืออาจารย์ก็ทราบว่าอาจารย์มีเรื่อง สร้อยหงส์แสง ที่เขียนเพื่อเตรียมจะนำเสนอนิตยสารฉบับหนึ่ง แต่นิตยสารฉบับนั้นบังเอิญปิดตัวไปก่อน เราก็คุยกันว่าอยากได้งานอาจารย์มาลงจังเลย แต่ว่าจะสู้ค่าต้นฉบับไหวมั้ย (หัวเราะ) แต่พอเล่าให้อาจารย์ฟังว่าเราอยากทำแบบนี้ ไม่กี่วันอาจารย์ก็ส่งมาให้แบบจบทั้งเรื่อง ผมก็บอกว่าอาจารย์ครับ ยังไม่มีค่าต้นฉบับให้ อาจารย์บอกว่าพูดอย่างนี้ดูถูกกันมาก ผมรู้ว่าตั้งใจทำ ผมอยากสนับสนุน และผมอยากให้แฟนหนังสือของผมได้ติดตามงานของผม แค่นี้เราก็มีกำลังใจแล้ว

กิ่งฉัตร : ฉะนั้น นิยายและคอลัมน์ล็อตแรกที่เห็นอยู่เป็นของนักเขียนและคอลัมนิสต์ที่ให้ด้วยใจกันทั้งสิ้น เราว่านี่เป็นการร่วมมือที่ไม่ใช่เฉพาะเรา 3 คน แต่เป็นการร่วมมือของนักเขียน แล้วก็มีหลายท่านที่บอกว่าพร้อมที่จะร่วมงานกับเราโดยไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ ทุกคนพร้อมที่จะร่วมมือกันทำให้เว็บนี้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งแล้วก็น่าสนุก เป็นศูนย์รวมของนักอ่านและนักเขียนจริงๆ

พงศกร : แต่ถ้าวันหนึ่งเราแข็งแรง มีรายได้ในเว็บขึ้นมา เราจะไม่ลืมพวกคุณ (หัวเราะ)

แล้วถ้ามองในภาพกว้าง ยุคนี้นักเขียนรุ่นใหม่อยู่รอดได้ด้วยการเขียนมั้ย

กิ่งฉัตร : ทุกอย่างง่ายกว่าสมัยเก่าเยอะนะ สมัยเก่ากว่าจะมาเป็นนักเขียนต้องลงนิตยสารก่อน ไม่อย่างนั้นอาจไม่มีเครดิตสำหรับการทำหนังสือรวมเล่ม ฉะนั้น นักเขียนทุกคนต้องพยายามลงนิตยสารให้ได้ แต่ปัญหาคือนิตยสารมีน้อยมากและคิวยาวมากเพราะเขาก็มีนักเขียนประจำ ผิดกับปัจจุบันที่มีเว็บไซต์ดีๆ ให้นำเสนอผลงานได้อย่างรวดเร็ว นำเสนอแล้วเอาขึ้นเว็บไปในนาทีนั้น และมีการตอบรับจากคนอ่านในนาทีนั้นเหมือนกัน แล้วการที่มีตลาดกว้างก็ทำให้สำนักพิมพ์มีช่องทางเลือกหาเพชรได้

ปิยะพรฯ : ที่จริงมันคือคำถามเดียวกันกับที่คนเคยถามพวกเราตอนเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง เราว่าการอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานด้วย นักเขียนรุ่นเก่ากว่าจะผ่านมือบรรณาธิการไปลงนิตยสารได้ มันคือถูกคัดมาแล้วว่าคนนี้ใช้ได้ ทีนี้พอมาถึงรุ่นนี้ การที่เขาเสนองานตัวเองได้บนแพลตฟอร์มที่กว้างมหาศาล มีคนเสนองานหมื่นคน งานของคุณต้องดีพอ ต้องเด่นพอที่จะทะลุขึ้นมาได้ ถ้าคุณทะลุขึ้นมาได้ อันนั้นก็คือคุณเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการเขียน

ความหมายของงานที่ดีเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือเปล่า

พงศกร : คำว่าดีหรือไม่ดีเป็นรสนิยมของคนด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าคนชอบเรื่องแบบนี้ เขาก็ว่าดี ถ้าคนไม่ชอบเรื่องแบบนี้ เขาก็บอกว่าไม่ดี แต่โดยเนื้อแท้ของตัวเนื้อหา ส่วนใหญ่เขาบอกกันว่างานที่ดีต้องเป็นงานที่ให้อะไรกับผู้อ่าน กระตุ้นความคิด จินตนาการ

ปิยะพรฯ : และเมื่องานดีแล้ว อย่างที่สองคือต้องสร้างงานสม่ำเสมอ ถ้าเราลงนิยายเรื่องแรกที่ชื่อ ตะวันทอแสง แล้วหายไปเป็นสิบปี พอกลับมา เรื่องที่สองของเราก็ไม่มีใครอ่าน ช่วงแรกทุกคนต้องทำงานหนัก คือเขียนเรื่องต่อเรื่องจนกว่านักอ่านจะค้นพบเราแล้วรักเรา

กิ่งฉัตร : ต้องอดทนและมีวินัยในการทำงาน

ปิยะพรฯ : เพราะฉะนั้น การอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราและงานของเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจับเขียนแล้วจะต้องอยู่ได้ อีกเรื่องหนึ่งคือ เราเห็นคนพูดกันมากถึงเรื่องที่บรรณาธิการเมืองนอกให้เงินมาเขียนก่อนแล้วตัวนักเขียนก็เป็นเศรษฐี เนื่องจากระบบเขาจะต่างกับเรา คือเอาเรื่องไปเสนอแล้วสำนักพิมพ์จะให้เงินมายังชีพเพื่อเขียนงานให้ แต่ทำยังไงถึงจะไปได้เงินจากสำนักพิมพ์มาล่ะ คุณต้องมีงานที่ดีพอ มีชื่อเสียงที่ดีพอ ต้องพิสูจน์ตัวเองได้ ไอ้คนที่อยู่ข้างล่างแล้วอยากเขียนแต่เขียนไม่ได้ก็มีอีกเยอะ เราไปเห็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง อย่าเพิ่งเอามาเปรียบเทียบ สรุปแล้ว เราว่ามันยากทุกรุ่น ทุกประเทศ เราต้องพิสูจน์ด้วยตัวเราเองและผลงานเท่านั้น

คำถามสุดท้าย อะไรทำให้พวกคุณยังเขียนหนังสืออยู่สม่ำเสมอ ทั้งที่อาจจะไม่ต้องเขียนเพื่อหาเลี้ยงชีพหรือเขียนเยอะขนาดนี้แล้วก็ได้

พงศกร : คำถามนี้เหมือนง่ายแต่ที่จริงตอบยากนะ สำหรับเราพอเริ่มเขียนแล้ว มีคนติดตามงาน ก็เหมือนมันอยู่ในสายเลือด ถึงขนาดว่าถ้าไม่มีคนอ่านอีกก็คงจะเขียนแล้วเก็บไว้อ่านเอง เป็นอะไรที่อยู่ในสายเลือด

กิ่งฉัตร : เวลาเขียนหนังสือมันก็ทุกข์ๆ สุขๆ แต่ต้องคนเขียนหนังสือน่ะถึงจะรู้ว่า เวลาเขียนได้แล้วลื่นมันเป็นความสุขจริงๆ เป็นความสุขเพราะเราภูมิใจในงานที่ออกมา มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดความคิด ถ่ายทอดความรู้สึก และเวลาที่เราหัวเราะ ร้องไห้ กับตัวละครมันรู้สึกพิเศษจริงๆ ว่าเราสร้างสิ่งที่ประทับใจเราขึ้นได้และก็หวังว่ามันจะประทับใจคนอ่านด้วย เหมือนเรามีอภิสิทธิ์พิเศษ

ปิยะพรฯ : ที่เรายังเขียนอยู่เพราะรู้สึกว่ายังมีหลายเรื่องอยู่ในใจที่จะต้องเล่าให้คนอ่านฟัง แล้วก็รู้ว่ายังมีคนที่รออ่านงานของเรา แต่ต่อให้ถ้าไม่มีคนอ่าน เราก็คงยังเขียนอยู่ดี เหมือนตอนเขียนนิยายเรื่องแรก เราเขียนไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีใครพิมพ์มั้ย แต่ก็เขียนจนจบเรื่องด้วยความต้องการจะเขียนแค่นั้น ตอนนี้ก็เหมือนกัน ถึงยังไงก็คงต้องเขียนต่อไปแม้ว่าอาจจะไม่ได้ลง ถูกสาปเสียแล้ว (หัวเราะ)

Facebook l   อ่านเอา : anowl.co

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load