13 มีนาคม 2561
10.73 K

Great and Good Friends คือนิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 30 มิถุนายน 2561 ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

สิ่งของที่นำมาจัดแสดงคือของขวัญที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 และที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ไทย

ของขวัญเหล่านี้เก็บรักษาอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนียน องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา หอสมุดประธานาธิบดีหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา และสถาบันในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธิสวนหลวง ร.๙

การนำสิ่งของเหล่านี้กลับมาจัดแสดงในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่พิเศษมาก โดยของส่วนใหญ่ถูกนำมาจัดแสดงที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก

ในแง่หนึ่ง เราได้เห็นประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศผ่านของทั้ง 79 ชิ้น

อีกแง่หนึ่ง กระบวนการจัดเก็บและจัดการโบราณวัตถุเหล่านี้โดยผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้มาก

เราได้พูดคุยกับวิลเลียม แบรดฟอร์ด สมิธ (William Bradford Smith) หนึ่งในสองภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ เขายินดีเล่าเรื่องเบื้องหลังการเตรียมงานทั้งหมดทุกขั้นตอน

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังยินดีพาผู้อ่าน The Cloud ไปเดินชมนิทรรศการชุดนี้แบบสุดพิเศษในวันที่ 2 ที่เปิดแสดงด้วย (ใครสนใจสมัครได้ที่นี่)

เรื่องเล่าของเขาถูกใจคนรักพิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์แน่นอน

William Bradford Smith

 

คุณมารับบทบาทภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ได้อย่างไร

ถือเป็นเกียรติแห่งชีวิตของผมเลยที่ได้ทำงานนี้ เราทำงานนี้กันมาประมาณสองปีครึ่ง ตอนนั้นผมอยู่ที่สถาบันสมิธโซเนียน กำลังเขียนบทความเกี่ยวกับของขวัญที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานแก่สหรัฐอเมริกา ผมเป็นนักมานุษยดนตรีวิทยา เลยสนใจของขวัญที่เป็นเครื่องดนตรีเป็นพิเศษ เครื่องดนตรีเหล่านั้นวิเศษมาก ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นเครื่องดนตรีที่มาจากในพระราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่จากทางการมาขอพบ เขาบอกว่าเรากำลังจะเริ่มทำงานนี้ เราช่วยกันสำรวจของขวัญพระราชทานที่สถาบันเก็บรักษาอยู่ และพบว่าของเหล่านั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก

หลังจากนั้นเราเริ่มสำรวจของสะสมของหน่วยงานอื่นๆ อย่างหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress) องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ (National Archives and Records Administration) เมื่อรวมกับสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ก็เท่ากับเป็น 3 หน่วยงานใหญ่ของโลกที่ทำงานด้านนี้ ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดีเพื่อผลักดันให้งานนี้เกิดขึ้น

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. 2361 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกเอกสารโบราณ หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; James Monroe Papers Series I. เอกสารเลขที่ 4784-4785

หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามีหน้าที่ดูแลหอสมุดประธานาธิบดี (Presidential Library) ทั่วประเทศ และเป็นที่เก็บรักษาของขวัญพระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ได้มอบจดหมายเมื่อ ค.ศ.1818 ของพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ที่เป็นต้นกำเนิดของการฉลองความสัมพันธ์ 200 ปี และเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมดมาให้

ของขวัญเหล่านี้พิเศษมากๆ โดยเฉพาะกับสถาบันสมิธโซเนียน เพราะเป็นของที่เราได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของการก่อตั้งสถาบัน เป็นของหมายเลขทะเบียน 23 ถึง 86 ของเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งสถาบันสมิธโซเนียนด้วย

 

ความยากของงานนี้คืออะไร

ผมอยากให้ชาวไทยรับรู้ว่าของขวัญพระราชทานเหล่านี้มีค่าและความหมายต่อชาวอเมริกันเพียงใด อยากเล่าเรื่องผ่านของที่ดีที่สุด แต่ของบางชิ้นเราเสี่ยงนำมาไม่ได้จริงๆ เพราะความบอบบาง เช่น เรือพระที่นั่งจำลอง ที่มีชิ้นส่วนไม้ขนาดเล็กมาก มีสิ่งทอบางชิ้นที่เราเชื่อว่าหากนำมาอาจเกิดความเสียหาย เราต้องแน่ใจว่าของทุกช้ินจะกลับไปถึงสหรัฐฯ ในสภาพดี

 

ขั้นตอนการขอยืมของมาจัดแสดงต้องทำอย่างไรบ้าง

ที่สถาบันสมิธโซเนียน ผมต้องยื่นเอกสารเล่าเรื่องราวทั้งหมดของนิทรรศการ และระบุว่าจะขอยืมของชิ้นใดบ้าง จากนั้นนักอนุรักษ์ (conservator) จะเข้าไปตรวจสภาพของและบันทึกไว้ เขาจะบอกว่าของชิ้นไหนบอบบางเกินกว่าจะขนส่ง ส่วนนายทะเบียน (registrar) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าของชิ้นนั้นจะถูกส่งมาที่นี่ไหม ถ้าส่ง นักอนุรักษ์จะนำไปทำความสะอาดอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้มันมั่นคงแข็งแรงที่สุดสำหรับการเดินทาง แล้วก็ต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งสำหรับการจัดส่ง ต้องใช้เครื่องมือและพาหนะที่ดีที่สุด เพื่อให้ของเหล่านี้มาถึงในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

นักอนุรักษ์ไม่อยากให้แตะต้องหรือทำความสะอาดของบางส่วนจากยุคศตวรรษที่ 19 เพราะขั้นตอนการทำความสะอาดอาจสร้างความเสียหายได้ ดังนั้นในนิทรรศการคุณจะเห็นว่าของจากยุคศตวรรษที่ 20 ดูสวยงามแวววาว แต่ของจากยุคปี 1856 ถึง 1876 ดูค่อนข้างเก่า ซึ่งมันก็เก่าจริงๆ เพราะอายุร้อยกว่าปีแล้ว ของขวัญเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเทิดทูนและหวงแหนมาก

Julia Brennan

Julia Brennan นักอนุรักษ์สิ่งทอกำลังอธิบายกระบวนการอนุรักษ์ฉลองพระองค์ครุย ของขวัญประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ แก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อ พ.ศ.  2490 ที่ Smithsonian Institution Museum Support Center, Suitland, MD

Cathy Valentour

Cathy Valentour นักอนุรักษ์ กำลังอธิบายเรื่องการอนุรักษ์ขันถมเงิน ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแก่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ พ.ศ. 2474 ที่ National Archives Building, Washington, DC

เรามีขันถมเงินที่ประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี 1932 เป็นขันเงินที่ค่อนข้างใหญ่ ของเหล่านี้ต้องได้รับการบูรณะเพื่อให้แข็งแรงเพียงพอ

ของแต่จะชิ้นมีอุปกรณ์ช่วยติดยึดที่เรียกว่า Mount ซึ่งออกแบบมาเฉพาะชิ้นนั้นๆ เรามีทีมออกแบบที่จะหาวิธีที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดสำหรับจัดแสดงของชิ้นนั้น เราทำ Mount เล็กๆ เหล่านี้หลายร้อยชิ้นในวอชิงตัน ดี.ซี. แล้วส่งมาที่นี่

 

มีของชิ้นที่คุณอยากได้ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาแสดงไหม

มี มันคือภาพถ่ายโบราณที่เรียกว่า ดาแกโรไทป์ (Daguerreotype) เป็นภาพถ่ายยุคแรกๆ ที่ต้องนั่งนิ่งหลายนาทีขณะที่ช่างถ่าย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ฉายด้วยเทคนิคแผ่นเงิน (Daguerreotype) ของพระองค์ที่ฉายร่วมกับพระราชธิดาแด่ประธานาธิบดีเจมส์ บูคาแนน แต่เมื่อของขวัญเดินทางมาถึง เป็นยุคของประธานาธิบดีลินคอล์น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสนอมาในพระราชสาส์นว่าจะพระราชทานช้างเป็นของขวัญแก่สหรัฐอเมริกา และพระราชทานงาช้างมาให้พร้อมกันด้วย

พระบรมฉายาลักษณ์ใบนั้นอ่อนไหวต่อแสงมากๆ เราพยายามหาวิธีจัดแสดงให้ปลอดภัยที่สุด มีวิธีสมัยใหม่ที่เพิ่งทำได้เมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา คือใช้อุปกรณ์จับสัญญาณ ผู้ชมจะมองเห็นภาพก็ต่อเมื่ออยู่ด้านหน้าภาพเท่านั้น เมื่อเดินผ่านไป ภาพก็จะมืดลง

การใช้แสงในพิพิธภัณฑ์เรานับกันเป็นแรงเทียน โดยทั่วไปอยู่ที่ 5 – 7 แรงเทียน ของบางชิ้น เช่น พัดรองที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องใช้แสงเพียง 2 – 3 แรงเทียน ซึ่งก็มืดมากๆ แล้ว แต่พระบรมฉายาลักษณ์โบราณใบนี้ต้องใช้ 1 แรงเทียนเท่านั้น พอผู้ชมเดินผ่านก็อาจจะ เอ่อ นั่นรูปอะไรน่ะ เราคงต้องติดภาพจำลองขนาดค่อนข้างใหญ่ไว้ด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของจริงด้วย ค่าประกันความเสียหายก็สูงมากๆ เพราะระดับแสงที่มากเกินไปจะทำให้พระบรมฉายาลักษณ์นี้เสียหาย ในที่สุดเราตัดสินใจไม่นำพระบรมฉายาลักษณ์นี้มาจัดแสดง

ผมได้เห็นต้นฉบับคำประกาศเลิกทาส (Emancipation Proclamation) ที่เขียนโดยประธานาธิบดีลินคอล์น บรรดาเอกสารเก่าจะมีการบันทึกไว้ว่า ตั้งแต่เราได้รับของชิ้นนี้มา มันถูกแสงมาแล้วกี่วัน แต่เอกสารอย่างต้นฉบับคำประกาศเลิกทาสและภาพถ่ายโบราณ อย่างพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องวัดกันเป็นชั่วโมง ถูกแสงมาแล้วกี่ชั่วโมง แล้วถ้าเราฝืนนำมาจัดแสดงเป็นเวลา 3 เดือน พระบรมฉายาลักษณ์ต้องเสียหายจากแสงแน่นอน เราก็เลยเลือกรักษาของชิ้นนี้ให้ชนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นในสภาพดีที่สุดเท่าที่เราจะรักษาไว้ได้ ในการทำงานพิพิธภัณฑ์ เราต้องคำนึงถึงเรื่องการรักษาของไว้ให้คนรุ่นหลังเสมอ

 

มีของที่ห้ามนำออกนอกประเทศไหม

ก็มีนะ ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศกำหนดว่า เรานำของอย่างไม้พยุง (Siamese Rosewood) หรืองาช้าง ออกนอกประเทศไม่ได้ ของขวัญพระราชทานบางชิ้นมีส่วนประกอบที่ทำด้วยงาช้าง อย่างที่เล่าไปว่าประธานาธิบดีลินคอล์นได้รับพระราชทานงาช้างคู่หนึ่ง เราตัดสินใจไม่นำมา เพราะจะยุ่งยากมาก ของบางอย่างที่มีงาช้าง เช่น พัดรองที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของชิ้นหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุด ด้ามจับทำจากงาช้าง เรามีซออู้ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตัวปรับระดับเสียงทำจากงาช้าง ของชิ้นนี้มีเรื่องราวที่ทรงคุณค่า เราจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ ให้ของชิ้นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการในครั้งนี้ งานนิทรรศการนี้จะนำเครื่องดนตรี 3 ชิ้น และพัดรอง 1 เล่ม ที่ต่างทำมาจากงาช้างเพียงบางส่วน มาจัดแสดง  เราได้นำเข้าสิ่งของเหล่านี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่อนุญาตให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากงาช้างบางประเภทที่ได้มาอย่างถูกกฎหมาย และไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อมาจัดแสดงในนิทรรศการหมุนเวียน สถานทูตฯ มีหนังสือรับรองตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือ CITES (ไซเตส) สำหรับสิ่งของที่เข้าข่ายและนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการครั้งนี้ ไซเตสมีการควบคุมตัวอย่างสัตว์ป่าและพืชป่าบางสายพันธุ์ที่ค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า

พัดรอง

พัดรองทำจากงาช้าง ผ้าไหม และด้ายทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 99 x 39.5 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E27267-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

ซออู้

ซออู้ ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่หอสมุดรัฐสภา พ.ศ. 2503 ความยาว 78.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภา; 5137-L

 

ขั้นตอนการขนส่งเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นนักอนุรักษ์จะทำรายงานระบุสภาพและรายละเอียดทุกอย่างของของชิ้นนั้นเพื่อให้นายทะเบียนเปรียบเทียบกับตอนที่ของชิ้นนั้นกลับมา แล้วก็ต้องวางแผนการขนส่ง ของบางชิ้นต้องอยู่ในสภาพที่ควบคุมระดับความชื้นอย่างเข้มงวด ซึ่งแต่ละชิ้นต้องการระดับความชื้นต่างกัน เช่น พวกเครื่องถมทอง ค่อนข้างแข็งแรงกว่าของที่เป็นไม้ซึ่งอาจมีความชื้นหรือทนต่อแรงกดดันขณะเดินทางโดยเครื่องบินได้น้อยกว่า

คณะทำงานจะช่วยกันหาวิธีขนย้ายที่มีประสิทธิภาพที่สุด ลังไม้ที่ใช้ขนส่งบุด้วยโฟมชนิดพิเศษ ใช้มีดที่คมมากๆ ตัดโฟมเป็นร่องที่พอดีเป๊ะกับของชิ้นนั้น ภายในกล่องบุกระดาษพิเศษกันกระแทก ควบคุมอุณหภูมิกับระดับความชื้น แล้วปิดผนึก เราไม่อยากให้ศุลกากรเปิดกล่องก่อนถึงที่หมาย เพราะระดับความชื้นและอุณหภูมิจะเปลี่ยนและของอาจเสียหาย

เราส่งคนไปรับของที่ศุลกากร ของแต่ละอย่างมีวิธีขนมาแตกต่างกัน เราโชคดีมากที่มีจำนวนนักอนุรักษ์เพียงพอที่จะมาพร้อมของได้ เพราะนักอนุรักษ์ย่อมรู้ดีที่สุดว่าปัจจัยใดอาจก่อความเสียหายแก่ของชิ้นนั้นได้ เขาต้องเซ็นใบรับรองว่าเห็นลังไม้ที่บรรจุของชิ้นนั้นโหลดเข้าไปใต้ท้องเครื่อง แล้วก็เซ็นอีกครั้งว่าเห็นลังไม้ใบเดิมออกมาจากใต้ท้องเครื่อง

พอขนลังไปถึงที่จัดแสดง เราต้องปล่อยให้มันปรับสภาพเข้ากับอากาศรอบตัว (Climatise) ก่อน คือวางกล่องนั้นไว้ในห้องควบคุมระดับความชื้นสัก 1 – 2 วัน แล้วจึงเปิดเพื่อนำของข้างในออกมา

ต่อไปเป็นขั้นตอนการตรวจสภาพสิ่งของว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ของชิ้นนั้นถูกบรรจุลงลังจนถึงนำออกจากลัง

ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ของเหลวเป็นตัวบอกว่าลังไม้นั้นถูกจับกลับหัวกลับหางขณะเดินทางหรือเปล่า คือเครื่องวัดแรงโน้มถ่วง หากของชิ้นนั้นถูกเขย่าหรือทำหล่นในระดับมากกว่า 25 G เครื่องนี้จะส่งสัญญาณสีแดง โชคดีที่การขนย้ายคราวนี้ไม่มีเหตุอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น

ของขวัญเหล่านี้เคยถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปที่สหรัฐอเมริกามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เรามีหน้าที่รักษาของเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น จึงต้องหาวิธีที่ดีที่สุด ประวัติศาสตร์การขนย้ายสิ่งของอาจจะฟังดูน่ากลัวอยู่สักนิด สมัยก่อนใช้วิธีขนใส่เรือ เอาฟางปู แต่ปัจจุบันเราโชคดีที่มีเทคโนโลยีต่างๆ มากมายที่ช่วยเรื่องการขนส่งให้ปลอดภัยมากที่สุด

 

ตลอดเวลา 200 ปีมานี้ ของขวัญพระราชทานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ของขวัญจากยุค ค.ศ. 1856 – 1876 เช่น เครื่องถมทอง เรามองเห็นว่ามันบอกเรื่องราวเกี่ยวกับฐานานุศักดิ์ของคนในวังหลวง สหรัฐอเมริกาไม่มีสถาบันกษัตริย์ปกครอง ดังนั้น เราจึงได้รับพระราชทานของขวัญสำหรับขุนนางชั้นสูง คือเครื่องถมทอง ซึ่งแต่ละอย่างมีการใช้งานต่างๆ กัน

กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง

กรรไกรเครื่องตัดผมถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. 2399 ความยาว 35.3 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E66-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต และลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน

ราวแขวนผ้าเช็ดหน้าถมตะทอง

ราวแขวนผ้าเช็ดหน้าถมตะทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 51 x 41 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 13.8 ซม. (ฐาน) ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน; E27151-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

พอมาถึงเครื่องถมทองพระราชทานจากยุคศตวรรษที่ 20 เช่นที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เห็นได้ชัดว่ามีการสร้างสรรค์งานเครื่องถมทองแบบใหม่ๆ บางชิ้นเป็นเครื่องถมทองรูปพริกหวาน ผมคิดว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีบทบาทสำคัญมากในการธำรงรักษางานฝีมือของไทยเหล่านี้ ของเหล่านี้เปลี่ยนรูปแบบไปจากยุคศตวรรษที่ 19 และงามมาก หากคุณมีโอกาสได้ไปชมที่นิทรรศการก็น่าจะเห็นด้วย

ตลับพริกหวานถมทองประดับเพชร
ตลับพริกหวานถมทองประดับเพชร พร้อมกี๋ไม้แกะสลักฉลุโปร่งลายบัว ของขวัญพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แก่นางลอรา บุช สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง พ.ศ. 2541 13 x 9.3 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช; FO.333268.1.a-c

เรามีเครื่องถมทองทำเป็นรูปเต่า ที่เป็นของขวัญพระราชทานแก่หลานของประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (Lindon B. Johnson) มีการประยุกต์ใช้รูปแบบใหม่ๆ เป็นเรื่องราวที่สวยงามมากได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในงานศิลป์ของไทย มีการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และความเหมาะสมที่จะใช้เป็นของขวัญทางการทูต

เต่าและพานถมทอง
เต่าและพานถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่แพทริค ลินดอน นูเจ็นท์ หลานชายประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน พ.ศ. 2510 6.35 x 6.53 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน; 1967.38.4 A-C

มีชุดเครื่องเขียนถมทองที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 คนได้รับพระราชทาน คือประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ และ ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน ซึ่งมาเยือนประเทศไทยในปี 1966 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดี ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2510 พระองค์พระราชทานพระราชดำรัส ณ ทำเนียบขาว ด้วยการรับสั่งถึงประธานาธิบดีจอห์นสันและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในช่วงหนึ่งของพระราชดำรัสว่า “เรามาพบท่านทั้งสองไม่ใช่เพียงในฐานะประมุขของประเทศเท่านั้น แต่ในฐานะเพื่อนเก่าด้วยเช่นกัน” และนั่นก็คือหัวใจสำคัญของงานในครั้งนี้ เพราะทั้งสองประเทศคือ Great and Good Friends ของกันและกัน

ชุดเครื่องเขียนเหล่านี้เป็นความแปลกใหม่ ส่วนเต่าถมทองก็แสดงให้เห็นว่าทรงคำนึงถึงว่าใครเป็นผู้รับพระราชทาน ซึ่งทำให้เราชื่นชมมาก

ชุดเครื่องเขียนถมทอง

ชุดเครื่องเขียนถมทอง ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ พ.ศ. 2503 35.8 x  45.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์; 63-378. 1-12

 

ชุดเครื่องเขียนถมทองและเต่าถมทองคงไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือเล่นจริงๆ ใช่ไหม

ผมไม่คิดว่าของเหล่านี้จะถูกใช้งานจริงๆ รัฐธรรมนูญอเมริกันระบุว่า ของขวัญใดก็ตามที่ประธานาธิบดีของเราได้รับมา ถือเป็นสมบัติของชาติ จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่หอสมุดประธานาธิบดี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถมาก และทรงใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม เห็นได้จากพระราชสาส์นฉบับหนึ่งที่พระราชทานไป พระองค์ทรงทราบว่าการพระราชทานของขวัญแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่ากับพระราชทานแก่ชาวอเมริกันทั้งประเทศ และเราเชื่อว่านั่นเป็นเหตุผลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสของพระองค์ พระราชทานของขวัญชุดใหญ่ไปให้เรา เพื่อจัดแสดงในงาน World Fair ในยุคศตวรรษที่ 19

ในยุคนั้นคนทั่วไปยังไม่รู้จักหรือไม่สามารถเดินทางข้ามประเทศ งานเวิลด์แฟร์เป็นหนทางที่อเมริกันชนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอื่นๆ ในโลก ราชอาณาจักรสยามเข้าร่วมงานในปี 1876 ที่จัดเพื่อฉลองวาระครบรอบร้อยปีของประเทศเรา ศาลานิทรรศการของสยามเต็มไปด้วยของจากราชสำนักสยาม และของเชิงมานุษยวิทยาต่างๆ จากหลายพื้นที่ในสยาม ประชาชนอเมริกันจะขึ้นรถไฟเป็นวันๆ เพื่อมาชมงานนี้ มาชมประเทศที่อยู่ส่วนอื่นของโลก

นิทรรศการ

การจัดแสดงสินค้าจากสยาม พร้อมด้วยพระบรมรูปครึ่งพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเกล้าอยู่หัวในการแสดงนิทรรศการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2419 เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย

นิทรรศการ

นิทรรศการภายในอาคารจัดแสดง Forestry Building ในงาน World’s Columbian Exposition พ.ศ. 2436 ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์

นิทรรศการ

พิธีเปิดอาคารจัดแสดงสินค้า Siam Pavilion ในงาน Panama-Pacific International Exposition พ.ศ. 2458 เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

คุณชอบของชิ้นใดในนิทรรศการนี้มากที่สุด

ถ้าจะต้องเลือกเพียงหนึ่งอย่าง คงเป็นกล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เรื่องราวเบื้องหลังกล่องบุหรี่กล่องนี้เป็นความลับของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งมาเปิดเผยเมื่อปี 1973

ค.ศ. 1945 ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นรุกเข้าดินแดนไทย รัฐบาลไทยถูกบีบให้ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา แต่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามดังกล่าวให้รัฐบาลสหรัฐฯ เขาไม่เชื่อว่าชาวไทยจะต้องการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา และจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น

ตอนนั้นยังไม่มี CIA แต่มีหน่วยงานชื่อว่า สำนักบริการด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา The U.S. Office of Strategic Services (OSS) หน่วยงานนี้ส่งเจ้าหน้าที่ 2 คนแทรกซึมเข้ามาในไทยเพื่อนัดพบกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในฐานะผู้แทนพระองค์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ฝากของขวัญกลับไปให้ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ คือกล่องบุหรี่ทองพระราชทานชิ้นนี้ เพื่อสื่อถึงความปรารถนาดีของประเทศไทยในการมุ่งให้เกิดสันติภาพ

นี่เป็นปฏิบัติการลับสุดยอด แค่ของขวัญชิ้นเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวยังมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นของขวัญที่สำคัญอย่างยิ่ง และอันตรายมากที่จะส่งข้อความถึงกันในภาวะสงคราม แต่พวกเขาทำสำเร็จ เราโชคดีที่ได้นำของชิ้นนี้กลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง เป็นเรื่องที่สวยงาม และเป็นของขวัญที่สวยงามมากด้วย ผมชอบประวัติศาสตร์ ดังนั้น ของชิ้นเล็กๆ อย่างกล่องบุหรี่ทองนี้จึงเป็นหนึ่งในของที่ผมชอบที่สุด

กล่องบุหรี่

กล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ของขวัญจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล แก่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ พ.ศ. 2488 8.26 x 7.62 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์; MO 1946.29.1

 

มีของชิ้นไหนอีกบ้างที่ไม่ควรพลาด

บาตรพระ และพัดรองพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เรารู้ว่าของเหล่านี้มักจะพระราชทานแก่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เราจึงรู้สึกเป็นเกียรติมาก ด้ามพัดรองทำจากงาช้าง บาตร ฝาบาตรและเชิงบาตรประดับมุกที่สวยงามมาก

บาตร

บาตรพระ ฝาบาตร และเชิงบาตรประดับมุก ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2419 เส้นผ่านศูนย์กลาง 26.7 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน ;E27266-0, E413401; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต, ลูเซีย อาร์เอ็ม มาร์ติโน และเฟร็ด โคชาร์ด

เรายังมีฉลองพระองค์ครุย คือเสื้อคลุมปักทองที่แต่เดิมเป็นพระราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตกทอดกันมาในราชตระกูล จนกระทั่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานเครื่องราชอิสริยยศนี้แก่สถาบันสมิธโซเนียนในปี 1947 ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เป็นเสื้อคลุมปักทองชิ้นเดียวที่เรามี เราคิดว่าแม้แต่ผู้คนที่อาจไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยมากนักก็คงจะตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็นของชิ้นนี้

ฉลองพระองค์ครุย

ฉลองพระองค์ครุย ของขวัญประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ แก่สถาบันสมิธโซเนียน พ.ศ. 2490 98 x 79 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน ; E-385867-0; ถ่ายโดยเจมส์ ดิลอเรโต

เราได้รับพระราชทานเครื่องดนตรีจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังได้รับพระราชทานอีกชุดหนึ่งจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงเป็นนักดนตรีที่ทรงพระปรีชาสามารถทีเดียว ทรงมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และทรงเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งมากด้วย ทรงเคยบรรเลงร่วมกับนักดนตรีดังๆ หลายคน อย่าง Benny Goodman และ Stan Getz และทรงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

เครื่องดนตรีที่พระราชทานแก่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องดนตรีไทยดั้งเดิม มีทั้งฉิ่งหนึ่งคู่ กลองตีมือขนาดเล็กสองลูก (โทนและรำมะนาอย่างละลูก) ขลุ่ยอู้สองเลา จะเข้หนึ่งตัว และซอสี่คัน (ซอด้วงและซออู้อย่างละสองคัน) สิ่งที่พิเศษก็คือเครื่องดนตรีเหล่านี้คล้ายกับที่เราได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 และ 5 ผมคิดว่าทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานของขวัญซึ่งมีคุณค่าทางการศึกษาด้านวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงพระราชทานแซกโซโฟนที่ผลิตในประเทศไทยหรือเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เราคิดว่านี่น่าสนใจมาก

สำหรับซออู้และจะเข้ พระองค์พระราชทานสายสำรองมาให้ด้วย เพราะทรงทราบว่าหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามีเวทีแสดงดนตรี และบางครั้งหอสมุดให้ยืมเครื่องดนตรีสำหรับแสดงในวาระพิเศษ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อาจมีพระราชดำริว่าสักวันหนึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้อาจได้ใช้บรรเลงจริงๆ ก็เลยพระราชทานสายสำรองมาด้วย เครื่องดนตรีเหล่านั้นอยู่ในสภาพดีทีเดียว บรรเลงได้ เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรี และทรงทราบบทบาทหน้าที่ของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระบาทสมเด็จพระพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานเครื่องดนตรีไทยแก่หอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ พ.ศ. 2503 กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ   
www.greatandgoodfriends.com

ของพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ จดหมายปี 1818 ของพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ซึ่งเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างรัฐบาลสยามกับสหรัฐอเมริกา เขียนเป็นภาษาโปรตุเกส เพราะเป็นภาษาทางการทูตที่ใช้ในขณะนั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ผมคิดว่าน่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเอกสารโบราณต่างๆ เนื้อความที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แสดงให้เห็นว่าทรงใส่พระราชหฤทัยและทรงอ่านรัฐธรรมนูญของเรา ทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่าของขวัญมีความหมาย ความสำคัญ อย่างไรแก่ประเทศเราและใครเป็นผู้รับ

บัตรพระปรมาภิไธย บัตรพระปรมาภิไธย

บัตรพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ พ.ศ. 2402 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923541

พระราชสาส์น

พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดียูลิสซีส เอส. แกรนต์ (ตัดมาบางส่วน) พ.ศ. 2412 ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923534

งานนี้เราจัดแสดงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (The Most Illustrious Order of the Royal House of Chakri) ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียวที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ข้างๆ เราจัดแสดงภาพถ่ายจากงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทำเนียบขาว ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์สวมสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชิ้นนี้ เรารู้ว่ามีวิธีเฉพาะเจาะจงในการสวมเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบต่างๆ บางอย่างต้องแขวน หรือติดเสื้อ เราจัดวางของชิ้นนี้ให้เหมือนกับวันที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์สวมในค่ำคืนนั้น

เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) ของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แก่ประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ พ.ศ. 2503 ดวงตราขนาด 10.16 x 3.81 ซม. ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีดไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์; 63-575

ในงานนิทรรศการ นอกจากของขวัญพระราชทานต่างๆ แล้ว เรายังมีวิดีโอให้ชม วิดีโอหนึ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการบูรณะสิ่งของต่างๆ อีกวิดีโอหนึ่งเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ เยือนรัฐสภาอเมริกัน และได้พระราชทานพระราชดำรัสอย่างน่าประทับใจยิ่ง วิดีโออีกชิ้นคือช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกา ในวิดีโอจะเห็นพระองค์เสด็จฯ ไปยังยอดตึกเอ็มไพร์สเตท ผมคิดว่าตึกนั้นเพิ่งก่อสร้างเสร็จแค่ 2 เดือนเองมั้ง และเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น วิวนครแมนฮัตตันในสมัยนั้นก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนนี้เลย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้คนที่มารอรับเสด็จ พ.ศ. 2474 เมืองสการ์โบโร รัฐนิวยอร์ก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำรัส ณ ที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ พ.ศ. 2503
www.greatandgoodfriends.com

 

 

สิ่งที่คุณอยากบอกผ่านนิทรรศการนี้คืออะไร

นิทรรศการนี้เป็นเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ในฐานะภัณฑารักษ์ ผมพยายามเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านของขวัญพระราชทานที่ทั้งสวยงามเลอค่าและมีความหมายเหล่านี้ ความสำคัญก็คือไมตรีจิตที่เรามีให้แก่กัน อยากให้ชาวไทยได้รับรู้ผ่านของขวัญประวัติศาสตร์เหล่านี้ว่ามิตรภาพของเราที่ดำเนินมากว่า 200 ปีนั้นวิเศษเพียงใด

ภาพ: ภาพประกอบสิ่งของที่จัดแสดงในนิทรรศการจากสถานทูตสหรัฐฯ   และ www.greatandgoodfriends.com
www.greatandgoodfriends.com

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

27 กรกฎาคม 2560
2.27 K

ถึงรักกรุงเทพฯ มากแค่ไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่น ที่มีระบบคมนาคมสาธารณะสะดวกสบาย รถประจำทางทันสมัยและรถไฟพรั่งพร้อมยกระดับชีวิตดีๆ ในเมืองให้ลงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ฝันหวานว่ารถเมล์ไทยทุกคันทันสมัย สะอาด สะดวก ปลอดภัย และพร้อมส่งเราถึงจุดหมายอย่างนิ่มนวล

วันนี้รถเมล์แบบนั้นออกวิ่งแล้วในเมืองไทย แต่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ขนส่งมวลชนใหม่เอี่ยมแล่นอยู่ในใจกลางอีสาน ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ติดแอร์เย็นฉ่ำ ยืนราคา 15 บาททั้งสาย วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง คนขับใส่สูทผูกไท ในรถติดกล้อง CCTV และมี Wi-Fi ให้เล่นฟรี มีบัตรเติมเงินไดโน่บัส (RFID) ให้ตี๊ดจ่ายค่าโดยสาร แถมยังมีแอพพลิเคชันในมือถือบอกข้อมูลและตำแหน่งรถพร้อมสรรพอีกต่างหาก

ขอนแก่นซิตี้บัส

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

กังวาน เหล่าวิโรจนกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง หรือ Khon Kaen Think Tank (KKTT) กล่าว ฉันนั่งอึ้งเมื่อรับรู้ว่ารถประจำทางยอดเยี่ยมที่วิ่งอยู่ในตัวเมืองและรถบัสฟรีในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ใต้ระบบขนส่งมวลชนพื้นฐาน คือแผนการสร้างขอนแก่นเป็น Smart City โดยไม่รอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนในบ้านจะร่วมผลักดันขึ้นมาเอง

ขอนแก่นสามัคคี

“ขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีความพิเศษ ไม่มีเจ้าพ่อ ไม่มีมาเฟีย ไม่มีนักการเมืองที่สามารถดึงโครงการใหญ่ๆ พันล้านมาตั้งได้ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี แต่เผอิญโชคดีที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี อยู่ใจกลางภูมิภาคอีสาน เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ พม่า ลาว จีน ฉะนั้นจึงเติบโตได้ตามสภาพ พอเดินไหว แต่ไม่โดดเด่น

“ความไม่มีทำให้มีความร่วมมือ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากที่อื่น คือเรารู้ว่าถ้าจับมือกันขอนแก่นจะพัฒนาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคราชการคือจังหวัด หรือว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น เทศบาลนคร เราจับมือเติบโตด้วยกันมาตลอด”

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ผู้บริหาร KKTT เผยเคล็ดลับความก้าวหน้าของเมืองตั้งแต่เริ่มต้น กังวานเล่าว่า ใครต่อใครมักถามว่าจุดเด่นของขอนแก่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จคืออะไร เขายืนยันซ้ำๆ เสมอว่าไม่มี หากจะมีก็มีเพียงอย่างเดียว คือพลังความร่วมมือที่แข็งแรง

เมื่อตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งอยากพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองให้มีคุณภาพ พวกเขารู้ดีว่างบประมาณของภาครัฐมีจำกัด (และส่วนใหญ่ตกอยู่กับกรุงเทพฯ) งบของขอนแก่นเพียงพอจะศึกษาหาวิธีเดินทางสาธารณะที่ดีขึ้น แต่การปรับปรุงการคมนาคมบนพื้นที่จริงต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นกว่ายี่สิบบริษัทที่เห็นพ้องต้องกันในจังหวัดจึงตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา ระดมทุนกันเองสำหรับพัฒนาบ้านเกิดอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานแรกที่ประจักษ์ให้เราได้ยลโฉมและใช้งานเต็มที่คือ รถโดยสารประจำทาง

ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

วันนี้สะดวก

ขอนแก่นซิตี้บัส (Khon Kaen City Bus) 10 คัน และรถบัสประจำมหาวิทยาลัยขอนแก่น 20 คัน เป็นดอกผลงดงามของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาครัฐท้องถิ่น จุดเริ่มต้นมาจากการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 3 (บขส. 3) ไปอยู่นอกเมือง การเดินทางเข้าเมืองด้วยรถสาธารณะจำเป็นต้องใช้รถสองแถวที่วิ่งตามเส้นทางมากมาย แต่ซับซ้อน ใช้ยากพอสมควรสำหรับผู้มาใหม่ และไม่มีตารางเวลาวิ่งที่แน่นอน ส่วนแท็กซี่ก็ราคาแพงและมักต้องโดยสารในราคาเหมา บริษัทรถประจำทางใหม่เอี่ยมจึงเจรจาตกลงเส้นทางกับรถสองแถวเดิม โดยรับ-ส่งผู้โดยสารจาก บขส. สู่จุดหลักๆ ในตัวเมืองตลอด 24 ชั่วโมงด้วยราคาถูก ต่อจากรถทัวร์ก็เกิดเส้นทางไป-กลับสนามบิน ชาวขอนแก่นและแขกผู้มาเยือนจึงได้ตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

“แกนของเมืองคือระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ คือสองแถวที่ขึ้นอยู่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันมีที่ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวฝนตก และได้ลองจ่ายเงินด้วยบัตร พอวันนึงที่รถไฟเสร็จมันก็จะเชื่อมต่อกันและใช้บัตรใบเดียว ลงรถไฟมามีจุดเชื่อมต่อ city bus เข้าไปในถนนเส้นหลัก ไปตามห้าง โรงเรียนต่างๆ คุณเดินทางแล้วกะเวลาได้ ต่อให้ใช้รถส่วนตัว ก็ไม่ต้องขับออกมาวนหาที่จอดกินข้าวระหว่างวัน ใช้ยามจำเป็นก็พอ”

ทีมงานเบื้องหลังขอนแก่นซิตี้บัสล้วนเป็นคนขอนแก่น ตั้งแต่ฝ่ายรถบัสยันฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชัน เนื่องจากสมาชิก KKTT หลายคนมีพื้นฐานด้านธุรกิจยานยนต์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม การบุกเบิกสร้างระบบขนส่งที่ดีกว่าจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโมเดลหลักที่หลายจังหวัดต้องตามมาศึกษาดูงาน ไม่เว้นกระทั่งกรุงเทพฯ

พรุ่งนี้สบาย

อย่างที่เกริ่นไปว่ารถบัสเป็นแค่ออเดิร์ฟเริ่มต้น ภารกิจจานหลักของชาวขอนแก่นคือรถไฟฟ้า light rail หรือรถไฟฟ้ารางเบาที่ขนาดย่อมกว่า BTS แต่ทรงประสิทธิภาพ วิ่งผ่านถนนมิตรภาพด้วยระยะมากกว่า 20 กิโลเมตร

การทำสิ่งที่ไม่เคยทีใครทำมาก่อนในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย KKTT จำเป็นต้องใช้ผลการศึกษาโครงการและสิทธิการเดินรถไฟ กลุ่มนักธุรกิจขอนแก่นจึงจับมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคราชการท้องถิ่นเพื่อปูรางแห่งอนาคตไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่เทศบาลท้องถิ่น 5 เทศบาลจดทะเบียนเป็นบริษัทวิสาหกิจ Khon Kaen Transit System (KKTS) เพื่อรองรับการดำเนินงานเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะวิ่งผ่านเนื้อที่ของตน และขยายเมืองแบบก้าวกระโดด

“เราไม่ได้มองแค่อยากมีรถไฟฟ้าเท่ๆ แต่เรามองการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้านการลงทุน ธุรกิจ และการพัฒนาบ้านเมืองด้วย เพราะถ้าจะทำมันต้องเกิดประโยชน์กว่าแก้ปัญหารถติด การจราจรเป็นเรื่องเบื้องต้น จริงๆ แล้วมันคือการรองรับการเคลื่อนธุรกิจ การเดินทางของคนในเมือง”

กังวานยืนยันว่าต่อจากนี้ วิสาหกิจ KKTS คือผู้ดำเนินการเรื่องรถไฟฟ้ารางเบา โดยโครงการจะได้เริ่มต้นบริหารจัดจ้างภายในปลายปีนี้ ส่วน KKTT กำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายถัดไป คือการมองหาความเป็นไปได้ทุกทางที่จะเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็น Smart City
ขอนแก่นซิตี้บัส ขอนแก่นซิตี้บัส

ต่อเติมบ้านใหม่

“เราต้องทำให้ขอนแก่นเป็นเมือง Smart City มากกว่าเมืองลงทุน”

ผู้บริหารชาวขอนแก่นเฉลยอนาคตบทต่อไปของเมืองอีสาน รถบัสทันสมัย รถไฟฟ้ารางเบา ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ คือตัวต่อที่พวกเขาผลักดันให้เกิดขึ้นทีละชิ้น เมื่อนำมาจัดเรียงกัน ภาพรวมแท้จริงของเมืองใหญ่นี้จึงปรากฏ

“Smart City ไม่ใช่เมือง IT มี Wi-Fi สะดวกสบาย มันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่จริงๆ คือเมืองที่คนอยู่จ่ายน้อยได้มาก คนที่อยู่ขอนแก่นแม้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตสูงขึ้น มีเวลาใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องรถติด 2 ชั่วโมงตอนเช้า 2 ชั่วโมงตอนเย็น ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือน กทม. คนที่อยากมีบ้านต้องไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนงานอยู่กลางเมือง สิ่งที่ต้องทำคือเดินทางวิ่งเข้าไปแล้ววิ่งออกมา กลายเป็นปัญหาจราจร ขอนแก่นเลยทำล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด เราอยากให้เมืองเป็นเมืองกระชับ คนที่อยู่ในเมืองจะคงอยู่ในเมืองได้ เดินทางในเมืองโดยขนส่งมวลชนได้สะดวกกว่ารถยนต์ ค่าครองชีพในการเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่สูง ใครมาอยู่ที่นี่ก็มีความสุขโดยปกติ”

“รถสมาร์ทบัส รถไฟรางเบา เป็นพื้นฐาน พอเสร็จเราก็มองเรื่อง IT ถ้าเรามีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ พวกไวไฟเซนเซอร์ครอบคลุมทั่วเมือง สิ่งที่ตามมาคือ smart economic, smart citizen, smart environment, smart governance ด้านบนรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเราขอนแก่นทำ เราทำจากด้านล่าง เรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนตามสถานการณ์ ตามยุค ตามภาวะ แต่พอเราทำระบบขนส่งมวลชนที่ดี ระบบเซนเซอร์หรือ infrastructure ให้ดี มันจะเป็นฐานข้อมูลให้เรา สิ่งที่จะเชื่อมระหว่างด้านบนกับด้านล่างคือศูนย์ข้อมูลเก็บ Big Data ถ้าขอนแก่นทำได้ คนที่มาลงทุนก็สะดวก เราไม่ได้บอกว่าเราจะไปชนะเด่นเกินใครนะครับ เราแค่ทำให้เมืองเราอยู่ได้ และคนก็อยากมาอยู่”

กังวานอธิบายเสริมว่าขอนแก่นถูกจัดเป็น MICE City หรือเมืองที่ใช้จัดสัมนาประชุมระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่เสียเปรียบที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดอื่นๆ เมื่อเปลี่ยนอดีตที่เมืองมีไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาทำได้คือลงมือเตรียมความพร้อมในปัจจุบัน เพื่อสร้างอนาคตใหม่ของบ้านร่วมกัน

กำไรทุกคน

เราถูกถามบ่อยๆ ว่าทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไร?”

สมาชิก KKTT ผู้สวมหมวกเลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่นอีกใบเอ่ยขึ้นในช่วงท้ายของการสนทนา

“บางคนเชื่อมั่นว่า mindset ของนักธุรกิจคือทำแล้วต้องได้กำไรอย่างเดียว คุณต้องคาดหวังกำไรสูงๆ เราตอบได้ว่าคงไม่มีคำว่าไม่กำไร เพราะไม่ได้กำไรคือเจ๊ง แล้วคงไม่ได้ทำต่อ แต่การลงทุนแบบนี้ไม่ได้กำไรหอมหวานเลยนะ ฉะนั้นคนที่มองเรื่องของผลประโยชน์ก่อนจะไม่ทำ ไม่งั้นโครงการแบบนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว วันนี้ทุกจังหวัดสามารถทำได้ ไม่ได้มีกฎห้ามขออนุญาติรัฐบาลทำระบบขนส่งมวลชนของคุณให้มีคุณภาพ ถูกไหมครับ ปัญหาคือการลงทุนต่างหาก ต้องเข้าใจว่าขนส่งมวลชนมีข้อจำกัดรายได้เรื่องค่าตั๋ว เราไม่สามารถเก็บเงินค่ารถเมล์ 30 – 40 บาทได้ ต้องเก็บแค่ 15 บาท และเรียนรู้ว่าจะปรับเข้ากับพฤติกรรมคนในเมืองอย่างไร มันต้องมีความเข้าใจ ความร่วมมือจริงๆ และความอดทน เมืองไหนมีครบก็น่าจะทำได้

“เรามองว่ากำไรคือทำแล้วเมืองพัฒนา คนมีความสุข ถ้ามองว่ากำไรคือเงินอย่างเดียวคงทำไม่ไหว  หลายๆ คนที่มารวมกันเป็นเจ้าของโรงงาน มีพนักงานที่นี่หลายพันหลายหมื่น เราก็อยากให้ประโยชน์ตกอยู่กับเมืองของเรา เป้าหมายคือเพิ่มดัชนีความสุข เพิ่มรายได้มวลรวมของจังหวัด อาจทำให้รายได้คุณสูงใกล้เคียงหรือเท่ากับ กทม. แต่รายจ่ายน้อยกว่า ในระยะยาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้ ไม่ต้องกลายเป็นผู้อาศัยในบ้านตัวเอง

“ถ้ามีจังหวัดอื่นพร้อมจะทำ เราก็พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ นะครับ เราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นเมืองหลวงแบบกรุงเทพฯ แต่อยากเป็นพื้นที่ๆ พัฒนาแล้ว ถ้ามีสัก 10 เมือง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือประเทศเราจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย ผมไปเที่ยวจังหวัดอื่นก็อยากนั่งรถสมาร์ทบัส รถแทรม หรือรถไฟเข้าเมือง คนก็จะอยากมาประเทศเรามากขึ้น และความสุขของพวกเราไม่ลดลง”

กังวานตบท้าย เราออกไปดูขอนแก่นซิตี้บัสคันใหญ่ ฉันมองรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งล่วงหน้าออกไปด้วยความหวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ในรถประจำทางไม่ใช่แค่ผู้โดยสาร แต่เป็นความฝันอันเรืองรองของประชากรขอนแก่น

ขอนแก่นซิตี้บัส

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load