27 กุมภาพันธ์ 2561

วันหนึ่งต้นเดือนกันยายน เชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ จากร้านอาหาร Blackitch มาชวนผมว่าไปงาน ‘We Feed The Planet’  ที่ญี่ปุ่นช่วงวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายนกันมั้ย? ผมเองก็งงๆ ว่ามันคืองานอะไร ใครจัด แล้วต้องไปทำอะไร จนหลังจากได้คุยกัน ก็ได้ความว่าเป็นงานของกลุ่ม Slow Food Youth Network ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโกเบของประเทศญี่ปุ่น

ต้องเท้าความแบบง่ายๆ ก่อนว่า Slow Food คือองค์กรระดับโลกที่มีเครือข่ายทั่วโลก เรื่องสำคัญที่องค์กรนี้ร่วมกันขับเคลื่อนคือเรื่องเกี่ยวกับอาหารและความยั่งยืน ภายใต้อุดมการณ์ ‘good, clean, and fair’ ส่วน Slow Food Youth Network ที่จัดงานนี้ก็อยู่ภายใต้องค์กร Slow Food แต่เป็นกลุ่มสำหรับคนที่อายุไม่เกิน 40 ปี รายละเอียดเต็มๆ ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูได้ในเว็บ www.slowfood.com

We Feed The Planet เวิร์กช็อป

งานนี้จะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าในวันที่ 3 ส่วนวันที่ 4 – 5 เป็นการทำเวิร์กช็อปสำหรับผู้ที่ถูกคัดเลือก (deligate) เท่านั้น โดยรับแค่ 50 คนจากทั่วทวีปเอเชีย ต้องเสียค่าเครื่องบินไปเอง แต่นอกนั้นเขาออกให้หมดตั้งแต่เท้าแตะพื้นประเทศญี่ปุ่น

ฟังแล้วดูดีมาก ผมเลยลองสมัครไป โดยต้องสมัครเป็นสมาชิกของ Slow Food Youth Network ก่อน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็แค่จ่ายค่าสมัครจำนวน 15 ดอลลาร์ฯ แต่พอไปกรอกใบสมัครของงานที่เป็นแบบฟอร์มออนไลน์ ปรากฏว่าใบสมัครของช่วงเวิร์กช็อปวันที่ 4 และ 5 มีคำถามเยอะมาก ถามแบบเป็นเรียงความเลย ตั้งแต่ว่าทำไมถึงอยากไป ไปแล้วคิดว่าจะได้อะไร กลับประเทศแล้วจะทำอะไรกับสิ่งที่ได้ และอีกหลายคำถาม ผมก็กรอกไปด้วยใจที่ค่อนข้างสิ้นหวัง เพราะคิดว่า เฮ้ย นี่คือสมัครมาทั้งเอเชีย ใครมันจะเลือกกู แต่ก็กรอกไปจนจบตามความจริง

เชฟแวน Slow Food Youth Network

ผมกับเพื่อนๆ ส่งใบสมัครไปหลายคน สุดท้ายประเทศไทยได้ไปกัน 5 คน มีผม เชฟแบล็ค คุณลี-อายุ จือปา (ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟเพื่อสังคม อาข่า อ่ามา) เชฟน้ำหวาน (เจ้าของร้านอาหารเชฟส์เทเบิ้ล Locus ที่จังหวัดเชียงรายและเจ้าของแบรนด์ขนมเปี๊ยะ Rabbit & Goat) และคุณแพร (เจ้าของคาเฟ่ The Fox and The Moon)

วันแรกที่เปิดให้คนทั่วไปเข้านั้น มีลักษณะเป็นงานคล้ายงานสัมมนาปกติ มีเวิร์กช็อปต่างๆ รวมถึง coffee cupping ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปของคุณลี โดยรวมไม่ค่อยมีอะไรมาก จนถึงตอนเย็น พวกเราก็มุ่งหน้าไปที่ Aina Santoyama Park ซึ่งเป็นเหมือนอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่บนภูเขา เราจะพักที่นี่และทำ Intensive Workshop กันในอีก 2 วันที่เหลือ

We Feed The Planet We Feed The Planet

วันที่สองเป็นการทำเวิร์กช็อปยาว ย้ำว่ายาว ตั้งแต่เช้ายันดึก ผู้ร่วมเวิร์กช็อปส่วนใหญ่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งเกษตรกร นักการตลาด เจ้าของตลาด มีแค่ทีมพวกเราที่เป็นเชฟ พวกเราโดนแบ่งเป็นกลุ่มตามหัวข้อซึ่งทางทีมงานให้เราเลือกตั้งแต่ตอนส่งอีเมลตอบรับ เป็นหัวข้อที่องค์กรนี้มองว่าเป็นปัญหาที่สากลและมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาซึ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ผมเลือกหัวข้อ ‘Biodiversity of Our Food’ เชฟแบล็คกับคุณแพรได้เรื่อง ‘Food Service Industry’ คุณลีกับเชฟน้ำหวานได้เรื่อง ‘Food Identity’ หลักๆ ที่เขาให้เราทำคือ ให้ตั้งเป้าหมายตามหัวข้อที่เลือกมาเพื่อเป็นนโยบายขององค์กร Slow Food ใน ค.ศ. 2020 โดยให้เน้นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นไปได้บนพื้นฐานของความจริง

ในกลุ่มความหลากหลายทางอาหารที่ผมเข้าร่วม ทุกประเทศต่างบอกว่ามีปัญหาเดียวกันคือ พืชท้องถิ่นสูญหายไป เพราะเกษตรกรปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ตลาดส่วนไหน สุดท้ายพืชเหล่านั้นจึงถูกแทนที่ด้วยพืชที่ถูกทำให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด และมะเขือเทศ

ผมพบว่าเพื่อนร่วมทีมต่างชาติมักวางแผนแก้ปัญหาในภาพใหญ่ เช่น การไปบอกรัฐบาลให้ออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหา แต่เมื่อถามเขาว่ารัฐบาลประเทศของยูเขาคุยง่ายและรับฟังขนาดนั้นเลยเหรอ คำตอบคือ ‘โน’

เวิร์กช็อป

เชฟแบล็ค เชฟแวน

ผมเลยลองแชร์คอนเซปต์ไปว่า เราน่าจะเริ่มเปลี่ยนจากภาพเล็กก่อน และเริ่มที่การให้ธรรมชาติได้พักและฟื้นฟูตัวเอง หรือ Give Nature a Break แล้วยกตัวอย่างที่เคยรู้มา อย่างกรณีที่ Yellowstone National Park ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปล่อยหมาป่าคืนสู่ระบบนิเวศ แล้วหมาป่าก็ช่วยให้ธรรมชาติในภาพใหญ่ฟื้นฟูจนได้ เช่น เข้าไปกินกวางจนกวางหลีกเลี่ยงไม่ไปบางพื้นที่ที่จะถูกต้อนจนมุมง่าย ผลคือต้นไม้ในพื้นที่นั้นซึ่งเคยถูกกวางกินเรียบกลับงอกงาม รวมถึงกรณีการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนชาวปกาเกอะญอหินลาดในที่เชียงราย ซึ่งปลูกพืชพื้นถิ่นหลากหลายโดยไม่อิงกับระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่เริ่มจากการปลูกเอง กินเองก่อน แทนที่จะปลูกโดยเน้นมองไปที่ตลาด

อีกอย่างที่ผมลองเสนอความเห็นไปคือ เราน่าจะเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น ผมเป็นเชฟ ผมจึงเริ่มเล่าเรื่องปัญหาเหล่านี้ผ่านอาหาร

หลักจากการนั่งแลกเปลี่ยนความรู้กัน เราก็มาถึงวันสุดท้ายของเวิร์กช็อป ตัวกิจกรรมหลักคือการนำเสนอสิ่งที่เราได้คุยกันเมื่อวาน แต่ที่พิเศษคือ ในวันนี้ทีมไทยเราได้เป็นคนทำอาหารกลางวันซึ่งมาจากวัตถุดิบที่เหลือของงานนี้ให้กับผู้เข้าร่วมและทีมงานรวมแล้วประมาณ 70 คน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่อง food waste ผมทำสตูว์เนื้อโกเบใส่เคย และจับฉ่ายที่รวมจากวัตถุดิบที่เหลือ เชฟแบล็คทำมึซาโต๊ะหรือน้ำพริกมะเขือเทศของปกาเกอะญอ น้ำหวานทำข้าวก่ำของโครงการหลวงคลุกงากับน้ำผึ้งโครงการหลวง และยังมีข้าวที่เหลือจากมื้ออื่นๆ เอามาอบมันวัวกับมันเทศ จิ้งหรีดทอด

อาหาร ข้าวก่ำ

อาหารทั้งหมดได้รับความสนใจจากผู้ร่วมเวิร์กช็อปจากชาติอื่นๆ กินกันจนเกลี้ยงไม่เหลือทิ้งเลย

ถ้ามองในภาพรวมการมาเวิร์กช็อปรอบนี้ ผมชอบการ ‘ไม่โอ๋’ ของระบบงาน เพราะมันคือการที่เราต้องโคตรดูแลตัวเอง แบกที่นอนเอง ปูเอง กินเอง เดินขึ้นเขา ลุยสวนสารพัด ซึ่งต่างจากการสัมมนาบ้านเราที่ชอบประคบประหงมผู้เข้าร่วมราวกับลูกเทพ

Slow Food Youth Network แพร พิมพ์ลดา

และนอกจากส่วนเนื้อหาการเข้าร่วมพูดคุยกับเพื่อนประเทศอื่น อีกส่วนที่ผมอยากเล่าคือ ส่วนของ ‘ความรู้สึก’

สิ่งที่แปลกและน่ายินดีที่สุดสำหรับผมคือ พวกเราที่ได้รับหัวข้อต่างกันทั้งสามกลุ่ม แต่เราพูดเรื่องเดียวกันหมดเลย นั่นคือ ‘การเริ่มที่ตนเอง’

พวกเราเชื่อว่าการจะเริ่มอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต้องเริ่มที่ตัวเรา ใช้ตนเองเป็นรากที่มั่นคงของการทดลอง และใช้ตนเองเป็นแบบอย่างเมื่อกาลมันควร ใช้การ ‘ทำ’ สิ่งที่ถูกต้องด้วยศรัทธาไปเรื่อยๆ แทนการผลักดันและเรียกร้องจากปัจจัยภายนอกทั้งหลายทั้งปวง อย่างต้นแบบของพวกเรา เช่น พ่อหลวงชัยประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านห้วยหินลาดใน ผู้เป็นครูของพวกเราหลายๆ คน สอนให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ส่วนที่ไม่ถูกจริตพวกเราก็มีบ้างแต่ขอไม่เล่า เพราะดีของใครก็ดีของมัน มันต่างกันอยู่แล้ว เพราะเราไม่ควรใช้ความเห็นต่างไปตีความว่าความต่างนั้นผิด

Slow Food Youth Network We Feed The Planet

จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลาพอประมาณ ทีมไทยของเราก็ยังคงพูดถึงแรงบันดาลใจจากการสนทนาดีๆ ที่ได้รับมาจากการไปโกเบครั้งนี้อยู่เสมอ คุณแพรบอกว่าทริปนี้มันเหมือนเป็นการส่งพลังและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ให้รู้ว่าเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

เมื่อได้รับพลังที่ดีมา เราก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างมาต่อยอดทั้งทางกายภาพและมโนภาพ เราได้มีมิตรสหายร่วมทางแห่งร่องความเชื่อเล็กๆ เพิ่มขึ้นมากมายทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมิตรภาพที่ดีที่สุดของเรา 5 คน และเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากสิ่งที่พวกเราถนัด คือวิถีแห่งอาหาร

ผมคงไม่กล้าปฏิเสธว่า ทริปนี้คือหนึ่งในทริปงดงามที่สุดในชีวิตผม

โกเบ

Writer & Photographer

เชฟแวน-เฉลิมพล โรหิตรัตนะ

เชฟผู้สนใจการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และต้องการสร้างวิถีการกินที่ดีผ่านสิ่งที่ตัวเองถนัดคือการทำอาหาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้าน DAG แห่ง warehouse 30

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load