3 กุมภาพันธ์ 2561
10 K

Scene 1

“ชวนฉันมากินข้าว จะจีบฉันเหรอ?”

หญิงสาวพูดหน้าตาเรียบเฉย ชายหนุ่มตักข้าวเข้าปาก สบตาเธอยิ้มๆ เหนือโต๊ะดินเนอร์บรรยากาศโรแมนติก

“ไง จีบได้ป้ะ?”

เธอยิ้มขวยเขิน เขายิ้มตาม รอยยิ้มทั้งคู่สว่างเจิดจ้าบนหน้าจอขนาด 8 เมตรข้างศาลหลักเมืองขอนแก่น พาเอาคนดูที่เงยหน้ามองจากลานฉายหนังกลางแปลงยิ้มตามไปด้วย ค่ำคืนนี้ความรักหนุ่มสาวผลิบานจากเครื่องฉายไฟล์ดิจิทัลบนรถกระบะสีสดฉูดฉาด ข้างรถเพนต์ชื่อ ‘ประดิษฐ์ฟิล์ม’ ตัวเบ้อเริ่ม

หนังกลางแปลง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

ประดิษฐ์ แก้วสิมมา เจ้าของบริการฉายหนังเร่และหนังกลางแปลงยืนดูหนังอยู่ข้าง หมวย ผู้เป็นภรรยา ทีมงานพร้อมสรรพรวมตัวกันอยู่รอบรถกระบะ หน่วยหนังเคลื่อนที่นี้ประจำอยู่ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น เพราะคนที่นี่ชอบบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการฉายหนังกลางแปลงให้เจ้าพ่อศาลหลักเมือง มีตั้งแต่สัญญาว่าจะฉาย 2 – 3 เรื่องยามหัวค่ำ ไปจนยิงยาว 9 เรื่องยันสว่าง เหตุการณ์สมหวังน่ายินดีอย่างเจ้านายเลื่อนตำแหน่งให้ ลูกสาวสอบได้ ลูกชายติดตำรวจ ทำให้ข้างศาลเจ้ามีความบันเทิงจากไทย จีน ฝรั่ง มาฉายฟรีอย่างสม่ำเสมอ

คืนนี้เป็นคิวของหนังรักไทย ฝนโปรยบางๆ ส่งผลให้ผู้ชมบางตา แสงจากหน้าจอสะท้อนลงบนใบหน้าเด็กและผู้ใหญ่ที่ดูหนังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ปูเสื่อดูด้วยกัน สนุกกว่าดูคนเดียวนะ”

ชายวัยกลางคนมองกลุ่มผู้ชมแล้วเอ่ยเบาๆ

วันนี้ไม่ใช่วันที่คึกคักสุดของบริษัทหนังกลางแปลง พูดกันตามตรง ยุคเรืองรองของคาราวานหนังเคลื่อนที่จบลงไปแล้ว ในวันที่ความบันเทิงมหาศาลบรรจุตัวอยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็ก ธุรกิจฉายภาพเคลื่อนไหวขนาดยักษ์ปรับตัวไปเดินสายฉายตามงานเทศกาล งานบุญ และตำบลเล็กๆ ทั่วภาคอีสาน เสน่ห์หนังกลางแปลงไม่ได้อยู่ที่ความสะดวกสบาย กลิ่นอายอดีตและบรรยากาศชุมนุมดูหนังกลางแจ้งต่างหากที่ทำให้กิจกรรมนี้ชวนถวิลหา

เหลือบตามองในจอ เรื่องรักหวานฉ่ำดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้ขอตัดฉากปิดเครื่องฉาย แล้วเปิดซีนใหม่ที่ม้วนฟิล์มกรอกลับ ยามกลางวันที่สำนักงานใหญ่ของประดิษฐ์ฟิล์ม สองสามีภรรยาถ่ายทอดความรุ่งโรจน์ของหนังเร่ทั่วอีสานตั้งแต่ยุค 70 ผ่านเรื่องราวของประดิษฐ์ในวัยหนุ่มคะนอง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

 

Scene 2

“ก่อนมาฉายหนัง ผมเป็นคนคุมเสียงหนังเงียบตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทำหน้าที่เปิดเสียงพากย์ให้ตรงกับปากตัวละคร เราจะมีม้วนเทปคาสเซตต์ โรงหนังทุกโรงจะมีเครื่องเปิดเทปนี้คู่กับเครื่องฉายฟิล์ม 16 มม. บริษัทจะทำตารางให้เราเดินสาย ขอนแก่นรามา ราชา ปริ๊นซ์ เพชรสยาม บันเทิงจิต ไปอุดร นครพนม มุกดาหาร พูดง่ายๆ ว่าภาคอีสานมีโรงหนังที่ไหน ผมไปหมด”

เจ้าของบริการฉายหนังกล่าว ดวงตาเป็นประกาย น้ำเสียงสนุกสนาน

โปสเตอร์หนัง

โปสเตอร์หนัง

“เมื่อก่อนคนดูหนังดี ที่กันดารแค่ไหนก็มีโรงหนังเสมอ ไปไหนคนก็อยากมาดูหนังกับเรา อย่างหนังชอว์บราเดอร์สมาไทยแล้วเต็มทุกโรง ตั๋วราคาสิบบาท สิบห้าบาท ต่อมาก็หนังเฉินหลง คนนี้เดินทางทั่วภาคอีสาน ผมก็เป็นคอหนังเฉินหลง ส่วนหนังไทยต้องยกให้สรพงษ์ ชาตรี เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน แผลเก่า ได้รับความนิยมมาก ไปที่ไหนก็โรงแตก”

ความสนุกจากการเดินทางไปสร้างความบันเทิงทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือดำเนินต่อเนื่องไปหลายปี จนกระทั่งเมื่อยุคหนังเงียบจบลงเพราะสู้ความนิยมเสียงในฟิล์มที่เข้ามากับฟิล์ม 35 มม. ไม่ไหว หน้าที่คุมเสียงพากย์ไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะนักแสดงพูดด้วยเสียงของตัวเอง ประดิษฐ์จึงหันมาเปิดบริการฉายหนังเคลื่อนที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2537

 

Scene 3

หนังกลางแปลง

หนังกลางแปลง

ยุคต่อมาคือยุคทองของประดิษฐ์ฟิล์มแห่งขอนแก่น และบริการฉายหนังฟิล์มทั่วภาคอีสาน เจ้าของกิจการแบ่งประเภทหนังเป็น 2 แบบ คือหนังเร่ที่เก็บเงินผู้ชม และหนังกลางแปลงที่เจ้าภาพจ้างเหมาให้คนดูฟรี

“โรงหนังเร่จะไปตั้งจอ ล้อมผ้า ปิดเป็นวิกตามหมู่บ้านนั้น อำเภอนี้ ใครอยากดูก็จ่ายเงินค่าตั๋วก่อนถึงจะเข้ามาดูในผ้าได้ เราฉายหนังอย่าง นางนาก พระนเรศวรฯ เรื่องที่ดังที่สุดของเราคือ องค์บาก หนังที่จา พนม แสดงเรื่องแรก เขาเกิดเพราะเรื่องนี้ คุณพนา ฤทธิไกร ผู้กำกับก็เกิดเพราะหนังเรื่องนี้ และผมก็ได้เกิด ได้ชื่อเสียงเงินทองก็เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนกัน ผมซื้อสิทธิ์จากสหมงคลฟิล์มมาฉายที่ขอนแก่นกับมหาสารคาม ได้รับความนิยมมาก”

วิธีการทำงานของหนังเร่เริ่มจากการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 – 3 วัน ทีมงานจะติดป้ายโฆษณาหนัง บอกวัน เวลา และสถานที่ไว้ในหมู่บ้าน จากนั้นก็ใช้รถแห่ติดเครื่องเสียงออกไปวนประกาศ ระหว่างที่รถเร่ออกไปตั้งจอฉาย ช่วงขาขึ้นที่สุดอย่างองค์บาก ประดิษฐ์เล่าว่าเขาต้องใช้รถแห่ 2 – 3 คัน และออกรถเร่ 4 – 5 หน่วยในคืนเดียว แม้เก็บค่าตั๋วราคาถูก แต่หนังแอ็กชั่นไทยใน พ.ศ. 2546 เรื่องนี้ทำให้เงินให้เขาถึงหลักล้านบาท

รูปถ่าย

รูปถ่าย

“หนังเร่จบไปก่อนหนังกลางแปลง สมัยนี้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้จากค่าตั๋วลดลง แต่ถ้าหนังเร่แรงจริง รายได้จะดีกว่าหนังกลางแปลงมาก เพราะหนังทำเงินฉายได้หลายๆ รอบในคืนเดียว สมมติเราเร่ 5 หน่วย เงินก็เข้ามาจากทุกจอ ตกเย็นผมไปขายตั๋วจอหนึ่ง คุณนายไปจอหนึ่ง ลูกไปอีกจอ วิถีหนังเร่เป็นแบบนี้”

ประดิษฐ์เล่าว่าบางจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยังมีการเร่หนังอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ส่วนใหญ่จะเหลือแต่หนังกลางแปลงที่เจ้าภาพจ้างบริการหนังไปฉายตามงานเทศกาล งานบวช งานบุญแจกข้าว งานงิ้ว โดยหนังที่ถูกใจเจ้าภาพยุคก่อนคือหนังที่เฉินหลงหรือหลิวเต๋อหัวร่วมแสดง แต่ยุคนี้เน้นหนังฮอลลีวูด

พื้นที่ลิขสิทธิ์ของประดิษฐ์ฟิล์มคือจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์ มีบริการจอให้เลือกตั้งแต่ขนาด 8 – 16 เมตร ให้ดูกันอย่างจุใจ ส่วนใหญ่แล้วธุรกิจนี้จะมีงานชุกชุมช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และช่วงปลายปี

“ตอนนี้ทั้งอีสานมีบริการหนังทั้งเล็กทั้งใหญ่หลายร้อยบริการ เฉพาะในขอนแก่นก็ราวๆ 20 บริการ ดูเหมือนเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าเล็กๆ ฉายในพื้นที่ใกล้บ้านเขา คนเลิกกิจการไปเยอะมาก”

สมุด

ประดิษฐ์ฟิล์ม

เจ้าของบริการหนังเก่าแก่อธิบายว่ายุคฟิล์มจบลงใน พ.ศ. 2556 ไม่ใช่เพราะอุปกรณ์เก่าแก่เสียหาย แต่เพราะวงการภาพยนตร์เลิกใช้ฟิล์ม แล้วหันไปใช้การถ่ายทำแบบดิจิทัลแทน ทำให้ไม่มีฟิล์มหนังใหม่ๆ มาฉายอีกต่อไป แต่ถ้าเจ้าภาพยังต้องการดูหนังจากฟิล์มอยู่ ประดิษฐ์ฟิล์มก็จัดฉายหนังเก่าๆ ให้ได้ ม้วนฟิล์มหนังมากมายที่เคยสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ บรรจุอยู่ในกล่องสีเขียวมากมายในออฟฟิศ ซึ่งตัวเขาเคยนำมาฉายเองและแบ่งปันให้คนอื่นเช่าฉาย

“สมัยก่อน 2 อาทิตย์หลังหนังฉายที่กรุงเทพฯ เราจะได้ก็อปปี้หนังใส่ลังกระดาษมา เราก็มาตัดต่อใส่กล่องสีเขียว แล้วก็กรอหนัง ม้วนใส่ลีนขาว สมมติหนังเฉินหลงมี 5 ม้วนก็ตัดต่อใส่ 5 ลีน”

ฟิล์มหนัง

เครื่องฉายหนัง

“ฟิล์มยุคเก่าถ้าตัดต่อไม่ดี ตอนสาวหน้างานจะขาด ภาพจะสะดุด แต่ในยุคฟิล์มทองก็ไม่ค่อยขาดแล้วนะครับ ถ้าขาดก็ซ่อมกันหน้างาน”

ประดิษฐ์สาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างทะนุถนอม แล้วยกเครื่องฉายหนังกลมๆ รุ่นเก่าแบบใส่ถ่านออกมาให้ดู อุปกรณ์ฉายฟิล์มลงบนหน้าจอยังคงสภาพดี และยังเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงวันเวลาเก่าๆ ที่งดงาม

“ตอนหนังดังๆ เข้ามาสนุกน่าดูครับ คนดูเต็มโรง เราก็มีความสุข”

เครื่องฉายหนัง

โปสเตอร์หนัง

 

Scene 4

นอกจากคาราวานหนังเร่ ประดิษฐ์ยังลงทุนกับธุรกิจโรงหนังสแตนด์อะโลนหลายแห่งในภาคอีสาน โดยสำรวจสภาพโรงหนังเก่า กระบวนการซื้อฟิล์มจากสายหนัง และจำนวนประชากร ก่อนจะตัดสินใจซื้อโรงหนังมาปรับปรุง เช่น โรงหนังเจ้าพระยาขนาด 400 กว่าที่นั่งที่จังหวัดชัยภูมิ โรงหนังปารีสขนาด 500 กว่าที่นั่งที่จังหวัดสกลนคร และโรงภาพยนตร์ปิรามิด อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่เสริมเก้าอี้ได้ถึง 700 ที่นั่ง

“โรงหนังเฉลิม ป. ที่อำเภอปากช่อง เป็นโรงเดี่ยว 500 กว่าที่นั่ง ตอนแรกเป็นเก้าอี้ไม้ ผมไปปรับปรุงใหม่ ลงทุนสองสามล้าน เปลี่ยนเป็นเก้าอี้กำมะหยี่ใหม่หมดและติดแอร์ คนปากช่องชอบดูหนังครับ ที่นี่มีโรงงานเยอะ โรงหนังเฉลิม ป. เป็นที่สุดท้ายที่ผมเลิกทำ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ราคาตั๋วสุดท้ายอยู่ที่ 30 บาท”

รูปถ่าย

รูปถ่าย

ตั๋วหนัง

อดีตเจ้าของโรงหนังเปิดอัลบั้มภาพถ่ายฟิล์มประกอบเรื่องเล่า คู่แข่งสำคัญของโรงหนังเดี่ยวคือห้างสรรพสินค้าที่มีโรงหนังหลายโรง ได้ปันส่วนก๊อปปี้หนังมากกว่าและเร็วกว่ามาก ในช่วงท้ายๆ ของยุคฟิล์มที่จำนวนฟิล์มน้อยลงทุกที โรงหนังเดี่ยวจึงทยอยปิดตัวลงไปโดยปริยาย

แม้ไม่คุ้นเคย ประดิษฐ์ฟิล์มและบริการหนังรายย่อยอื่นๆ ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว

โปสเตอร์หนัง

Scene 5

ในยุคเทคโนโลยีใหม่ การอคอยภาพยนตร์ต้องใช้เวลานานขึ้นเป็น 2 – 3 เดือน หลังหนังลาโรงทั่วประเทศแล้ว บริการฉายหนังจึงได้สิทธิ์ซื้อหนังใส่ hard disk จากสายหนังมาฉาย ปัจจุบันประดิษฐ์ฟิล์มจะซื้อหนังราว 20 กว่าเรื่องต่อปี ไม่มากมายเท่ายุคฟิล์มที่ซื้อหนังนับร้อยๆ เรื่อง แต่เพียงพอสำหรับขบวนความสุขเล็กๆ ที่เดินทางไปจอดฉายให้เจ้าภาพยามค่ำคืน เคล็ดลับของนักฉายหนังคือจัดหนังตลกไว้เรื่องแรกๆ เพื่อให้คนหัวเราะให้หนำใจ ก่อนจะฉายเรื่องที่อ่อนกว่าในช่วงที่ผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านกันแล้ว

แดดที่สาดเข้ามาย้อมโปสเตอร์หนังเต็มกำแพงสำนักงานจางลงทุกที ทีมงานเตรียมอุปกรณ์ขึ้นกระบะเพื่อไปฉายหนังที่ศาลหลักเมืองขอนแก่นตามเวลาที่กำหนดไว้ ก่อนแยกย้ายกันเดินทางไปดูหนังในฐานะคนฉายและคนดู ประดิษฐ์เล่าเรื่องที่น่าดีใจเรื่องหนึ่งให้ฟัง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

หลังจากเห็นความสำเร็จของหนังท้องถิ่นที่โดนใจตลาดอีสานอย่าง ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ กลุ่มบริการหนังแห่งภาคอีสานก็จับมือกันสนับสนุนการทำหนังเรื่อง ‘ยองบ่าง’ จากวงดนตรีชื่อเดียวกัน และจัดฉายหนังเรื่องนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2560

หนังเล็กๆ เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย แต่สำหรับคนฉายหนังรายย่อยในภาคอีสาน มันเป็นสัญญาณว่าพวกเขายังคงมีชีวิต และภาพในจอหนังของพวกเขายังคงเคลื่อนไหว

โปสเตอร์หนัง

เครื่องฉายหนัง

 

ประดิษฐ์ฟิล์ม

ติดต่อ 081-708-5696, 089-274-0990

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load