3 กุมภาพันธ์ 2561
2 K

ในยุคที่การเล่นบอร์ดเกมหรือเกมกระดานกำลังเฟื่องฟู พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มชื่อ Transformation Game Thailand ได้นำ Planetary Game บอร์ดเกมที่มีคอนเซปต์น่าสนใจมากจากสกอตแลนด์มาให้คนในเมืองไทยได้เล่นเป็นครั้งแรก

ความพิเศษของ Planetary Game คือ มันเป็นบอร์ดเกมที่มีกระดานใหญ่ชนิดปูได้เต็ม 1 ห้องประชุม ใช้ตัวของผู้เล่นแต่ละคนแทนหมาก และการเล่นเกมจะช่วยให้คนเล่นได้รู้จักตัวตนและศักยภาพของตัวเองมากขึ้น นำไปสู่การช่วยเหลือให้ตัวเองและโลกดีกว่าเดิมได้

Planetary Game Planetary Game

Planetary Game ถือกำเนิดขึ้นบนโลกมานานกว่า 40 ปีแล้ว เป็นภาคขยายของ Transformation Game ซึ่งปัจจุบันมีการแปลไปเป็นภาษาต่างๆ กว่า 10 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย มันถูกคิดค้นโดยชุมชนชื่อ ฟินฮอร์น ในสกอตแลนด์ ซึ่งสนใจการเติบโตเชิงจิตวิญญานและการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกมนี้ถูกออกแบบให้มีผู้ร่วมเล่นได้ตั้งแต่ 60-120 คนในแต่ละรอบ เพราะต้องการให้คนทั้งชุมชนร่วมเล่นเกมเดียวกันได้

การเล่นเกมเริ่มจากการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายนอก  เช่น ในการเล่นที่เมืองไทยครั้งนี้มีเป้าหมายว่า ด้วยพลังแห่งความร่วมมือ ผู้เล่นทุกคนตั้งใจจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนที่แท้จริง การแสดงออก และการดำรงอยู่ของตัวเอง ตั้งใจจะเชื่อมสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับจิตวิญญาณของโลกและประเทศชาติ และตั้งใจจะสร้างความเป็นไปได้ที่จะเกิดการฟื้นคืนสภาพ ความไว้วางใจ และความหวัง (In a spirit of partnership we intend to become coherent in our authenticity, expression and presence, to deepen our engagement with the Soul of the World and the Souls of our Nations, and to shape a future of resilience, trust and hope.)

จากนั้น ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เช่น ‘ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’  ‘ความสัมพันธ์และครอบครัว’ และ ‘ความเป็นผู้นำและการปกครอง’ ก่อนจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวที่อยากได้จากเกมนี้ แล้วเลือกรับบทบาทที่ต่างกันออกไป เช่น เป็นผู้เล่น เป็น ‘ความเข้าใจ’ (insight) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่ร่วมเล่นอยู่เข้าใจประเด็นในแต่ละช่วงของเกมมากขึ้น เป็น ‘ความถดถอย’ (setback) ที่ช่วยให้ผู้เล่นคนอื่นมองเห็นอุปสรรคในแต่ละช่วงของเกม หรือเป็นนางฟ้า (angel) ที่ช่วยนั่งส่งพลังสนับสนุนคนอื่นในกลุ่ม

Planetary Game Planetary Game

เมื่อเริ่มเกม ผู้เล่นแต่ละคนจะทอยลูกเต๋ายักษ์ หรือใช้สัญชาตญาน (intuition) และเจตจำนงเสรี (freewill) ในการเลือกเดิน เมื่อไปตกช่องไหน แต่ละช่องจะมีกิจกรรมให้ผู้เล่นคนนั้นหรือผู้เล่นทั้งหมดทำ เช่น เมื่อเดินมาถึงช่อง ‘ความเข้าใจ’ ที่บอกให้ผู้เล่นเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองได้เปิดใจ (openness) ผู้เล่นก็จะได้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลานั้น มองหาว่าตัวเองได้เรียนรู้เข้าใจอะไรจากสิ่งที่เกิด และความเข้าใจนั้นเป็นประโยชน์ยังไงกับเป้าหมายของกลุ่มและเป้าหมายส่วนตัวที่ตั้งไว้ก่อนเริ่มเล่น วิธีนี้ช่วยให้ไม่ว่าช่องที่ผู้เล่นคนนั้นเดินไปตกจะเป็นช่องสำหรับกิจกรรมเดี่ยวหรือกลุ่ม ทุกคนก็จะได้ทบทวน ค้นพบสิ่งต่างๆ จากโจทย์ที่ผู้เล่นคนนั้นได้รับ

ขณะที่บอร์ดเกมอื่นๆ อาจชวนคุณเล่นเพื่อสนุก พาสำรวจเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือจำลองการบริหารทรัพยากร การเล่น Planetary Game แต่ละครั้ง (ซึ่งใช้เวลานานหลายวัน) เป็นเหมือนการจำลองภาพชีวิตให้เราได้เอาแว่นขยายส่องดูแต่ละส่วน ได้ทบทวนว่าในการเดินบนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา เราได้สั่งสมทรัพยากร ความเข้าใจอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อชีวิตราบรื่นดี เราก็ไม่ทันได้สังเกตว่าตัวเองมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร หรือเมื่อตกหลุมก็มืดมนเกินกว่าจะมองเห็นอะไร

การได้มาค่อยๆ ทบทวนชีวิตตัวเองผ่านเกมทำให้สิ่งต่างๆ กระจ่างชัดขึ้น บทเรียนที่ชีวิตมอบให้ร้อยเรียงกันเป็นความหมายใหม่ที่ช่วยให้เราเอาไปใช้ต่อได้ในอนาคต

Planetary Game Planetary Game

Planetary Game รอบที่พวกเรานำเข้ามาในเมืองไทยใช้เวลาเล่น 7 วัน มีผู้เข้าร่วมทั่วโลกรวมผู้จัดทั้งหมด 46 ชีวิต มาจากทั้งจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ อิตาลี สกอตแลนด์ อเมริกา และแน่นอน เมืองไทยบ้านเรา (ความพิเศษที่เพิ่มมาคือ เรามี Joy Drake Kathy Tyler และ Mary Inglis ผู้สร้างเกมนี้และเวอร์ชันอื่นๆ ของเกมมาร่วมนำเล่นด้วย)

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการเล่นเกมรอบนี้คือ มีผู้เล่นคนหนึ่งตกลงในช่อง ‘ภาวะซึมเศร้า’ (depression) เธอได้ทบทวนและแบ่งปันประสบการณ์ความซึมเศร้าของตัวเองที่ผ่านมา โดยพูดถึงช่วงที่เธอป่วยเป็นมะเร็ง จนถึงวันหนึ่งที่เคยคิดอยากจบชีวิต เธอเล่าว่า เมื่อถึงจุดนั้นเธอตกใจในสิ่งที่คิดและหาทางป้องกันไม่ให้ตัวเองทำตามสิ่งที่อยู่ในหัว จากนั้น เกมดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงที่ผู้เล่นคนนี้มีโอกาสชำระล้างความซึมเศร้าของตัวเอง ด้วยการใช้เข็มกลัด ‘ความเชื่อมโยงทางใจ’ (heart connections) ที่ได้รับระหว่างการเล่นเกม เธอได้ลองนึกทบทวนว่า ความเชื่อมโยงทางจิตใจช่วยให้เธอออกมาจากความซึมเศร้าได้อย่างไร แล้วเล่าว่าเธอรอดพ้นจากภาวะหดหู่อยากฆ่าตัวตายได้ด้วยการกลับมาอยู่กับตัวเอง รับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต ตระหนักว่าการยังมีลมหายใจอยู่นั้นมีคุณค่ามาก

จากนั้น เธอก็ชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองชีวิต! เป็นหนึ่งในช่วงไฮไลต์ที่ทุกคนได้ลุกขึ้นมาร่วมกันเต้นรำ เชื่อมสัมพันธ์กับตัวเอง กับผู้คนรอบตัว และกับสิ่งที่เรามองเห็นว่ามีคุณค่าและมีความหมาย

Planetary Game Planetary Game

แน่นอนว่า สุดท้ายแล้วการเล่น Planetary Game ทุกครั้งจะต้องจบลง แต่ประสบการณ์การเล่นเกมนี้น่าจะยังคงอยู่กับผู้เล่นทุกคน และที่จริงแล้ว ชีวิตก็เป็นเหมือนเกมที่ดำเนินไป มีสถานการณ์ โอกาส และอุปสรรค ให้ได้พบเจออยู่ทุกวัน มีทางเลือกมากมายอยู่ตรงหน้า

อยู่ที่ว่าเราจะเลือกอะไร และจะนำบทเรียนที่ได้ไปร่วมสร้างอนาคตแบบไหนให้เกิดขึ้น

Planetary Game

www.facebook.com/TransformationGameThailand/
planetarygamethailand.com/

Writer & Photographer

กฤตยา ศรีสรรพกิจ

กระบวนกร Transformation Game และเครื่องมืออื่นๆ ในการเข้าใจตัวเอง เพื่อค้นพบชีวิตที่มีความสุขและเป็นประโยชน์ เพื่อให้เรารักตัวเองและโลกได้มากขึ้น

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เรามีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งป๊อปคัลเจอร์ อาหาร และการท่องเที่ยว ยิ่งปี 2017 นี้ถือเป็นช่วงที่เข้มข้นมาก ความนิยมของผักชีในญี่ปุ่นพุ่งทะลุจุดพีก วงไอดอลแฟรนไชส์ญี่ปุ่นอย่าง BNK48 ก็เปรี้ยงปังดังไปทั่วเมืองไทย

ปีนี้ยังมีความพิเศษอีกอย่างคือ ครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เราเลือกเรื่อง ‘ฮะนะโกะ’ ช้างไทยที่ทำหน้าที่ทูตเชื่อมเจริญไมตรีอย่างแข็งขันมาตลอดเกือบ 70 ปีมาเล่าให้ฟัง

“สำหรับคนญี่ปุ่น ช้างเป็นสัตว์ที่สื่อถึงความสุขนะ ใครๆ ก็รักช้างทั้งนั้นแหละ”

เจ้าของร้านกาแฟเคยอธิบายให้เราฟังถึงเหตุผลที่เลือกช้างเป็นโลโก้ร้าน ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเกี่ยวข้องกับกาแฟสักนิด

คนญี่ปุ่นที่อายุ 50 – 60 ปีขึ้นไปน่าจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้กันทั้งนั้น เพราะฮะนะโกะในวัย 2 ขวบถูกส่งตัวไปอยู่สวนสัตว์อุเอะโนะตั้งแต่ปี 1949 ตามคำขอของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจของเด็กๆ และผู้คน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สมัยนั้นรูปแบบความบันเทิงยังมีจำกัด การได้เห็นช้างซึ่งเป็นสัตว์อิมพอร์ตจากต่างประเทศ ตัวใหญ่มหึมาแต่ยังคาวาอี้ จึงสร้างความสุขให้ชาวเมืองได้มาก เกิดกระแสช้างบูมที่ร้อนแรงไปทั่วประเทศ ฮะนะโกะและอินทิรา ช้างอีกเชือกที่รัฐบาลญี่ปุ่นขอมาจากอินเดีย กลายเป็นขวัญใจมหาชนที่มีพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่พร้อมแฟนคลับไปรอกรี๊ดตั้งแต่เท้าแตะแดนปลาดิบ

ความคลั่งไคล้นี้คงคล้ายกับการที่ชาวไทยให้ความรักและเอ็นดูช่วงช่วงและหลินฮุ่ยจากประเทศจีน จะต่างกันก็ตรงที่สมัยก่อนไม่มีการถ่ายทอดสดให้ดูได้จากที่บ้าน คนส่วนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช้างหน้าตาเป็นอย่างไร การได้มาเห็นของจริงที่สวนสัตว์เลยยิ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สร้างความประทับใจให้อย่างจัง มีคนมาดูปีละเป็นล้านคน ในที่สุดก็เกิดโครงการสวนสัตว์เคลื่อนที่เพื่อกระจายความสุขให้ทั่วถึง อินทิรารับหน้าที่เดินสายโชว์ตัวต่างจังหวัด ส่วนฮะนะโกะที่ยังเด็กรับผิดชอบงานอีเวนต์ในโตเกียว

ความป๊อปส่งผลให้สวนสัตว์ Inokashira Park Zoo ทำเรื่องขอตัวฮะนะโกะย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวร ตั้งแต่อายุ 7 ขวบจวบจนวาระสุดท้ายในวัย 69 ปี ฮะนะโกะสร้างตำนานช้างเซเลบที่อายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสวนสัตว์แห่งนี้

ชีวิตดาราจะขาดดราม่าไปได้ยังไง ฮะนะโกะเองก็เคยถูกสังคมโจมตีเช่นกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุเหยียบคนตายในโรงเลี้ยงช้าง รอบแรกเป็นคนเมาที่แอบบุกเข้าไปหากลางดึก แต่รอบที่ 2 เป็นคนเลี้ยงที่คุ้นเคยกันดี ฮะนะโกะจึงเริ่มถูกเกลียดชัง มีคนมาตะโกนว่าและเอาหินมาปา จนฮะนะโกะที่เคยขี้เล่น ชอบทักทายผู้คน ทานอาหารไม่ลง ไม่ร่าเริง ไม่ออกไปเจอผู้คนข้างนอกเช่นเคย จนกระทั่งได้คุณยะมะคะวะ คนเลี้ยงคนใหม่และทีมงานอีก 3 คนเข้ามาดูแลอย่างใส่ใจ ฮะนะโกะจึงค่อยๆ เริ่มเปิดใจให้มนุษย์อีกครั้งและกลับมาร่าเริงดังเดิม ทีมคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะสนิทกันมาก ดูแลกันมาตลอด 30 ปีจนเขาเกษียณ เรื่องราวความผูกพันระหว่างคุณยะมะคะวะและฮะนะโกะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนประทับใจมาก ลูกชายของเขาซึ่งก็เคยตามพ่อมาช่วยดูแลฮะนะโกะเช่นกันถึงกับเขียนหนังสือเล่าเรื่องราวความรักที่พ่อมีให้กับช้างเชือกนี้ออกมาและได้รับความนิยมจน Fuji TV ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำละครในปี 2007

นอกจากงานละคร ฮะนะโกะยังรับงานมาสคอตทีมฟุตบอล มีสารคดี งานนิทรรศการ สินค้าและของเล่นต่างๆ เป็นของตนเอง แม้แต่กรมขนส่งในท้องถิ่นทำป้ายทะเบียนรถรูปช้างออกมาด้วย นางมี follower เยอะที่สุดในสวนสัตว์ Inokashira Park Zoo (วัดจากยอดเงินบริจาคให้สวนสัตว์ซึ่งผู้บริจาคเลือกสัตว์ที่ตนเองต้องการซัพพอร์ตได้) แถมยังมีปาร์ตี้วันเกิดที่มีคนหลายวัยมาร่วมฉลองนับร้อย ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ถ้า Hachiko = สุนัขพันธุ์ชิบะ ฮะนะโกะ = ช้าง เช่นกัน ขนาดในหนังสือการ์ตูน โดราเอมอน ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงช้าง ยังตั้งชื่อว่า ‘ฮะนะโอะ’ ให้พ้องกับฮะนะโกะเลย

ฮะนะโกะรับทั้งงานแมสและงานอาร์ต แอบไปสร้างแรงบันดาลใจในวงการศิลปะด้วย ‘I’m calling you. rebirth of humans and the elephant’ คือ photobook ที่จัดทำโดย Kichijoji Art Museum และทีม AHA! (Archive for Human Activities) ซึ่งรวบรวมภาพของผู้คนที่เคยถ่ายกับฮะนะโกะในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อย้อนมองความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน มีคนร่วมส่งรูปถ่ายเข้ามาจำนวนมาก ตั้งแต่รูปฟิล์ม 8 ม.ม. ยันภาพจากสมาร์ทโฟน จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คือ ทีมงานคนหนึ่งค้นพบว่า ในคลังรูปถ่ายที่พวกเขามี ฮะนะโกะมักจะปรากฏตัวอยู่ในช่วงชีวิตใดสักช่วงของคนในเมืองเสมอ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ฮะนะโกะและผู้คนในเมืองนี้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ตลอดระยะเวลาหกสิบกว่าปีที่อยู่ที่นี่ ฮะนะโกะคือสิ่งที่เชื่อมสัมพันธ์ของคนในครอบครัวแต่ละรุ่น ตั้งแต่คุณตาคุณยายยังเด็ก จนลูกโต พาแฟนมาเดตที่นี่ แต่งงานและมีหลานให้พามาเที่ยวสวนสัตว์อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เล่าให้ฟังว่า สำหรับบางคนการได้แวะมาที่สวนสัตว์แห่งนี้ คือการได้กลับมาเจอเพื่อนสมัยเด็ก คนจำนวนมากพาลูกหลานมาด้วยความประทับใจในอดีตที่ได้เจอช้างครั้งแรกที่นี่ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแต่ช้างตัวนั้นก็ยังอยู่ การได้แชร์ความทรงจำที่ดีเหล่านั้นกับคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนเด็กๆ เองก็ตื่นเต้นที่ได้เจอสัตว์ตัวใหญ่ใจดีที่น่ารัก

เวลาผ่านไป เด็กมีจำนวนลดน้อยลง ความบันเทิงหลากหลายมากขึ้น คนหันไปนิยมเล่นกับสัตว์ตัวเล็กๆ น่ารักๆ ในสวนสัตว์อย่างหนูตะเภาหรือกระรอก สถานภาพทางสังคมของฮะนะโกะเปลี่ยนจากความบันเทิงระดับมหภาคของผู้คนในยุคหลังสงคราม เป็นเพียงความน่ารัก ความยิ่งใหญ่ของสัตว์โลกอีกชนิดในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นใหญ่

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับฮะนะโกะลดน้อยลง

หนึ่งในวิธีที่จะวัดระดับความเป็นที่รัก คือความโศกเศร้าและความคิดถึงของคนที่ยังอยู่ทางนี้

ฮะนะโกะเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ทางสวนสัตว์เปิดโอกาสให้คนมาวางดอกไม้ เขียนข้อความส่งถึงฮะนะโกะเป็นครั้งสุดท้าย มีคนนำดอกไม้มาวางมากกว่า 5,300 ช่อ และเขียนจดหมายมอบให้เกือบ 10,000 ฉบับ งานอำลาอาลัยซึ่งจัดในเดือนกันยายน มีคนมาร่วมงานถึง 2,800 คน ทั้งงานพิธีและมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีความผูกพันกับฮะนะโกะ นอกจากนี้ ผู้คนบริจาคเงินให้จำนวนมากเพื่อนำไปสร้างรูปปั้นฮะนะโกะที่หน้าสถานี Kichijoji (คิชิโจจิ) แม้แต่ในป้ายบอกเวลารถไฟในสถานียังขึ้นข้อความแสดงความเสียใจอยู่ช่วงหนึ่ง

ที่น่าปลื้มใจแทนฮะนะโกะคือ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนแวะเวียนไปโรงเลี้ยงที่ไร้ช้าง ซึ่งปรับห้องด้านในเป็นงานนิทรรศการฮะนะโกะย่อมๆ เสมอ เราถามครูประจำชั้นที่พาเด็กอนุบาลมาเยี่ยมบ้านฮะนะโกะว่าทำไมยังอุตส่าห์พาเด็กๆ มาดูรูปช้างในสวนสัตว์

คุณครูตอบว่า “ต้องพามาสิ พวกเราคิดถึงฮะนะโกะนี่นา”

ใครๆ ก็รักช้างจริงด้วย

จากคุณหนูสู่วัยคุณยาย ฮะนะโกะตั้งใจทำหน้าที่ในฐานะทูตสัมพันธไมตรีอย่างดีที่สุดเสมอมา เริ่มต้นจากงานสร้างขวัญกำลังใจ สู่การสร้างสายสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกันเองในแต่ละรุ่น

เราจึงไม่แปลกใจเลยที่ข้อความส่วนใหญ่ในหมื่นข้อความที่ส่งให้ฮะนะโกะนั้นไม่ใช่คำอำลาอย่าง ‘sayonara’ แต่เป็นคำว่า ‘arigato’

ขอบคุณนะ

ขอบคุณคุณ Naoya Ohashi จาก Inokashira Park Zoo สำหรับข้อมูลและเอกสารต่างๆ

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load