ลมหนาวปลายปีมาเมื่อไหร่ กลายเป็นสัญญาณว่า Jim Thompson Farm เปิดแล้ว

ได้เวลาไปถ่ายรูปสวยๆ กลางทุ่งผักผลไม้และดอกไม้ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา แม้ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมเพียงปีละ 37 วัน แต่จากการสำรวจครั้งล่าสุด นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม มีจำนวนมากถึง 2 แสนคนต่อปี มากกว่าการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 ปีที่แล้วถึง 100 เท่า

ใน พ.ศ. 2542 พื้นที่กว่า 600 ไร่บนเชิงเขาพญาปราบเปิดฉากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวครั้งแรก ฟักทองลูกโต พืชผักปลอดสารพิษ ดอกไม้หลากสีสัน และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสำหรับทอผ้า ทำให้ผู้คนประทับใจธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

แต่ธรรมชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางคู่แข่งที่เกิดขึ้นมากมายเต็มไปหมด โจทย์ของจิม ทอมป์สัน คือทำให้คนได้สัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมอีสานอย่างเข้าใจ อุดหนุนสินค้าท้องถิ่น และมีช่วงเวลาดีๆ จนอยากกลับมาใหม่ทุกปี

พ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สัน เริ่มรวบรวมบ้านไม้แบบอีสานมารวมไว้บนพื้นที่ 10 ไร่ ทั้งบ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า แล้วจำลองวิถีชีวิตอีสานโดยเชิญพ่อใหญ่แม่ใหญ่จากหมู่บ้านต่างๆ มาสาธิตวิธีปั้นหม้อ สานไม้ไผ่ สานแห ทำแคน ย้อมคราม ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ไปจนถึงเทศน์มหาชาติ และการแสดงท้องถิ่น และ 2 ปีต่อมาก็เริ่มโครงการ Art on Farm เชิญศิลปินมาทำงานจัดแสดงที่ฟาร์ม โดยเน้นเรื่องการเกษตรและท้องถิ่น

ฟาร์มกลายเป็นสวน มิวเซียม และอาร์ตแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ที่จะเปลี่ยนธีมหลักไปทุกปี สลับระหว่างผ้า วัฒนธรรม และการเกษตร โดยธีมสนุกๆ ที่ผ่านมา ได้แก่ หมอลำ ผ้าขาวม้า และปีนี้ เกษตรกรรมเป็นโจทย์หลัก

“เราคิดว่าจะทำยังไงให้เกษตรเป็นสิ่งที่สนุกสนานน่าสนใจ เราเลยย้อนกลับไปคิดว่าจุดเริ่มต้นของการเกษตรคือน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ การเกษตรก็ลำบาก และถ้าลงลึกไปอีก น้ำไม่ได้ใช้สำหรับแค่การเกษตรเท่านั้น แต่น้ำคือทุกอย่าง เราเลยเอารายละเอียดพวกนี้มาตีความและเล่าในงานนี้ จนได้มาเป็น ‘เต๋อเต๋อเวินวัง-พลังแห่งน้ำ’

เราอยากให้คนได้เห็นความสำคัญของน้ำที่เป็นพลังมหาศาลของชีวิต น้ำเป็นทรัพยากรตั้งต้นของทุกสรรพสิ่ง ตัวเรามีน้ำ 80% โลกมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 3 ใน 4 แต่เรากลับมองน้ำเป็นแค่ทรัพยากรที่เราจะฉกฉวย เราเลยคิดกันว่าจะทำอย่างไรดี ทำให้คนที่ได้เข้ามาร่วมงานสัก 1% รู้สึกว่าจะต้องใช้น้ำอย่างประหยัด มันมีคุณค่ามหาศาล และเป็นชีวิตของเรา”

ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ

ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ อาจารย์ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมอีสานของฟาร์ม อธิบายแก่นของงานปีนี้ ‘เต๋อเต๋อเวินวัง’ เป็นภาษาอีสานโบราณ หมายถึงพลังของน้ำที่ดังสะเทือนกึกก้อง ก่อนตำนานเรื่องพญานาคสร้างแม่น้ำจะโด่งดังทั่วภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีตำนานเรื่องยักษ์จมูกแดงชื่อ สะลึคึ ซึ่งตัวใหญ่มากจนเด็กๆ เข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูกได้เมื่ออสูรนอนหลับ เมื่อเดินเปลือยโทงเทงไปทั่วอีสาน ของของยักษ์ตนนี้ก็ลากแผ่นดินทะลุทะลวงไปตามทางจนเกิดเป็นแม่น้ำโขง และยังมีนายพรานจึ่งขึ่งดังแดง พรานยักษ์จมูกแดงที่ตามล่าควายเงินจนตัวตายที่แก่งคุดคู้ จุดหักโค้งบริเวณสะดือแม่น้ำโขง

ตัวละครที่มีสีสันเหล่านี้ถูกนำมาตีความใหม่เป็นมาสคอตยักษ์จมูกแดงประจำปี และตามมาด้วยดีไซน์เส้นทางการเยี่ยมชมฟาร์มตามการเรียนรู้เรื่องน้ำ

“เราคุยกันเองแล้วก็เชิญหลายๆ คนมาคิดงานด้วยกัน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ชาวบ้าน และพระ เพราะบางทีมีเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อด้วย เราเล่าให้ฟังว่าเราทำอะไร มันมีอะไรขาดไปบ้าง เสริมอะไรได้อีก เราก็จะเติมให้มันเต็ม เสร็จแล้วค่อยมาออกแบบลำดับว่าการเข้ามาควรจะเจออะไรบ้าง เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่เราคิดกันไว้”

พหลไชย เปรมใจ

พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกที่ปรึกษา จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ผู้ออกแบบพื้นที่นี้มาตลอดสิบกว่าปี อธิบายว่า หลังจากสังเกตพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาตลอด เขาค้นพบว่าผู้คนให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปเป็นอันดับหนึ่ง และชอบกิจกรรมที่มีส่วนร่วมได้ เข้าไปจับต้อง ลองเล่น ได้เต็มที่ ไม่ต้องอ่านข้อมูลยืดยาว การดีไซน์เพื่อตอบโจทย์นี้จึงต้องเน้นความแข็งแรง ทนทานต่อนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามาตลอด 37 วัน และสื่อสารง่าย เข้าใจทันที

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ดอกไม้

ท่ามกลางลมหนาวในช่วงปลายปี เส้นทางทำความรู้จักน้ำเริ่มต้นตั้งแต่ซุ้มทางเข้าไม้ไผ่ที่พลิ้วไหวเหมือนสายน้ำโขง ผ่านทุ่งดอกคอสมอสบานสะพรั่งและแปลงผักปลอดสาร เข้าสู่ลานฟักทองและทุ่งดอกไม้หลายสี โครงสร้างรูปจมูกยักษ์สีแดงเปิดโอกาสให้คนเข้าไปเล่นสัมผัสได้เต็มที่ เช่นเดียวกับฝูงควายเงิน ไหดักน้ำค้างยักษ์ที่ปีนขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ และลานยกยอที่กลายเป็นเครื่องเล่นของเด็กๆ

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม สวนสนุก จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

“น้ำไม่ได้มาจากแม่น้ำอย่างเดียว มาได้จากหลายทาง เช่น การดึงเอาน้ำจากอากาศมาใช้ เป็นโครงการที่รัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ ไหดักน้ำค้างจะดักน้ำจากอากาศตอนเช้าๆ สักประมาณ ตี 3 ถึงตี 4 ที่น้ำค้างเริ่มลง เราดักให้มันเป็นน้ำและเก็บมาใช้รดน้ำในส่วนที่อยู่รอบๆ และยอก็เป็นเครื่องมือหาปลาที่เห็นเยอะในอีสานสมัยก่อน ถ้าแม่น้ำไหนอุดมสมบูรณ์แล้วมียอเยอะ จะเป็นดัชนีชี้วัดว่าแม่น้ำนี้อุดมสมบูรณ์มาก มันน่าสนใจแต่ว่ามันหายไปเรื่อย ๆ เด็กสมัยนี้อาจจะไม่เคยเห็นยอเลยก็ได้”

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม สวนสนุก

ยุทธพงศ์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่กระจายตัวในฟาร์ม เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ จะเจอปราสาทน้ำ ผลงานของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินที่สร้างที่นี่เป็นปราสาทผ้าขาวม้าลายทุ่งข้าวสีทองในปีที่แล้ว โดยปรับเปลี่ยนงานศิลปะให้เข้ากับปีนี้ พหลไชยเล่าว่า สิ่งก่อสร้างที่ทนทานและสวยงามของแต่ละปีจะนำมา reuse ใหม่ ย้ายที่ หรือปรับเปลี่ยนให้กลมกลืนกับธีมใหม่

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

“เราทำงานร่วมกับศิลปินเพื่อให้มีมิติงานศิลปะในฟาร์ม ปีนี้หลักๆ มีงานของคุณอินทนงศ์ ชิณวงศ์ ที่แสดงวิถีชีวิตอย่าง ‘สุดเหวี่ยง’ เป็นการหว่านแห และ ‘ลวงปลา’ สืบเนื่องจากการเอาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่หว่านแหและจับปลาต่างๆ ก็ทำเป็นเครื่องมือหาปลาประเภทต่างๆ มารวมกัน ถ้าคนเข้าไปก็จะรู้สึกเหมือนเป็นปลา เดินมุดได้ เข้าไปหลงทางได้ ส่วนของอาจารย์ดนุพล เอนอ่อน จะเป็นบั้งไฟพญานาค ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดสองมิติในสิม โบสถ์ของอีสาน และเดินต่อไปอีกจะเจอภาพถ่ายวิถีชีวิตริมน้ำจากการล่องเรือ”

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

สถาปนิกขยายความว่า จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เลือกศิลปินที่ทำงานร่วมกับชุมชนและถ่ายทอดความสนุกสนาน สื่อสารกับคนจำนวนมากได้ดีในเวลาจำกัด เมื่อผ่านโซนศิลปะนี้ไปจะพบหมู่บ้านอีสานที่เพิ่งเปิดท่าน้ำให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือจากท่าน้ำหมู่บ้าน ผ่านหอไตรไม้แสนสวยไปตลาดจิมได้เป็นปีแรก

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

จากนั้นเส้นทางท่องเที่ยวจะนำไปสู่หมู่บ้านจิมที่สอนกระบวนการทอผ้าไหมทุกขั้นตอน และตบท้ายที่ตลาดขายผักผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปและผลิตภัณฑ์ผ้าต่างๆ เติมประสบการณ์เที่ยวฟาร์มที่ปลูกการเกษตร วัฒนธรรม และศิลปะ ให้งอกงามให้ครบถ้วนบริบูรณ์

ทอผ้า ตลาดจิม Jim Thompson Farm ผ้าทอ

การเที่ยวที่นี่ให้ทั่วอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อเติมรสชาติให้ตา หู จมูก ปาก และผิว ได้สัมผัสความรื่นรมย์อย่างเต็มอิ่ม จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เป็นตัวอย่างการลงมือหยิบวัฒนธรรมอีสานมาเล่าในรูปแบบร่วมสมัยได้ลงตัวไม่เคอะเขิน เพื่อให้คนที่ไปลองใช้ชีวิตช้าๆ ซึมซับธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมในคราวเดียว

ประสบการณ์แปลกใหม่ทุกปีที่ตั้งใจมอบให้นักท่องเที่ยว ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ฟาร์ม แต่เป็นเหมือนสวนสนุกไทยที่จริงใจและสนุกจนอยากกลับไปเยี่ยมทุกปี

 

ภาพ: Jim Thompson Farm

จิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ 2560 : เต๋อเติน เวินวัง-พลังแห่งน้ำ

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2560 – วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2561 (37 วัน)
09.00 – 17.00 น.
โทรศัพท์: 027622566, 044373116
www.jimthompsonfarm.com

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

16 สิงหาคม 2560
20 K

ถึงนิสิต นักศึกษา ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดสถานะของคุณในตอนนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาอุดมศึกษาเป็นช่วงเวลาพิเศษในชีวิต เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะส่งผลกับคุณก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นพื้นที่ให้คุณได้ลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาตัวเอง และจะกลายเป็นความทรงจำของวัยเยาว์ที่มีความหมายกับกับคุณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

The Cloud รวบรวมคำแนะนำหลากหลายของบรรดาบัณฑิตมาไว้ที่นี่ บางคนอาจเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน บางคนก็พ้นเครื่องแบบนักศึกษามานานแล้ว นิยามของ ‘การใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้คุ้มค่า’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเชื่อว่าทุกสิ่งควรมีทางเลือก และอยากจะฝากตัวเลือกที่คุณอาจนำไปปรับใช้ก่อนก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไว้ที่นี่

1. ลงเรียนวิชาที่อยากเรียนจริงๆ โดยไม่สนใจเรื่องอื่น

เกรด อาจารย์ เพื่อน และตัวแปรอีกหลายประการ อาจทำให้คุณตัดสินใจเลือกเรียนหรือไม่เรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ขอแนะนำให้ลงทะเบียนหรือเข้าไป sit in วิชาที่อยากรู้จริงๆ โดยไม่สนว่าวิชานั้นจะง่ายหรือยาก หรือมีข้อแม้ว่าต้องมีเพื่อนเรียนด้วย ลองให้คลาสนั้นเป็นช่วงเวลาที่ตัวคุณจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และตอบคำถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ ดีกว่ามาสมัครคอร์สเรียนภายหลัง เพราะค่าเรียนสำหรับผู้ใหญ่อาจแพงกว่ามาก

2. ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยในแบบของตัวเอง

นอกจากทำความรู้จักตัวเอง การทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็สำคัญ ลองเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวของคณะและมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะอ่านประวัติ ตำนาน หรือออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและรอบมหาวิทยาลัย คุณอาจค้นพบความสนุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น ชมรมน่าสนใจ ห้องสมุดน่านั่งทำงาน ร้านอาหารอร่อยนอกคณะ และมุมในสวนแสนสงบ อย่าปล่อยให้สถานที่เรียนที่ต้องไปแทบทุกวันเป็นแค่ความเคยชิน แต่ทำให้มหาวิทยาลัยมีความหมายมากกว่าเดิม

3. ทำกิจกรรมทั้งในและนอกคณะ

ใครๆ คงบอกคุณแล้วแหละว่าควรทำกิจกรรม ก็ความทรงจำที่เราไม่อาจลืมหรือเพื่อนที่คบหาตอนนี้ก็ได้มาจากการเข้าชมรม เข้าค่าย เล่นกีฬา เล่นละครเวที และกิจกรรมนานาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งนั้น การทุ่มใจ กาย และเวลา ให้กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน เป็นประสบการณ์พิเศษที่คัดสรรคนบางคนให้เข้ามาในชีวิต แถมยังได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน การเข้าสังคม และความเชี่ยวชาญบางอย่างที่ส่งผลต่อการทำงาน

4. มีเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องและเพื่อนต่างคณะ

เพื่อนสนิทคอเดียวกันกับคุณอาจไม่ได้อยู่แค่ในคณะหรือชั้นเรียนเดียวกัน ลองทำความรู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง และเพื่อนๆ ที่มีตรรกะและความเชี่ยวชาญต่างออกไป บทสนทนาของพวกคุณจะมีอรรถรสแปลกใหม่ เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดช่วยขยายมุมมอง ยิ่งรู้จักคนหลากหลาย ยิ่งได้มิตรภาพ ข้อมูลใหม่ๆ และ connection ที่อาจใช้ได้ในอนาคต

5. สนิทกับอาจารย์สักคน

สำหรับคนที่สนใจด้านวิชาการ อยากเข้าใจสิ่งที่เรียนให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น หรือต้องการปรึกษาผู้ใหญ่สักคน การคุยกับครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสำคัญมาก คำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ อาจทำให้เรามองเห็นเส้นทางการเรียนชัดเจนขึ้น รับมือกับอุปสรรคได้ดีขึ้น รวมถึงได้ข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น แหล่งข้อมูลนอกห้องเรียน ทุนการศึกษาต่างประเทศ และสถานที่ฝึกงาน

6. สร้างกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อค้นพบที่ทางของตัวเองในมหาวิทยาลัย อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ลองสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ถ้าเป็นหัวหน้าชมรม ลองคิดกิจกรรมใหม่ๆ ไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าได้โอกาสทำค่าย มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกเหนือจากที่รุ่นพี่เคยทำไว้ คุณอาจได้ฝากชื่อไว้เป็นตำนาน หรืออย่างน้อยก็ได้ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของตัวเอง

7. ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้คุ้ม

การเป็นนิสิต นักศึกษา มีสิทธิประโยชน์มากมาย ลองศึกษาเอกสารที่ได้รับแจกตอนเข้าเรียนใหม่ เว็บไซต์ หรือสอบถามผู้รู้ คุณจะประหลาดใจเมื่อพบว่าได้สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทำฟัน รหัสอินเทอร์เน็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืมหนังสือห้องสมุดกับเข้าโรงยิมฟรีอีกต่างหาก (*สิทธิประโยชน์นี้แตกต่างกันไปตามสถาบันการศึกษา)

8. ใช้บัตรนิสิต นักศึกษา ให้คุ้มค่า

นอกมหาวิทยาลัย โลกใบนี้ก็ยังมอบสิทธิพิเศษให้เยาวชน นักศึกษาจะได้รับการลดหย่อนค่าบัตรโดยสาร ค่าเยี่ยมชมพิพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก หรือบางครั้งอาจได้สิทธิประโยชน์มาฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ ร้านอาหารต่างๆ ก็ชอบจัดโปรโมชันสำหรับคนในวัยเรียน ตักตวงช่วงเวลาที่บัตรนักเรียนนักศึกษายังไม่หมดอายุไว้ให้เต็มที่ เพราะกว่าจะได้สิทธิแบบนี้อีกก็ต้องรอวัยหลังเกษียณ

9. ตามไปกินร้านอร่อยทั่วมหาวิทยาลัย

อย่าปล่อยให้ความจำเจครอบงำช่วงเวลาจับช้อนส้อม มีร้านอร่อยเจ้าประจำน่ะถูกแล้ว แต่การแสวงหาเมนูเด็ดใหม่ๆ เป็นหน้าที่ที่นักผจญภัยทางอาหารพึงกระทำ ลองพัฒนาผัสสะของลิ้นด้วยการออกไปชิมร้านเด็ดเจ้าใหม่ ข้อดีของร้านอาหารในหรือใกล้มหาวิทยาลัยคือความหลากหลายและราคาไม่แพง ชิมแกงของป้าที่คณะแล้ว อย่าลืมก๋วยเตี๋ยวของลุงคณะฝั่งตรงข้าม ผัดไทยของคณะไกลโพ้น หรือขนมหวานของพี่สาวใกล้หอพักนักเรียน เอนจอยชีวิตในมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ควรมีความสุขกับมื้ออาหารที่นี่ด้วย

10. รู้จักบุคลากรในคณะ

นอกจากอาจารย์กับนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัยยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ขับเคลื่อนสถาบัน การทำความรู้จักสมาชิกในรั้วเดียวกัน ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่รายล้อมด้วยคนแปลกหน้า เมื่อรู้จักบรรณารักษ์ พี่ห้องธุรการ น้าร้านถ่ายเอกสาร ป้าแม่บ้าน หรือพี่ รปภ. บรรยากาศในสถาบันก็ไม่แห้งแล้งเย็นชาจนเกินไปนัก แถมยังอุ่นใจได้ว่าคณะที่เรียนปลอดภัยและอบอุ่น

11. ฝึกงาน

นอกตำราเรียนยังมีประสบการณ์มากมายให้ทดลองเรียนรู้ ไม่ว่าแผนการเรียนจะบังคับให้คุณฝึกงานหรือไม่ ขอแนะนำให้ออกไปฝึกงานที่ๆ ฝันใฝ่อยากทำงานด้วย และขยันทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เต็มที่ ถ้าใจรักชอบก็จะได้ตัดสินใจเดินเส้นทางสายนี้ต่อ ถ้าไม่ชอบ จะได้เตรียมหาลู่ทางเดินต่อไปหลังเรียนจบ รับประกันได้ว่าประสบการณ์ทำงานจะเป็นพอร์ตยอดเยี่ยมสำหรับการสมัครงานครั้งแรก และสอนอะไรมากมายเกี่ยวกับการทำงานในโลกของผู้ใหญ่

12. ทำงานพิเศษ

อีกขั้นของการฝึกงานคือการหาเงินด้วยตนเอง นี่ล่ะความท้าทายของจริงที่จะทำให้เติบโตไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร้านค้าหลังเลิกเรียน ช่วยอาจารย์ทำงานวิจัย หรือสอนพิเศษเด็กในวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกอย่างคือบทเรียนที่จะทำให้คุณเก่งขึ้น อดทนขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น เข้าใจหลายสิ่งได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องรอใครมาสอน ที่สำคัญยังช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ได้เก็บเงินเพื่อซื้อหาสิ่งต่างๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และเปิดโอกาสให้คุณเข้าใจผู้ปกครองมากขึ้นในวันที่ใกล้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

13. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน

ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศหรือเป็นฟรีแลนซ์ โอกาสลาหยุดไปเที่ยวมีจำกัด และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายรับ ช่วงวันหยุดยาวหรือปิดเทอม ลองออกไปเที่ยวพักผ่อน สร้างความทรงจำดีๆ กับเพื่อนที่ทะเล ป่าเขา หรือไปไกลกว่านั้นก็ได้ถ้าทุนทรัพย์เอื้ออำนวย ใช้เวลาสนุกสดใสให้เต็มที่ ก่อนที่การพบปะเพื่อนฝูงจะกลายเป็นการปรับทุกข์เรื่องงาน

14. มีความรัก*

ข้อนี้สำคัญจนต้องดอกจัน มีรักในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เหมือนจุดเทียนกลางสายฝน (ในวงเล็บว่าต้องมีสติ) ก่อนออกไปสู่สนามจริงในโลกของผู้ใหญ่ สนามซ้อมเล็กๆ ในวิชาความรักจะทำให้คุณเข้าใจความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น เรียนรู้การจัดสรรเงิน เวลา และพลังกายใจให้กับคนสำคัญที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ถ้าความรักจบลง คุณก็ได้ประสบการณ์ ถ้ายังแน่นแฟ้นผูกพัน คุณอาจได้คนร่วมชีวิตต่อไปในอนาคต

15. ทำ thesis ที่รัก

ก่อนจบการศึกษา อย่าทำให้ปีสุดท้ายของการเรียนขื่นขม เลือกหัวข้อธีสิสที่สนใจศึกษาจริงๆ มากกว่าเรื่องที่น่าจะทำง่ายหรือถูกใจอาจารย์ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องอยู่กับโครงงานคือตัวคุณเอง ลองคิดว่าการเลือกธีสิสเหมือนเลือกเนื้อคู่ ถ้าได้คนที่ถูกใจ แม้ต้องตกระกำลำบาก ก็ยังฝืนทำงานให้ลุล่วงได้อย่างไม่ทุกข์ระทม

ขอให้คุณใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่,

ด้วยความปรารถนาดีจาก The Cloud

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load