5 ธันวาคม 2560
1.64 K

เราได้ทำงานกระเบื้องคอลเลกชันที่ 2 ร่วมกับ Asiatides ที่ปารีส ซึ่งวางขายในงานแฟร์ Maison et Objet ที่ปารีส ซึ่งเป็นงานที่มีบรรยากาศแบบ buyer มาเลือกสินค้าซึ่งมีนับแสนชิ้น ต้องใช้เวลาเดินดูหลายวัน เราก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครมีเวลาสนใจเรื่องแรงบันดาลใจของแต่ละชิ้นงานหรอก ซึ่งก็จริง

เนื่องจากหนึ่งในหุ้นส่วนของ Asiatides เป็นเจ้าของร้าน Wit’s Collection ที่เชียงใหม่ งานของเราเลยวางขายในเมืองไทยด้วย คนที่มาซื้อหลายรายต้องการรู้แรงบันดาลใจในการสร้างงาน เอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทยซักถามแรงบันดาลใจของเราในการวาดนก เราก็อึกๆ อักๆ เพราะคอลเลกชันแรกทำแบบมวยวัดมาก วาดแบบไม่ค่อยคิดอะไร ประมาณว่าเป็นการโบยบินสู่วงการวาดของเราครั้งแรก ท่านทูตบอกว่าฉันจะเอางานเธอไปแอฟริกาด้วยนะ และจะตั้งไว้ในห้องรับแขกนะ จะมีคนมาเห็นมากมาย และคนก็จะต้องถามไถ่ว่าเธอเป็นใคร นกบนโถนี่หมายถึงอะไร เราก็โอ้โห อยู่ในใจ

พอได้ทำคอลเลกชันที่สองเลยดีใจมาก คิดว่าต้องทำคอลเลกชันแบบมีแรงบันดาลใจ มีเรื่องราว เพราะเรารู้แล้วว่า คนไม่ได้เห็นงานเราเป็นสินค้าเฉยๆ แต่เขาเห็นว่ามันมีความเป็นงานศิลปะอยู่ในตัวด้วย

จานกระเบื้อง โถกระเบื้อง

โจทย์ที่ได้จากปารีสคราวนี้คือ อยากให้เราสร้างงานที่เกี่ยวกับปลา ก็มึนอยู่นาน เพราะมันกว้างมาก พอดีช่วงนั้นทำหนังสือกับ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา คุยกันบ่อยและนานมาก พออวดรูปปลาที่กำลังเริ่มสเกตช์ ซึ่งเราซื้อตำราวาดปลาแบบจีนจากฮ่องกงมาเรียนเอง โญก็เล่าเรื่องปลาของจวงจื่อและให้หนังสือมาเล่มหนึ่งหนาเกือบ 600 หน้า

ตอนฝึกวาดปลาแรกๆ ยากกว่านกคอลเลกชันแรก และไม่ควรไปฝึกจากแบบฝึกหัดพู่กันจีนเพราะมันยาก จนไปทำฟันแล้ว เจอกิ๊ก-อาทิตย์ ประสาทกุล กลับมาจากโมซัมบิกพอดี เขาเป็นเจ้าพ่อปลาและไม้น้ำอยู่แล้ว กิ๊กเลยส่งตำราพันธุ์ปลามาให้ศึกษา พอเข้าใจสรีระกายภาพปลา ก็เริ่มพลิ้วขึ้น ถูกสัดส่วนขึ้น ประกอบกับอ่านจวงจื่อแบบอินขึ้น แรงบันดาลใจเริ่มมา

ภาพสเกตช์

จวงจื่อ เป็นปราชญ์นักคิดคนสำคัญของลัทธิเต๋า (Taoism) ลัทธิซึ่งมุ่งเน้นอุดมคติการครองชีวิตอย่างเป็นอิสระของมนุษย์ผู้หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ต่างๆ บนพื้นฐานของความกล้าหาญทางจริยธรรม การใช้วิชาความรู้ และความเข้าใจความเป็นไปตามธรรมชาติ

ตอนท้ายของบทหนึ่งในคัมภีร์จวงจื่อ กล่าวถึงการสนทนาโต้เถียงอันเต็มไปด้วยความลึกซึ้งเฉียบคมระหว่างจวงจื่อกับฮุยจื่อ-นักการเมือง นักปราชญ์ผู้ใฝ่ใจในการโต้เถียงเชิงตรรกศาสตร์

โถกระเบื้อง

จานกระเบื้อง

วันหนึ่งปราชญ์ทั้งสองเดินเล่นอยู่บนทางเดินเหนือแม่น้ำ จวงจื่อชี้ชวนให้ฮุยจื่อชมปลาที่แหวกว่ายอยู่อย่างมีความสุข ฮุยจื่อชวนถกเถียงทันทีว่าจวงจื่อไม่ใช่ปลาจะสามารถรู้ / ไม่รู้ได้อย่างไรว่าปลามีความสุข หลังจากโต้ตอบไปมาอย่างเฉียบคมกันพักใหญ่ จวงจื่อก็อธิบายปิดประเด็นว่าการที่ตนรู้ว่าปลาสราญสุข โดยที่ไม่ได้เป็นปลา เพราะเพียงยืนอยู่ไกลๆ มองไปยังน้ำ ยังรู้สึกได้ถึงความสุขจากการมองปลาเหล่านั้น สัมผัสถึงความเยือกเย็นไม่รีบร้อน ทำให้รู้สึกเป็นสุข

เราชอบตรงนี้มาก แม้อาจจะยังไม่เข้าใจตรรกะเบื้องลึกความนัยที่ปราชญ์ทั้งสองถกเถียงกัน แต่เราว่าเราเข้าใจถึงความรู้สึกเยือกเย็นไหลรื่น ความชื่นใจจากการมองปลา มันนำมาซึ่งความรู้สึกว่าง สมองหยุดคิดไปชั่วขณะ การเข้าภวังค์เช่นนี้มักนำมาซึ่งจิตสงบ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราได้จากการวาดรูปอยู่แล้ว

โถกระเบื้อง กระปุกกระเบื้อง

ตามความเชื่อของจีน ปลาเป็นสัญลักษณ์มงคล นอกจากสื่อถึงความโชคดี ความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีตำนานเล่าถึงปลาที่กระโดดข้ามฝ่าคลื่นยักษ์พายุกระหน่ำแรง และกลายร่างเป็นมังกรสง่างามได้ในที่สุด เปรียบเหมือนมนุษย์ที่สามารถก้าวฝ่าข้ามอุปสรรคจนประสบความสำเร็จได้เพราะใช้สติแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยจิตที่เป็นอิสระ

เราก็เลยคิดว่า ปลาของเราคือฝูงปลาที่จวงจื่อมองเห็นว่ายอยู่ในลำน้ำอย่างสุขสราญ เป็นอิสระ และข้ามฝ่าได้ทุกอุปสรรค เพราะปลาที่เราวาดออกมาดูมีความมุ่งมั่นทีเดียวนะ ทาง Asiatides ก็ชอบใจ บอกว่ามันเป็นปลาหน้าตามีเอกลักษณ์ และคงคอนเซปต์เดิมคือเขาว่าลายเส้นเรามันหมวยๆ แหม่มๆ เป็นปลาที่มีความหมวยขบถ ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่งานผ่าน

กระบวนการผลิตก็สนุกขึ้น คือพอมาคอลเลกชันที่ 2 เริ่มรู้จักรูปทรงของภาชนะ การมองข้างมองบน ควรวาดอะไรแบบไหน สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมาและไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ เราวาดแล้วถ่ายเอกสารตัดกระดาษแปะบนภาชนะ ยืนเล็งยืนมอง เป็นการออกแบบที่ primitive มาก ฝ่ายผลิตทางโรงงานก็มารับการตัดกระดาษปะบนกระเบื้องไป ซึ่งเรามีสเกตช์วาดรูปบอกรายละเอียดให้อีกแผ่น ก็ดูกันรู้เรื่องอยู่นะ

ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์

เทคนิคการผลิตคราวนี้ก็สนุกขึ้นเช่นกัน อย่าง texture สีพื้น เราเคยเรียนวาดกระเบื้องตอนอยู่ปีหนึ่งปีสอง วิชาหลักคือเรียนนิติฯ แต่เราไปเรียนวาดกระเบื้องกับคุณน้าสัปดาห์ละครั้ง เป็นเทคนิคเดนมาร์ก ก็พอรู้เทคนิคการเขียนสีบนกระเบื้องบ้าง

คอลเลกชันนี้มีเถียงกับทางโรงงานผลิตซึ่งเป็นทีมคุณป้า แกมีวิธีแบบของแก เราก็บอกลองฟองน้ำมั้ยคะ มันอาจจะเรียบกว่านะ ทางโรงงานก็ส่งจาน อุปกรณ์ สี มาให้ลองเลย ก็พบว่ามันเป็นการเขียนสีบนพื้นด้าน สีที่ใช้ก็ต่างกับที่เรารู้จัก ของเราเป็นผงสีผสมน้ำมัน อันนี้เป็นเหมือนก้อนโคลบอลต์แช่ในน้ำ ก็ลองทำไป ทางโรงงานมารับไปเผา แล้วประกวดกันว่าของใครจะเนียนกว่า

วาดรูป วาดรูป

คอลเลกชันความสุขของปลา (The Happiness of Fish) มีถ้ำชา เป็นโถมีฝาปิดใส่ใบชา 5 ชิ้น 6 ลาย จาน 3 ขนาด ใหญ่ กลาง เล็ก กี๋ ม้านั่งในสวนลายเดียวกันแต่ 2 สี รวมทั้งหมด 11 ชิ้นค่ะ

ชุดกระเบื้อง

ทั้งหมดวางจำหน่ายที่งาน Maison et Objet เดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ส่วนที่เมืองไทยจะมีให้ชมและเปิดให้จองที่งาน Nap เชียงใหม่ วันที่ 5 ธันวาคมนี้ ที่บูท Wit’s Collection M13 ค่ะ น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ได้พอดี

WIT’S COLLECTION interior design -objects

FB fanpage : Wit’s Collection ChiangMai

Writer & Photographer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

27 กุมภาพันธ์ 2561
2.08 K

วันหนึ่งต้นเดือนกันยายน เชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ จากร้านอาหาร Blackitch มาชวนผมว่าไปงาน ‘We Feed The Planet’  ที่ญี่ปุ่นช่วงวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายนกันมั้ย? ผมเองก็งงๆ ว่ามันคืองานอะไร ใครจัด แล้วต้องไปทำอะไร จนหลังจากได้คุยกัน ก็ได้ความว่าเป็นงานของกลุ่ม Slow Food Youth Network ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโกเบของประเทศญี่ปุ่น

ต้องเท้าความแบบง่ายๆ ก่อนว่า Slow Food คือองค์กรระดับโลกที่มีเครือข่ายทั่วโลก เรื่องสำคัญที่องค์กรนี้ร่วมกันขับเคลื่อนคือเรื่องเกี่ยวกับอาหารและความยั่งยืน ภายใต้อุดมการณ์ ‘good, clean, and fair’ ส่วน Slow Food Youth Network ที่จัดงานนี้ก็อยู่ภายใต้องค์กร Slow Food แต่เป็นกลุ่มสำหรับคนที่อายุไม่เกิน 40 ปี รายละเอียดเต็มๆ ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูได้ในเว็บ www.slowfood.com

We Feed The Planet เวิร์กช็อป

งานนี้จะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าในวันที่ 3 ส่วนวันที่ 4 – 5 เป็นการทำเวิร์กช็อปสำหรับผู้ที่ถูกคัดเลือก (deligate) เท่านั้น โดยรับแค่ 50 คนจากทั่วทวีปเอเชีย ต้องเสียค่าเครื่องบินไปเอง แต่นอกนั้นเขาออกให้หมดตั้งแต่เท้าแตะพื้นประเทศญี่ปุ่น

ฟังแล้วดูดีมาก ผมเลยลองสมัครไป โดยต้องสมัครเป็นสมาชิกของ Slow Food Youth Network ก่อน ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็แค่จ่ายค่าสมัครจำนวน 15 ดอลลาร์ฯ แต่พอไปกรอกใบสมัครของงานที่เป็นแบบฟอร์มออนไลน์ ปรากฏว่าใบสมัครของช่วงเวิร์กช็อปวันที่ 4 และ 5 มีคำถามเยอะมาก ถามแบบเป็นเรียงความเลย ตั้งแต่ว่าทำไมถึงอยากไป ไปแล้วคิดว่าจะได้อะไร กลับประเทศแล้วจะทำอะไรกับสิ่งที่ได้ และอีกหลายคำถาม ผมก็กรอกไปด้วยใจที่ค่อนข้างสิ้นหวัง เพราะคิดว่า เฮ้ย นี่คือสมัครมาทั้งเอเชีย ใครมันจะเลือกกู แต่ก็กรอกไปจนจบตามความจริง

เชฟแวน Slow Food Youth Network

ผมกับเพื่อนๆ ส่งใบสมัครไปหลายคน สุดท้ายประเทศไทยได้ไปกัน 5 คน มีผม เชฟแบล็ค คุณลี-อายุ จือปา (ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟเพื่อสังคม อาข่า อ่ามา) เชฟน้ำหวาน (เจ้าของร้านอาหารเชฟส์เทเบิ้ล Locus ที่จังหวัดเชียงรายและเจ้าของแบรนด์ขนมเปี๊ยะ Rabbit & Goat) และคุณแพร (เจ้าของคาเฟ่ The Fox and The Moon)

วันแรกที่เปิดให้คนทั่วไปเข้านั้น มีลักษณะเป็นงานคล้ายงานสัมมนาปกติ มีเวิร์กช็อปต่างๆ รวมถึง coffee cupping ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปของคุณลี โดยรวมไม่ค่อยมีอะไรมาก จนถึงตอนเย็น พวกเราก็มุ่งหน้าไปที่ Aina Santoyama Park ซึ่งเป็นเหมือนอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่บนภูเขา เราจะพักที่นี่และทำ Intensive Workshop กันในอีก 2 วันที่เหลือ

We Feed The Planet We Feed The Planet

วันที่สองเป็นการทำเวิร์กช็อปยาว ย้ำว่ายาว ตั้งแต่เช้ายันดึก ผู้ร่วมเวิร์กช็อปส่วนใหญ่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งเกษตรกร นักการตลาด เจ้าของตลาด มีแค่ทีมพวกเราที่เป็นเชฟ พวกเราโดนแบ่งเป็นกลุ่มตามหัวข้อซึ่งทางทีมงานให้เราเลือกตั้งแต่ตอนส่งอีเมลตอบรับ เป็นหัวข้อที่องค์กรนี้มองว่าเป็นปัญหาที่สากลและมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาซึ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ผมเลือกหัวข้อ ‘Biodiversity of Our Food’ เชฟแบล็คกับคุณแพรได้เรื่อง ‘Food Service Industry’ คุณลีกับเชฟน้ำหวานได้เรื่อง ‘Food Identity’ หลักๆ ที่เขาให้เราทำคือ ให้ตั้งเป้าหมายตามหัวข้อที่เลือกมาเพื่อเป็นนโยบายขององค์กร Slow Food ใน ค.ศ. 2020 โดยให้เน้นเรื่องที่เราคิดว่าเป็นไปได้บนพื้นฐานของความจริง

ในกลุ่มความหลากหลายทางอาหารที่ผมเข้าร่วม ทุกประเทศต่างบอกว่ามีปัญหาเดียวกันคือ พืชท้องถิ่นสูญหายไป เพราะเกษตรกรปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายให้ตลาดส่วนไหน สุดท้ายพืชเหล่านั้นจึงถูกแทนที่ด้วยพืชที่ถูกทำให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด และมะเขือเทศ

ผมพบว่าเพื่อนร่วมทีมต่างชาติมักวางแผนแก้ปัญหาในภาพใหญ่ เช่น การไปบอกรัฐบาลให้ออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหา แต่เมื่อถามเขาว่ารัฐบาลประเทศของยูเขาคุยง่ายและรับฟังขนาดนั้นเลยเหรอ คำตอบคือ ‘โน’

เวิร์กช็อป

เชฟแบล็ค เชฟแวน

ผมเลยลองแชร์คอนเซปต์ไปว่า เราน่าจะเริ่มเปลี่ยนจากภาพเล็กก่อน และเริ่มที่การให้ธรรมชาติได้พักและฟื้นฟูตัวเอง หรือ Give Nature a Break แล้วยกตัวอย่างที่เคยรู้มา อย่างกรณีที่ Yellowstone National Park ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปล่อยหมาป่าคืนสู่ระบบนิเวศ แล้วหมาป่าก็ช่วยให้ธรรมชาติในภาพใหญ่ฟื้นฟูจนได้ เช่น เข้าไปกินกวางจนกวางหลีกเลี่ยงไม่ไปบางพื้นที่ที่จะถูกต้อนจนมุมง่าย ผลคือต้นไม้ในพื้นที่นั้นซึ่งเคยถูกกวางกินเรียบกลับงอกงาม รวมถึงกรณีการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนชาวปกาเกอะญอหินลาดในที่เชียงราย ซึ่งปลูกพืชพื้นถิ่นหลากหลายโดยไม่อิงกับระบบเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่เริ่มจากการปลูกเอง กินเองก่อน แทนที่จะปลูกโดยเน้นมองไปที่ตลาด

อีกอย่างที่ผมลองเสนอความเห็นไปคือ เราน่าจะเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่น ผมเป็นเชฟ ผมจึงเริ่มเล่าเรื่องปัญหาเหล่านี้ผ่านอาหาร

หลักจากการนั่งแลกเปลี่ยนความรู้กัน เราก็มาถึงวันสุดท้ายของเวิร์กช็อป ตัวกิจกรรมหลักคือการนำเสนอสิ่งที่เราได้คุยกันเมื่อวาน แต่ที่พิเศษคือ ในวันนี้ทีมไทยเราได้เป็นคนทำอาหารกลางวันซึ่งมาจากวัตถุดิบที่เหลือของงานนี้ให้กับผู้เข้าร่วมและทีมงานรวมแล้วประมาณ 70 คน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่อง food waste ผมทำสตูว์เนื้อโกเบใส่เคย และจับฉ่ายที่รวมจากวัตถุดิบที่เหลือ เชฟแบล็คทำมึซาโต๊ะหรือน้ำพริกมะเขือเทศของปกาเกอะญอ น้ำหวานทำข้าวก่ำของโครงการหลวงคลุกงากับน้ำผึ้งโครงการหลวง และยังมีข้าวที่เหลือจากมื้ออื่นๆ เอามาอบมันวัวกับมันเทศ จิ้งหรีดทอด

อาหาร ข้าวก่ำ

อาหารทั้งหมดได้รับความสนใจจากผู้ร่วมเวิร์กช็อปจากชาติอื่นๆ กินกันจนเกลี้ยงไม่เหลือทิ้งเลย

ถ้ามองในภาพรวมการมาเวิร์กช็อปรอบนี้ ผมชอบการ ‘ไม่โอ๋’ ของระบบงาน เพราะมันคือการที่เราต้องโคตรดูแลตัวเอง แบกที่นอนเอง ปูเอง กินเอง เดินขึ้นเขา ลุยสวนสารพัด ซึ่งต่างจากการสัมมนาบ้านเราที่ชอบประคบประหงมผู้เข้าร่วมราวกับลูกเทพ

Slow Food Youth Network แพร พิมพ์ลดา

และนอกจากส่วนเนื้อหาการเข้าร่วมพูดคุยกับเพื่อนประเทศอื่น อีกส่วนที่ผมอยากเล่าคือ ส่วนของ ‘ความรู้สึก’

สิ่งที่แปลกและน่ายินดีที่สุดสำหรับผมคือ พวกเราที่ได้รับหัวข้อต่างกันทั้งสามกลุ่ม แต่เราพูดเรื่องเดียวกันหมดเลย นั่นคือ ‘การเริ่มที่ตนเอง’

พวกเราเชื่อว่าการจะเริ่มอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต้องเริ่มที่ตัวเรา ใช้ตนเองเป็นรากที่มั่นคงของการทดลอง และใช้ตนเองเป็นแบบอย่างเมื่อกาลมันควร ใช้การ ‘ทำ’ สิ่งที่ถูกต้องด้วยศรัทธาไปเรื่อยๆ แทนการผลักดันและเรียกร้องจากปัจจัยภายนอกทั้งหลายทั้งปวง อย่างต้นแบบของพวกเรา เช่น พ่อหลวงชัยประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านห้วยหินลาดใน ผู้เป็นครูของพวกเราหลายๆ คน สอนให้เราเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ ส่วนที่ไม่ถูกจริตพวกเราก็มีบ้างแต่ขอไม่เล่า เพราะดีของใครก็ดีของมัน มันต่างกันอยู่แล้ว เพราะเราไม่ควรใช้ความเห็นต่างไปตีความว่าความต่างนั้นผิด

Slow Food Youth Network We Feed The Planet

จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลาพอประมาณ ทีมไทยของเราก็ยังคงพูดถึงแรงบันดาลใจจากการสนทนาดีๆ ที่ได้รับมาจากการไปโกเบครั้งนี้อยู่เสมอ คุณแพรบอกว่าทริปนี้มันเหมือนเป็นการส่งพลังและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ให้รู้ว่าเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

เมื่อได้รับพลังที่ดีมา เราก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างมาต่อยอดทั้งทางกายภาพและมโนภาพ เราได้มีมิตรสหายร่วมทางแห่งร่องความเชื่อเล็กๆ เพิ่มขึ้นมากมายทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมิตรภาพที่ดีที่สุดของเรา 5 คน และเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากสิ่งที่พวกเราถนัด คือวิถีแห่งอาหาร

ผมคงไม่กล้าปฏิเสธว่า ทริปนี้คือหนึ่งในทริปงดงามที่สุดในชีวิตผม

โกเบ

Writer & Photographer

เชฟแวน-เฉลิมพล โรหิตรัตนะ

เชฟผู้สนใจการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และต้องการสร้างวิถีการกินที่ดีผ่านสิ่งที่ตัวเองถนัดคือการทำอาหาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้าน DAG แห่ง warehouse 30

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load