5 ธันวาคม 2560
1.64 K

เราได้ทำงานกระเบื้องคอลเลกชันที่ 2 ร่วมกับ Asiatides ที่ปารีส ซึ่งวางขายในงานแฟร์ Maison et Objet ที่ปารีส ซึ่งเป็นงานที่มีบรรยากาศแบบ buyer มาเลือกสินค้าซึ่งมีนับแสนชิ้น ต้องใช้เวลาเดินดูหลายวัน เราก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครมีเวลาสนใจเรื่องแรงบันดาลใจของแต่ละชิ้นงานหรอก ซึ่งก็จริง

เนื่องจากหนึ่งในหุ้นส่วนของ Asiatides เป็นเจ้าของร้าน Wit’s Collection ที่เชียงใหม่ งานของเราเลยวางขายในเมืองไทยด้วย คนที่มาซื้อหลายรายต้องการรู้แรงบันดาลใจในการสร้างงาน เอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทยซักถามแรงบันดาลใจของเราในการวาดนก เราก็อึกๆ อักๆ เพราะคอลเลกชันแรกทำแบบมวยวัดมาก วาดแบบไม่ค่อยคิดอะไร ประมาณว่าเป็นการโบยบินสู่วงการวาดของเราครั้งแรก ท่านทูตบอกว่าฉันจะเอางานเธอไปแอฟริกาด้วยนะ และจะตั้งไว้ในห้องรับแขกนะ จะมีคนมาเห็นมากมาย และคนก็จะต้องถามไถ่ว่าเธอเป็นใคร นกบนโถนี่หมายถึงอะไร เราก็โอ้โห อยู่ในใจ

พอได้ทำคอลเลกชันที่สองเลยดีใจมาก คิดว่าต้องทำคอลเลกชันแบบมีแรงบันดาลใจ มีเรื่องราว เพราะเรารู้แล้วว่า คนไม่ได้เห็นงานเราเป็นสินค้าเฉยๆ แต่เขาเห็นว่ามันมีความเป็นงานศิลปะอยู่ในตัวด้วย

จานกระเบื้อง โถกระเบื้อง

โจทย์ที่ได้จากปารีสคราวนี้คือ อยากให้เราสร้างงานที่เกี่ยวกับปลา ก็มึนอยู่นาน เพราะมันกว้างมาก พอดีช่วงนั้นทำหนังสือกับ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา คุยกันบ่อยและนานมาก พออวดรูปปลาที่กำลังเริ่มสเกตช์ ซึ่งเราซื้อตำราวาดปลาแบบจีนจากฮ่องกงมาเรียนเอง โญก็เล่าเรื่องปลาของจวงจื่อและให้หนังสือมาเล่มหนึ่งหนาเกือบ 600 หน้า

ตอนฝึกวาดปลาแรกๆ ยากกว่านกคอลเลกชันแรก และไม่ควรไปฝึกจากแบบฝึกหัดพู่กันจีนเพราะมันยาก จนไปทำฟันแล้ว เจอกิ๊ก-อาทิตย์ ประสาทกุล กลับมาจากโมซัมบิกพอดี เขาเป็นเจ้าพ่อปลาและไม้น้ำอยู่แล้ว กิ๊กเลยส่งตำราพันธุ์ปลามาให้ศึกษา พอเข้าใจสรีระกายภาพปลา ก็เริ่มพลิ้วขึ้น ถูกสัดส่วนขึ้น ประกอบกับอ่านจวงจื่อแบบอินขึ้น แรงบันดาลใจเริ่มมา

ภาพสเกตช์

จวงจื่อ เป็นปราชญ์นักคิดคนสำคัญของลัทธิเต๋า (Taoism) ลัทธิซึ่งมุ่งเน้นอุดมคติการครองชีวิตอย่างเป็นอิสระของมนุษย์ผู้หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ต่างๆ บนพื้นฐานของความกล้าหาญทางจริยธรรม การใช้วิชาความรู้ และความเข้าใจความเป็นไปตามธรรมชาติ

ตอนท้ายของบทหนึ่งในคัมภีร์จวงจื่อ กล่าวถึงการสนทนาโต้เถียงอันเต็มไปด้วยความลึกซึ้งเฉียบคมระหว่างจวงจื่อกับฮุยจื่อ-นักการเมือง นักปราชญ์ผู้ใฝ่ใจในการโต้เถียงเชิงตรรกศาสตร์

โถกระเบื้อง

จานกระเบื้อง

วันหนึ่งปราชญ์ทั้งสองเดินเล่นอยู่บนทางเดินเหนือแม่น้ำ จวงจื่อชี้ชวนให้ฮุยจื่อชมปลาที่แหวกว่ายอยู่อย่างมีความสุข ฮุยจื่อชวนถกเถียงทันทีว่าจวงจื่อไม่ใช่ปลาจะสามารถรู้ / ไม่รู้ได้อย่างไรว่าปลามีความสุข หลังจากโต้ตอบไปมาอย่างเฉียบคมกันพักใหญ่ จวงจื่อก็อธิบายปิดประเด็นว่าการที่ตนรู้ว่าปลาสราญสุข โดยที่ไม่ได้เป็นปลา เพราะเพียงยืนอยู่ไกลๆ มองไปยังน้ำ ยังรู้สึกได้ถึงความสุขจากการมองปลาเหล่านั้น สัมผัสถึงความเยือกเย็นไม่รีบร้อน ทำให้รู้สึกเป็นสุข

เราชอบตรงนี้มาก แม้อาจจะยังไม่เข้าใจตรรกะเบื้องลึกความนัยที่ปราชญ์ทั้งสองถกเถียงกัน แต่เราว่าเราเข้าใจถึงความรู้สึกเยือกเย็นไหลรื่น ความชื่นใจจากการมองปลา มันนำมาซึ่งความรู้สึกว่าง สมองหยุดคิดไปชั่วขณะ การเข้าภวังค์เช่นนี้มักนำมาซึ่งจิตสงบ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราได้จากการวาดรูปอยู่แล้ว

โถกระเบื้อง กระปุกกระเบื้อง

ตามความเชื่อของจีน ปลาเป็นสัญลักษณ์มงคล นอกจากสื่อถึงความโชคดี ความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีตำนานเล่าถึงปลาที่กระโดดข้ามฝ่าคลื่นยักษ์พายุกระหน่ำแรง และกลายร่างเป็นมังกรสง่างามได้ในที่สุด เปรียบเหมือนมนุษย์ที่สามารถก้าวฝ่าข้ามอุปสรรคจนประสบความสำเร็จได้เพราะใช้สติแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยจิตที่เป็นอิสระ

เราก็เลยคิดว่า ปลาของเราคือฝูงปลาที่จวงจื่อมองเห็นว่ายอยู่ในลำน้ำอย่างสุขสราญ เป็นอิสระ และข้ามฝ่าได้ทุกอุปสรรค เพราะปลาที่เราวาดออกมาดูมีความมุ่งมั่นทีเดียวนะ ทาง Asiatides ก็ชอบใจ บอกว่ามันเป็นปลาหน้าตามีเอกลักษณ์ และคงคอนเซปต์เดิมคือเขาว่าลายเส้นเรามันหมวยๆ แหม่มๆ เป็นปลาที่มีความหมวยขบถ ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่งานผ่าน

กระบวนการผลิตก็สนุกขึ้น คือพอมาคอลเลกชันที่ 2 เริ่มรู้จักรูปทรงของภาชนะ การมองข้างมองบน ควรวาดอะไรแบบไหน สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมาและไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ เราวาดแล้วถ่ายเอกสารตัดกระดาษแปะบนภาชนะ ยืนเล็งยืนมอง เป็นการออกแบบที่ primitive มาก ฝ่ายผลิตทางโรงงานก็มารับการตัดกระดาษปะบนกระเบื้องไป ซึ่งเรามีสเกตช์วาดรูปบอกรายละเอียดให้อีกแผ่น ก็ดูกันรู้เรื่องอยู่นะ

ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์ ภาพสเกตช์

เทคนิคการผลิตคราวนี้ก็สนุกขึ้นเช่นกัน อย่าง texture สีพื้น เราเคยเรียนวาดกระเบื้องตอนอยู่ปีหนึ่งปีสอง วิชาหลักคือเรียนนิติฯ แต่เราไปเรียนวาดกระเบื้องกับคุณน้าสัปดาห์ละครั้ง เป็นเทคนิคเดนมาร์ก ก็พอรู้เทคนิคการเขียนสีบนกระเบื้องบ้าง

คอลเลกชันนี้มีเถียงกับทางโรงงานผลิตซึ่งเป็นทีมคุณป้า แกมีวิธีแบบของแก เราก็บอกลองฟองน้ำมั้ยคะ มันอาจจะเรียบกว่านะ ทางโรงงานก็ส่งจาน อุปกรณ์ สี มาให้ลองเลย ก็พบว่ามันเป็นการเขียนสีบนพื้นด้าน สีที่ใช้ก็ต่างกับที่เรารู้จัก ของเราเป็นผงสีผสมน้ำมัน อันนี้เป็นเหมือนก้อนโคลบอลต์แช่ในน้ำ ก็ลองทำไป ทางโรงงานมารับไปเผา แล้วประกวดกันว่าของใครจะเนียนกว่า

วาดรูป วาดรูป

คอลเลกชันความสุขของปลา (The Happiness of Fish) มีถ้ำชา เป็นโถมีฝาปิดใส่ใบชา 5 ชิ้น 6 ลาย จาน 3 ขนาด ใหญ่ กลาง เล็ก กี๋ ม้านั่งในสวนลายเดียวกันแต่ 2 สี รวมทั้งหมด 11 ชิ้นค่ะ

ชุดกระเบื้อง

ทั้งหมดวางจำหน่ายที่งาน Maison et Objet เดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ส่วนที่เมืองไทยจะมีให้ชมและเปิดให้จองที่งาน Nap เชียงใหม่ วันที่ 5 ธันวาคมนี้ ที่บูท Wit’s Collection M13 ค่ะ น่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ได้พอดี

WIT’S COLLECTION interior design -objects

FB fanpage : Wit’s Collection ChiangMai

Writer & Photographer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

8 พฤษภาคม 2561
6.00 K
1

พบกับดาบฟ้า ไชยลับแลง ครั้งแรก เขาถามผมว่า “เมื่อพูดถึงเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วคิดถึงอะไร”

“ความลึกลับ… ตำนานเมืองแม่ม่าย… การห้ามพูดโกหก… อืม… แล้วก็ทุเรียนหลงลับแล” นั่นคือสิ่งที่ผมพอจะนึกออก

ดาบฟ้า ไชยลับแลง คือชายหนุ่มวัย 36 เป็นคนบ้านลับแลง ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล พ่อของเขาเป็นปู่หนาน อาจารย์ผู้ทำพิธีและมัคนายก รวมถึงเป็นเกษตรกรทำสวนทุเรียนและลางสาด ส่วนยายและทวดเป็นช่างซอ (นักร้องเพลงพื้นบ้านของล้านนา) แต่ไหนแต่ไร เขาตั้งคำถามในเชิงเหตุและผลของตำนานท้องถิ่น พร้อมๆ ไปกับความสงสัยว่าทำไมคนในตัวเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงเรียกชาวลับแลว่าเป็นคนลาว ทั้งๆ ที่ลับแลก็ไม่ได้มีอัตลักษณ์ร่วมกันกับชาวลาวเท่าไหร่ เช่นเดียวกับจังหวัดเพื่อนบ้านอย่างแพร่และน่าน ที่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวมักจะจัดให้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมร่วมกัน คนลับแลก็หาได้คล้าย

เริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เด่นชัดว่าชาติพันธุ์ของชาวลับแลส่วนใหญ่เป็นชาวไท-ยวนที่อพยพมาจากล้านนา เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของถิ่นกำเนิดตัวเองอย่างลงลึก

“เวลาผมถามใคร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันอย่างนี้ เมืองห้ามพูดโกหกเอย เมืองแม่ม่ายเอย แต่ถ้าถามคนลับแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านลับแลงจริงๆ นี่คนละเรื่องเลย” ดาบฟ้ากล่าว

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตำนานท้องถิ่นถูกผูกเข้าไว้กับประวัติศาสตร์ของผู้คน หากเมื่อตระหนักรู้อีกที อนุสาวรีย์แม่ม่ายและป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘เขตห้ามพูดโกหก’ ก็ปรากฏอยู่พร้อมซุ้มประตูทางเข้าอำเภอลับแลเรียบร้อย

ดาบฟ้าบอกผมว่าเขาไม่ได้ต่อต้านตำนานท้องถิ่น แต่การอ้างตำนานว่าเป็นประวัติศาสตร์ชุมชนคือเรื่องผิดฝาผิดตัว เขาและทันตแพทย์ภัทรภูมินทร์ ชัยชมภู คุณหมอหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ร่วมในการสืบค้นและสืบสานวัฒนธรรมล้านนา จึงร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม ‘ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง’ กลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวลับแล ศิลปิน และนักประวัติศาสตร์ ร่วมกันรื้อฟื้นและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ทั้งเพลงและทำนองซอลับแลงโบราณ ท่าฟ้อนรำ สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เลอลับแลง พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือนไม้โบราณแบบลับแลที่ดาบฟ้าได้รวบรวมมาไว้ในที่ดินผืนเดียวกัน

“ผมพบว่าประวัติศาสตร์ของเมืองลับแลที่ผ่านมาถูกเขียนและเข้าใจไปเองโดยคนภายนอก นั่นจึงก่อให้เกิดภาพจำที่คลาดเคลื่อนไปกับวิถีชีวิตของผู้คน กลายเป็นว่าเมืองลับแลเป็นเมืองในนิทานปรัมปรา ซึ่งตำนานเหล่านั้นมันไม่มีปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ใดๆ พอมันไม่เชื่อมโยงกัน การสืบค้นข้อเท็จจริงถึงที่มาของตัวตนคนลับแลก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ลับแลก็จะยังคงเป็นลับแล ในความหมายของความลึกลับคลุมเครืออยู่ต่อไป” ดาบฟ้ากล่าว

2

พ่อครูมาลา คำจันทร์ บอกผมว่าหลายปีมานี้เขาอ่านตั๋วเมือง (ตัวอักษรล้านนา) มากกว่าตัวอักษรภาษาไทยเสียอีก

มาลา คำจันทร์ คือนามปากกาของ เจริญ มาลาโรจน์ หลายคนรู้จักเขาในฐานะศิลปินแห่งชาติและนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนจากนวนิยาย เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน หากคนเชียงใหม่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมจะรู้จักเขาในฐานะนักค้นคว้าและวิจัยอักษรธรรมโบราณของล้านนา เขาเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ หน่วยงานอิสระที่ทำงานค้นคว้า ถอดความ และจำแนก คัมภีร์เก่าแก่ที่ได้รับการค้นพบตามวัดวาอารามหรือสถานที่อื่นๆ ทั่วภาคเหนือ ก่อนจะจัดระเบียบเอกสารเหล่านั้นให้กับวัดที่เป็นแหล่งค้นพบ

ฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนลับแลง จารึก

เมื่อปีที่แล้วผมได้คุยกับพ่อครูครั้งแรกในงานเปิดศูนย์ศึกษาเอกสารโบราณ (ศ.อ.บ.) ที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา เชียงใหม่ องค์กรของพ่อครู…ไม่สิ พ่อครูขอให้ใช้สรรพนามเรียกอย่างถ่อมตัวว่า ‘กลุ่ม’ ประกอบขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นรุ่นใหม่ที่มีกระบวนการทำงานไม่ซับซ้อน กล่าวคือ หากมีวัดไหนต้องการให้ ศ.อ.บ. ไปช่วยสืบค้น ศ.อ.บ. ก็จะยกทีมกันไปลงพื้นที่ ไล่อ่านคัมภีร์ใบลานและปั๊บสา (สมุดโบราณที่ทำจากกระดาษสา) เพื่อจำแนกหมวดหมู่ ถ่ายสำเนาเก็บไว้ศึกษาต่อ ก่อนจะคืนเอกสารทั้งหมดให้เป็นสมบัติของวัด โดยไม่แสวงหากำไรใดๆ…

ใช่, พ่อครูบอกผมว่ากำไรของเขาคือการสร้างนักประวัติศาสตร์และนักวรรณกรรมรุ่นใหม่ ในขณะที่ยังมีคัมภีร์ใบลานนับร้อยนับพันฉบับที่ยังไม่ถูกเปิดอ่านทั่วภาคเหนือ หากจำนวนผู้คนที่สามารถอ่านอักษรโบราณนี้ได้กลับน้อยลงไปทุกที การสร้างบุคลากรมาช่วยค้นคว้าและต่อยอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้มากขึ้น ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของเขา นอกเหนือจากการมีโอกาสได้เสพความงามทางภาษา ความคิด และความเชื่อ ของผู้คนในสมัยก่อนผ่านวรรณกรรมโบราณที่ค้นพบ

วัดท้องลับแล

ปลายเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ผมพบพ่อครูมาลาเป็นครั้งที่ 2 ที่อำเภอลับแล นั่นคือช่วงเวลาหลังจากที่กลุ่มฟื้นฟูอัตลักษณ์ไท-ยวนของดาบฟ้าชักชวนชาวบ้านช่วยกันบูรณะหอไตรกลางน้ำภายในวัดท้องลับแล ตำบลฝายหลวง และขนย้ายคัมภีร์ใบลานที่อยู่ภายในออกมาไว้ในวิหาร ก่อนจะเชิญ ศ.อ.บ. ลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบเอกสารโบราณที่มีนับร้อยฉบับดังกล่าว

นั่นเป็นครั้งที่ 2 อีกเช่นกันที่ได้พบดาบฟ้า เพราะผมตอบรับคำชวนของเขามาลงพื้นที่สังเกตการณ์ที่นี่

3

ผมไปเยือนอำเภอลับแลช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่จัดพิธีแห่น้ำขึ้นโฮง พิธีกรรมเก่าแก่ที่จัดขึ้นเพื่อสักการะ ‘เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร’ บุคคลที่ตำนานในท้องที่ระบุว่าเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งเมือง

ม่อนอารักษ์

พิธีกรรมที่มีขึ้นทุกวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี จะจัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารในตำบลฝายหลวง ณ เชิงเขาที่มีชื่อว่า ‘ม่อนอารักษ์’ ภูเขาอันเป็นที่สถิตของวิญญาณกษัตริย์ ชาวบ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้านต่างนุ่งซิ่นตีนจกแบบพื้นเมือง เดินขบวนมาจากหมู่บ้านของตัวเอง พร้อมหาบน้ำที่ตักมาจากบ่อของหมู่บ้าน ขึ้นภูเขาไปมาสรงน้ำยังหอเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารด้านบน ด้วยความเชื่อว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ จะดลบันดาลให้ชาวเมืองอยู่ดีกินดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และเรือกสวนไร่นาที่เป็นทั้งอู่ข้าวอู่น้ำและฐานเศรษฐกิจหลักของเมืองออกผลอุดมสมบูรณ์

ตำนานเล่าว่าพิธีกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 1513 หรือกว่า 1,000 ปีมาแล้ว โดยใน พ.ศ. 2526 ทางเทศบาลก็ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ขึ้นเป็นรูปธรรม กระนั้นความน่าสนใจไม่แพ้ความเก่าแก่ของพิธีกรรม คือตัวตนของพระองค์ท่าน ที่ซึ่งคนท้องถิ่นเองยังเข้าใจไม่ตรงกัน

ในขณะที่ทางราชการผู้จัดสร้างอนุสาวรีย์ให้ข้อมูลว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นราชบุตรของพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน (ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) พระองค์เป็นผู้นำชาวเชียงแสนอพยพหนีโรคระบาดลงมาปักฐานอยู่ที่เมืองลับแลเมื่อ พ.ศ. 1513 พร้อมอภิเษกสมรสกับนางสุมาลีเเละนางสุมาลา (ที่เล่ากันว่าทั้งสองเป็นคนคิดค้นผ้าซิ่นตีนจก) หลังสิ้นพระชนม์ ชาวเมืองก็ฝังร่างของพระองค์ไว้บนยอดม่อนอารักษ์แห่งนี้ ก่อนจะมีพิธีสักการะเรื่อยมา นั่นคือการอธิบาย ‘ที่มา’ ของชาวลับแลเรื่องหนึ่ง

กระนั้นในมุมมองของชาวลับแลอีกส่วน กลับเห็นต่างว่าเจ้าฟ้าฮ่ามฯ เป็นดวงวิญญาณอารักษ์ที่บรรพบุรุษชาวเชียงแสนอัญเชิญมาจากบ้านเกิด เมื่อครั้นอพยพหนีการรุกรานของพม่าจากบ้านเกิดลงมาตั้งถิ่นฐาน ณ ดินแดนนี้ โดยมีศาลสถิตอยู่บนม่อนอารักษ์

“เมื่อเทียบปี พ.ศ. 1513 ก็ไม่ตรงกับพงสาวดารฉบับไหนแล้วครับ ตำนานเรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ กล่าวคืออาจไม่มีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือถ้ามี ก็อาจจะไม่ใช่บุคคลในปี พ.ศ. 1513” ฉัตรชัย แว่นตา นักวิจัยเอกสารโบราณผู้มีพื้นเพเป็นคนลับแล กล่าว

อีกหนึ่งหลักฐานที่ช่วยเน้นย้ำความเลื่อนลอยของตำนานนี้ก็คือต้นทางของข้อมูล ซึ่งฉัตรชัยและดาบฟ้าเล่าตรงกันว่ามาจากหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูฉิมพลีคณายุกต์-เนื้อหาในเล่มเล่าถึงประวัติการก่อตั้งเมืองลับแล หากพระครูผู้เขียนก็ได้ชี้แจงอยู่ในเล่มแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากที่ท่านนิมิตฝัน ก่อนจะเรียบเรียงออกมา

“มีทั้งชาวบ้านที่เชื่อตามตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร และชาวบ้านที่เชื่อว่าท่านไม่มีตัวตนอยู่จริง เป็นเพียงวิญญาณอารักษ์ที่อัญเชิญมาไว้ที่เมืองนี้ แต่นั่นดูไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร เพราะสถานะของพระองค์ท่านก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้านที่นี่ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นจึงเป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์มากกว่า ที่ต้องมาสืบค้นกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร” ฉัตรชัยเสริม

4

วัดท้องลับแลตั้งอยู่ห่างจากม่อนอารักษ์เพียงเดินเท้าไม่กี่อึดใจ ในแวดล้อมของจิตรกรรมสีฝุ่นเรื่องมหาเวสสันดรชาดกบนผนังภายในวิหาร พ่อครูมาลาและคณะกำลังรื้อค้นเอกสารโบราณที่ชาวบ้านช่วยกันขนย้ายมาเตรียมไว้ให้

วัดท้องลับแล วัดท้องลับแล

เอกสารมีหลายร้อยฉบับ มากกว่าครึ่งอยู่ในสภาพชำรุดจากกาลเวลา และมีคัมภีร์ใบลานส่วนหนึ่งที่เปื่อยยุ่ยจนคล้ายว่าเมื่อมันต้องลมก็พร้อมจะผุสลายได้ทุกเมื่อ กระบวนการทำงานจึงเป็นไปค่อนข้างช้า เพราะทีมงานที่มีด้วยกัน 7 คนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ระหว่างที่ผมเตร็ดเตร่สำรวจบ้านเรือนและเรือกสวนในลับแลตลอด 3 วัน ผมไม่ได้คุยกับทั้งพ่อครูมาลาและดาบฟ้าใดๆ ต่างคนก็ต่างคร่ำเคร่งกับหน้าที่ของตัวเองไป (ครับ, หน้าที่ของผมคือการเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกนี่แหละ) แต่นั่นล่ะ เย็นย่ำของวันที่ 3 ที่ผมอยู่ที่นี่ ระหว่างมื้ออาหารค่ำที่พิพิธภัณฑ์ของดาบฟ้า พ่อครูกับทีมงานเอกสารโบราณเพิ่งมุ่งตรงมาจากวัดเพื่อบอกข่าวดีแก่ดาบฟ้า และเราก็มีเรื่องต้องคุยกันอีกครั้ง

วัดท้องลับแล

เป็นสมุดแบบที่เราเห็นทั่วไปในปัจจุบันที่พ่อครูมาลาเรียกมันว่า ‘สมุดฝรั่ง’ เขียนด้วยอักษรไทย เนื้อหาภายในได้รับการคัดลอกมาจากคัมภีร์ใบลานเดิมที่ใกล้จะเปื่อยผุ คัดลอกโดยพระครูธรรมเนตรโสภน อดีตเจ้าคณะอำเภอและเจ้าอาวาสวัดท้องลับแล เอกสารดังกล่าวคือตำนานพระเจ้ายอดคำทิพย์ พระพุทธรูปองค์สำคัญของวัด ต้นฉบับเขียนโดยพระสุวรรณปัญญาญาณ เมื่อ พ.ศ. 2128 โดยในคำนำที่พระครูธรรมเนตรโสภณเขียนไว้ระบุว่าท่านพบต้นฉบับใบลานนี้เมื่อคราวบูรณะแท่นพระเจ้ายอดคำทิพย์ ราวปี พ.ศ. 2507 ใบลานซุกอยู่ในโพรงใต้ฐานพระ ท่านเห็นว่าเป็นเอกสารสำคัญจึงเอามาแปลจากอักษรธรรมล้านนาเป็นอักษรไทยใส่ลงสมุด

ตัดภาพมาในยุคปัจจุบัน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า หนึ่งในทีมงาน ศ.อ.บ. ก็ได้พบสมุดเล่มนี้เข้าอีกทีภายในกองคัมภีร์ใบลานที่วางสุมกันอยู่กลางวิหาร

คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม คัมภีร์ใบลานเดิม

การค้นพบเอกสารที่ว่าด้วยตำนานการสร้างพระพุทธรูปพระเจ้ายอดคำทิพย์ดูจะไม่เกี่ยวอะไรกับประวัติเมืองลับแลเลย หากไม่มีใครสักคนอ่านมันอย่างละเอียด เพื่อพบว่าตำนานได้อ้างอิงที่มาของเมืองลับแลไว้ โดยเฉพาะห้วงเหตุการณ์ที่เจ้ายี่กุมกาม เจ้าเมืองเชียงราย (ในเอกสารเขียนว่าเจ้ายี่ความแก้ววงเมือง) ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าไสลือไทแห่งสุโขทัย เพื่อยกทัพไปบุกเชียงใหม่หวังยึดบัลลังก์จากพระญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระอนุชา แต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องกลศึกของฝ่ายล้านนา เจ้ายี่กุมกามจึงได้เทครัวหรือกวาดต้อนชาวเมืองเชียงรายพาผู้คนติดตามกองทัพสุโขทัยลงมาตั้งรกรากอยู่บนพื้นที่ที่มีชื่อว่าเวียงสระหนองหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองลับแลในปัจจุบัน

เอกสารฉบับเดียวกันยังอ้างอิงอีกห้วงเหตุการณ์ คือหลังจากยุคเจ้ายี่กุมกามย้ายมาเวียงสระหนองหลวงแล้ว พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ของราชวงศ์มังราย ยกทัพลงมาจากเชียงใหม่เพื่อขับไล่กองทัพอยุธยาของพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ โดยกองทัพของพระเจ้าติโลกราชก็ได้มาพักพลที่เมืองแห่งนี้ และพบว่าผู้คนถิ่นนี้เป็นชาวไท-ยวนอยู่แล้ว ต่อมาหลังจากพระองค์สามารถขับไล่กองทัพอยุธยาออกไปแล้ว ก็ได้สถาปนาเวียงสระหนองหลวงเป็นเมืองลับแลงไชย และราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าติโลกมหาราชาฟ้าฮ่าม ปฐมกษัตริย์แห่งลับแลงไชย

ในเอกสารยังกล่าวด้วยว่าคำว่า ‘ฟ้าฮ่าม’ ที่พ่วงท้ายชื่อมาจากเมื่อตอนที่พระเจ้าติโลกราชเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้และพบว่าท้องฟ้ามีแสงสีแดงอร่าม (ฮ่าม) ในยามบ่าย (แลง) ที่ดวงตะวันใกล้จะลับ

นั่นคือที่มาของคำว่า ลับแลง

พ่อครูมาลาบอกว่าจากเนื้อความในเอกสาร ซึ่งได้ตรวจสอบปีพุทธศักราชและข้อมูลที่สอดรับกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ‘มีความเป็นไปได้’ ว่าห้วงเหตุการณ์แรกในยุคเจ้ายี่กุมกามน่าจะอธิบายการอพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองลับแลของชาวไท-ยวน ซึ่งปัจจุบันเป็นชาติพันธุ์หลักของพื้นที่ ขณะที่เหตุการณ์ที่สองซึ่งสอดรับกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าพระเจ้าติโลกราชเสด็จลงมาทำการศึกกับอยุธยาในภูมิภาครอบๆ นี้จริง หากก็ไม่มีระบุมาก่อนว่าพระองค์ท่านเคยเสด็จมาที่ลับแล เอกสารจึงนำเสนอข้อมูลใหม่ที่ว่า บางทีเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารที่ชาวลับแลเลื่อมใสศรัทธาในฐานะวิญญาณอารักษ์อาจจะเป็นบุคคลคนเดียวกับพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่งแห่งล้านนา

5

ครับ, ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมดาบฟ้าถึงปลื้มปริ่มกับข้อมูลชุดนี้มาก จนถึงกับน้ำตาคลอหน่วย ก่อนจะก้มลงกราบพ่อครูมาลาเป็นการขอบคุณ

และผมก็ต้องใช้เวลาอยู่นาน สอบถามใครหลายคนเพื่อไล่เรียงเรื่องราวและบริบทโดยรอบ ตัดทอนให้เหลือเพียงประวัติโดยสังเขปที่เพิ่งเขียนไปข้างบน

มีความพ้องพานที่น่าจะเป็นไปได้อีกประการซึ่งดาบฟ้ามาเล่าให้ฟังภายหลังที่เขาทุเลาจากอาการปลื้มปีติ นั่นคือเอกสารโบราณที่เพิ่งค้นพบชุดใหม่นี้มีโครงเรื่องที่ว่าด้วยตำนานเมืองลับแลคล้ายคลึงกับตำนานชุดเก่าที่พระครูฉิมพลีคณายุกต์เขียนถึงประวัติเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารจากการนิมิตฝัน ยิ่งเมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่ว่าทั้งพระครูธรรมเนตรโสภณ ผู้คัดลอกเอกสาร กับพระครูฉิมพลีคณายุกต์ อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน

“จะมีความเป็นไปได้ไหมว่าพระครูฉิมพลีท่านได้รับพื้นเรื่องจากวรรณกรรมที่บันทึกในคัมภีร์ที่วัดท้องลับแลที่เราเพิ่งเจอฉบับนี้ไปซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า หากมีการเปลี่ยนเพี้ยนในชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ รวมทั้งห้วงเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ดาบฟ้าสันนิษฐาน (ตำนานเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารฉบับปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงเหตุการณ์ไว้ที่ พ.ศ. 1513 ส่วนฉบับที่เพิ่งค้นพบใหม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นช่วงต้นปีพุทธศักราช 2000-ผู้เขียน)

กระนั้นก็ดี เอกสารที่คณะของพ่อครูมาลาพบ ก็ถือเป็นข้อมูลใหม่ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมาช่วยคลี่คลายตัวตนในประวัติศาสตร์ของเจ้าฟ้าฮ่ามฯ ไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเอกสารโบราณฉบับแรกที่กล่าวถึงที่มาของเมืองลับแลงไชยหรือเมืองลับแลโดยตรง¹

ขณะที่พ่อครูมาลาให้ความเห็นต่อว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีเอกสารเกี่ยวกับเมืองลับแล ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งค้นพบนี้อยู่อีกหลายฉบับตามวัดแห่งอื่นๆ หากตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงใดๆ ได้ กระนั้นในมุมมองของดาบฟ้า เอกสารก็จุดประกายความหวังในการแยกตำนานออกจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อจะทดแทนมันด้วยข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้เสียที

“แม้เอกสารฉบับนี้ฉบับเดียวจะไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของที่มาเมืองลับแลงได้ แต่อย่างน้อยมันก็ยืนยันกับผมว่าสิ่งที่ผมและทีมงานทำที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ลับแลงคือเมืองที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง เป็นเมืองที่มีตัวตนที่ไม่ได้เกิดจากตำนานปรัมปรา” ดาบฟ้ากล่าวด้วยแววตาที่เปี่ยมความหวัง

เขาไม่ได้เล่าอะไรให้ผมฟังมากกว่านี้ หากผมก็รู้ได้เองว่าจากนี้คงเป็นงานหนักของเขาและทีมงาน เพราะไม่ใช่แค่การตามหาเอกสารโบราณมาอ้างอิงเพิ่มเติม แต่ที่ต้องใช้พละกำลังมากกว่านั้น น่าจะเกิดขึ้นหากได้หลักฐานมาอ้างอิงสมใจ นั่นคือการต้องนำข้อมูลใหม่ที่คัดง้างกับข้อมูลเก่ามาเสนอสู่สาธารณะ-การเล่นกระดานโต้คลื่นทางประวัติศาสตร์ ที่ซึ่งความเชื่อเดิมได้ฝังรากลึกลงไปถึงท้องมหาสมุทร

และนี่คือสิ่งที่ท้าทายกลุ่มนักประวัติศาสตร์ชุมชนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ที่สุด

แต่นั่นล่ะ เช่นเดียวกับที่ชายหนุ่มไท-ยวนเลือดลับแลเข้มข้นคนนี้บอกกับผมว่า การลงแรงลงสมองของพวกเขาที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า สำหรับผม การมาเยือนบ้านเกิดของดาบฟ้าครั้งนี้ ก็หาได้้เสียเปล่าเหมือนกัน

¹ ดาบฟ้าให้ข้อมูลว่าเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่เอ่ยถึงเมืองลับแลอย่างเป็นทางการคือ ‘คู่มือตอบคำถามสำหรับทูต’ ที่ไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยในเอกสารนั้นเพียงอ้างอิงว่า เมืองลับแล เป็นเมืองรองเมืองหนึ่งในแคว้นพิชัย ซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือแคว้นที่ 8 ของอาณาจักรสยาม (อ้างอิงจาก www.silpa-mag.com)

Writer & Photographer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load