โชคดีจัง ที่วันนี้ฝนไม่ตก

หลังจากพยายามเดาทิศเดาทางเมฆฝนบนฟ้าในระยะนี้ มองบนไปไกล ดูฟ้าว่าเมฆฝนจะสื่อสารบอกอะไรเราก่อนออกจากบ้าน

มองบนไปไกล ถึงใครที่อยู่ห่างออกไปจากตรงนี้ว่าเขามีวันที่ดีหรือเปล่า

และมองบนไปไกลถึงใครบนนั้นว่า ไม่ต้องเป็นห่วง

เช่นเดียวกับที่เราอยากจะชวนคุณมองบน บนอีก บนอีก บนไปถึงยอดตึกของอาคารห้างร้านต่างๆ

ใครหลายคนคงเคยเห็นตราครุฑที่อยู่บนยอดตึกสูงบนชื่ออาคารห้างร้านดัง ดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่กับรูปแบบอาคารทันสมัย สืบค้นจึงพบว่าเป็นเครื่องหมายที่บอกถึงการเป็นกิจการที่ดีแบบโบราณ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ที่น่าสนใจคือ นอกจากเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งกิจการที่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศแล้ว ตราตั้งห้างยังทำให้เรานึกถึงหลักการของธรรมภิบาล (Good Governance) หรือหลักการบริหารกิจการที่ดีระดับสากล ในแบบที่มาก่อนกาลร่วมร้อยปี

จากตัวอย่างห้างร้านที่ได้รับตราตั้งห้างอันรุ่งเรืองทั้งในอดีตและปัจจุบันจำนวนมาก ทำให้เราเห็นว่าภายใต้เครื่องหมายทางการอันน่าเกรงขามนั้นเต็มไปด้วยเกียรติยศและความตั้งใจของคนที่ประกอบกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งต่อให้กิจการห้างร้านนั้นๆ อาจและไม่อาจฝืนทนต่อสายธารของยุคสมัยที่เชี่ยวกราก เราก็จะจดจำได้อยู่ดี

 

ตั้งตา

ตราครุฑที่เราเห็นประดับอยู่บนอาคารหรือสถานที่ที่ไม่ใช่หน่วยงานราชการ ในตำแหน่งเหนือป้ายชื่ออาคาร บริษัท หรือห้างร้านเหล่านี้คือเป็นเครื่องหมายของการพระราชทาน ‘ตราตั้งห้าง’ มีความหมายว่า กิจการห้างร้านแห่งนั้นได้รับพระราชทานเกียรติยกย่องให้เป็นบริษัทห้างร้านที่ประกอบการค้ากับพระราชสำนักมาเป็นเวลานาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและไว้วางใจของประชาชน

เป็นธรรมเนียมที่เริ่มใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว และยังคงถือปฏิบัติมาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยได้รับอิทธิพลมาจากตราตั้งห้างของชาวตะวันตกที่เรียกว่า Royal Warrant of Appointment โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ซึ่งพระมหากษัตริย์จะพระราชทานตราพระจำพระองค์หรือตราราชวงศ์สำหรับพ่อค้าและกิจการที่จัดหาสินค้าหรือบริการแก่ราชสำนักด้วยความเรียบร้อยและมีความสัมพันธ์อันมั่นคงมายาวนาน

ก่อตั้ง

สำหรับการพระราชทานตราตั้งห้างในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราแผ่นดินแบบอาร์ม (Coat of Arms) ซึ่งมีใช้เฉพาะในรัชกาลที่ 5 มีลักษณะการผูกตราแบบยุโรป เบื้องล่างระบุข้อความ “ตั้งโดยพระบรมราชานุญาต” พระราชทานแก่ผู้ประกอบกิจการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาใช้สอยให้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ เช่น ช่างทองหลวง ช่างถ่ายรูปหลวง เพื่อเป็นเกียรติยศและพระราชทานไว้เพื่อเป็นตราเพื่อการค้า

นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีการแบ่งแยกตราตั้งพระราชทานที่เป็นของพระมหากษัตริย์ ของสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ตามราชสำนักของอังกฤษ

เช่น หากห้างร้านติดต่อกิจการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานเครื่องหมายตราพระราชเสาวนีย​์ หรือหากเป็นห้างร้านที่ติดต่อดำเนินกิจการการค้าโดยเฉพาะกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ห้างนั้นจะได้รับพระราชทานพระราชลัญจกรประจำพระองค์

ตั้งชื่อ

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนตราแผ่นดินใหม่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ ตราตั้งห้างที่พระราชทานจากพระมหากษัตริย์ไทยจึงเปลี่ยนมาเป็นรูปครุฑพ่าห์ หน้าอัดทรงเชิดตามแบบตัวอย่างของกระทรวงวัง มีข้อความประกอบเบื้องล่างว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต” หรือเป็นอักษรภาษาต่างประเทศว่า “By Appointment to His Majesty the King of Siam” แทนภาษาไทย

ตั้งตัว

ในรัชสมัยต่อๆ มา ได้ขยายขอบเขตการพระราชทานตราตั้งห้างแก่บริษัทห้างร้านและผู้ประกอบกิจการที่กว้างขวางมากขึ้น โดยจะพระราชทานตราตั้งห้างตามพระราชอัธยาศัยเป็นสำคัญ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการในรูปแบบต่างๆ และส่งเสริมให้เกิดการประกอบกิจการภายในประเทศ ประหนึ่งเป็นการรับรองห้างร้านที่ประกอบกิจการดี เป็นที่ยอมรับนับถือและฐานะมั่นคง

ทำให้คิดถึงหลักของการทำธรรมภิบาล (Good Governance) หลักการและแนวคิดที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ระบบที่สะท้อนประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ คำนึงถึงหน้าที่และความร่วมมือของผู้ส่วนร่วม เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ คือความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นวิถีสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืนในองค์กรห้างร้านใดๆ

 

ตั้งใจ

การดำเนินการขอพระราชทานตราตั้งห้างนั้น ตามระเบียบซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2482 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายครุฑพ่าห์ พ.ศ. 2534 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 กำหนดคุณสมบัติของบุคคลหรือห้างร้านบริษัทที่จะขอพระราชทานตราตั้งห้างกล่าวโดยสรุป ดังนี้

เป็นผู้มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือจดทะเบียนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ทำการติดต่อกับกรมกองต่างๆ ในพระราชสำนักมาก่อน มีฐานะการเงินดี เป็นที่เชื่อถือของประชาชนมานาน ประกอบการค้าโดยสุจริต ตั้งอยู่ในศีลธรรมและไม่เคยมีความผิดฐานทุจริตเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้สึกของมหาชน และไม่มีหนี้สินรุงรัง เว้นแต่หนี้อันเป็นปกติวิสัยธรรมดาเฉพาะกิจการค้าตามประเภท

การยื่นหนังสือขอพระราชทานต่อสำนักพระราชวัง ผู้ขอต้องแสดงชื่อ นามสกุล ที่อยู่อันเป็นหลักแหล่ง รวมถึงมีหน้าที่ใดในห้างร้านแห่งนี้ ระบุประเภทของประเภทการค้า ยื่นใบสำคัญแสดงหลักฐานการเงินและค้าขายของห้างร้านประกอบการวินิจฉัย และลงลายมือชื่อรับรองว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับของตราตั้งห้าง

 

ตั้งค่า

เมื่อสำนักพระราชวังตรวจสอบและพิจารณาแล้วเห็นว่า บุคคลหรือห้างร้านบริษัทมีคุณสมบัติสมควรได้รับพระราชทานตราตั้ง จะทำความขึ้นกราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีในฐานะบังคับบัญชาสำนักพระราชวังออกตราตั้งให้และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

จากนั้นบริษัทห้างร้านจะทำเครื่องหมายตราตั้งขึ้นเอง โดยจัดทำให้ถูกต้องตามแบบกระทรวงวัง และจะใช้เครื่องหมายตราตั้งประดับ ณ ที่ทำการค้าขาย พิมพ์รูปจำลองเครื่องตราตั้งลงในกระดาษ ซอง ใบเก็บเงิน ใบเสร็จ ฉลากของ พาณิชยบัตร แผงยานพาหนะส่งของได้ ที่สำคัญ บริษัทห้างร้านนั้นๆ ต้องบำเพ็ญตนให้อยู่ในฐานะอันดีหรือดีขึ้นไป

ตั้ง…แต่

สำหรับข้อบังคับใช้ตราตั้งห้างนั้น สำนักพระราชวังระบุไว้ตามระเบียบดังนี้

ห้ามไม่ให้ใช้เครื่องหมายตราตั้งเป็นยี่ห้อสินค้าของห้าง ห้ามไม่ให้ใช้ธงอันมีรูปเครื่องหมายตราตั้ง ห้ามไม่ให้ใช้คำว่า ‘หลวง’ เช่น ช่างทองหลวง เป็นต้น ห้ามไม่ให้ใช้ตราตั้งหรือรูปจำลองเครื่องหมายตราตั้งในการอันไม่เกี่ยวกับการค้าขาย ห้ามประกาศหรือแจ้งความโฆษณาว่าตนเป็นผู้ทำการติดต่อกับราชการในพระราชสำนัก และห้ามไม่ให้ทำรูปจำลองหรือสำเนาตราตั้งแม้ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ตัวตั้ง

บริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) จากร้านขายของเบ็ดเตล็ดเล็กๆ ย่านสำเพ็ง ก่อตั้งใน พ.ศ. 2434 โดยนายแป๊ะ โอสถานุเคราะห์ ที่ได้นำสูตรยาจีนโบราณที่ชื่อว่า ยากฤษณากลั่น มีสรรพคุณบรรเทาโรคปวดท้องเป็นอย่างดี ก่อนจะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ในการซ้อมรบของกิจการเสือป่าที่นครปฐม ด้วยประสิทธิผลของยาต้นตำรับ รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระราชทานเข็มเสือป่าและประทานนามสกุลแก่นายแป๊ะ ใน พ.ศ. 2456 นำความภาคภูมิใจสู่ร้านเต๊กเฮงหยู ก่อนจะย้ายไปยังถนนเจริญกรุงและเปลี่ยนชื่อร้านเป็นโอสถสถานเต๊กเฮงหยู ผลิตและจำหน่ายยาสามัญประจำบ้าน รุ่งเรืองตามลำดับมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 126 ปี และได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2502 

ที่มา: osotspa.com

ห้องทองตั้งโต๊ะกัง ร้านทองเก่าแก่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อตั้งโดยนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ต่อมาดำเนินการสืบทอดโดยทายาทรุ่นที่สองก่อนจะจดทะเบียนการค้าใน พ.ศ. 2457 และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2464 หรือในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบัน อาคารห้างร้านทองตั้งโต๊ะกังที่สูงกว่า 7 ชั้นได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร โดยทายาทครอบครัวตันติกาญจน์เห็นชอบให้จัดทำพื้นที่ชั้น 3 และ 6 เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติห้างและให้ความรู้เรื่องการทำทอง

สยามกลการ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2495 ดำเนินธุรกิจค้ารถยนต์ใหม่และเก่า และเป็นผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศเจ้าแรกของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาใน พ.ศ. 2505 ก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทยด้วยกำลังผลิตเพียงวันละ 4 คัน และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2515 ปัจจุบันยังคงดำเนินธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์และเป็นสินค้าชั้นนำในตลาดโลก

ที่มา: www.siammotors.com

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีจุดเริ่มต้นจากความสำเร็จของกิจการขายหนังสือของคุณสัมฤทธิ์ คุณเตียงผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจร่วมทุนกับลูกชาย เปิดร้านค้านามบริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้งใน พ.ศ. 2490 จำหน่ายหนังสือนานาชนิดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบุกเบิกการนำเข้าสินค้าหลากหลายจากต่างประเทศ เป็นแหล่งรวมนักเรียนนอกในสังคมไทย ก่อกำเนิดห้างสรรพสินค้าสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งยุค ก่อนจะเรียนรู้ผ่านเส้นทางทั้งขรุขระและราบรื่น เป็นธุรกิจห้างร้านที่ผูกพันมาตลอด 70 ปี โดยได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2549 

ร้านยูไลย เทเลอร์ ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2484 โดยนุ้ย แซ่หลุ่ย ยูไลย มาจากภาษาจีนแปลว่า ความประณีตและพิถีพิถัน ด้วยชื่อเสียงของร้านที่เป็นไปตามชื่อ จึงเป็นที่รู้จักในวงการว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตัดเย็บเสื้อสูท  เสื้อราชประแตน ที่ทั้งประณีต พิถีพิถัน และตรงต่อเวลา ทั้งเป็นที่ได้รับความไว้วางใจจากพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นสูง นักการเมือง นักธุรกิจ และลูกค้าจากต่างประเทศ และรุ่งเรืองตามลำดับ จนได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2550

วิวิธภูษาคาร ร้านตัดเย็บเครื่องแบบเสือป่าและลูกเสือในสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะขยายกิจการเป็นร้านเครื่องแบบข้าราชการและเครื่องแบบนักเรียนใน พ.ศ. 2455 เป็นห้างร้านเดียวในประเทศที่ได้รับตราตั้งห้างแบบพิเศษ เป็นตราที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมข้อความเบื้องล่างตราสัญลักษณ์ว่า “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษ” (ไม่ทราบปีที่ได้รับตราตั้งห้าง) ปัจจุบันร้านวิวิธภูษาคารเปลี่ยนเป็นโรงแรมชื่อ Vivit Hostel โดยที่มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโรงแรมยังรับตัดเสื้อด้วยช่างฝีมือรุ่นสุดท้าย และจัดโชว์ข้าวของเครื่องแบบสมัยก่อน

ที่มา: www.vivithostel.com

โรงงานวิเศษนิยม โรงงานผลิตและจำหน่ายยาสีฟันตำรับโบราณรายแรกของประเทศไทย จากตำรับวิชายาสีฟันที่นางผิน แจ่มวิชาสอน ผู้ก่อตั้งได้รับมาจากท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์ แพทย์แผนโบราณประจำโรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนทำยาสีฟันแจกลูกเสือในงามชุมนุมลูกเสื้อทั่วประเทศสมัยรัชกาลที่ 7 จนมีผู้คนเรียกร้องให้ผลิตออกจำหน่าย กลายเป็นยาสีฟันที่แพร่หลายเรื่อยมาจนถึงในปัจจุบัน ก่อนจะได้รับพระราชทานตราตั้งห้างใน พ.ศ. 2509

ที่มา: visetniyom.com

ห้าง ต.เง๊กชวน ก่อตั้งโดย นายชวน ธันวารชน อดีตผู้จัดการโรงภาพยนตร์บางลำพู ผู้บุกเบิกหนังสือและสื่อเกี่ยวกับภาพยนตร์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นเสียงตรากระต่าย แผ่นเสียงบันทึกเพลงยุคแรกๆ และสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวกับแผ่นเสียงใน พ.ศ.2468 เป็นห้างร้านที่มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะดนตรีนาฏศิลป์ไทยและเพลงพื้นบ้านไทย ได้รับพระราชทานตราตั้งห้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบัน ห้าง ต.เง๊กชวน ยังคงเปิดกิจการอยู่เพียงแต่เปลี่ยนจากแผ่นเสียงมาเป็นขนมเบื้องแม่ประภาเจ้าอร่อยแห่งย่านบางลำพู ด้วยความเชื่อของตระกูลว่าให้ดำเนินกิจการใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมแล้วจะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเมื่อเห็นจำนวนลูกค้าที่รอคอยขนมเบื้องหอมๆ ที่หน้าร้านเราก็ไม่ขอปฏิเสธความเชื่อนี้แต่อย่างไร

ที่มา: อะหนึ่ง OKnation

ที่มา

ชนาภา ดิษฐปัญญา. (2559). ห้างทองตั้งโต๊ะกัง. สืบค้นจาก http://asaconservationaward.com/index.php/2016-06-13-15-23-31/commercial2543/347-governor-tangtohkanggoldshop-bkk-province (23 ตุลาคม 2560)

ชัชพล ไชยพร. (ไม่ทราบปี). ตราตั้งห้าง. สืบค้นจาก http://digi.library.tu.ac.th/index/0167/28-1-Jan-2552/12PAGE96-PAGE100.pdf (24 ตุลาคม 2560)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องระเบียบการพระราชทานตราตั้งห้าง. (6 พฤษภาคม 2482). ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 422 วันที่ 15พฤษภาคม 2482. สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/418.PDF (24 ตุลาคม 2560)

Writer & Photographer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

นับตั้งแต่ ‘ภาวะโลกร้อน’ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญโดยนักสิ่งแวดล้อม ‘ความยั่งยืน’ ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่ดังคู่กันมาในฐานะหนทางที่จะช่วยให้รอดจากวิกฤตคำแรก

ยิ่งเมื่อโลกใบเดิมถูกซ้ำเติมด้วยมหันตภัยไวรัสโคโรนา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจึงฝังรากลงในความตระหนักรู้ของคนทั่วไป กลายเป็นวาระระดับสากลที่ทุก ๆ วงการยึดถือเป็นหลักใหญ่ในการขับดันไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ภาคธุรกิจจึงตกผลึกแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาลที่ดี (Governance) หรือ ‘ESG’ ซึ่งกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมาตรฐานสากลในการดำเนินกิจการของนานาอารยประเทศ

เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่เฉพาะผู้ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจยุคนี้ก็ไม่ใช่แค่วัดผลกำไรหรือขาดทุน การรักษาทรัพยากรคน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปสู่คนรุ่นหลังก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำการค้าควรพิจารณาถึง เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจของตนในวันหน้า

เมื่อความยั่งยืนทางสังคมและธุรกิจโคจรมาบรรจบกัน จึงเป็นที่มาของเวทีสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ESG มากหน้าหลายตา มาร่วมให้ความรู้เรื่องความยั่งยืน แนวโน้มธุรกิจยุคใหม่ ตลอดจนเคล็ดวิธีการปรับตัวของนักธุรกิจรุ่นลูกหลานที่จะขึ้นมารั้งบังเหียนต่อไปในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

เห็นได้จากประโยคเด็ดแฝงแง่คิดทั้ง 10 ประโยคที่ The Cloud คัดเอามาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

บทเรียนข้อที่ 1
“เราไม่ได้อยู่ในยุค Climate Change แต่อยู่ในยุค Climate Crisis”

คุณอนันตชัย ยูรประถม

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

คำพูดที่ฟังน่าหวั่นใจของผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (SBDi) มาพร้อมกับสถิติต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาไม่สมดุล เมื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก ทุกอย่างก็ส่งผลต่อธุรกิจ ในยามปกติการบริหารงานเป็นเรื่องเฉพาะของบริษัท แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ ธุรกิจอื่นก็ให้ความสนใจต่อคู่ค้าว่าจะฝ่าฟันปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปได้อย่างไร ผู้ทำการค้ายุคนี้จึงควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ นอกเหนือจากผลการค้าด้วย

บทเรียนข้อที่ 2
“แค่เปลี่ยนหลอดไฟแล้วไม่ระวังเรื่องความปลอดภัย ก็ไม่ผ่านหลักสิทธิมนุษยชน”

คุณอนันตชัย ยูรประถม

“คนทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และควรมีสิทธิที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและจิตใจ แค่บริษัทให้ลูกจ้างใช้เก้าอี้ขาพิการต่อขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟ ก็ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว”

หัวใจของ ESG โดยเฉพาะ S และ G นั้นผูกพันกับหลักสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างแยกกันไม่ออก ผู้อำนวยการอนันตชัยได้ยกตัวอย่างนโยบายและการทำ CSR ที่ขัดต่อหลักการนี้หลายกรณี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นกันชัด ๆ ว่าเหตุใดจึงประสบความล้มเหลวและได้รับกระแสตอบรับด้านลบเอามาก

บทเรียนข้อที่ 3
“ถ้าเรามองด้วยแว่นของความรอบคอบบวกกับวิสัยทัศน์ ทุกอย่างเป็นโอกาสได้หมด”

คุณสฤณี อาชวานันทกุล

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

ท่ามกลางความกังวลต่อการเทรนด์ธุรกิจโลกที่ ESG กำลังมาแรง นักวิชาการอิสระและผู้ก่อตั้งบริษัท ป่าสาละ จำกัด ได้แนะนำวิธีการปรับตัวในยุคนี้ว่าเจ้าของธุรกิจต้องประเมินปัจจัยเสี่ยง ESG อย่างรอบด้าน มองให้ชัดว่ากิจการสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างไร และมีปัจจัยภายนอกใดที่กระทบต่อบริษัทของเราบ้าง การฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือชุมชน ก็เป็นประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากเจ้าของกิจการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาประกอบกัน ก็จะมองเห็นโอกาสในทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

บทเรียนข้อที่ 4
“E-S-G ต้องมีเป้าหมาย ถ้ามีเป้าหมาย จะทำได้ชัดเจนมากขึ้น”

คุณอนัฆ นวราช

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

ทายาทรุ่นสามของโรงแรมและสถานที่พักผ่อนเก่าแก่ในจังหวัดนครปฐมอย่าง สวนสามพราน เป็นคนรุ่นแรกของครอบครัวที่ได้นำวิธีการแบบ ESG มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจดั้งเดิมของคุณตาคุณยายได้อย่างเห็นผล คุณอนัฆเล่าจากประสบการณ์ตรงของตนว่าการแยกแยะเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลออกจากกันจะช่วยให้เห็นผลชัดยิ่งขึ้น พลางเทียบให้เห็นว่าอะไรคือ E, S และ G ที่เขาได้ปลูกฝังให้กับสามพรานโมเดลของตนเอง เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี และการทำให้ลูกค้าได้ทราบข้อเท็จจริงของสินค้า เพื่อให้แบรนด์เขามีความโปร่งใส จับต้องได้

บทเรียนข้อที่ 5
“ผมมองเป็นเรื่องต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ”

คุณอนัฆ นวราช

นอกจากสวนสามพรานที่คุณอนัฆกลับมาสานต่อกิจการที่ครอบครัวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 60 ปีก่อนแล้ว ทายาทสวนสามพรานรุ่นหลานคนนี้ยังแตกหน่อธุรกิจของตระกูลออกเป็นแบรนด์ Patom Organic Living เมื่อปี 2558 ซึ่งมีทั้งฟาร์ม โรงงาน ตลาดขายผลิตภัณฑ์ และคาเฟ่ที่วางอยู่บนฐานความยั่งยืนด้วย

“ถ้ามองเป็นเรื่องต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น” ผู้ให้กำเนิดชื่อยี่ห้อ Patom ขยายว่าต้นน้ำของเขาคือการเพาะปลูกที่ดี สามารถทำให้ผู้บริโภครู้จักและไว้ใจผู้ปลูกได้ กลางน้ำนั้นคือโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐานสากล ส่วนปลายน้ำคือผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าได้ในราคาเป็นธรรม ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ตัวเขาได้หมักบ่มจากการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

บทเรียนข้อที่ 6
“Small Step Makes Big Differences”

คุณพิมภัทรา ทันด่วน

ข้อคิดบางส่วนจากเหล่าวิทยากรงานทายาทรุ่นสอง 2022 ที่บ่งบอกว่าการดำเนินธุรกิจรุ่นใหม่ต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน

Practika โรงงานออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง ถือกำเนิดขึ้นและดำเนินกิจการมาหลายสิบปีด้วยแนวคิดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีใครรณรงค์เรื่อง ESG ในฐานะผู้มาก่อนกาล คุณพิมภัทรา เจ้าของโรงงานรุ่นที่สองได้แนะนำเคล็ดลับการทำ ESG ในองค์กรด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน อย่างเช่นการรียูสกระดาษ ก่อนขยับขยายสู่ขั้นตอนที่ยากกว่า เช่นหาผู้เป็นแบบอย่างในบริษัท ลำพังคำพูดแค่คนเดียวอาจไม่มีผลต่อส่วนรวมมากนัก แต่ถ้าทุกคนได้เริ่มลงมือทำ และมีการสื่อสารที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ความแตกต่างก็จะเกิดขึ้น สมดังคติ “Small step makes big differences”

บทเรียนข้อที่ 7
“ทุกอย่างที่เราทำ เราต้องกลับคืนสู่พนักงาน”

คุณพิมภัทรา ทันด่วน

ไม่ว่าฝุ่น เหล็ก ไม้ กระดาษ หรือใด ๆ ก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขยะของเหลือทิ้ง Practika จะนำไปแปรรูปหรือขายต่อให้ได้เม็ดเงินกลับมาเสมอ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นคุณประโยชน์ต่อพนักงานนับร้อย ๆ คน สิ่งนี้คุณพิมภัทราได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่ได้ซื้อไซโลดูดฝุ่นขนาดใหญ่มาตั้งแต่ 33 ปีก่อน เพราะไม่ต้องการให้พนักงานซึ่งเป็นเสมือนคนในครอบครัวต้องทนสูดดมมลภาวะ เมื่อมาถึงรุ่นลูก เงินที่ได้รับจากการรีไซเคิลขยะก็ถูกนำกลับมาทำกิจกรรมสร้างความสุขแก่คนในองค์กร อาทิ การทำปุ๋ยอินทรีย์ให้ต้นไม้รอบโรงงาน เป็นผักผลไม้ที่สามารถเก็บกินได้ทุกชนิด

คงเพราะหลักธรรมาภิบาลเช่นนี้ พนักงานในรั้ว Practika หลายคนจึงสมัครใจทำงานอยู่กับโรงงานเฟอร์นิเจอร์แห่งนี้ตั้งแต่สมัยเจ้าของเก่า จวบจนวันนี้ที่หลายคนมีอายุเป็นปู่เป็นตา

บทเรียนข้อที่ 8
“การช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งยากมาก ถ้าเราเห็นแต่ตัวเราเพียงอย่างเดียว”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เริ่มประเด็นได้น่าสนใจตั้งแต่ประโยคแรก เนื่องจากการลงทุนทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสไม่น้อย ผู้บริหารหลายคนคงมีความคิดว่ากำไรของบริษัทควรนำไปปันผลเป็นเงินโบนัสให้พนักงานหรือลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ จะเป็นประโยชน์กว่า แต่คุณปิติเชื่อว่าหากความคิดอย่างนี้ยังคงมีอยู่ ESG ก็คงไม่เกิดขึ้น ผู้ทำธุรกิจจึงควรมองถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง มิใช่ยึดความต้องการของผู้กระทำเป็นที่ตั้ง อย่างโจทย์ใหญ่ของบุญรอดฯ คือ จะเป็นองค์กรที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีความสุขแบบยั่งยืน

บทเรียนข้อที่ 9
“ESG เริ่มต้นจากความจริงใจ”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

ในอดีต กิจกรรมการทำ CSR อาจถูกมองเป็นเครื่องมือทำการตลาด หรือสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ผู้ทำ แต่ ณ วันนี้ สภาพแวดล้อมและสังคมผันแปรไปด้วยผลกระทบจากหลาย ๆ ส่วน การจะทำ ESG หรือ CSR จำเป็นต้องมีความจริงใจก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยความสม่ำเสมอที่จะช่วยให้แผนการดังกล่าวบรรลุเป้าประสงค์ คุณปิติ ผู้ก่อตั้งโครงการ‘สิงห์อาสา’ โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ดำเนินงานมาร่วม 11 ปี ย้ำว่าการช่วยเหลือสังคมบางด้านอาจไม่มีคนเห็น แต่ถ้าคิดว่าดีก็ต้องเดินหน้าทำต่อไป ต้องมองให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่าคืออะไร และช่วยเหลือให้ครบทุกมิติ ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง จึงจะเรียกว่ามีความจริงใจ และสังคมได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

บทเรียนข้อที่ 10
“รุ่นลูกจงมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่รุ่นพ่อทำ”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

ปิดท้ายด้วยคำถามที่มีหลายคนสงสัย ว่าทายาทรุ่นที่สี่ของผู้ผลิตเบียร์สิงห์เคยพบปัญหาระหว่างวัยกับคนรุ่นพ่อแม่บ้างหรือไม่? คุณปิติตอบชัดว่าสำหรับตัวเขา สถานะไม่ใช่ปัญหา แต่คือมุมมองที่ต่างกันด้วยวัยและประสบการณ์ชีวิต

คนรุ่นลูกต้องขอบคุณสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่สร้างมาให้จนถึงวันที่ส่งไม้ต่อ การทำงานกับคนรุ่นก่อน มีทั้งบทบาทของสมาชิกครอบครัว และบทบาทของเพื่อนร่วมงาน ต้องแยกแยะ 2 บทบาทนี้ให้ชัดเจน อยู่ที่ทำงานก็สื่อสารกันแบบเพื่อนร่วมงาน อยู่ที่บ้านก็คุยแบบคนในครอบครัว ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำธุรกิจต้องการความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมาประสานต่อยอดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้ 

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographers

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load