สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เวลาพูดถึงอนาคต คุณเห็นภาพอะไร

โลกใบที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เหมือนมนุษย์มากจนแยกไม่ออก? โลกใบที่ยานพาหนะทั้งหมดล้วนแต่ลอยอยู่ในอากาศ? โลกใบที่ไม่มีต้นไม้เหลืออยู่ และมนุษย์ต้องกินแต่อาหารสังเคราะห์?

การคิดถึงอนาคตก็ว่ายากอยู่แล้ว แล้วการเสกสรรปั้นแต่งอนาคตให้เหมือนกับในความคิดนั้นล่ะ คุณว่าเป็นไปได้หรือเปล่า

SPACE10

ในวันสุดท้ายของงาน Bangkok Design Week 2018 ที่ไปรษณีย์กลางบางรัก บริษัท AP ร่วมกับ TCDC ได้พาชายหนุ่มจากอนาคตมาพบกับชาวไทย ชื่อของเขาคือ โคเวอร์ พัว (Kaave Pour) ผู้ทำหน้าที่เป็น Creative Director ของห้องทดลองนวัตกรรมสายสแกนดิเนเวียนามว่า SPACE10

ให้เขามาพาเราไปแอบแง้มดูภาพแห่งอนาคตด้วยกันเถอะ

Kaave PourKaave Pour

 

ปัญหาที่อยากฝ่าฟัน

SPACE10 เป็นห้องทดลองนวัตกรรมของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชื่อก้องโลกอย่าง IKEA สาเหตุในการแตกหน่อแห่งนี้ออกมา เพื่อให้อิสระที่จะทำทดลองอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องคอยคำนึงถึงข้อจำกัดในเชิงธุรกิจ

“เราอยากอยู่ในโลกแบบไหน และเราจะทำให้โลกกลายเป็นแบบนั้นได้อย่างไร” นี่คือคำถามที่พัวตั้งไว้เป็นตัวนิยาม ‘อนาคต’ ในบทสนทนาของเขา หากให้พูดอีกอย่าง การสร้างอนาคตแปลว่าการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง

แน่นอนว่าการจะคิดถึงทิศทางของอนาคต ต้องเริ่มจากการดูปัญหาในปัจจุบันก่อน พัวเสนอประเด็นต่างๆ ให้เราฟัง เริ่มจากพื้นที่เมืองซึ่งขยายใหญ่ขึ้นทุกที ในขณะที่ทรัพยากรก็เริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ รวมถึงประชากรก็มีทั้งเด็กเกิดใหม่มากและผู้อาวุโสเยอะไปพร้อมกัน ไล่ไปจนถึงการเติบโตของเทคโนโลยี ที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันจนแทบแยกกันไม่ออก จากประเด็นปัญหาเหล่านี้ นำไปสู่การครุ่นคิดวิธีแก้ไข

“ผมเชื่อว่าในขณะที่ศิลปะตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหา การออกแบบจะต้องให้ทางออกแก่ปัญหา” พัวบอกเราด้วยสายตามุ่งมั่น ก่อนจะอธิบายว่า SPACE10 ตีความแนวคิดออกมาเป็น 3 ธีมหลักที่แต่ละผลงานที่ออกมาควรตอบได้ นั่นคือการสร้างสังคมหมุนเวียน (นั่นคือการอุปโภคบริโภคแบบเป็นวงกลม ไม่ได้เป็นแนวตรง เริ่มที่ผลิต จบที่ถังขยะ แต่ต้องหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ใหม่) การอยู่ร่วมกัน และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยเครื่องมือทางดิจิทัล

เมื่อมีรากฐานการคิดเพื่ออนาคตเช่นนี้ จึงทำให้ผลงานแต่ละชิ้นจาก SPACE10 เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น แปลกประหลาด และนึกไม่ถึง ชวนให้ต้องฮือฮาเวลาได้ยินได้ชมทุกครั้ง

ตอนนี้คุณอาจยังนึกภาพไม่ออกว่าคำถามคำตอบพวกนี้จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในเชิงรูปธรรมได้อย่างไร ไม่ต้องห่วง ให้เราได้พาคุณไปดู  

SPACE10

 

ห้องทดลองทั้งสี่

แม้จะเป็นบริษัทขนาดกะทัดรัดด้วยพนักงานเพียงประมาณ 30 คน แต่ในที่แห่งนี้ก็อัดแน่นไปด้วยงานหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Playful Research ซึ่งเขย่าความเชื่อที่ว่างานวิจัยมักไกลตัว ด้วยการนำแนวคิดหรือทฤษฎีที่ได้จากการศึกษาวิจัยมาแปลงให้กลายเป็นสิ่งที่คนเข้าถึงเข้าใจได้ง่าย และทำให้คนมีส่วนร่วมในการทำงานวิจัยเหล่านั้น เช่น One Shared House 2030 ที่ชวนคนมาตอบคำถามว่าในปี 2030 เราจะอยู่ร่วมกันแบบไหน นอกจากนั้น SPACE10 ยังมี Space Program ที่ไม่ได้ส่งคนไปอวกาศ แต่ส่งคนไปเชื่อมต่อกับคนด้วยกันในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก และที่พัวได้มาคุยกับเราก็เป็นหนึ่งในผลผลิตของโครงการนี้เช่นกัน

SPACE10

แต่ส่วนที่พัวภูมิใจนำเสนอที่สุดคือห้องปฏิบัติการวิจัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักคือ ช่วยร่นระยะเวลาในการคาดการณ์ทิศทางของการผลิตให้สั้นลง เทียบกับการปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทใหญ่ๆ ระยะทางจากกระบวนการเริ่มออกแบบจนถึงมือผู้ใช้งานจะสั้นกว่ามาก ทำให้มีโอกาสลองผิดลองถูกเยอะ สุดท้ายแล้ว ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นที่ปล่อยออกมาให้ใช้จริงก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ห้องทดลองมีทั้งหมดสี่ส่วน ประกอบด้วย

Digital Fabrication การใช้เทคโนโลยีช่วยในการผลิต ทำให้ ‘สร้าง’ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการพรินต์บ้านทั้งหลักด้วยการดาวน์โหลดผังบ้านจากออนไลน์ แล้วไปสั่งพรินต์ตามร้านที่มีเครื่องพรินต์ใกล้บ้านท่าน เครื่องตัดก็จะทำหน้าที่ตัดวัสดุออกมาเป็นชิ้นๆ พร้อมสำหรับประกอบ ไม่ต้องเหนื่อยรับส่งเคลื่อนย้ายแต่อย่างใด

Local Food การคิดวิธีบริโภคอาหารที่ยั่งยืน พร้อมคงความเป็นท้องถิ่น และมีรสชาติดีด้วย ตัวอย่างคือ LOKAL สลัดบาร์กลางลอนดอนที่มีวัตถุดิบงอกเงยเติบโตอยู่อีกด้านหนึ่งของบาร์ เป็นการปลูกผักแบบใหม่ที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงย่นระยะทางการขนส่งอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีกิมมิกเจ๋งๆ เรียกว่า Sprout ที่ติดตั้ง Google Home เข้ากับชั้นปลูกผัก ทำให้ผู้บริโภคพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกับพืชผักบนชั้นได้อีกด้วย

SPACE10

Natural Interface การทำลายปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยีแบบเก่าๆ ให้หมดสิ้น จากที่ตอนนี้เราต้องคอยก้มๆ เงยๆ เขี่ยจอมือถือเพื่อดูแผนที่ระหว่างเดินทาง ห้องทดลองนี้ชวนเราคิดถึงทางเลือกอื่น จุดมุ่งหมายหลักของทีม คือการทำให้มนุษย์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีใช้ใดๆ เลย

IKEA

Shared Living การตั้งคำถามว่ามนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไรดี โดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยในรูปแบบต่างๆ มาทดลองออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย ภายใต้ข้อจำกัดว่าคนจะเยอะขึ้น พื้นที่และทรัพยากรจะน้อยลง ทำอย่างไรจึงจะใช้ได้อย่างคุ้มค่า เต็มประสิทธิภาพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

Kaave Pour

สู่โลกความเป็นจริง

แม้ตอนอยู่ในห้องทดลองจะได้ทำอะไรแปลกๆ น่าสนใจมากมาย แต่เมื่อก้าวออกมาข้างนอก บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าพลังในนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบโลกความจริงในระดับที่เห็นได้ทันทีสักเท่าไร “เราเริ่มจากอุดมคติ โดยมีเป้าหมายว่าจะทดสอบแนวความคิดอย่างไรให้ได้เร็วที่สุด ผลงานที่ออกมาจึงเป็นรุ่นทดลอง และจะยังเติบโตเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ในท้ายที่สุดแล้ว มันเลยอาจไม่ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสมอไป”

แต่ก็ไม่ใช่จะนั่งฝันถึงอนาคตกันเล่นๆ ไปอย่างเดียว เพราะนั่นคงไม่อาจส่งผลกระทบถึงโลกภายนอกได้ พัวบอกเราว่าหน้าที่สำคัญของ SPACE10 ประกอบด้วยการขุดคุ้ยเสาะหาความเป็นไปได้ใหม่จากสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่ เมื่อพบความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ จึงขยายต่อจนกลายเป็นตัวต้นแบบ (prototype) เพื่อทดลองใช้จริง หากดูมีศักยภาพให้น่าพัฒนาต่อ ก็ต้องผลักดันให้มีทีมที่ใหญ่ขึ้น นำแนวคิดและวิธีการไปใช้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น

Bangkok Design Week 2018

“เราเชื่อในการร่วมมือเหนือการแข่งขัน เราเชื่อในการเผยแพร่เหนือการเก็บซ่อน เราศึกษาทดลองอย่างรวดเร็ว เรียนรู้จากมัน และขยายขนาดของงานให้กลายเป็นโครงการระยะยาว เราหวังให้ทีมงานที่เหมาะสมได้รับโจทย์ที่เหมาะสม ในสภาวะแบบนั้น เราถึงจะเปลี่ยนแปลงโลกได้”

พัวสรุปกับเราอีกครั้งว่า การทำงานของ SPACE10 คือการพยายามจัดระเบียบให้ความโกลาหล เขาอธิบายคำพูดนี้ด้วยการเปรียบอนาคตของโลกเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้ แตกแยกย่อยออกไปมากมายไม่สิ้นสุด ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางรู้ว่าสุดท้ายแล้วเส้นทางไหนจะเป็นเส้นทางที่โลกดำเนินไปจริงๆ แต่สิ่งที่เราซึ่งอยู่ในปัจจุบันพอจะทำได้คือ การมองความเป็นไปได้เหล่านั้น และเลือกหยิบมาต่อยอด เพื่อให้มันกลายเป็นอนาคตของโลกใบนี้ โดยที่ไม่คิดเพื่อตัวเราคนเดียว แต่คิดในฐานะผู้ที่ต้องแบ่งปันโลกกับมนุษย์คนอื่นอีกเกือบหมื่นล้านคน

หากเป็นเช่นนี้ จึงจะเรียกได้ว่าผู้ร่วมสร้างอนาคตที่แท้จริง

แผนผัง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SPACE10 ที่ space10.io

Writer & Photographer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load