สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2561
2 K

ในยุคที่การเล่นบอร์ดเกมหรือเกมกระดานกำลังเฟื่องฟู พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มชื่อ Transformation Game Thailand ได้นำ Planetary Game บอร์ดเกมที่มีคอนเซปต์น่าสนใจมากจากสกอตแลนด์มาให้คนในเมืองไทยได้เล่นเป็นครั้งแรก

ความพิเศษของ Planetary Game คือ มันเป็นบอร์ดเกมที่มีกระดานใหญ่ชนิดปูได้เต็ม 1 ห้องประชุม ใช้ตัวของผู้เล่นแต่ละคนแทนหมาก และการเล่นเกมจะช่วยให้คนเล่นได้รู้จักตัวตนและศักยภาพของตัวเองมากขึ้น นำไปสู่การช่วยเหลือให้ตัวเองและโลกดีกว่าเดิมได้

Planetary Game Planetary Game

Planetary Game ถือกำเนิดขึ้นบนโลกมานานกว่า 40 ปีแล้ว เป็นภาคขยายของ Transformation Game ซึ่งปัจจุบันมีการแปลไปเป็นภาษาต่างๆ กว่า 10 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย มันถูกคิดค้นโดยชุมชนชื่อ ฟินฮอร์น ในสกอตแลนด์ ซึ่งสนใจการเติบโตเชิงจิตวิญญานและการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกมนี้ถูกออกแบบให้มีผู้ร่วมเล่นได้ตั้งแต่ 60-120 คนในแต่ละรอบ เพราะต้องการให้คนทั้งชุมชนร่วมเล่นเกมเดียวกันได้

การเล่นเกมเริ่มจากการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายนอก  เช่น ในการเล่นที่เมืองไทยครั้งนี้มีเป้าหมายว่า ด้วยพลังแห่งความร่วมมือ ผู้เล่นทุกคนตั้งใจจะเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนที่แท้จริง การแสดงออก และการดำรงอยู่ของตัวเอง ตั้งใจจะเชื่อมสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับจิตวิญญาณของโลกและประเทศชาติ และตั้งใจจะสร้างความเป็นไปได้ที่จะเกิดการฟื้นคืนสภาพ ความไว้วางใจ และความหวัง (In a spirit of partnership we intend to become coherent in our authenticity, expression and presence, to deepen our engagement with the Soul of the World and the Souls of our Nations, and to shape a future of resilience, trust and hope.)

จากนั้น ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เช่น ‘ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’  ‘ความสัมพันธ์และครอบครัว’ และ ‘ความเป็นผู้นำและการปกครอง’ ก่อนจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวที่อยากได้จากเกมนี้ แล้วเลือกรับบทบาทที่ต่างกันออกไป เช่น เป็นผู้เล่น เป็น ‘ความเข้าใจ’ (insight) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่ร่วมเล่นอยู่เข้าใจประเด็นในแต่ละช่วงของเกมมากขึ้น เป็น ‘ความถดถอย’ (setback) ที่ช่วยให้ผู้เล่นคนอื่นมองเห็นอุปสรรคในแต่ละช่วงของเกม หรือเป็นนางฟ้า (angel) ที่ช่วยนั่งส่งพลังสนับสนุนคนอื่นในกลุ่ม

Planetary Game Planetary Game

เมื่อเริ่มเกม ผู้เล่นแต่ละคนจะทอยลูกเต๋ายักษ์ หรือใช้สัญชาตญาน (intuition) และเจตจำนงเสรี (freewill) ในการเลือกเดิน เมื่อไปตกช่องไหน แต่ละช่องจะมีกิจกรรมให้ผู้เล่นคนนั้นหรือผู้เล่นทั้งหมดทำ เช่น เมื่อเดินมาถึงช่อง ‘ความเข้าใจ’ ที่บอกให้ผู้เล่นเล่าเหตุการณ์ที่ตัวเองได้เปิดใจ (openness) ผู้เล่นก็จะได้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลานั้น มองหาว่าตัวเองได้เรียนรู้เข้าใจอะไรจากสิ่งที่เกิด และความเข้าใจนั้นเป็นประโยชน์ยังไงกับเป้าหมายของกลุ่มและเป้าหมายส่วนตัวที่ตั้งไว้ก่อนเริ่มเล่น วิธีนี้ช่วยให้ไม่ว่าช่องที่ผู้เล่นคนนั้นเดินไปตกจะเป็นช่องสำหรับกิจกรรมเดี่ยวหรือกลุ่ม ทุกคนก็จะได้ทบทวน ค้นพบสิ่งต่างๆ จากโจทย์ที่ผู้เล่นคนนั้นได้รับ

ขณะที่บอร์ดเกมอื่นๆ อาจชวนคุณเล่นเพื่อสนุก พาสำรวจเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือจำลองการบริหารทรัพยากร การเล่น Planetary Game แต่ละครั้ง (ซึ่งใช้เวลานานหลายวัน) เป็นเหมือนการจำลองภาพชีวิตให้เราได้เอาแว่นขยายส่องดูแต่ละส่วน ได้ทบทวนว่าในการเดินบนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา เราได้สั่งสมทรัพยากร ความเข้าใจอะไรบ้าง เพราะบางทีเมื่อชีวิตราบรื่นดี เราก็ไม่ทันได้สังเกตว่าตัวเองมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร หรือเมื่อตกหลุมก็มืดมนเกินกว่าจะมองเห็นอะไร

การได้มาค่อยๆ ทบทวนชีวิตตัวเองผ่านเกมทำให้สิ่งต่างๆ กระจ่างชัดขึ้น บทเรียนที่ชีวิตมอบให้ร้อยเรียงกันเป็นความหมายใหม่ที่ช่วยให้เราเอาไปใช้ต่อได้ในอนาคต

Planetary Game Planetary Game

Planetary Game รอบที่พวกเรานำเข้ามาในเมืองไทยใช้เวลาเล่น 7 วัน มีผู้เข้าร่วมทั่วโลกรวมผู้จัดทั้งหมด 46 ชีวิต มาจากทั้งจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ อิตาลี สกอตแลนด์ อเมริกา และแน่นอน เมืองไทยบ้านเรา (ความพิเศษที่เพิ่มมาคือ เรามี Joy Drake Kathy Tyler และ Mary Inglis ผู้สร้างเกมนี้และเวอร์ชันอื่นๆ ของเกมมาร่วมนำเล่นด้วย)

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการเล่นเกมรอบนี้คือ มีผู้เล่นคนหนึ่งตกลงในช่อง ‘ภาวะซึมเศร้า’ (depression) เธอได้ทบทวนและแบ่งปันประสบการณ์ความซึมเศร้าของตัวเองที่ผ่านมา โดยพูดถึงช่วงที่เธอป่วยเป็นมะเร็ง จนถึงวันหนึ่งที่เคยคิดอยากจบชีวิต เธอเล่าว่า เมื่อถึงจุดนั้นเธอตกใจในสิ่งที่คิดและหาทางป้องกันไม่ให้ตัวเองทำตามสิ่งที่อยู่ในหัว จากนั้น เกมดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงที่ผู้เล่นคนนี้มีโอกาสชำระล้างความซึมเศร้าของตัวเอง ด้วยการใช้เข็มกลัด ‘ความเชื่อมโยงทางใจ’ (heart connections) ที่ได้รับระหว่างการเล่นเกม เธอได้ลองนึกทบทวนว่า ความเชื่อมโยงทางจิตใจช่วยให้เธอออกมาจากความซึมเศร้าได้อย่างไร แล้วเล่าว่าเธอรอดพ้นจากภาวะหดหู่อยากฆ่าตัวตายได้ด้วยการกลับมาอยู่กับตัวเอง รับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต ตระหนักว่าการยังมีลมหายใจอยู่นั้นมีคุณค่ามาก

จากนั้น เธอก็ชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองชีวิต! เป็นหนึ่งในช่วงไฮไลต์ที่ทุกคนได้ลุกขึ้นมาร่วมกันเต้นรำ เชื่อมสัมพันธ์กับตัวเอง กับผู้คนรอบตัว และกับสิ่งที่เรามองเห็นว่ามีคุณค่าและมีความหมาย

Planetary Game Planetary Game

แน่นอนว่า สุดท้ายแล้วการเล่น Planetary Game ทุกครั้งจะต้องจบลง แต่ประสบการณ์การเล่นเกมนี้น่าจะยังคงอยู่กับผู้เล่นทุกคน และที่จริงแล้ว ชีวิตก็เป็นเหมือนเกมที่ดำเนินไป มีสถานการณ์ โอกาส และอุปสรรค ให้ได้พบเจออยู่ทุกวัน มีทางเลือกมากมายอยู่ตรงหน้า

อยู่ที่ว่าเราจะเลือกอะไร และจะนำบทเรียนที่ได้ไปร่วมสร้างอนาคตแบบไหนให้เกิดขึ้น

Planetary Game

www.facebook.com/TransformationGameThailand/
planetarygamethailand.com/

Writer & Photographer

กฤตยา ศรีสรรพกิจ

กระบวนกร Transformation Game และเครื่องมืออื่นๆ ในการเข้าใจตัวเอง เพื่อค้นพบชีวิตที่มีความสุขและเป็นประโยชน์ เพื่อให้เรารักตัวเองและโลกได้มากขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load