สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แปลกดีที่เวลาเราเห็นกราฟิกด้านหน้าช็อปแบรนด์ดังต่างๆ ปุ๊บ เราจะรู้ปั้บว่าเป็นร้านค้าจากประเทศอะไร เราสามารถแยกแยะระหว่างกราฟิกสัญชาติญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย อเมริกา ได้แทบจะทันทีที่เห็น แต่สิ่งนี้เห็นไม่ได้ชัดเจนนักในบ้านเรา เพราะงานกราฟิกสไตล์ไทยๆ นั้นมักจะไม่หนีไปจากภาพของวัด วัง ลายกระหนก สักเท่าไหร่ ซึ่งหลายๆ คนก็รู้สึกว่ามันเชย ไม่ทันสมัย งานกราฟิก ‘ไทยๆ’ นี้จึงไม่ค่อยได้เกิดขึ้น นานวันเข้าเราก็เลยแทบไม่เห็นกราฟิกไทยๆ พวกนี้

เราเพิ่งได้ยินข่าวว่านักออกแบบกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างคลังกราฟิกแบบ Clip Art ด้วยสไตล์ไทยๆ เพื่อเปิดให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรีๆ (ย้ำว่าฟรีจริงๆ) โดยแต่ละชิ้นนั้นไม่ได้เป็นลายกระหนกหรือวัดวังแบบที่เราคุ้นชิน แต่กลับกลายเป็นของรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวันที่ถูกหยิบจับมาออกแบบใหม่จนกลายเป็น Clip Art ที่ดูเก๋ไก๋ถูกใจเรามากๆ โครงการนี้มีชื่อว่า ‘100 แรงบันดาลไทย’ ซึ่งมีจุดประสงค์หลักในการทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการกราฟิกไทย

กราฟิกไทย

ใครกันที่สนใจการทำกราฟิกแบบไทยๆ เหล่านี้ เขาทำไปเพื่ออะไร แล้วการทำงานหนักเพื่อแจกฟรีก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ในโลกที่เงินเป็นใหญ่อย่างทุกวันนี้ ผมยอมรับจากใจจริงว่าตื่นเต้นมากที่ได้ยินเรื่องนี้ จนต้องติดต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้ ก่อนจะพบว่ากลุ่มเซียมไล้’ คือคนคนนั้น

กลุ่มเซียมไล้คือใครกัน?

กลุ่มเซียมไล้คือการรวมตัวกันของนักออกแบบอิสระและอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนด้านออกแบบ ทุกคนมีความสนใจและตั้งคำถามในการออกแบบกราฟิกที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งในกลุ่มนั้นประกอบไปด้วย ไพโรจน์ ธีระประภา ศิลปินศิลปาธร (เรขศิลป์), ดร.วิสิทธิ์ โพธิวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยากฤษดา วงศ์อารยะ ที่ปรึกษา TCC Group และอาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธีรวัฒน์ พจน์วิบูลศิริ อาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญผศ.ศรีชนา เจริญเนตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางรศ.อาวิน อินทรังษี อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ปณต ทองประเสริฐ อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เซียมไล้

เซียมไล้

คนรักความเป็นไทยๆ บ้านๆ

เห็นบรรดาสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิของกลุ่มนี้แล้ว แทบจะเรียกว่าเป็น Avengers แห่งวงการกราฟิก และด้วยความอยากรู้จักเรื่องราวของพวกเขาและโปรเจกต์ที่เขาทำกัน ผมเลยเดินทางมายังร้าน เดอะ ชนบท ที่รวมตัวของชาวเซียมไล้บนถนนสามเสน และร้านของที่ระลึกของ ไพโรจน์ ธีระประภา หรือ โรจ สยามรวย หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเซียมไล้ และหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญของวงการกราฟิกแบบไทย เพื่อมาเจอและพูดคุยกับพวกเขา และเมื่อทักทายกันเป็นที่เรียบร้อย ผมก็อยากรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้มารวมตัวกันได้ยังไง

พวกเราทุกคนเป็นอาจารย์ด้านกราฟิกดีไซน์ ซึ่งเคยมีโอกาสทำงานด้วยกัน แล้วก็พบว่ามีความชอบที่ค่อนข้างจะคล้ายกัน ชอบงานศิลปะไทยๆ แบบที่แวดล้อมตัวเรา หรือไทยแบบบ้านๆ ที่เราใช้ชีวิตกิน อยู่ เติบโตขึ้นมา ซึ่งด้วยอาชีพนักออกแบบและอาจารย์ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาว่ากราฟิกแบบไทยมันคืออะไร และพยายามหาคำตอบด้วยการทำงานออกแบบกราฟิกสไตล์ไทยบ้านๆ นี้

“มันเริ่มต้นมาจากที่พวกเราชื่นชอบและออกแบบฟอนต์ตัวอักษรไทยกัน แต่พออาจารย์หลายๆ คนไปตรวจงานของนักศึกษาก็พบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ฟอนต์มาใช้ ซึ่งสาเหตุก็มาจากที่นักศึกษาเหล่านั้นไม่มีทุนมากพอที่จะหาซื้อฟอนต์ในราคาลิขสิทธิ์มาใช้งาน เราเห็นว่ามันคือปัญหาที่พอจะแก้ได้ ก็เลยรวมตัวกันในชื่อ ‘เซียมไถ้’ เพื่อร่วมกันออกแบบทำฟอนต์ภาษาไทยและจัดจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา (ราคาของฟอนต์หลายตัวอยู่ที่ 200 – 400 บาทเท่านั้น)

“พอตั้งกันเป็นกลุ่มก็ได้เจอกันบ่อยขึ้น จึงมีการรวมตัวไปทำกิจกรรมกันบ่อยๆ อย่างการเดินทางท่องเที่ยวไปดูงานศิลปกรรมตามวัดหรือตลาด ดูป้ายชื่อร้านเก่า งานกราฟิกไทยร่วมสมัย โดยเอามาโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่เรื่อยๆ อยู่มาวันหนึ่งก็ถูกทาบทามให้ไปร่วมกิจกรรมในงานวิจัยตามที่ต่างๆ ทีนี้หลายๆ งานที่ไปมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวอักษร แต่เป็นงานออกแบบที่เกี่ยวกับความเป็นไทยและวิถีชีวิต ก็เลยคิดว่าควรจะต้องตั้งชื่อกลุ่มใหม่ขึ้นมา และมาลงตัวที่ชื่อ เซียมไล้

ถ้วยกาแฟ ลายไทย

ผมยอมรับจากใจจริงเลยว่าทีแรกสุดที่ได้ยินชื่อกลุ่มเซียมไล้ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ กลุ่มอะไรทำไมชื่อแปลกจัง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโรงเตี๊ยมหรือกิจการคนจีนมากๆ จริงๆ แล้วนั้นชื่อกลุ่มเซียมไล้มีที่มาจากคำว่า Siam Life ส่วนเซียมไถ้ก็คือคำว่า Siam Type โดยการออกเสียงแปลกๆ นี้มีที่มาจากกิจกรรมยอดนิยมของกลุ่มคือการไปเดินเที่ยวชมชุมชน ดูป้ายของร้านรวงข้างทาง ซึ่งโดยส่วนมากก็คือป้ายร้านของคนไทยเชื้อสายจีนนั่นเอง

คำว่า ‘เซียม’ ก็คือสยามในภาษาจีนแต้จิ๋ว ป้ายร้านต่างๆ ก็เรียก ‘สยาม’ ว่า ‘เซียม’ กันหมด เราก็ชอบเสน่ห์ตรงนี้ ประกอบกับในเวลานั้นมีกลุ่มหลายๆ กลุ่มที่ตั้งชื่อเท่ๆ ขึ้นมาเยอะ (หัวเราะ) เราเห็นว่าตัวเราเป็นนักออกแบบไทยก็ควรตั้งชื่อไทยๆ เราก็เลยตั้งชื่อกลุ่มโดยล้อกับสิ่งนี้ กลายเป็น ‘เซียมไล้’ ขึ้นมา เพื่อเน้นความเป็นไทยแบบบ้านๆ ที่เราชอบนี่แหละ

ทั้งฟังจากชื่อและจากงานที่ทำก็ทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่าชาวเซียมไล้ชอบอะไรที่เป็นไทยแบบบ้านๆ กันจริงๆ แล้วเสน่ห์ของความเป็นไทยแบบบ้านๆ นี้มันคืออะไรกัน

มันเป็นตัวเราน่ะครับ เพราะเราเกิดมาก็เห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอด อยู่กับมันแล้วก็ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง อย่างเวลาที่เราไปดูงานศิลปกรรมตามวัดเล็กๆ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และสวยงามมาก เพราะช่างที่ทำงานวาดเหล่านั้นเหมือนเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในยุคหลายร้อยปีที่แล้วเลย เพราะมันคือการลดทอนสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติมาจัดวางใหม่จนกลายเป็นองค์ประกอบทางกราฟิก แต่คนสมัยนี้อาจจะมองแล้วเห็นว่ามันเชย ไม่ทันสมัย ก็เลยไม่สนใจ เราจึงอยากใช้ความสามารถด้านการออกแบบมาทำให้ของไทยบ้านๆ พวกนี้มันมีค่า มีเสน่ห์ มีความสวยงามขึ้น ให้คนอื่นๆ ชื่นชมในสิ่งที่เราเป็น แต่งานไทยแบบที่เป็นประเพณีอย่างลายไทย ลายกระหนก มันมีกฎ จารีต ประเพณี ครอบอยู่ การจะหยิบมาทำก็อาจจะไม่สามารถทำได้สะดวกมากนัก เราเลยไม่ค่อยได้ทำงานประเพณีบ่อยนัก

กราฟิกไทย 100 แรงบันดาลไทย

ร้อยแรงบันดาลไทย

ระหว่างที่คุยกันอยู่ สมาชิกคนอื่นๆ ของกลุ่มก็ยื่นตัวงาน ‘100 แรงบันดาลไทยที่เริ่มรวบรวมกันมาแล้วบางส่วนให้ผมเปิดดูไปด้วย แต่ละหน้านั้นประกอบไปด้วย Clip Art รูปสัตว์ในวรรณคดี งานลวดลาย แพตเทิร์น ข้าวของเครื่องใช้ ที่ถูกแปลงโฉมใหม่ให้ดูเก๋เท่จนทำให้ผมแทบจะลืมไปเลยว่ามันมีที่มาจากต้นทุนทางวัฒนธรรมของบ้านเรานี่เอง ผมจึงถามทางกลุ่มต่อว่าแล้วไอเดียการทำคลิปอาร์ตนี้มันมีที่มายังไงกัน

ตอนแรกสุดเราไม่ได้อยากตั้งกลุ่มรวมตัวกันเลย แค่ทำงานที่เราชอบกันเพราะอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ๆ หันมาสนใจอยากทำงานกราฟิกแบบไทยๆ บ้าง พอมาเห็นนักออกแบบหลายๆ คนที่เรียนจบด้านกราฟิกทั้งในเมืองไทยหรือเมืองนอกพยายามจะเป็นฝรั่ง เป็นญี่ปุ่น เป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเอง โดยไม่เคยมีใครนึกถึงว่าเราก็ทำกราฟิกของไทยได้ เราเลยพยายามสร้างงานกราฟิกแบบไทยๆ โดยหยิบเอาลวดลายงานศิลปกรรมที่เห็นเวลาไปดูวัด ดูตลาด มาถอดแบบออกมาเป็นกราฟิกคลิปอาร์ต พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนสีสันและองค์ประกอบใหม่ให้ดูร่วมสมัย และเผยแพร่ออกไปเพื่อหวังให้มันสร้างแรงบันดาลใจกับคนที่เห็นต่อๆ ไปบ้าง  

“ซึ่งพอทำงานถอดแบบลวดลายกราฟิกไทยไปเรื่อยๆ ก็มีคนเห็นสิ่งที่เราทำแล้วชวนไปทำนิทรรศการและร่วมงานด้วยอย่างไม่ได้ตั้งใจหลายครั้ง จนได้ไปร่วมงานของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ก็เลยลองคิดกันว่าถ้าเสนองานกราฟฟิกแบบไทยๆ ที่เราทำอยู่ให้ทางกระทรวงลองสนับสนุนดูจะเป็นยังไง เพราะที่ผ่านมาเราก็ใช้ทุนส่วนตัวในการเดินทางและทำงานทั้งหมด ถ้ามีทุนมาสนับสนุนเราก็น่าจะเดินทางไปรวบรวมงานได้ในขอบเขตที่ใหญ่ขึ้น และน่าจะเก็บรายละเอียดของหลายๆ เมืองทั้งเล็กและใหญ่ได้ครอบคลุม โดยมีเป้าหมายแฝงคือเราจะได้มีเงินไปเที่ยวได้ไกลและนานขึ้น (หัวเราะ) เพราะก่อนหน้านี้ก็เน้นไปแต่ละแวกกรุงเทพฯ ที่ไปได้ในวันเดียว ปรากฏว่าโครงการได้รับการอนุมัติ เลยต้องเริ่มดำเนินงานอย่างจริงจัง แล้วจากที่คิดว่าจะได้ไปเที่ยวไกลๆได้นั้นสุดท้ายก็กลายเป็นว่าไปไม่ได้แล้ว เพราะต้องมารับผิดชอบโปรเจกต์นี้ (หัวเราะ)” ทางกลุ่มอธิบายถึงที่มาของโปรเจกต์นี้

ลายไทย

กราฟิกไทย

แวดล้อมคือตัวตน

ผมสงสัยว่าทำไมต้องทำเป็นคลิปอาร์ต แล้วทำไมนักออกแบบไทยควรจะต้องทำงานออกแบบสไตล์ไทยๆ กันด้วย

และได้รับคำตอบว่าการทำคลิปอาร์ตนั้นจำเป็นต้องถ่ายรูปลวดลายหรือข้าวของที่มีอยู่จริงก่อน เป็นเหมือนการบันทึกหลักฐานทางศิลปกรรมไทยและข้าวของเครื่องใช้เก็บไว้ ก่อนที่ของพวกนี้จะหายไปในอนาคต รวมไปถึงลักษณะของคลิปอาร์ตที่เป็นไฟล์ ซึ่งสามารถย่อและขยายได้โดยคงลักษณะแบบเดิมโดยไม่สูญเสียรายละเอียดไปนั้นจะทำให้สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างแพร่หลาย

คือเราคิดว่านักออกแบบไทยก็ควรต้องออกแบบกราฟิกแบบไทยๆ ได้ด้วย เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของงานกราฟิกแบบไทยขึ้นมา ซึ่งมันไม่ค่อยมีคนทำ เราก็อยากให้คนต่างชาติมาเห็นงานกราฟิกของบ้านเราแล้วแยกแยะออกว่านี่คืองานกราฟิกไทย เหมือนที่เราไปชี้ดูงานกราฟิกญี่ปุ่นอะไรแบบนั้น ทีนี้ความเป็นตัวตนของเรามันคืออะไรล่ะ ความเป็นเราก็คือของที่อยู่รอบๆ ตัวเรานั่นแหละ

“สมมติว่าคุณจะไปทำของขายหรือไปทำงานบริการ ถ้าคุณใช้ความเป็นตัวตนของคุณไปทำคุณก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า โลกเขาอยากเห็นตัวเรามากกว่าตัวเราที่เป็นเหมือนคนอื่น เราก็เลยไม่ได้สนใจเฉพาะแต่ของที่เป็นลายไทย แต่เราสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา จะกระบุง รถสองแถว ต้นไม้ สัตว์ อาหาร อะไรก็หยิบมาใช้ได้ทั้งนั้น ตามคอนเซปต์ที่เราตั้งขึ้นมาคือแวดล้อมคือตัวตนซึ่งงานกราฟิกมันคือ 2 ส่วนผสมกันคือ เนื้อหา (Content) กับ การนำเสนอ (Presentation)  บางคนอาจจะเน้นเนื้อหาแบบไทยแต่นำเสนอแบบฝรั่งก็ไม่ผิด แต่เราแค่ชอบการนำเนื้อหาแบบไทยๆ มานำเสนอในแบบไทยๆ ที่มีความเป็นสากลขึ้น ร่วมสมัยขึ้น

100 แรงบันดาลไทย กราฟิกไทย

ผมนั่งไล่เปิดดูผลงานคลิปอาร์ตจนหมดทุกชิ้น ด้วยคุณภาพความสวยงามและความยากลำบากในการทำขึ้นมา เพราะต้องเดินทางไปถ่ายภาพ ก่อนจะนำภาพมาแปลงให้เป็นกราฟิกอีกครั้ง เรี่ยวแรงที่ใช้ไปในแต่ละชิ้นงานนั้นไม่ใช่น้อยๆ ผมถามทางกลุ่มว่าอะไรทำให้ตัดสินใจจะแจกคลิปอาร์ตเหล่านี้ให้ใช้กันฟรีๆ

ก็อย่างที่บอกไปว่าเราอยากให้งานกราฟิกของไทยมันมีอัตลักษณ์เหมือนกับของญี่ปุ่นหรือสแกนดิเนเวีย ก็เลยกลับมาที่คำถามว่าสไตล์ไทยนั้นเป็นยังไง เราเลยทดลองทำดู พอทำแล้วก็พบว่ามันมีความเป็นไปได้ และด้วยธรรมชาติของนักออกแบบที่ไม่ได้มีเวลาและงบประมาณมากพอ ก็อาจจะมีนักออกแบบจำนวนน้อยมากที่จะไปเดินทางเก็บข้อมูลจากสถานที่จริงเพื่อนำมาสร้างเป็นกราฟิกใช้งานเอง

“อย่างเช่นงานออกแบบแพ็กเกจจิ้งสินค้า OTOP มันก็ควรจะใช้อัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ในการออกแบบ ไม่ใช่หยิบลวดลายไทยแบบรัตนโกสินทร์มาใช้เหมือนกันหมดทั้งประเทศ เพราะกราฟิกพวกนั้นมันควรจะสะท้อนตัวตนของแต่ละภูมิภาคได้ ทางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ต่างก็มีความเป็นไทยที่เฉพาะตัวไม่เหมือนกันอยู่ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมีเคสหนึ่งเกิดขึ้นกับวงการออกแบบฟอนต์ คือเรามีฟอนต์ไทยที่หน้าตาโมเดิร์น เรียบๆ คล้ายกับตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่แค่ชุดเดียว โรงแรมก็ใช้ฟอนต์นี้ โรงพยาบาล ธนาคาร บริษัททุกประเภทก็ใช่ฟอนต์นี้ทั้งหมด เป็นเพราะมันไม่มีตัวเลือกให้ใช้ กราฟิกไทยก็อาจจะเป็นแบบเดียวกัน

“เราคิดว่าถ้าเราอยากจะเห็นงานออกแบบไทยๆ แบบนี้มากขึ้น เราก็ควรจะสร้างเครื่องมืออย่างเช่นคลังคลิปอาร์ตให้กับนักออกแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นำไปใช้ได้ง่ายๆ และควรต้องให้ใช้ฟรี เป็นเหมือนสมบัติของชาติเพื่อให้แพร่หลายมากที่สุด การทำแบบนี้น่าจะทำให้เกิดกระแสการหยิบไปใช้งาน เมื่อนำคลิปอาร์ตที่ได้รับการคลี่คลายที่ดีไปใช้ทำงานต่อยอดในหลายๆ รูปแบบ ก็จะมีคนเห็น และน่าจะมีคนสร้างงานที่เป็นอัตลักษณ์ไทยแบบนี้จากหลายๆ ภูมิภาคขึ้นมา แล้วในวันนั้นเองงานกราฟิกแบบไทยสไตล์อาจจะกำเนิดขึ้นมาจริงๆ ก็ได้

100 แรงบันดาลไทย 100 แรงบันดาลไทย

พี่มีแต่ให้

ผมสังเกตว่าในเพจของกลุ่มสอนวิธีการทำการถอดแบบเพื่อสร้างคลิปอาร์ตด้วย ทำให้ในคลังคลิปอาร์ตชุดแรกที่จะปล่อยเดือนสิงหาคมนี้มีทั้งคลิปอาร์ตที่กลุ่มเซียมไล้ทำขึ้นมา ผสมกับผลงานจากคนทางบ้านที่ส่งมาร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ความรู้ในการถอดแบบหรือการสร้างคลิปอาร์ตแบบนี้กระจายออกไปในวงกว้างและเข้าถึงง่ายกว่า

เดือนสิงหาคมนี้เราจะได้เห็นตัวงานไม่ต่ำกว่า 400 ชิ้นงานจาก 4 ภูมิภาค โดยไม่ได้มีแค่เพียงคลังคลิปอาร์ตเพียงอย่างเดียว แต่เราจะเตรียมวิธีการใช้คลิปอาร์ตเหล่านี้มาให้ดูด้วย เพราะถ้าไม่ทำให้ดูว่าจะนำไปใช้ต่อยอดได้ยังไง งานก็จะไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“เราจะทำตัวอย่างนี้เป็นจำนวน 100 ชิ้นงาน เพื่อให้นักออกแบบและเจ้าของกิจการสินค้าต่างๆ เห็นว่ามันมีความเป็นไทยในรูปแบบอื่นๆ อยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นวัดเพียงอย่างเดียว และเราก็ทำให้คนเห็นศักยภาพจากของที่มี เราอยากสร้างแรงบันดาลใจแบบนั้น เราไม่ได้จะสั่งให้ทุกคนหยิบเอาองค์ประกอบแบบไทยๆ มาใช้นะ แต่เราแค่เสนอว่ามันมีแนวทางนี้อยู่ เราแค่ชอบใช้วิธีนี้ นักออกแบบกราฟิกแบบไทยๆ คนอื่นเขาก็อาจจะมีแนวทางอื่นก็ได้

100 แรงบันดาลไทย 100 แรงบันดาลไทย

ผมสนใจว่าในสายตาของนักออกแบบที่เห็นและคลุกคลีกับความเป็นไทยมานานๆ พอจะเห็นลักษณะเฉพาะของงานกราฟิกแบบไทยๆ มั่งมั้ย

ความเป็นไทยแบบที่กลุ่มของเราสนใจคือ ความเป็นไทยแบบบ้านๆ พบเห็นได้ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งเท่าที่สังเกตดูจะพบว่ามันมีเอกลักษณ์อยู่ที่ความยุ่ง วุ่นวาย ไร้ระเบียบ ซึ่งมันสะท้อนนิสัยและบ้านเมืองของพวกเรา งานกราฟิกแบบตะวันตกเป็นงานที่ชอบการจัดระบบระเบียบ เขาเลยคิดวิธีการจัดการกราฟิกอย่าง Grid ขึ้นมา แต่ถ้าดูงานศิลปะพื้นบ้านของเรา จะเห็นว่าไม่มีการจัดระเบียบแบบนั้น ซึ่งมันเอื้อให้เกิดอิสระในการทำงานมากกว่า เป็นการสะท้อนความเป็นคนไทยในอีกแบบหนึ่งชาวเซียมไล้อธิบายถึงสิ่งที่ได้สังเกตมา

แล้วจากการที่สมาชิกในกลุ่มเซียมไล้เป็นอาจารย์กันเป็นส่วนมาก ผมจึงอยากรู้ว่าแต่ละท่านได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการมาทำโครงการนี้

หลักๆ คือเราได้เห็นว่าแต่ละภูมิภาคมีสไตล์และรูปแบบที่แตกต่างกันมากขึ้น เหมือนเปิดประสบการณ์ให้พวกเรานั่นแหละ อย่างเรื่องห่อข้าวเหนียว ในบางท้องที่ใช้ใบพวงห่อข้าวเหนียว บางแห่งใช้ใบตอง อีกภาคหนึ่งใช้ใบตองตึง ซึ่งมันคือความแตกต่างที่มีเสน่ห์มาก อีกเรื่องก็คือเรามองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ มากขึ้น ทำให้เราเห็นคุณค่าและความอัศจรรย์ของช่างฝีมือในสมัยก่อนมากขึ้น ทั้งความละเอียดและความตั้งใจสร้างงาน

ก่อนจะจากกันไป ผมถามถึงจุดหมายปลายทางที่ทางกลุ่มอยากเห็นหลังจากที่โปรเจกต์นี้เสร็จสิ้นลง

อยากให้คนเอาไปใช้ อยากให้คนเริ่มมีความคิดอยากทำกราฟิกแบบไทยๆ อยากให้คนได้เห็นว่าองค์ประกอบของไทยๆ บ้านๆ พวกนี้มันมีศักยภาพ งานหลายๆ งานที่เราเห็นว่าสวยมันก็ต้องมีพัฒนาการ มีเส้นทางกันทั้งนั้น ก็เหมือนว่าเราเตรียมพื้นฐานไว้ให้กับทุกคน เราก็หวังให้งานดีไซน์แบบไทยๆ มีพัฒนาการต่อไปชาวเซียมไล้ทิ้งท้าย

เซียมไล้

สำหรับผู้สนใจอยากติดตามผลงานหรือร่วมส่งผลงานเป้นส่วนหนึ่งของโครงการ 100 แรงบันดาลไทย สามารถเข้าไปได้ที่

https://www.facebook.com/100RBDT/

ส่วนผลงานคลัง clip art สาธารณะจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2561 นี้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load