สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load