สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เดี๋ยวนี้เดินเข้าคาเฟ่ร้านไหนก็มักจะมีเมนู Signature ให้เลือกแทบทุกร้าน เทรนด์การสร้างสรรค์เมนู Signature นี้เป็นที่น่าสนใจ เพราะเรามองว่าเทรนด์นี้เป็นประโยชน์กับทั้งคาเฟ่และคนที่ชอบดื่มกาแฟ เมนูกาแฟที่บวกความคิดสร้างสรรค์ถูกคิดขึ้นมาให้คนรักกาแฟตามไปชิมกันมากขึ้นไม่เว้นแต่ละเดือน คนทำก็ได้ฝึกทั้งฝีมือ คิดและทดลองพัฒนากาแฟให้ไม่หยุดอยู่กับที่

สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษในเมนูกาแฟแนวสร้างสรรค์คือต้องใช้ทักษะและความสามารถของบาริสต้าหรือคนชงกาแฟ ที่ต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของกาแฟที่เสิร์ฟเป็นอย่างดี นำเสนอไอเดียใหม่ๆ ลงไปในแต่ละแก้ว ปรับปรุงและทดลองสูตร ส่วนผสมบางอย่างก็ช่วยให้รสกาแฟนั้นดียิ่งขึ้น บางส่วนผสมก็ทำให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่ที่เหนือความคาดหมาย

รายการ Thailand Creative Barista Challenge By Boncafe เป็นรายการแข่งขันกาแฟที่เราให้ความสนใจทุกปี นอกจากจะได้เห็นสุดยอดบาริสต้าจากทั่วประเทศมาโชว์ของประลองฝีมือกันแล้ว ยังได้ผลลัพธ์เป็นเมนู Signature ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และผ่านการทดลองของบาริสต้าที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น ตั้งแต่รอบภูมิภาค จนเป็นตัวแทนเข้ามายังรอบชิงแชมป์ประเทศ

มาดูกันว่า 3 เมนูที่เป็นสุดยอดของรายการ Thailand Creative Barista Challenge By Boncafe จะหน้าตาเป็นอย่างไร และใครคือบาริสต้าเจ้าของเมนูเหล่านั้นบ้าง

 

White Flower Blossom

ศราวุธ หมั่นงาน
Roots Coffee

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

เมนู Signature จาก แบงค์-ศราวุธ หมั่นงาน บาริสต้าจาก Roots Coffee เลือกใช้กาแฟ Kenya ของ Boncafe ที่แบงค์บอกว่า กาแฟเคนย่ามีลักษณะพิเศษคือให้กลิ่นดอกไม้ป่าที่ชัดมาก มีรสของน้ำผึ้งและดอกไม้ มีรสทิ้งท้ายเป็นความเปรี้ยวแบบลูกพีช แบงค์เลยได้ไอเดียในการทำ Signature จากสัมผัสทั้งหมดที่ได้จากกาแฟเคนย่าเป็นหลัก  

แบงค์เลือกที่จะนำเสนอความเป็นดอกไม้ของกาแฟเคนย่าด้วยการใช้ดอกเก๊กฮวยมาเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อให้ได้กลิ่นของดอกไม้ ถึงขนาดลงทุนไล่ชิมเก๊กฮวยของหลายๆ ร้านเพื่อเทียบรสที่ชอบที่สุด จนได้เก๊กฮวยที่ชงแล้วไม่เฝื่อนแบบที่ชอบจนได้ ด้วยความบังเอิญตอนที่ซื้อเก๊กฮวยแห้งมาเพื่อทำส่วนผสม เกิดได้เก๊กฮวยขาว ซึ่งเก๊กฮวยขาวที่ว่าไม่มีกลิ่นเก๊กฮวยอย่างที่เราคุ้นกันอยู่เลย แต่กลับได้กลิ่นดอกไม้ขาวซึ่งเป็นกลิ่นที่ได้จากการชิมกาแฟเคนย่า

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

เมื่อได้เก๊กฮวยมาแล้วลองต้มกลับมีกลิ่นเขียวติดมาด้วย แบงค์จึงปรึกษากับผู้รู้เรื่องชา และพบว่าเวลาชงชามักจะเทน้ำแรกทิ้ง เลยนำเอาวิธีนั้นมาใช้เตรียมน้ำเก๊กฮวยที่ได้ คือการพรมน้ำร้อนให้ทั่วดอกเก๊กฮวยทิ้งไว้ก่อนสัก 30 วินาที แล้วเทน้ำทิ้ง หลังจากนั้นค่อยใช้น้ำที่ได้จากการชงน้ำที่สองที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ และรสไม่ฝาดเตรียมไว้ใช้ตอนแข่งต่อไป

ส่วนผสมพิเศษอีกอย่างที่สื่อได้ถึงดอกไม้และกาแฟเคนย่าคือ น้ำผึ้ง แบงค์ใช้น้ำผึ้งป่าที่ได้มาจากป่าแถบภาคตะวันออกของไทย เป็นป่าที่สมบูรณ์ส่งผลให้น้ำผึ้งที่ได้มามีความซับซ้อนของกลิ่นและรสของดอกไม้นานาชนิดที่ผึ้งไปหามาสะสมไว้ บวกกับไซรัปของดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ที่ใส่เพิ่มความพิเศษของน้ำผึ้งขึ้นไปอีก

ส่วนผสมท้ายที่สุดของ White Flower Blossom คือพีชที่นำมาสกัดเป็นน้ำพีชเข้มข้น เมื่อผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วเขย่าจนเข้ากัน เทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยดอกไม้ขาวดอกเล็ก 1 ดอกด้านบน

หน้าตาของกาแฟที่ดูเรียบง่าย แต่การเลือกส่วนผสมที่นำมาใช้กลับมีความซับซ้อนและสอดคล้องไปกับคอนเซปต์ที่ตั้งใจเอาไว้ รสของเมนู White Flower Blossom จึงเป็นการไฮไลต์รสชาติของกาแฟเคนย่าออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เชื่อว่าให้คนที่นึกไม่ออกว่ารสของกาแฟเคนย่าเป็นอย่างไร หากได้ลองชิมเมนูนี้น่าจะเข้าใจความเป็นกาแฟเคนย่ามากขึ้นอย่างแน่นอน

 

Mellow Cloud

ศักรินทร์ จินต์วาณิชกาล
Somersault Coffee Roasters

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

Mellow Cloud เมนู Signature ของ เซฟ-ศักรินทร์ จินต์วาณิชกาล บาริสต้าและนักคั่วกาแฟแห่งร้าน Somersault Coffee Roasters ที่ใช้ผลไม้เขตร้อนตามความชอบส่วนตัวเป็นคอนเซปต์ในการสร้างสรรค์เมนูขึ้นมา เซฟเป็นนักคั่วกาแฟ จึงมีความเข้าใจขอคาแรกเตอร์ของกาแฟหลายๆ ชนิดเป็นอย่างดี เมื่อลองชิมกาแฟของ Boncafe หลายๆ ตัว พบว่า Indonesia Lasuna Sumatra เป็นกาแฟที่มีคาแรกเตอร์ตรงกับใจมากที่สุด มีรสผลไม้ชัดเจน และมีกลิ่นเครื่องเทศผสมอยู่นิดๆ เลยเลือกกาแฟจากเขตร้อนมาใช้แข่งขัน

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

เซฟทดลองผสมกาแฟกับผลไม้เขตร้อนหลายๆ อย่างก็ไม่เข้ากันกับกาแฟ จนลองผสมกับน้ำลิ้นจี่ ปรากฎว่าได้รสที่เข้ากันได้ดี ส่วนกลิ่นของสมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟสุมาตราที่เซฟเลือกใช้ เซฟลองไฮไลต์มันขึ้นมาด้วยไซรัปพิเศษที่ปรุงขึ้นมาเองจากเครื่องเทศอย่างกานพูล เปลือกเลมอน อัลมอนด์ ไทม์ อบเชย และใบกระวาน ที่จริงเซฟได้แรงบันดาลใจสูตรไซรัปนี้จาก Felernum เป็นไซรัปที่ใช้ทำค็อกเทล แต่เนื่องจากกลิ่นของเครื่องเทศบางอย่างใน Felernum แรงเกินไปจนกลบกินของกาแฟ เซฟเลยลงมือทำมันเองเสียเลย

เซฟทำช็อตเอสเพรสโซจากเครื่องชง ก่อนที่จะกรองผ่านกระดาษกรอง 2 ชั้น เพราะต้องการตัดความขม และให้กาแฟมีความใสมากที่สุด ก่อนที่จะเขย่าส่วนผสมทั้งหมดรวมเข้าด้วยกัน เทใส่แก้ว กลิ่นของลิ้นจี่จะแทรกเข้าไปอยู่ในฟอง หลังจากนั้นจึงรมด้วยไอที่ได้จากน้ำแช่สเปียร์มินต์และเปลือกเลมอน ก่อนที่ไอจะเข้าไปรวมตัวกับฟองก่อนหน้านี้ และทำให้กลิ่นของลิ้นจี่ในฟองกลายเป็นกลิ่นแอปเปิ้ลเขียวขึ้นมา

ทั้งหมดนี้ถูกคิดมาหมดแล้วว่าจิบแรกที่กินเข้าไปจะต้องได้กลิ่นของแอปเปิ้ลเขียวซึ่งเป็นรสหลักของกาแฟ Indonesia Lasuna Sumatra และจิบต่อไปจะได้กลิ่นลิ้นจี่และความหอมแบบผลไม้เขตร้อน ตามด้วยกลิ่นเครื่องเทศตบท้ายอย่างที่เซฟตั้งใจไว้

 

Lunar Eclipse

พชร วุฒิเพียรเลิศ
AKHA  AMA

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

เมนู Signature ที่ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดในปีนี้เป็นเมนูชื่อ Lunar Eclipse ของ ฟิล์ม-พชร วุฒิเพียรเลิศ ที่เลือกใช้กาแฟเคนย่าของ Boncafe ที่มีรสชาติเป็นดอกไม้ในเขตร้อน

ฟิล์มเลือกใช้กระเจี๊ยบซึ่งเป็นหนึ่งที่ได้จากการชิมกาแฟเคนย่าเป็นรสชาติหลักที่ใช้ทำเมนูนี้ กระเจี๊ยบถูกแปลงให้กลายเป็นไซรัป ด้วยการนำไปคั่วกับเมล็ดผักชีเพื่อให้ได้กลิ่นหอมก่อนจะนำมาต้มกับน้ำ แยกหม้อกันกับน้ำตาลที่เคี่ยวจนกลายเป็นคาราเมล แล้วนำทั้งสองหม้อมารวมกัน เคี่ยวต่อแบบช้าๆ วิธีนี้จะทำให้ได้ไซรัปที่เข้มข้น แต่ไม่หวานจนเกินไป

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

ส่วนผสมอีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมายที่จะพบได้ในกาแฟคือน้ำข้าวต้ม ฟิล์มเลือกใช้น้ำข้าวต้มเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเครื่องดื่มทั้งหมด เพราะสุดท้ายหลังจากผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันจะทำให้เครื่องดื่มเจือจางลงไปมาก เลยต้องหาอะไรบางอย่างเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ทดลองทั้งน้ำฟักทอง น้ำอ้อย แต่ก็ยังไม่น่าพอใจ ไอเดียการใช้น้ำข้าวต้มมาจากที่ฟิล์มรู้มาว่า สมัยก่อนคนเฒ่าคนแก่เขากินแค่น้ำข้าวต้มเป็นเครื่องดื่มกันเป็นปกติอยู่แล้ว เลยคิดว่าน้ำข้าวต้มที่ไม่มีรสจะเป็นตัวเพิ่มความเข้มข้นที่ดีได้

ฟิล์มทดลองต้มข้าวกับน้ำเอง แต่ไม่ได้ผลอย่างที่คิดไว้ แต่สุดท้ายฟิล์มก็เจอน้ำข้าวต้มที่ดีเพียงพอสำหรับเมนูของเขาจนได้ ตอนแข่งระดับภูมิภาค ฟิล์มใช้ข้าวต้มพุ้ยจากร้านข้าวต้มข้างๆ คาเฟ่ที่เขาทำงานมากรองเอาข้าวออก แล้วใช้น้ำที่เหลือมาเป็นส่วนผสม พอมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ฟิล์มเลือกซื้อข้าวต้มจากย่านเยาวราชมาใช้ ซึ่งทดแทนกันได้อย่างดี

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

หลังจากนำส่วนผสมทุกอย่างผสมและเขย่าให้เข้ากัน เทใส่แก้วทรงสูง ฟิล์มใช้ไอจากชามะลิผสมกับลูกจันทน์พ่นใส่ในแก้ว ปิดทับด้วยช็อกโกแลตแผ่นด้านบน ให้กลิ่นชามะลิและลูกจันทน์อวลอยู่ในแก้ว แล้ววางกลีบกุหลาบด้านบนช็อกโกแลตเพื่อความสวยงาม

บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge บาริสต้า, Bon cafe, ร้านกาแฟ, Thailand Creative Barista Challenge

เมนูของฟิล์มไม่เพียงแค่ไฮไลต์รสของกาแฟเคนย่าเท่านั้น แต่ฟิล์มตั้งใจสร้างรสชาติใหม่ๆ จากกาแฟเคนย่าให้ดูน่าสนใจขึ้นอีกด้วย ความเห็นของกรรมการที่เห็นตรงกันว่าเมนู Lunar Eclipse ของฟิล์มมีความซับซ้อนของรสชาติชัดเจน ช่วยยืนยันตำแหน่งแชมป์ Thailand Creative Barista Challenge by Boncafe ได้อย่างเป็นเอกฉันท์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load