สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เราปฏิบัติกับเด็กเหมือนเขาเป็นเด็ก หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจ เมื่อฉันได้พูดคุยกับ อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง Festival Director ของเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 – 27 พฤษภาคมนี้ ผู้คัดเลือกละครสำหรับเด็กจากทั่วโลกมาแสดงที่กรุงเทพมหานครเห็นว่าสื่อละครสำหรับเด็กมักพูดเรื่องเทพนิยาย แฟนตาซี และมักแฝงคติสอนใจว่าเด็กควรคิดหรือควรทำอะไรให้ถูกต้อง

อุ๊สนใจงานละครร่วมสมัยที่เปิดกว้าง ไม่ห่อหุ้มเด็กๆ ด้วยความปลอดภัยและข้อสรุปเบ็ดเสร็จ แต่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ชีวิตที่ต่างออกไปจากที่ตัวเองรู้จัก เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบให้ตัวเองก่อนผู้ใหญ่บอก

“ละครช่วยฝึกการเรียนรู้เด็กในหลายด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือมีความสด มีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกันระหว่างนักแสดงและผู้ชมเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ หรือการดูรูปภาพ การดูละครร่วมกับพ่อแม่ แล้วได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ไปด้วยกันเป็นการเชื่อมต่อที่ดีของครอบครัว และเด็กๆ ก็จะได้เชื่อมต่อกับคนอื่น ได้สัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมุมของตัวเอง”

การแสดง 9 เรื่องที่เดินทางมาจาก 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ อินโดนีเชีย และประเทศไทย มีสไตล์หลากหลายตั้งแต่กายกรรมรูปแบบใหม่ การเต้นร่วมสมัย ไปจนถึงละครใบ้และละครหุ่น แต่ละเรื่องเหมาะสมกับผู้ชมแตกต่างกันไป ตั้งแต่วัย 3 ขวบ 7 ขวบ ไปจนถึงทุกเพศทุกวัย

ก่อนบัตรจะเต็มและการแสดงจะเริ่มขึ้น ขอเชิญทำความรู้จักการแสดงทั้ง 9 เรื่อง เลือกเรื่องที่ใช้ แล้วพาเด็กๆ หรือคนที่สนใจไปสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันตลอด 2 สัปดาห์ของการแสดงกันเถอะ

 

1

Horses

ละครเบลเยียม-ไทยที่เด็กๆ ไทยเป็นนักแสดง

Horses

ประเดิมงานแรกด้วยละครของกลุ่ม kabinet k ที่จัดเวิร์กช็อปความยาว 7 วันกับนักแสดงชาวไทย 12 คน เป็นผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กๆ อีก 6 คนที่สมัครเข้ามา ทั้งหมดเต้นรำและเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อแสดงเรื่องราวการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนตัวใหญ่และคนตัวเล็ก

“Horses เป็นเรื่องของความอยากเป็นผู้ใหญ่และความยังอยากเป็นเด็ก เรื่องของพลังกับความอ่อนแอ เรื่องของการอุ้มและถูกอุ้ม เรื่องของการดั้นด้นเสาะหาก่อนจะยอมแพ้ การค้นหาว่าใครคือผู้เชิดชักใย และการค้นหาท่วงทำนองสอดประสานที่ใช่ระหว่างกัน

“Horses เป็นประจักษ์พยานของพลังและความจริงใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การแสดงที่นักแสดงค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์เฉพาะหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชีวิตกับชีวิต เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับผู้ขี่ของมัน”

งานนี้เป็นการแสดงเปิดตัวของเทศกาลที่เปิดให้เข้าชมฟรี และปฏิบัติกับเด็กกับผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียม คือเป็นนักเต้นที่มีความเป็นมืออาชีพ

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
เข้าชมฟรี (ลงทะเบียนล่วงหน้า)
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 2 รอบ วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม

 

2

Flaque

กายกรรมโดยกลุ่ม Companie Defracto จากฝรั่งเศส

Flaque Flaque

การแสดงส่วนหนึ่งของงาน French Highlight นี้เป็นของกลุ่ม Companie Defracto กลุ่มศิลปินที่เรียนกายกรรมเองโดยไม่ได้เรียนจากสถาบันไหน และใช้เทคนิค Juggling (โยนสิ่งของ) มาผสมกับการเต้นและดนตรี ผู้ชายสองคนที่ใช้การเล่นจักกลิ้งสนทนากันได้พาการแสดงกายกรรมออกจากกรอบเดิม ไปสู่วิถี New Circus ที่แตกต่างไปจากกายกรรมตามขนบที่เราคุ้นชิน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

3

Four go wild in wellies

การเต้นสำหรับเด็ก โดย Independ – Dance 4 จากสกอตแลนด์

Four go wild in wellies Four go wild in wellies

เรื่องราวเกี่ยวกับสี่สหายที่พบว่าสิ่งของที่เตรียมมาแคมป์มีชีวิตขึ้นมาและพากันออกผจญภัย พวกเขาจึงต้องผจญภัยในรองเท้าบู๊ต พร้อมกับหมวกไหมพรม ผ้าพันคอ และเต็นท์แสนซน เรื่องนี้เข้าใจง่าย ชัดเจน น่ารัก ชวนให้เด็กสนุกได้มาก ที่สำคัญการแสดงอบอุ่นสำหรับเด็กเรื่องนี้มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากละครเรื่องนี้จึงเป็นการลดอคติหรือการตัดสินคนพิการอีกด้วย

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 6 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

4

วาวา The Rice Child

การแสดงหุ่นสายโดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร

วาวา The Rice Child วาวา The Rice Child

วาวา The Rice Child เป็นละครหุ่นสื่อผสมของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวที่ทำละครหุ่นมาต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาสนใจประเด็นเด็กแรงงานข้ามชาติ เลยศึกษาข้อมูลและลงพื้นที่ที่จังหวัดสมุทรสาคร เรียนรู้ปัญหาของเด็กๆ ที่พ่อแม่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย การเกิด เติบโต และเรียนหนังสือ ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย

พระจันทร์เสี้ยวการละครจึงนำประเด็นหนักนี้มาย่อยเล่าอย่างเรียบง่าย ผสมผสานกับนิทานพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง นิทานน้ำเต้า เพื่อให้ผู้ชมเด็กๆ กับครอบครัวได้นั่งดูชีวิตของเด็กน้อยวาวา เด็กแรงงานข้ามชาติกับมิตรภาพกับเพื่อนคนไทยไปด้วยกัน และได้เห็นหุ่นสายที่โลดแล่นมีชีวิตชีวาผสมผสานกับภาพจากการวาดทราย หุ่นกระดาษ การเล่นเงา และบทเพลง

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 350 บาท, บัตรเด็ก : 100 บาท
สถานที่ : ห้อง 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

5

Puno

การเชิดหุ่นโดย Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย

Puno Puno

ละครหุ่นอบอุ่นเรื่องนี้เล่าเรื่องเด็กที่เสียพ่อไปโดยไม่ได้พูดความในใจ ความเชื่อของอินโดนีเซียเชื่อว่าหลังจากตายใหม่ๆ วิญญาณของผู้ตายจะยังวนเวียนอยู่รอบๆ อีก 40 วัน เด็กน้อย Tala จึงพยายามหาทางสื่อสารกับพ่อของตัวเอง

งานนี้เป็นการแสดงสำหรับเด็กที่พูดถึงความตายอย่างซื่อตรงและงดงาม ไม่ฉาบแต่เรื่องราวสวยงามเทพนิยายให้เด็กๆ แต่พูดถึงความจริงของโลกใบนี้ได้อย่างกินใจน่าดูน่าชม

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

6

Primo

การเต้นร่วมสมัยในสระน้ำ โดย Alfredo Zinola จากเยอรมนี

Primo Primo

Primo หมายถึงแรกเริ่มหรือจุดเริ่มต้น ศิลปินเยอรมัน 2 คนจะเต้นแบบมินิมัลในสระน้ำยางขอบใส ให้คนดูจะนั่งหรือนอนรอบๆ สระเพื่อมองการแสดง เป็นงานที่เรียบง่าย สงบ สวยงาม มีความเป็นบทกวี และพาคนดูดำดิ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์เก่าแรกเริ่มของตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้อย่างเต็มที่

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี และผู้ใหญ่
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

7

Babymime Show @Star Wars

ละครใบ้ที่เล่าเรื่องครอบครัวสุดซึ้งโดย Babymime

Babymime Show @Star Wars Babymime Show @Star Wars

Babymime เป็นกลุ่มละครใบ้ของ 3 หนุ่มที่ทำงานเพื่อคนดูกลุ่มครอบครัวมานาน เทศกาลนี้จึงขาดพวกเขาไปไม่ได้ Star Wars เป็นคอเมดีดรามาที่เล่าปัญหาในบ้านผ่านสายตาของเด็กออทิสติกที่คลั่งไคล้ Star Wars จึงเห็นภาพพ่อแม่เป็นตัวละครในจินตนาการของตัวเอง รับประกันได้ว่าเรื่องนี้ตลก ซึ้ง มีความสนุกชวนอมยิ้ม อุ่นๆ ในหัวใจตามสไตล์เบบี้ไมม์แน่นอน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : ห้องสตูดิโอชั้นสี่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

 

8

Sarabande

การเล่น Juggling ผสมศิลปการแสดงหลายแขนงโดย Jörg Müller

Sarabande

การแสดงกายกรรมฝรั่งเศสชิ้นนี้ ผสมผสาน Fine Art, Temporary Art และการจักกลิ้งเข้าด้วยกัน โดยศิลปินไม่จักกลิ้งด้วยลูกบอล แต่แขวนท่อเหล็กจากข้างบนเป็น Installation Art แล้วจักกลิ้งแนวราบกับท่อนเหล็กเหล่านี้ ประกอบไปกับดนตรีคลาสสิกของนักเล่นไวโอลินสด งานที่น่าตื่นเต้นนี้ฉีกกรอบการแสดงกายกรรมไปโดยสิ้นเชิง และจะเป็นประสบการณ์ชมการแสดงที่แสนพิเศษสำหรับผู้ชมทุกวัย

เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 3 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

9

GABEZ Show

ละครใบ้ผสมการเต้นโดยกลุ่ม GABEZ จากญี่ปุ่น

GABEZ Show GABEZ Show

ปิดท้ายด้วยละครใบ้สนุกๆ และการเต้นเปี่ยมคุณภาพของสองหนุ่มฮิโตชิและมาสะจากโอกินาวา พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชาร์ลี แชปลิน และคณะนักดนตรีที่มีมุกตลกแพรวพราวชาวญี่ปุ่น The Drifters การฝึกฝนมายาวนานหลายปีทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาเนี้ยบกริบ ขำกลิ้ง เข้าใจง่าย แม้จะไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักคำ ภาษากายของพวกเขาก็เอาชนะใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม

จองบัตรละครทุกเรื่องได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load