สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

Avatar

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

โนโลกที่หมุนเร็วกว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งาน หลายๆ วงการถูกความเร็วและการเปลี่ยนแปลงของโลก Disrupt จนปรับตัวไม่ทัน

วงการออกแบบก็เช่นกัน

ในยุคที่เครื่องมือต่างๆ เอื้อให้ทุกคนไม่ว่าสาขาอาชีพใดสามารถเข้าถึงการออกแบบได้และความต้องการของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้วคุณค่าที่แท้จริงของนักออกแบบคืออะไร-ทำไมยังจำเป็นต้องมีอาชีพนี้อยู่บนโลก

นอกจากในภาควิชาชีพ ภาคการศึกษาด้านการออกแบบก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่ากัน แม้เป็นเรื่องน่าเศร้าปนหวั่นวิตก แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า หลายๆ อย่างที่เราเรียนรู้กันในช่วงเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย พอจบออกไปโลกภายนอกก็เปลี่ยนหมดแล้ว

สิ่งที่น่าคิดต่อจากนี้คือเมื่อโลกหมุนไปโดยไม่สนใจแผนการสอนของอาจารย์หรือหลักสูตรที่เพิ่งร่างเมื่อปีก่อน สถานศึกษาจะปรับตัวอย่างไร ไม่ให้ช่วงเวลา 4 ปีของคนคนหนึ่งต้องเสียไปเปล่าๆ

จากคำถามสำคัญต่างๆ จึงเป็นที่มาให้ สันติ ลอรัชวี นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง PRACTICAL Design Studio ลุกขึ้นมาปลูกปั้นโครงการ M>O>V>E> เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้คนในวงการออกแบบ ทั้งในส่วนของวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และภาคเอกชน ได้มาแลกเปลี่ยนถึงความเคลื่อนไหวในวงการ และคุยกันทิศทางที่เหล่านักออกแบบไทยจะมุ่งหน้าเดินไป

“สิ่งที่พวกเราเจอวันนี้จะเรียกว่าปัญหาหรือจะเรียกว่าเงื่อนไขก็ได้ แต่เราหลับตาแก้ไม่ได้แล้ว เราต้องมอง ต้องจ้องมัน” สันติว่าอย่างนั้นเมื่อเราพบกัน

ในอีกบทบาทหนึ่ง สันติคืออาจารย์พิเศษ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผมจึงตั้งใจชวนเขา รวมถึง ดร.ปิยลักษณ์ เบญจดล คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และหัวหน้าภาควิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ ผศ. ดร.จุฑามาศ ตั้งสันติกุล หัวหน้าโครงการ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ (หลักสูตรนานาชาติ) (CommMA) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาพูดคุยกันถึงทิศทางการศึกษาด้านการออกแบบเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนที่เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในหัวข้อบนเวทีงาน ‘M>O>V>E> 2018 Design Conference’ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม ณ TCDC Commons

ท่ามกลางความขมุกขมัวจากหมอกควันแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ผมคล้ายเห็นแสงสว่างรางๆ ในวงสนทนา

นักออกแบบ

นักออกแบบ

จากการเฝ้ามองในฐานะอาจารย์ มีการเปลี่ยนแปลงใดที่น่าสนใจหรือส่งผลต่อการศึกษาด้านการออกแบบบ้างไหม

อ.ปิยลักษณ์ : ถ้ามองการศึกษาด้านการออกแบบมันก็มีพวกสาขาใหม่ๆ เกิดขึ้นในต่างประเทศที่เราได้ยินมา เช่น Services Design มันก็ค่อนข้างใหม่พอสมควร หรือ UX UI Design ซึ่งตอนรุ่นของเราเองหรือว่ารุ่นที่เราจัดการศึกษาอยู่ยังไม่ได้มีสาขาแบบนี้มากนัก มันก็สะท้อนกลับมาว่ามีสาขาอย่างนี้ด้วยเหรอ แล้วก็เข้าใจว่า ณ ปัจจุบันนี้ชื่อสาขาต่างๆ เหล่านี้ยังไม่น่าจะเปิดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยในไทยได้เลย มันก็เลยเหมือนเป็นการปะทะกันอยู่ว่าสิ่งที่เราเสนอในเชิงหลักสูตร กับสิ่งที่โลกหรือต่างประเทศเขามุ่งไปแล้ว

แล้วแต่ละหลักสูตรในบ้านเรา อย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีถึงจะมีโอกาสเปลี่ยน อย่างที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่งเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ 2560 แต่สิ่งที่เคยถูกเซ็ตเอาไว้จากองค์ความรู้หรือ Knowledge Skill ที่เราเคยคาดว่านักออกแบบจะต้องมีในกระบวนการเรียนรู้ 4 ปี มันไม่ใช่อีกแล้ว เพราะฉะนั้น พอเจอ Disrupt แบบนี้แล้วเราเปลี่ยนหลักสูตรไม่ทันแน่นอน

อ.สันติ : อย่างที่อาจารย์ปิยลักษณ์ว่า ถ้าเขาลงหลักปักฐานไปแล้ว อย่างหลักสูตรมัน 5 ปี แต่ใช้ปีแรกก็รู้ว่าไม่เวิร์ค ซึ่งกว่าจะถึงรอบเปลี่ยนหลักสูตรเราไม่เฉาตายกันหมดแล้วเหรอ เด็กต้องตายไปกี่รุ่น นี่คือสิ่งที่มันเข้ามา ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราเจอวันนี้จะเรียกว่าปัญหาหรือจะเรียกว่าเงื่อนไขก็ได้ แต่เราหลับตาแก้ไม่ได้แล้ว เราต้องมอง ต้องจ้องมัน

แล้ววิธีแก้ปัญหานี้คืออะไรพอจะมองออกไหม

อ.ปิยลักษณ์ : เรามองว่าถ้าไปยึดติดกับหลักสูตร มันก็ไม่มีอะไรขยับ เพราะฉะนั้น เราอาจจะมองมันแค่ว่ามันเป็นกรอบที่เคยถูกเขียนเอาไว้ แต่ตอนนี้มันยึดตามนั้นแบบเป๊ะๆ ไม่ได้แล้ว เพราะว่าถ้าเป๊ะเราก็อยู่กับที่แน่นอน

อ.สันติ : หลักสูตรมันเหมือนแผนการเล่น เหมือนเวลาเล่นบอล ก่อนลงสนามโค้ชสั่งให้เล่นเกมรับ ก็ลงไปเล่นเกมรับ แต่ถ้าคุณดันโดนยิงนาทีแรก คุณก็ต้องเปลี่ยนแผน

ย้อนกลับไปที่ อ.ปิยลักษณ์ เล่าว่า มีการเกิดขึ้นของสาขาใหม่ๆ ในระดับโลก สิ่งนี้มันสะท้อนอะไรบ้าง

อ.จุฑามาศ : ส่วนตัวเราคิดว่า Design เป็นเรื่องที่ยึดโยงอยู่กับชีวิตมนุษย์ เพราะฉะนั้น เมื่อชีวิตของเรามันไม่ได้ถูกล็อกอยู่กับมุมใดมุมหนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สิ่งต่างๆ มันจะพยายามกระโดดเข้าหากันไปมาเพื่อทำให้มันตอบสนองกับชีวิตของคน เพราะฉะนั้น การเกิดศาสตร์ใหม่ๆ คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เนื่องจากว่ามนุษย์ก็จะต้องพยายามหาหนทางตอบสนองชีวิตที่มันเปลี่ยนแปลงไป

อ.สันติ : จริงๆ ในบ้านเรามันใหม่มากในทางการศึกษาการออกแบบ น่าจะไม่เกิน 50 ปี แต่จริงๆ แล้วรากฐานตัว Design ที่มันอยู่ในตะวันตกที่เรารับมายาวกว่านั้นเยอะมาก ถ้าเทียบง่ายๆ คือเขาลองมาหมดแล้ว อันนั้นดีไหม อันนี้ดีไหม จะเวิร์กไม่เวิร์กก็แล้วแต่ แล้วมีการข้ามไปที่อเมริกาอีก เขาลองกันเป็นศตวรรษ เพราะฉะนั้น การเกิดขึ้นสิ่งของใหม่ๆ มันก็อยู่ในสังคมที่มันอิ่มตัวในการทดลอง

แล้วในบ้านเราที่รับของเขามาช้ามากก็กำลังลองกันอยู่ แต่ว่าเราซวย คือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอายังไง ควรจะเป็นยังไงถึงจะรอด ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการทดลองเรายังสั้นแต่อยู่ดีๆ โลกมันก็เร็วขึ้นมา แล้วก็บอกว่า เฮ้ย นายต้องเปลี่ยน แล้วคราวนี้มันเปลี่ยน มันไม่ใช่แค่ปรับ

เมื่อก่อนอาจจะ 50 ปีถึงจะมีอาชีพหนึ่งหายไป แล้วก็ 10 ปี แล้วก็ 5 ปี ตอนนี้อาจจะไม่ถึง นั่นแปลว่ามหาวิทยาลัยถูกเร่งโดยอัตราการเปลี่ยนแปลงของโลก ของสังคมที่มีความเร็วขึ้น ซึ่งเราไม่ใช่ไปโทษว่าอาจารย์เก่งหรือไม่เก่ง แต่ว่าสถานการณ์ของประเทศนี้มันเป็นแบบนี้ แล้วเราจะยอมจำนนหรือว่าจะทำยังไง ในโลกที่เราเห็นว่ามันเปลี่ยนอีกแล้ว มันมีวิชาใหม่อีกแล้ว อย่างเช่น Experience Designer บางคนยังถามว่ามันทำอะไรวะ ซึ่งบางทีบ้านเราติดอยู่กับคำถามว่าทำมาหากินอะไร

อ.จุฑามาศ : ใช่ เรายังต้องบอกว่าจบไปแล้วจะประกอบอาชีพอะไรได้

นักออกแบบ นักออกแบบ นักออกแบบ

การติดอยู่กับคำถามว่า ‘จบไปจะประกอบอาชีพอะไร’ เป็นปัญหายังไง

อ.ปิยลักษณ์ : เพราะโลกเขาไม่ได้สอนแบบนั้นอีกแล้ว เด็กไม่สามารถตอบได้แล้วว่าเขาจะเป็นอะไร เพราะบางทีในหัวเขามันมิกซ์กัน เพราะฉะนั้น Job Domain ที่เขียนไว้ว่าจบไปแล้วจะประกอบอาชีพอะไรได้มันไม่มีตัวเลือกให้เขา หรือไม่เขาก็คิดว่าฉันทำได้ตั้ง 3 – 4 อย่าง ทำไมต้องมาให้เลือก 1 อย่าง

อ.สันติ : คือว่าคุณเอาอดีตไปตอบอนาคตไง เหมือนที่ผมเคยคุยกับพี่สุรชัย พุฒิกุลางกูร เรายังถามเด็กว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แสดงว่าคุณเอาอดีตให้เด็กเขาเลือกไง แต่เราไม่ได้ถามว่าเขาชอบทำอะไร

อ.จุฑามาศ : กลับไปที่เมื่อสักครู่ที่บอกว่ามันมีการเกิดสาขาวิชาใหม่ๆ มุมมองหนึ่งของเราคือเรารู้สึกว่า จริงๆ แล้วเวลาเรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราไม่ได้แยกศาสตร์ในการดำรงชีวิตของเรา มากเท่ากับเวลาที่เราเรียนหนังสือ

วิธีการศึกษามันถูกแบ่งออกให้เป็นศาสตร์นั้นศาสตร์นี้ แล้วก็สร้างกรอบขึ้นมา ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของผลจากวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือตัวที่มาบ่งบอกว่าเราจะต้องแยกออกเป็นกรุ๊ปเป็นวิถีของการเรียนรู้ แต่ถ้าเราย้อนกลับมานึกถึงชีวิตของเราใน 1 วัน เรายึดโยงอยู่กับสิ่งต่างๆ มากมาย คือชีวิตของเราไม่ได้อยู่ภายใต้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ทุกๆ ศาสตร์มันผสมผสานกันเข้ามาเป็นชีวิตของเรา แต่ว่าการศึกษาเป็นตัวแบ่ง นี่คือ Science นี่คือ Art นี่คือกฎหมาย แล้วถามว่ากฎหมายไม่เกี่ยวกับทุกคนเหรอ

แล้วไม่ใช่แค่แยกศาสตร์อย่างเดียว ไม่รู้ว่ารุ่นนี้โตมาเหมือนรุ่นเราหรือเปล่า แต่มีการให้คุณค่ากับศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน ถ้าเรียนเก่งก็ต้องเรียนสายวิทย์สิ ถ้าเรียนไม่เก่งก็ไปเรียนสายศิลป์สิ แล้วทักษะการใช้ชีวิตจริงๆ สายศิลป์นี้ไม่สำคัญเหรอคะ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่นะ มนุษยศาสตร์คนก็จะมองอย่างหนึ่ง สายวิทยาศาสตร์ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

อ. สันติ : จริงๆ เรื่องการแยกมันเป็นการติดกับ เป็นปัญหาใหญ่มากๆ ในการเรียน แล้วในแต่ละภาคเรียน ในแต่ละสาขาวิชาที่เด็กเรียนก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่ลงลึก ผมเพิ่งคุยกับเด็กในห้อง สมมติคุณเรียน 5 วิชา คุณใช้พลังแบ่งเป็น 20 20 20 20 20 ในการเรียน 5 วิชานี้ คุณใช้พลังแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ในการทำงานวิชาของผม แต่เผอิญว่าทั้งหมดมันไม่ได้รวมกันเป็น 100 นะ สุดท้ายคุณก็ได้แค่ 20 คุณยังเป็นไอ้ห่วยอยู่ ซึ่งผมไม่ได้โทษเขา แต่ผมหมายถึงว่าอาจารย์แต่ละคนแย่งความสนใจคุณโดยที่ไม่คุยกันว่าเด็กมีเวลาแค่นี้ แล้วไหนเขายังจะต้องเล่นเกมอีก ต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง เขาจะทำได้ยังไง คือคุณสร้างโจทย์ที่มันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว

แล้วถามว่า สุดท้ายใน 5 วิชาเด็กทำวิชาอะไร เด็กก็ทำวิชาที่อาจารย์โหดกว่า อาจารย์คนนี้ดุกว่า เขี้ยวกว่า มันเอาตกจริงๆ นะ หรือวิชาที่ต้องส่งพรุ่งนี้ สุดท้ายคือคุณเรียนเชิงเอาตัวรอดหมดเลย คุณไม่ได้เรียนเพื่อความเป็นเลิศเลย แล้วเราก็เลยผลิตนักเอาตัวรอดเข้าสังคม แทนที่จะเป็นผู้เป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งพอเป็นแบบนี้เดี๋ยวคุณก็ลืมวิชาที่เรียน เพราะว่ารอดแล้วไง มันก็เหมือนห่วงยาง คุณพกห่วงยางไปตลอดเหรอ พอคุณขึ้นเรือคุณก็ทิ้งห่วงยางแล้ว เพราะฉะนั้นวิชามันก็กลายเป็นห่วงยาง แทนที่จะเป็นทักษะการว่ายน้ำ

นักออกแบบ นักออกแบบ

แล้วในภาพกว้าง ความเปลี่ยนแปลงของโลกกระทบกับนักออกแบบในภาควิชาชีพยังไงบ้าง

อ.สันติ : ผมพูดสรุปคำหนึ่งใหญ่ๆ เลยก็คือคำว่า ‘คุณค่า’ แต่ทีนี้จะตีความคุณค่าว่าคืออะไรก็แล้วแต่

เทคโนโลยีมันทำให้เกิดตลาดอีกแบบหนึ่งใน e-Commerce ซึ่งเป็นธุรกิจที่เย้ายวนของคนที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านออกแบบ เราจะเห็นว่ามีคนที่จบวิศวะคอมพิวเตอร์ คนที่จบการตลาด แล้วมาเทกคอร์ส Graphic Design เพื่อที่จะเปิดบริษัททำ Facebook Banner ทำอะไรต่างๆ นานา เพราะฉะนั้น เดิมที่งานพวกนี้ที่เด็กเรียนออกแบบที่จบใหม่จะได้ทำ เขาก็ไม่ได้ทำแล้วนะ เพราะฉะนั้น จริงๆ ตอนนี้ทุกอย่างมันถูกลดคุณค่าของการทำงานลงไป คุณอาจจะได้รายได้ไม่มากเท่าที่คุณคิดหรือเท่าที่คุณลงทุนตอนเรียนไปด้วยซ้ำ เพราะว่าคุณค่าของงานในตลาดมันต่ำลง ถามว่าต่ำลงเพราะอะไร มันก็ตามหลักเศรษฐศาสตร์ คือมันมี Supply เยอะ การเข้าถึงงานบริการบางอย่างหรือทักษะบางอย่างคนเขาเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นก็เป็นธรรมดา ในเมื่อหน้าที่บางอย่างคุณหมดแล้ว คุณจะขอเงินเยอะๆ ได้ยังไง

แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องตีโพยตีพาย มันแค่เป็นเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น การยึดถือคุณค่าบางอย่างมันก็ต้องเปลี่ยนไป สมมติคุณสอนทำโลโก้ 1 เทอม เด็กถูกให้เวลา 15 สัปดาห์สำหรับการเรียนทำโลโก้ นั่นแปลว่าเด็กถูกทำให้คิดว่าเรื่องนี้สำคัญ คิดว่าที่เรียนมาเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะที่จบออกไปทุกวันนี้มีคนรับออกแบบโลโก้ในราคา 3,000 บาท แถมยังโดนแก้เละแล้วบอกว่าแพงด้วย

คือคุณสอนอะไรอยู่ก็ต้องทบทวนกันอีก มันเป็นเรื่องที่เราน่าจะตั้งหลักแล้วจับตามองมัน เราต้องย้อนกลับมาถามว่าทำไมเราสอนกันอย่างนี้ ต้องเอามาวางให้หมดแล้วจะเห็นความสัมพันธ์ แล้วจึงจะรู้ว่าอะไรควรทำ

นักออกแบบ นักออกแบบ

แล้วมหาวิทยาลัยปรับตัวกับเรื่องคุณค่าที่เปลี่ยนแปลงไปยังไง

อ.ปิยลักษณ์ : พอเรารู้ว่าตัวคุณค่าของงานออกแบบมันต่ำลง เราก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้เด็กในคลาสเขาคิดได้ว่า จะทำยังไงให้คุณค่างานออกแบบของตัวเขาเองมันสูงขึ้น ภาพกว้างของสิ่งที่เขาต้องออกไปในอุตสาหกรรมมันเป็นแบบนี้ แล้วเขาจะเลือกเข้าไปอยู่ตรงไหน หรือเขายินดีจะอยู่แค่ตรงฐานล่าง

ซึ่งจริงๆ มันยากมากที่คุณจบแล้วจะขึ้นไปอยู่ยอดของพีระมิดเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขารู้ว่ามันมีตรงนั้นอยู่ เขาจะสร้างเสริมประสบการณ์ยังไงให้มันขึ้นไประดับนั้นได้ เพื่อที่จะให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น เรารู้สึกว่าถ้าไม่ให้ภาพเขาจะไม่เห็น เขาจะเห็นแต่สิ่งที่อยู่ตรงฐานอย่างเดียว

อ.จุฑามาศ : ถ้าสมมติว่าเรามองการออกแบบแค่ที่ผลลัพธ์แบบเดิมๆ มันก็จะเป็นข้อจำกัดในการมองว่าการออกแบบทำอะไรได้บ้าง สมมติว่าเราล็อกว่าจบออกมาก็ต้องออกแบบโลโก้สิ มันก็จะไม่มีวันเป็นอะไรไปได้นอกจากออกแบบโลโก้ แล้วพอตลาดเขาไม่อยากได้โลโก้แล้ว หรือเขาไม่อยากได้โลโก้จากเราแล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้อีก แต่เราควรมองย้อนกลับมาว่าการออกแบบมันคืออะไร ผู้เรียนหรือว่าดีไซเนอร์เองก็จะต้องมีความสามารถในการที่จะเสนอว่าผลลัพธ์ของมันเป็นอะไรได้อีกบ้าง

เหมือนตอนแรกที่เราทำ CommDe (Communication Design) ก็ไม่มีสอนออกแบบโลโก้เลย แล้วก็โดนปรามาสว่าเด็ก CommDe จบแล้วจะไปทำอะไรได้ โลโก้ก็ไม่ได้เรียน แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราไม่ได้สอนออกแบบโลโก้ แต่เราสอนวิธีการออกแบบ ซึ่งเขาอาจจะเอาไปประยุกต์ออกแบบโลโก้ก็ได้ถ้าเขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบโลโก้ หรือเขาจะไปประยุกต์ออกแบบอื่นๆ ก็ได้อีก ที่สำคัญคือเราสอนให้เขาคิดว่าในบริบทที่เขากำลังพิจารณาอยู่ งานออกแบบแบบไหนที่เป็นที่ต้องการของบริบทนั้น เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่ไปกำหนดตายตัวที่ผลลัพธ์ การออกแบบคือการทำความเข้าใจกับบริบทที่เรากำลังพิจารณา แล้วก็จัดการสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในบริบทนั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของนักออกแบบคือ ออกแบบสิ่งที่มันจะสอดคล้องไปกับตัวบริบท แต่ผลลัพธ์จะเป็นอะไรนั่นเป็นหน้าที่ของนักออกแบบ

ย้อนกลับไปที่เรื่องคุณค่า มันต้องทำให้ผู้เรียนรู้ว่าคุณค่าในการออกแบบมันอยู่ที่ไหน แล้วเขาจะนิยามคุณค่ามาจากตัวเขาได้ยังไง มากกว่าจะไปวิ่งไล่ตามคุณค่าจากคนอื่นๆ หรือที่เขานิยามเรามา ตรงนี้เป็นจุดที่จำเป็นและสำคัญมาก

นักออกแบบ

นอกจากผู้เรียนที่ต้องปรับตัว อาจารย์ปรับตัวอย่างไรกันบ้างไหม

อ.จุฑามาศ : ไม่รู้สินะ เราก็ยังเชื่อในคัมภีร์คำสอนของ John Dewey ที่พูดเรื่องของ Educative Experience คือเขาว่า ถ้าผู้เรียนสามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้ได้ด้วยตัวของเขาเอง ความรู้นั้นก็จะเป็นของคนคนนั้นตลอดไป แทนที่เขาจะมาเชื่อเราและทำตามสิ่งที่เราบอก ถ้าเขาเอากลับไปคิดแล้วสังเคราะห์ความรู้ออกมาได้เป็นของเขาเอง ความรู้นั้นก็จะอยู่กับเขาตลอดไป

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะสอนวิชาใดก็จะพยายามยึดตรงนี้เป็นหลักแล้วก็มาออกแบบวิธีการสอน ว่าทำยังไงเขาถึงจะสร้างสรรค์หรือสังเคราะห์ความรู้ออกมาด้วยตัวของเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำยังไงเขาถึงจะมี Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) มี Reflective Thinking (การสะท้อนคิด) เพราะถ้าเขามีทักษะ 2 ตัวนี้ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ในบริบทแบบไหน เขาก็จะสามารถประมวลหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาหรือว่าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองโจทย์ตรงนั้นได้ ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามันเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ได้ผล

การสอนให้คิด ให้เชื่อมโยงความรู้ได้ด้วยตัวเอง ยากยังไง ทำไมจึงยังไม่แพร่หลายในบ้านเรา

อ.จุฑามาศ : มันเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ต้องใช้เวลามากๆ แล้วก็ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์มากๆ มันจะต้องมีการปฏิสัมพันธ์กัน มีฟีดแบ็กกันอยู่ตลอดเวลา แล้วนิสิตที่มีแพสชันในการเรียนเขาจะสามารถเรียนได้ แต่ถ้านิสิตที่เขาแค่มาทำแล้วก็ส่งโดยที่ใจเขาอยากไปทำอย่างอื่น เขาก็จะไม่ค่อยได้ แล้วบางครั้งเขาก็จะโกรธเรา ว่าทำไมเราไม่สอนเขา เราก็ต้องใช้ความพยายามมากๆ เพื่อจะบอกว่า ถ้าความรู้เราเอาไปใส่หัวเขามันก็จบ เดี๋ยวมันก็เชย แล้ววันหน้าความรู้นั้นมันก็ไม่ใช่ แต่ทำยังไงเขาถึงจะมีวิธีการในการเรียนรู้ และเข้าใจในการเรียนรู้เพื่อที่วันหน้าเขาจะเอาไปใช้ทำอย่างอื่นได้

อย่างที่อาจารย์สันติบอก สมมติวันหนึ่งเขามีทักษะในการว่ายน้ำ เขาจะว่ายในสระน้ำ หรือเขาจะว่ายในแม่น้ำ หรือเขาจะว่ายในทะเล เขาก็พอที่จะรู้ด้วยตัวเองว่าเขาจะเลือกว่ายท่าไหน ในน้ำแบบไหน มีเวลาให้ว่ายมากแค่ไหน

เหมือนว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไป อาจารย์จะสอนสิ่งที่ยังไงมันก็จะไม่เปลี่ยน

อ.จุฑามาศ : คือเครื่องมือมันเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน แต่ความสามารถของมนุษย์ที่พยายามสร้างสรรค์อะไรออกมาเพื่อตอบปัญหานั้น เราคิดว่ามันต้องมีตลอด

นักออกแบบ

อะไรคือสิ่งสำคัญที่พวกคุณมักจะบอกหรือปลูกฝังกับเด็กรุ่นใหม่ที่ได้เจอ

อ.จุฑามาศ : อย่างที่บอกไป ให้เขามีทักษะในการคิด ให้เขาหัดพิจารณาบริบท

อ.ปิยลักษณ์ : คณะเราพยายามคิดว่าทำยังไงที่จะออกแบบวิธีการการเรียนรู้หรืออะไรก็ตามให้ตอนนี้เขาสามารถที่จะรู้ว่าเพื่อนในสายที่อาจจะไม่ใช่สาขาวิชาเอกเดียวกันเขาทำอะไรกันอยู่ เพราะในโลกข้างนอกเขามีความเชื่อมโยงกันอยู่ในเชิงอุตสาหกรรม ถ้าจบออกไปพวกเขาก็จะต้องทำงานด้วยกันอยู่ดี

อ.สันติ : ผมพยายามให้เด็กขับเคลื่อนด้วยคำถาม หมายถึงว่าพยายามให้ทุกคนเป็นนักถาม นักสงสัย สงสัยเพื่อเท่าทัน ซึ่งเท่าทันมันมี 2 เรื่องคือ เท่าทันข้างใน กับเท่าทันข้างนอก ซึ่งมันเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ผมก็เลยบอกว่าให้เขาลองทำในระดับชีวิตประจำวัน ไม่อย่างนั้นไม่สำเร็จ เพราะไม่มีใครสอนให้คุณทำเรื่องนี้ได้ ต้องทำด้วยตัวคุณเอง เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามสร้างบรรยากาศให้นักศึกษาได้ถาม จะถามโง่ๆ ก็ได้ แต่ให้ถาม

การถามคำถามสำคัญอย่างไรกับนักศึกษา

อ.สันติ : คำถามสำคัญกับคน สำคัญกับมนุษย์ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องมีคำถาม ยิ่งทุกวันนี้มันมีเรื่องรอบตัวเราเต็มไปหมด เราจะตอบได้ดีก็ต่อเมื่อเราตั้งคำถามได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การฝึกถามมันจึงเป็นทักษะหนึ่งที่จำเป็นมากๆ ทุกวันนี้เราเปิดกูเกิลเข้าไปหาข้อมูลคำตอบเต็มไปหมดเลยนะ จะเอาอะไรล่ะ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องถามให้ถูกก่อน

นักออกแบบ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load