สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

19 กรกฎาคม 2560
14 K

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป-ถ้าคุณโชคดีพอ-ท่ามกลางรถไฟฟ้าหลายขบวน คุณจะพบรถไฟขบวนหนึ่งที่ต่างจากขบวนอื่นๆ

ต่างจนอาจทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจ

หากมองจากภายนอก รถไฟฟ้าขบวนนี้ห่อหุ้มด้วยงานศิลปะที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย แทนที่จะเป็นโฆษณาจากแบรนด์ใหญ่ และหากเดินเข้าไปภายในขบวน พื้นที่โฆษณาภายในก็ถูกแทนที่ด้วยงานศิลปะอีกเช่นกัน หากคุณไม่ได้มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คุณอาจพบเจอข้อความที่กระทบใจในพื้นที่รถไฟฟ้า

งานศิลปะทั้งในและนอกขบวนที่มีชื่อโปรเจกต์ว่า ‘Universal Connections by Spiritual Fractal’ เป็นผลงานของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินที่โด่งดังในระดับสากล ผลงานของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และซื้อขายกันในหมู่นักสะสมศิลปะทั่วโลก ซึ่งปกติงานของศิลปินผู้นี้ใช่ว่าจะหาชมกันได้ง่ายๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเดินทางไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเสพงานเขา อย่างผลงานล่าสุดของเขาที่ชื่อนิทรรศการ The Timeless Present Moment ก็จัดกันที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM) จังหวัดเชียงใหม่

การที่งานศิลปะของเขามาปรากฏบนรถไฟฟ้ากลางมหานครจึงไม่ใช่เรื่องปกติ หรืออาจใช้คำว่าประหลาดอย่างที่ว่าไว้ก็คงไม่ผิดนัก

สำหรับใครที่กำลังอ่านบรรทัดนี้บนรถไฟฟ้าขบวนนั้น เราขอแนะนำให้เงยหน้าจากจอแล้วเสพบรรยากาศรอบๆ คุณให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วค่อยมาอ่านบรรทัดถัดไปที่จะเฉลยทุกคำตอบ

ส่วนใครที่ยังไม่พบเจอ เราอยากชวนคุณอ่านเบื้องหลังโปรเจกต์นี้กันก่อน เผื่อวันหนึ่งคุณจะโชคดีได้โดยสารรถไฟขบวนนี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีต้นทาง : เปลี่ยน ad เป็น art

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ในช่วงเวลาใกล้ๆ กับที่ asiola เว็บไซต์ระดมทุนถือกำเนิด

พีท-ประณิธาน พรประภา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง asiola คือเจ้าของความคิดในการเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาบนรถไฟฟ้าเป็นงานศิลปะ และศิลปินที่เขานึกถึงคือ คามิน เลิศชัยประเสริฐ

อะไรคือจุดเริ่มต้น ทำไมต้องเป็นรถไฟฟ้า ทำไมจึงเป็นศิลปินรุ่นใหญ่จากเชียงใหม่

เชิญฟังคำตอบจากปากเขา

Universal Connections by Spiritual Fractal

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้คือตอนไหน

เวลาผมคิดอะไรผมจะเริ่มคิดจากว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และใช้วิธีสร้างสรรค์เพื่อแก้ไข ปัญหาที่ผมมองเห็นก็คือ พวกเราโชคดีที่อยู่ในเมืองที่มีเสน่ห์ มีครบทุกอย่าง ทั้งความหลากหลาย จิตวิญญาณ แต่ยิ่งนับวันพวกป้ายโฆษณายิ่งมากขึ้น ซึ่งมันทั้งรำคาญตา รำคาญจิตใจ และเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ คือเราไม่ได้โดนแค่บน cloud ในโลกออนไลน์ แต่เรายังมาโดนบน ground อีกด้วย ผมเลยรู้สึกว่าถ้าเราหันมาใช้ป้ายพวกนี้ในทางที่ดี มันน่าจะมีประโยชน์

แล้วทำไมต้องเป็นรถไฟฟ้า

เราคิดว่ามีอะไรที่เป็นวิธีสื่อสารที่เข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม แล้วเราก็คิดถึงรถไฟฟ้า เพราะว่ามันเป็นสื่อที่ทุกคนสัมผัสได้ ไม่ได้แบ่งแยกผู้ชม ใครก็นั่งรถไฟฟ้าได้ เป็นสาธารณะ อีกอย่างมีคนเห็นเยอะ ผมรู้สึกว่ามันน่าจะดี ถ้าเราสามารถใช้สื่อตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้

โดยส่วนตัวคุณเชื่ออะไรในงานศิลปะ จึงพยายามผลักดันมันให้ไปอยู่บนรถไฟฟ้า

ถ้าเกิดเราย้อนไปในอดีต ศิลปะนั้นเป็นต้นกำเนิดของหลายๆ อย่างการสร้างวัด สร้างโบสถ์ ก็คือการทำงานศิลปะนะ คนทำเขาเอาใจใส่ในสิ่งที่เขาทำ แต่พอวันเวลาผ่านไป คนคิดว่าศิลปะต้องเป็นงานที่เป็นชิ้นๆ แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น จริงๆ ศิลปะมันเป็นวิธีใช้ชีวิตของเราได้ และศิลปะที่ผมสนใจที่สุดคือศิลปะที่สามารถทำให้คนคิดได้ เราก็นึกถึงอาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ

อาจารย์คามินเป็นศิลปินที่ค่อนข้างมีจุดยืนที่ชัดเจน เป็น Conceptual Artist ซึ่งผมชอบ เพราะว่ามันกระตุ้นความคิดของทุกคน ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความเข้าใจในงานไม่เหมือนกันก็ได้ ผมก็เลยเดินทางไปเจออาจารย์คามินที่เชียงใหม่ พอไปเจออาจารย์ผมก็เคารพแกมาก ผมว่าศิลปินอย่างนี้เหลือน้อยแล้ว ศิลปินที่ชีวิตของเขาคือศิลปะของเขาจริงๆ ซึ่งการที่อาจารย์เป็นอย่างนั้นมันยิ่งเหมาะมากกับสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ

คุณเชื่อว่ารถไฟขบวนเดียวจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงเหรอ

ก็คงไม่ถึงกับสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผมคิดคือ งานพวกนี้มันจะไปกระตุ้นความคิดเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ ซึ่งผมว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากหลายๆ คน ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จากหนึ่งคนแน่นอน

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีต่อไป : ระดมทุน

โปรเจกต์นี้ใช้วิธีระดมผ่านเว็บไซต์ asiola ระยะเวลาในการระดมทุนคือ 4 เดือน เป้าหมายที่ต้องการคือ 2,600,000 บาท

ไม่ใช่เรื่องง่ายในประเทศที่การระดมทุนผ่านโลกออนไลน์ยังเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะฉะนั้นการหาเงินจากผู้ลงขันให้ถึงเป้าในระยะเวลาที่กำหนดจึงเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย

พีท ในฐานะเจ้าของความคิดต้นทางและเป็นหนึ่งในทีม asiola จึงต้องหาวิธีสื่อสารให้คนเข้าใจโปรเจกต์ และสร้างสิ่งจูงใจให้คนมาระดมทุมในโปรเจกต์นี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

ทำไมจึงเลือกใช้วิธีระดมทุนกับโปรเจกต์นี้

การระดมทุนเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดแล้ว ถ้าเกิดไม่มีตัวแปรที่เป็นการระดมทุนผมคงไม่ทำ สมมติเราบอกว่าเราจะทำงานศิลปะหุ้มรถไฟฟ้าแล้วเราก็หุ้มเองเลย มันก็จะจบแค่นั้น แต่โปรเจกต์นี้เราอยากทำสิ่งที่คนอื่นๆ ก็ต้องการเห็นมันเกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่เราคนเดียว คือถ้าคนอื่นไม่ต้องการ มันก็จะไม่เกิด

มั่นใจว่าจะสำเร็จไหมตอนระดมทุน

ค่อนข้างมั่นใจนะ เราสร้างโปรเจกต์จากการออกแบบรางวัลต่างๆ จากรางวัลใหญ่ แล้วก็เป็นรางวัลเล็กรองลงมา เราอยากให้รางวัลมีหลายระดับ ตั้งแต่สามร้อยบาทจนถึงหลักแสน ถ้ารางวัลเล็กขายไม่ได้ อย่างน้อยรางวัลใหญ่ก็น่าจะมีคนที่เราสื่อสารไปหาได้ เราก็นั่งคิดร่วมกับอาจารย์คามินว่าจะมีรางวัลอะไรบ้าง ซึ่งอาจารย์คามินเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง มูลค่าของงานอาจารย์ค่อนข้างสูง ไม่ใช่เป็นศิลปินที่งานไม่มีมูลค่า ที่ผ่านมาก็มีคนสนับสนุนผลงานอาจารย์คามินเยอะอยู่แล้ว ผมจึงค่อนข้างมั่นใจ

Universal Connections by Spiritual Fractal

สถานีปลายทาง : คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เรานัดพบ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ที่กรุงเทพฯ ก่อนวันเสวนาในหัวข้อ ‘อุเบกขา : การเชื่อมต่อของจักรวาล’

สิ่งที่น่าสนใจของงานชุดนี้คือสื่อที่ใช้ในการนำเสนอนั้นหลากหลาย ทั้งรถไฟฟ้า แอนิเมชันในยูทูบที่สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดในรถไฟฟ้าเข้าไปดูได้ และยังมีส่วนที่เป็นจิวเวลรี่ ซึ่งทำร่วมกับ อัตตา แกลเลอรี่

หากใครติดตามผลงานของคามินมาก่อน ย่อมรู้ว่าเขาคือศิลปินที่ทำความเข้าใจชีวิตผ่านการทำงานศิลปะ ทุกงานในช่วงหลังของเขาจึงมักเป็นหัวข้อที่ทำให้เราตระหนักถึงสัจธรรมบางประการของชีวิตมนุษย์

และงานชุด ‘Universal Connections by Spiritual Fractal’ ก็เป็นเช่นนั้น

Universal Connections by Spiritual FractalUniversal Connections by Spiritual Fractal

พอรู้ว่าต้องทำโปรเจกต์นี้ คุณเลือกจะถ่ายทอดผลงานอย่างไร

คือผมไม่ได้คิดเรื่องการถ่ายทอดก่อน ผมจะคิดว่าชีวิตผมตอนนี้สนใจเรื่องอะไร แล้วพอดีช่วงนั้นผมหมกหมุ่นอยู่กับ Fractal Geometry ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Benoit Mandelbrot เขาพบว่าโครงสร้างของทุกสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ อย่างเช่น ร่างกายมนุษย์ เส้นเลือด ดีเอ็นเอ ต้นไม้ ภูเขา มันมีโครงสร้างที่ซ้ำกัน แม้แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นในธรรมชาติอย่างคลื่นต่างๆ ก็มีโครงสร้างเดียวกัน มีการซ้ำกันในตัวมันเอง แล้วจังหวะนั้นคุณพีทเขามาหาผม ชวนผมทำโปรเจกต์บีทีเอส โดยที่ผมไม่รู้จักเขามาก่อน ผมก็เลยเสนอเรื่องนี้กับเขา

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

ทำไมอยู่ดีๆ สนใจ Fractal Geometry

จริงๆ ผมไม่ได้สนใจคำนี้นะ แต่ผมสนใจความจริง ผมสนใจเนื้อหาของการทำความเข้าใจธรรมชาติ เรื่อง fractal ผมเคยอ่านมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจในรายละเอียด จนกระทั่งผมมาดูสารคดีทางช่อง BBC แล้วก็เลยเริ่มเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ไม่เคยเข้าใจว่ามันเชื่อมโยงกับการวิปัสสนาที่ผมทำอยู่ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่งผมนั่งวิปัสสนาแล้วก็เข้าใจว่า อุปนิสัยของเราก็เกิดจากการซ้ำกันของการกระทำที่เราทำในแต่ละวัน เราเจออากาศแบบนี้แล้วเราไม่ชอบ เจออากาศเย็นเราชอบ มันก็ทำให้ผิวหนัง ร่างกาย อุปนิสัย เราเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเจอทุกวันๆ กิจกรรมที่ซ้ำกัน ทำให้เกิดเป็นอุปนิสัยของแต่ละคน

ผมก็เลยโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ธรรมชาติที่เป็น physical อย่างต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ คลื่น พวกนี้มี fractal ทั้งหมด ส่วนภายในจิตใจ อย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นข้างในเรา พวกนี้เป็น Spiritual Fractal แล้วจิตใจเรากับจักรวาล กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก มันจะสัมพันธ์กันหรือว่าต่อกันช่วงไหน งานนี้ผมก็เลยใช้คำว่า Universal Connection by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

การตระหนักรู้ถึงสิ่งที่คุณว่ามันจำเป็นยังไงกับการใช้ชีวิต

อย่างน้อยเราจะรู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นอะไร แล้วเราจะเข้าใจว่าที่สุดแล้วเราก็เหมือนกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราไม่ได้ต่างกัน เราก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นวงโคจร เราจะเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ซึ่งคุณค่าตัวนี้มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน แล้วเราก็จะมีอิสระจากวัตถุนิยมหรือสิ่งที่เป็น Propaganda ที่ทำให้เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะมีความสุข ถึงจะเป็นคนมีรสนิยม เราจะมีความเชื่อมั่นและเข้าใจในความจริงของคุณค่าของตัวเราเอง ซึ่งอันนี้สำคัญ เพราะทุกวันนี้คนที่มีความสุขคือคนที่เข้าใจตรงนี้ ส่วนคนที่มีความทุกข์ก็คือคนที่ไม่เข้าใจตรงนี้แล้วพยายามจะหาความเข้าใจจากภายนอก หาคุณค่าจากภายนอก หาสิ่งที่คนยอมรับจากภายนอก

Universal Connections by Spiritual Fractal

Universal Connections by Spiritual Fractal

การที่ต้องนำเสนองานศิลปะบนรถไฟฟ้าส่งผลต่อการทำงานยังไงบ้าง

จริงๆ ก็ไม่ส่งผลอะไร แค่เราก็ต้องแก้ปัญหากับพื้นที่ เช่นโฆษณาชิ้นที่ต้องติดข้างในเปลี่ยนเป็นงานผมทั้งหมด ผมก็ต้องคิดว่าถ้าคนขึ้นรถไฟฟ้ามาเขาจะคิดอะไร แล้วเขาจะเข้าถึงงานผมได้ยังไง คือโครงสร้างของการใช้รถไฟในชีวิตประจำวัน เราขึ้นไปก็ต่างคนต่างอยู่ ทุกอย่างบนนั้นก็เป็นเรื่องของการโฆษณา แต่ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนโฆษณาทั้งหมด แล้วเราจะพูดอะไร ผมก็จะเลือกหลายๆ ข้อความทำเป็นโปสเตอร์ไปไว้ในรถไฟฟ้า ซึ่งถ้อยคำพวกนี้ผมเอาของหลายๆ คนมา เช่น ท่านดาไลลามะ ท่านพุทธทาส เล่าจื่อ ที่พูดเกี่ยวกับชีวิต เป็นข้อความที่ทำให้เราเข้าใจสัจธรรม เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งผมคิดว่ามันมีประโยชน์มากสำหรับคนที่อาจจะต้องการกำลังใจหรือหลงทาง

ปกติในรถไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน เขาเห็นแต่สิ่งที่ยั่วยวนให้ซื้อ ให้บริโภค แต่เราเปลี่ยนเป็นข้อความที่บอกให้คุณพอใจในสิ่งที่มีอยู่ แม้กระทั่งกับความผิดหวัง เราทำให้เกิดความตระหนักรู้ในชีวิต เช่น อยู่ๆ คุณเห็นรูปหัวกะโหลกแล้วมีคำว่า ‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ อยู่บนรถไฟฟ้า แล้วเราพูดเรื่องนี้ทั้งขบวน ซึ่งบางคนเขาอาจจะกำลังป่วยอยู่ หรือบางคนอาจจะเพิ่งสูญเสียคนรัก เขาอาจจะปลงก็ได้

และที่โปสเตอร์ข้อความต่างๆ ข้างล่างเรายังสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเข้าไปดูแอนิเมชัน Universal Connection by Spiritual Fractal ได้ด้วย

Universal Connections by Spiritual Fractal

แล้วคุณสนใจอะไรในจิวเวลรี่ ทำไมถึงนำมาเป็นส่วนหนึ่งของงานชุดนี้ด้วย

ผมไม่ได้สนใจในจิวเวลรี่ ผมสนใจวิธีคิดของพระเครื่องที่คนศรัทธา ผมพยายามจะล้อกับโครงสร้างของสังคมไทยที่เล่นเรื่องความเชื่อระหว่างมิติที่มองไม่เห็นอย่างพระเครื่อง อย่างไสยศาสตร์ ซึ่งนั่นเป็นศรัทธา แต่สิ่งที่ผมกำลังสื่อสารมันเป็นวิทยาศาสตร์ ผมคิดว่าจิวเวลรี่อุเบกขาตัวนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นทั้งศิลปะ และมันก็ร่วมสมัย แล้วข้างหลังของทุกอันคุณก็สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดไปเข้าไปดูแอนิเมชันในยูทูบได้ด้วย ทำให้เครื่องประดับไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น

Universal Connections by Spiritual Fractal

งานชุดนี้ไม่มีคำอธิบายติดอยู่ที่รถไฟฟ้า คุณกลัวมั้ยว่าคนจะไม่เข้าใจ

ไม่กลัวอะไร เพราะทุกอย่างมันมีข้อจำกัดอยู่แล้ว เหมือนเราอ่านหนังสือ อ่านบทกวี คุณว่ามีกี่คนเข้าใจว่าคนเขียนเขียนว่าอะไร แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือทำให้งานเราดีที่สุด เหมือนคุณเขียนหนังสือเล่มนึง เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำให้คนทั้งโลกอ่านเข้าใจ ถ้าคุณเขียนปรัชญาจะให้เด็ก ป.4 อ่านเหรอ แล้วคุณต้องเปลี่ยนปรัชญาของคุณให้เด็กอ่านเข้าใจก็ไม่ได้อีก เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสิ่งที่เล็กกว่าอะตอม คุณยังจะต้องไปเขียนทฤษฎีนี้ให้เด็กประถมอ่านเหรอ นั่นไม่ใช่หน้าที่ของคุณ เพราะหน้าที่ของคุณคือการค้นพบตรงนั้น ซึ่งมันก็ยากพอแล้ว มันจึงจำเป็นต้องมีนักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ นักข่าว ที่จะเป็นตัวแทนผมในการอธิบาย เพราะฉะนั้น ถ้าผมไม่รู้หน้าที่ ผมต้องไปนั่งคิดว่าบีทีเอสจะเข้าใจมั้ย คนดูจะเข้าใจมั้ย มิวเซียมจะเข้าใจมั้ย ถ้าคิดทุกอย่างนี้ผมไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่าปัญหามันเยอะมาก

แต่ผมเชื่อว่า หากคนเข้าใจ งานนี้อาจเปลี่ยนชีวิตเขา แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของเรา ทุกคนมีหน้าที่คนละอย่าง หน้าที่ของผมคือฝ่าฟันไปตรงนี้

Universal Connections by Spiritual Fractal

สำหรับคนที่อยากตามชมงานศิลปะบนรถไฟฟ้า สามารถตามไปได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โดยรถไฟฟ้าขบวนนี้มีเพียงขบวนเดียว และไม่มีกำหนดแน่นอนว่าแต่ละวันจะวิ่งสายใด หากใครบังเอิญเจอ แนะนำให้เดินชมจนทั่วขบวน

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load