สำหรับใครที่ไม่ได้ติดตามผลการแข่งขันซีเกมส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เราอยากกระซิบว่า ทีมแบดมินตันไทยคว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกวาดมาทั้งหมด 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง

โดย 2 เหรียญทองในนั้นเป็นการคว้าเหรียญทองครั้งแรกในรอบ 18 ปี จากประเภทชายคู่ และเหรียญทองเหรียญแรกในรอบ 14 ปี จากประเภทคู่ผสม

แบดมินตันไทย

เรานัดพบ 4 นักแบดบินตันทีมชาติไทยหลังจากคว้าเหรียญที่ซีเกมส์ 2017 ประเทศมาเลเซีย กลับมาครองได้สำเร็จ ประกอบด้วย บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์, สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน, ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล ที่ศูนย์ฝึกแบดมินตันและวิทยาศาสตร์การกีฬา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ SCG Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันควบคู่กับวิทยาศาสตร์การกีฬา ไล่ตั้งแต่ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ด้านจิตวิทยาการกีฬา ด้านโภชนาการ และด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งทุกด้านที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ทีมชาติไทยเราสามารถสร้างประวัติศาสตร์สำคัญในครั้งนี้

แบดมินตันไทย แบดมินตันไทย

ศูนย์ฝึกแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงเรียนประจำของนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ไปจนถึงทีมชาติที่มีผลงานโดดเด่น หลายๆ คนเข้ารับการฝึกฝนและพัฒนาจนมีผลงานในระดับโลก

และต่อไปนี้คือเรื่องราวและบทบาทของ SCG Badminton Academy จากปากของฮีโร่ซีเกมส์ทั้ง 4 คน

แบดมินตันไทยแบดมินตันไทย

1.

เราพบกับ เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 183 เซนติเมตร ในห้องฟิตเนส

เอิร์ธคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ทีมชาติไทยที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเป็นเจ้าของเหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์ 2017 ร่วมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

อิร์ธเติบโตในครอบครัวนักกีฬาซึ่งมีคุณพ่อและคุณแม่เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย แต่เธอเลือกเส้นทางเดินของตัวเองในกีฬาแบดมินตันและมุ่งมั่นฝึกซ้อมจนก้าวสู่ระดับโลกได้สำเร็จ เธอบอกกับเราว่า ด้วยส่วนสูงและช่วงตัวทำให้เธอได้เปรียบในเรื่องการใช้พื้นที่

แบดมินตันไทย

“แบดมินตันเป็นเกมที่ค่อนข้างใช้ร่างกายเยอะ เราจึงต้องรักษาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมและอยู่กับเราได้นานที่สุด โค้ชจะสอนเสมอว่ามันเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราได้เลย ถ้าเปรียบเทียบชีวิตกับแบดมินตันเราก็เหมือนอยู่ในคอร์ตสี่เหลี่ยมนี่แหละ มีกฎ มีระเบียบ และมีขอบเขต และทุกอย่างคงไม่สบายหรือถูกใจเราไปทั้งหมด แต่เรายังมีเน็ตเป็นความยืดหยุ่นที่สามารถทำบางอย่างที่ข้ามเขตแดนไปได้ ซึ่งเราจะทำอะไรก็ได้ในส่วนความยืดหยุ่นนั้น”

คำสอนของ โค้ชโอมเทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของศูนย์ฝึกแห่งนี้ ทำให้เอิร์ธมองแบดมินตันอย่างเข้าใจมากขึ้น และมองเห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่เสมอ

“วินัยของนักกีฬาไม่ได้มีแค่เรื่องการฝึกซ้อมอย่างเดียว แต่รวมถึงอาหารการกินของเราด้วยที่ช่วยทำให้ร่างกายของเราสมบูรณ์พร้อม ถ้าเราขาดตรงนี้ไปเราอาจจะเจ็บหรืออาจจะฟอร์มตกได้ แต่ถ้าทำได้และรักษาสภาพนี้ไว้ได้นานมันจะเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเล่นแบดมินตันมาเลย เรามีโอกาสขึ้นไปอยู่ท็อปเท็น และถ้าเรายังฟอร์มดีแบบนี้ไปอีก 5 – 10 ปีเราก็สามารถไปได้ไกลมากขึ้น เราต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แล้วเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้”

ซึ่งที่ศูนย์ฝึกแห่งนี้ก็มีนักโภชนาการที่เข้ามาช่วยออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของนักกีฬาแต่ละคนแตกต่างตามมวลของร่างกาย

แบดมินตันไทย

เมื่อชวนคุยถึงเส้นทางชีวิตนักกีฬาของ เธอว่าการได้ไปแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีที่ผ่านมาคือการต่อสู้ที่คุ้มค่ามากที่สุด เพราะกฎมีอยู่ว่านักกีฬาที่จะไปแข่งขันรายการนี้ได้ต้องเก็บคะแนนเพื่อไต่อันดับไปให้ถึงที่ 1 – 12 ของโลกภายในระยะเวลา 1 ปี

“ในช่วง 6 เดือนแรกเราตกรอบแรกหมดเลย แทบจะไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกด้วยซ้ำ แต่เรายังไม่ยอมแพ้ เราเชื่อมันในโค้ช เชื่อมันในแผนของเรา เราบอกตัวเองทุกวันว่าเชื่อมั่นนะว่าเราทำได้ ช่วงเวลา 6 เดือนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากดดันมาก ในช่วงนั้นทั้งเราและพี่ป้อกดดันมาก กว่าเราจะผ่านไปได้อุปสรรคมันเยอะมาก เราตั้งใจจะไปโอลิมปิก แต่ว่าคะแนนเราตามหลังคนอื่นตลอด จนมาแซงรายการสุดท้ายของการเก็บคะแนน ซึ่งมันเหมือนเราได้ปลดปล่อยทุกอย่าง”

เล่าถึงตรงนี้ เราเห็นรอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเธอ

2.

นักหวดลูกขนไก่อีกคนที่ต่อสู้เคียงข้างเอิร์ธมาคือ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 25 ปี

แบดมินตันไทย

ปอป้อเข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 15 ปี เธอคือนักแบดมินตันประเภทหญิงคู่มืออันดับ 11 ของโลก คู่กับเอิร์ธและนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม มืออันดับ 7 ของโลก คู่กับบาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์อีกทั้งยังเป็นนักแบดมินตันคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์แบดมินตันระดับ Grand Prix Gold ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม หากให้ไล่เรียงผลงานในชีวิตนักกีฬาพื้นที่ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับเส้นทางการต่อสู้ของเธอ

ดูเหมือนเส้นทางการเป็นนักกีฬาของปอป้อจะโรยด้วยกลีบกุหลาบและอยู่ในช่วงขาขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมา เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันจนต้องกลับมาพักนานกว่าที่เคย

แน่นอนว่าสิ่งที่เธอต้องเผชิญมากกว่าอาการบาดเจ็บคือความผิดหวัง แต่เธอยังยืนยันว่าไม่ยอมหมดหวังในตัวเอง

แบดมินตันไทย

“ตั้งแต่เคยบาดเจ็บมาครั้งนี้เจ็บมากที่สุดและค่อนข้างสำคัญกับเรามาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องหยุดสักพักและเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน ตอนแรกก็เครียดเพราะเราไม่เคยต้องหยุดนานขนาดนี้มาก่อน อย่างมากก็พัก 2 สัปดาห์ก่อนปีใหม่ หลังจากนั้นเราก็กลับมาซ้อมต่อ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราพลาดตรงไหน มันทำให้เรารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นบทเรียนให้เราไม่ประมาทกับร่างกายของตัวเอง”

โชคดีที่ศูนย์ฝึกที่เรามาเยือนมีความพร้อมในการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ทำให้ปอป้อคลายกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บได้มาก แม้กายจะยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่หัวใจของเธอยังพร้อมรับมือกับความผิดหวังเสมอ และเธอไม่เคยคิดจะหยุดพัฒนาตัวเองเลยสักครั้ง

“ทุกแมตช์มันให้บทเรียนกับเราหมดเลย ถึงเราชนะแล้ว เป็นแชมป์แล้ว เราอาจจะคิดว่าเราไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในเกมส์นั้นยังไงเราก็มีจุดบกพร่องและมีจุดด้อยที่ต้องเอามาพัฒนาต่อ ถ้าแพ้เราก็ต้องมาดูว่าเราแพ้ในเรื่องอะไร เราแพ้เขาตรงไหน แล้วเราก็ต้องกลับมาศึกษาคู่แข่งคนนั้น”

3.

ที่มุมหนึ่งในศูนย์ฝึก เราพบ บาส-เดชาพล พัววรานุเคราะห์ นักแบดมินตันประเภทชายคู่ และคู่ผสมทีมชาติไทย วัย 20 ปี

แบดมินตันไทย

บาสเริ่มต้นเล่นแบดมินตันอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ขวบและทำผลงานเข้าตาจนได้เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี แม้ว่าในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่ผ่านมาจะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกที่เขาได้ลงแข่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่ง วินัยในการฝึกซ้อม และความมุ่งมั่นของเขา ทำให้บาสสามารถทำผลงานได้ถึง 2 เหรียญทอง

เหรียญแรกในการแข่งขันประเภทคู่ผสมกับ ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย และเหรียญที่สองประเภทชายคู่กับ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน

แต่เบื้องหน้าความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงบาสคนเดียวเท่านั้น ซีเกมส์ทำให้บาสมองเห็นอีกหลายชีวิตที่อยู่นอกสนามและคอยผลักดันให้เขาไปถึงจุดหมาย นอกจากครอบครัวที่เป็นผู้สนับสนุนในความฝันของบาสตั้งแต่เด็กจนโตแล้ว แต่ยังมีผู้คนในศูนย์ฝึกที่เปรียบเสมือนอีกครอบครัวหนึ่งที่ทำให้บาสพร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกรูปแบบ

เพื่อน โค้ช และทุกคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังในศูนย์ฝึกแห่งนี้ คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ

แบดมินตันไทย

“ในช่วงที่ไปแข่งซีเกมส์จะมีคนที่แข่งประเภททีมเสร็จแล้วไม่ได้ลงแข่งต่อ แต่เขาก็ยังมานั่งเป็นกองเชียร์ให้เพื่อน คอยซัพพอร์ตเพื่อน คอยออกมายืดให้เวลาเพื่อนตีเสร็จ เวลาแข่งเสร็จก็หาข้าวมาให้กิน คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ทีมเดียวกันกับเราทั้งนั้น การแข่งขันครั้งนี้มันเลยไม่ได้มีแค่ตัวเรา แต่ทำให้เราเห็นคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราด้วย”

นอกจากเพื่อนร่วมทีมแล้ว บาสบอกว่าระบบของ SCG Badminton Academy คือส่วนสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม

“การจะลงแข่งในแมตช์ระดับโลกได้ อันดับแรก คือการเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา ความโชคดีของเราคือเรามีที่นี่ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ไม่ว่านักกีฬาขาดเหลืออะไรเขาจะหามาให้เพื่อให้เราเล่นได้อย่างเต็มที่ อย่างเพื่อนบางคนเท้าไม่ดี ใส่รองเท้าไม่ค่อยได้ ทีมที่ดูแลเขาก็ไปตัดพื้นรองเท้าให้ บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเล็กๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็สำคัญมาก หรืออย่างอาการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการเล่นก็สำคัญเช่นกัน คนที่บาดเจ็บจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องโดยนักเวชศาสตร์การกีฬา มีการต้องลงบ่อน้ำร้อนน้ำเย็นเพื่อทำกายภาพเพื่อฟื้นตัวให้กลับมาเล่นได้ การเตรียมความพร้อมให้นักกีฬาในทุกๆ ด้านจึงทำให้ความกังวลในการแข่งขันน้อยลง”

4.

ผู้ต่อสู้เคียงข้างบาสในการแข่งขันประเภทชายคู่คือ สกาย-กิตตินุพงษ์ เกตุเรน นักแบดมินตันวัย 21 ปี ที่เข้าร่วม SCG Badminton Academy ตั้งแต่อายุ 14 ปี

แบดมินตันไทย

ด้วยความรักและผูกพันกับแบดมินตันมาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเปิดคอร์ตแบดมินตันของตัวเอง ทำให้สกายหันมาเอาดีด้านแบดมินตันตั้งแต่ 7 ขวบและมุ่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมาตลอด

สกายเล่าว่า ในขณะแข่งขันมักจะมีสิ่งเร้ารายล้อมอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงของกองเชียร์ ความยากในการแข่งขัน กรรมการ และความคาดหวังในตัวเอง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักกีฬาจะไม่รู้สึกกดดันกับการแข่งขันแมตช์สำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะในการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ที่เป็นซีเกมส์ครั้งแรกของสกายเช่นกัน กว่าจะมีพลังใจที่แข็งแกร่งได้เขาต้องผ่านการเรียนรู้จากนักจิตวิทยาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ก่อนลงสนามเราจะหาที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสติก่อน พอลงไปแล้วก็ต้องโฟกัสอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรรมการ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง โดยเฉพาะกรรมการที่เราไม่สามารถบังคับการตัดสินของเขาได้ ลูกไหนจะฟาวล์หรือได้คะแนนมันอยู่ที่ดุลพินิจของเขา เรามีหน้าที่แค่เล่นให้ดีที่สุดตามเกมที่เราซ้อมมา”

หนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนักกีฬาของศูนย์ฝึกแห่งนี้คือการมีทีมนักจิตวิทยาที่เข้ามาช่วยสอนกระบวนการคิดและแก้ปัญหาให้นักกีฬาอย่างตรงจุด

แบดมินตันไทย

“วิธีสอนของเขาคือเขาจะชี้ให้ดูเหตุผลว่า ถ้าเราไปหงุดหงิดหัวเสียตามกรรมการหรือคนอื่นๆ ถ้าเสียก็เสียเพราะการควบคุมไม่ได้ของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อะไรเลย แถมเรายังต้องหงุดหงิดเพราะกรรมการและทำให้เล่นไม่ได้ตามแผนที่ซ้อมมา แต่ถ้าเราจัดการกับอารมณ์นี้ได้ และคิดแค่ว่าแต้มนี้ตีเสียไปก็ช่างมัน เราก็แข่งต่อไปได้”

ในยามที่การแข่งขันดุเดือด ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นมาได้เร็วที่สุด แต่วิธีการที่นักจิตวิทยาแนะนำ ทำให้สกายมองสิ่งรอบกายที่เข้ามาปะทะอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยในชีวิต

“นักจิตวิทยาจะแนะนำวิธีลดความกดดันในการแข่งขันว่าให้เล่นทีละแต้ม เล่นเหมือนแต้มศูนย์เท่า สมมติว่าตอนนี้แต้ม 18-20 เมื่อเทียบกับ 2-0 แล้วจริงๆ คะแนนมันก็ห่างเท่ากัน แต่ในสถานการณ์มันต่างกัน ซึ่งความกดดันมันก็ต่างกันด้วย แต่เขาสอนให้เรามองอีกมุม ให้เราลองคิดว่าเราเล่นเหมือนไม่รู้แต้ม และเล่นเหมือนทุกๆ แต้มที่ผ่านมา เล่นแบบสบายใจ และเล่นให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเหมือนที่เราซ้อมมา”

หลังจากพูดคุยกับเหล่าฮีโร่เรียบร้อย เราออกมายังทางที่เราเข้า และเมื่อมองจากด้านนอก เราสังเกตเห็นประตูห้องซ้อมของศูนย์ฝึกยังเปิดกว้าง และมีนักแบดมินตันเดินเข้าไปทำตามความฝันอยู่ตลอดเวลา

แบดมินตันไทย

แบดมินตันไทย

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

การแข่งขันกีฬาของคนพิการ หรือแม้กระทั่งมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาอย่างพาราลิมปิก ไม่เคยได้รับความนิยมในประเทศไทย นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก และมีผู้ให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งการมาถึงของ คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หรือที่น้อง ๆ ในวงการกีฬาคนพิการเรียกอย่างสนิทสนมว่า ‘นาย’ พร้อมด้วยทีมงานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยได้ก้าวเข้ามา พร้อมกับตั้งภารกิจที่เรียกได้ว่าเรียกร้องต่อตัวนักกีฬา ผู้ชมอย่างเรา ๆ รวมไปถึงคณะผู้บริหารอย่างตัวเขาเองอย่างมาก ด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังและสร้างความคาดหวัง

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“เราจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

น่าสนใจว่าพวกเขาและประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอย่าง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ฝันอะไร และคาดหวังแค่ไหนกับวงการนี้

“การแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ถ้ามองในเรื่องจำนวนเหรียญ เราได้สิบแปดเหรียญ ซึ่งเท่ากับพาราลิมปิกครั้งที่แล้ว ที่ Rio ปี 2016”

เขาเริ่มด้วยสถิติที่ทัพนักกีฬาไทยทำได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลงานของนักกีฬาเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองจำนวนเหรียญทอง เหรียญเงิน เราลดลงหนึ่งเหรียญ แต่ถ้ามองในอันดับ ผมเห็นว่าเราทำได้ดี ครั้งนี้เราอยู่ที่อันดับยี่สิบห้า ใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา

ถึงแม้จำนวนเหรียญจะลดลง แต่อันดับที่ทำได้ รวมถึงผลงานนักกีฬาโดยรวม แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างชัดเจน เพราะหลายชนิดกีฬามีการปรับเปลี่ยน หลายประเทศพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ใกล้กับหัวแถวได้ แม้จีนจะยังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง แต่เหรียญที่ทำได้ก็ลดลง แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งทำให้เหรียญรางวัลกระจายกันมากขึ้น และก็อาจทำให้คณะกรรมการพาราลิมปิกตั้งเป้าหมายได้ง่ายขึ้นด้วย

“พูดได้ว่าเรายังคงเป็นที่หนึ่งในอาเซียนและเป็นแถวหน้าของเอเชีย ผมถือว่าเราทำได้ดี” เขากล่าวอย่างมั่นใจ ซึ่งไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มาจากการที่เขามีประสบการณ์การเป็นผู้จัดการทีมนักกีฬาไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ก่อนจะรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2552 ซึ่งผ่านมากว่า 10 ปี จากทีมที่เคยต้องรอนักกีฬาปกติซ้อมเสร็จก่อนถึงจะได้ใช้สนามซ้อม ทีมที่เคยได้เก็บตัวแค่เดือนเดียว เทียบกับนักกีฬาปกติ 6 เดือน คุณจุตินันท์ผลักดันให้ทัพนักกีฬาคนพิการไทยขึ้นมาเป็นแถวหน้าของเอเชียอย่างภาคภูมิ

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

“ครั้งแรกที่ได้รู้จักกีฬาคนพิการ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ยังไม่รู้ถึงความเป็นกีฬา พอได้คลุกคลีอยู่สองถึงสามปี ไปดูการซ้อม การเก็บตัว ไปดูการแข่งขัน อยู่ข้างสนาม กินนอนด้วยกัน ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น กว่าที่นักกีฬาพาราลิมปิกจะเดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ตรงนี้ ต้องเสียสละอะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง ต้องฝึกฝนตัวเองมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ฝึกด้านร่างกาย แต่ต้องฝึกจิตใจด้วย ไม่ต่างจากนักกีฬาปกติเลย” 

การเป็นผู้บริหารไม่ใช่การทำหน้าที่ในการจัดการปัจจัยภายนอก เช่น การจัดหาการแข่งขันให้นักกีฬาหน้าใหม่ได้มีสนามลับฝีมือ หรืออำนวยความสะดวกยิบย่อยเช่น ที่ซ้อม ที่พัก เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา เข้าใจความหวัง ความฝัน ความกลัว อารมณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนปกติ ที่ไม่เข้าใจความยากลำบากที่คนพิการกำลังเผชิญได้เลย

“ยกตัวอย่างนะ สนามกีฬาของนักกีฬาปกติไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คอยช่วยเหลือคนพิการ เช่น ทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำคนพิการ ผมเลยเข้ามาช่วยเขาทุกเรื่อง ทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ เรื่องหมอ เรื่องกฎหมาย เรื่องทนาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เราดูแลชีวิตกันและกัน เลยมีความผูกพันกัน” เขาย้ำประเด็น “ผมก็เป็นนักกีฬา ผมมีประสบการณ์ทั้งเคยเป็นนักกีฬา เป็นโค้ช เป็นผู้บริการสมาคมกีฬา ผมถึงเข้าไปช่วยเขา ตั้งแต่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญเลย ผมเข้าใจเขา จึงต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่า เราพวกเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ต้องช่วย ผมจะช่วยอย่างเต็มที่ ทั้งในฐานะประธานฯ และฐานะคนกีฬาเหมือนกัน”

ความสำเร็จของพาราลิมปิกไทย จากแนวคิดของผู้ที่มองว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน

สำหรับเป้าหมายของพาราลิมปิกปารีส ปี 2024 เขาให้ความสำคัญเรื่องการแข่งขันน้อยกว่าการวางแผน ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ทุกความฝันและความคาดหวังเป็นจริงได้

“วันนี้พาราลิมปิกเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในโลกมากขึ้น ทำให้มีกีฬาใหม่ ๆ เกิดขึ้น กฎกติกาก็พัฒนาไป นักกีฬาหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก ความสำเร็จจะแพร่กระจายสู่ประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้น ซึ่งมันเป็นพัฒนาการของกีฬา การแข่งขันในระดับอาเซียนและเอเชียจะดุเดือดมากขึ้น เพราะทุกประเทศหันมาให้ความสำคัญกับกีฬาคนพิการมากขึ้น ทุ่มงบประมาณมากขึ้น การวางแผนการสร้างทีมและการใช้งบประมาณต้องสอดคล้องกัน และใช้ให้ถูกวิธี”

เป้าหมายของแต่ละสมาคมแตกต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ที่ทุกสมาคมมีร่วมกัน คือความเชื่อที่ว่า “เราจะต้องดีขึ้น” ซึ่งคุณจุตินันท์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลอดเวลา ทั้งในแง่การจัดการและการแข่งขัน 

“สำหรับพาราลิมปิกครั้งหน้าที่ฝรั่งเศส ถ้าเราให้ความสำคัญเรื่องเหรียญอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก ด้วยเหตุผลสองประการ คือ รายการการแข่งขันของกีฬาคนพิการจะมีการปรับลด-เพิ่มตลอดเวลา ทำให้โอกาสในการการทำเหรียญเปลี่ยนไปตามรายการ การแข่งขันที่ถูกตัดออก หรือ เพิ่มเข้ามาตลอด อีกประการหนึ่งคือ หลัก ๆ ของการแข่งขันพาราลิมปิก เน้นที่การมีส่วนร่วม ไม่ใช่การสร้างสถิติ ทำให้ทุกการแข่งขันต้องพยายามปรับ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักกีฬามีส่วนร่วมในเกมมากขึ้น”

หลาย ๆ ชนิดกีฬา เริ่มมีนักกีฬาหน้าใหม่ที่เติบโตมาช่วยรุ่นพี่สร้างผลงานแล้ว เช่น ยกน้ำหนัก ว่ายน้ำ และฟันดาบ รวมไปถึงเทเบิลเทนนิสและยิงปืน แต่ไฮไลต์สำคัญคือ ทัพนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ผมยังเชื่อว่าทีมวีลแชร์เรซซิ่งจะทำผลงานได้ดี พัฒนามาตลอด ตั้งแต่ได้เหรียญทองในปี 2000 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้กว่ายี่สิบเอ็ดปี พวกเขาทำได้ยังไง มีการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาเสริมทีมตลอด ตั้งแต่ เรวัตร์ ต๋านะ, ประวัติ วะโฮรัมย์, สายชล คนเจน เรื่อยมาจนถึง พงศกร แปยอ อธิวัฒน์ แพงเหนือ ซึ่ง โค้ชสุพรต เพ็งพุ่ม เป็นคนเก่ง สร้างทีม สร้างความเป็นครอบครัวในทีมให้เกิดขึ้นได้” 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พงศกร แปยอ หรือ ‘เจ้ากร’ เจ้าของ 3 เหรียญทองและสถิติโลกคนล่าสุด คนที่ติดตามการแข่งขัน T53 800 เมตร จะเห็นว่าเจ้ากรปล่อยให้ เบรนท์ ลาคาทอส คู่แข่งชาวแคนาดา เจ้าของสถิติโลก ณ ตอนนั้นแซงไปก่อนในรอบแรก ก็เพราะเขารู้ว่าร่างกายที่ฝึกฝนมาจะทำหน้าที่ของมันโดยไม่ต้องคิดมาก โดยเขาแซงหน้าคว้าเหรียญทองและทำลายสถิติโลกได้ในท้ายที่สุด โดยเจ้ากรเปิดเผยว่า เขาได้ข้อมูลเรื่องสนามแข่งและตารางการฝึกซ้อมที่เข้มข้น ทำให้ฝึกซ้อมได้อย่างตรงเป้าและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานและแรงสนับสนุนที่คณะกรรมการพาราลิมปิกทำมาอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี

สำหรับคุณจุตินันท์ ผลการแข่งขันเป็นน่าภาคภูมิใจ แต่ความสำคัญอยู่ที่การสนับสนุนที่คงเส้นคงวา และเป้าหมายที่มีร่วมกันอย่างชัดเจน 

“สำคัญคือสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสำคัญกับการมีอยู่ของคนพิการ ความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการจะเป็นตัวอย่างทั้งกับคนพิการและคนปกติทั่วไป สำหรับพาราลิมปิกเกมส์ที่ฝรั่งเศส ผมยังเชื่อว่าเราจะยังทำได้ดี อันดับคงอยู่ใกล้เคียงเดิม ไม่น่าจะต่ำกว่าอันดับที่สามสิบ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้าจะนับความสำเร็จที่จำนวนเหรียญทอง อาจจะไม่แน่นอน เพราะรายการการแข่งขันจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด รวมทั้งการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ตื่นตัวกับกีฬาคนพิการ”

เรื่องจิตใจที่จะทุ่มเทให้ทีมนักกีฬาคนพิการ และความรักในกีฬาที่ทำให้ดำรงตำแหน่งมายาวนานมากกว่า 10 ปี คงไม่มีใครตั้งคำถาม แต่ในความเป็นจริง ทุกการแข่งขันต้องมีการวัดผลเพื่อรางวัล คุณจุตินันท์ได้วางเป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นหลักชัยให้ทั้งกับตัวเองและทีมนักกีฬาคนพิการไทยทุกคน เพื่อให้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อเราทำเพื่อส่วนรวมโดยมีการสนับสนุนที่ถูกต้อง เราจะไปได้ไกลกว่าเดิม และอาจจะไกลกว่าที่เคยฝันไว้

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

“ขั้นต้นคือความสำเร็จด้านผลงาน ตัวนักกีฬาเองต้องการการสนับสนุนหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้พวกเขาสร้างผลงานได้ดีขึ้นเทียบเคียงกับต่างประเทศ ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด และมันเริ่มออกดอกผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันพาราลิมปิก ในปัจจุบันเราทำได้แล้ว เราเป็นที่หนึ่งของอาเซียน เป็นหัวแถวของเอเชีย และมีหลายชนิดกีฬาที่เราเป็นแชมป์โลก เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก มากไปกว่านี้ คือการสานต่อความสำเร็จต่อเนื่องไปยังนักกีฬาคลื่นลูกใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาสานต่อความสำเร็จจากนักกีฬารุ่นพี่ที่ทำไว้ นักกีฬารุ่นพี่ก็นำประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดสู่การเป็นโค้ช ดูแลนักกีฬารุ่นต่อไป มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงฝีมือ” 

แผนการขั้นต้นของเขาแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการให้นักกีฬาคนพิการมีเส้นทางไปต่อหลังเลิกเล่น หลายครั้งที่เราพบเห็นตามข่าวว่า นักกีฬาที่เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไม่ได้รับการเหลียวแล เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก

“ส่วนต่อไปก็คือ ผมสัมผัสนักกีฬามา ผมทราบดีว่าเขาใช้ความพยายามมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนพิการจะประสบความสำเร็จในด้านกีฬา เมื่อพวกเขาทำได้ ย่อมต้องการคนในสังคมร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเขา ความสำเร็จของเขาเป็นมากกว่าความภูมิใจในตัวเอง แต่แสดงออกถึงการยอมรับจากสังคม เป็นที่รู้จัก และเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติ ซึ่งมีความหมายกับพวกเขามาก และความสำเร็จของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนพิการอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งคนปกติด้วย ให้ลุกขึ้นมาสู้กับการดำเนินชีวิต หรือแม้กระทั่งการจะลุกขึ้นมาเล่นกีฬาก็ตาม” คุณจุตินันท์ไม่ได้มองแค่ในแง่ความสำเร็จด้านอาชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าที่ยืนในสังคมสำหรับคนพิการโดยทั่วไปยังมีอยู่ไม่มากนัก ถึงแม้ผู้พิการทุกคนจะไม่ใช่นักกีฬา แต่เขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานที่พวกเขาทำได้ จะจุดประกายให้เกิดการแรงกระเพื่อมในสังคม

สิ่งสุดท้ายที่เขาฝัน คือความสำเร็จในด้านการดูแลและตอบแทนจากภาครัฐ 

“ผมคิดว่าความสำเร็จของนักกีฬาคนพิการไม่แตกต่างจากนักกีฬาปกติ และการเดินบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ก็ต้องการการสนับสนุนดูแลจากภาครัฐไม่ด้อยกว่านักกีฬาทั่งไป วันนี้ผมสู้เพื่อนักกีฬาผู้พิการ และได้ทำให้หลายอย่างดีขึ้น เงินอัดฉีดต่อเหรียญรางวัลจากรัฐบาลดีขึ้นกว่าเดิมมาก อยู่ในระดับประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ของนักกีฬาปกติ แต่ผมก็ยังอยากผลักดันให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับนักกีฬาปกติมากกว่านี้ ยิ่งถ้าอยู่ในระดับเดียวกันได้ยิ่งดี เพราะผมรู้ว่าพวกเขาพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ไม่น้อยไปกว่านักกีฬาปกติเลย ต้องใช้ความพยายามมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย” 

เป้าหมายของคุณจุตินันท์ทำไม่ได้ง่าย แต่หากได้มองย้อนจากการลงแรง ความทุ่มเท การทำเพื่อส่วนรวม และผลงานที่ปรากฏตลอดกว่า 10 ปีที่อยู่ในตำแหน่งนี้ พูดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน สำหรับทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยและคนไทยทุกคน

‘จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี’ เบื้องหลังความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราลิมปิกไทย และความเชื่อว่าวงการกีฬาคนพิการไทยดีได้กว่าที่เคยฝันไว้

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load