กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียน้ำตาให้กับหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต

ต่อให้ผ่านบททดสอบความแข็งแกร่งจากบทเรียนชีวิตมาเท่าไร ยอมรับก็ได้ ว่าใจไม่แข็งแรงพอที่จะนั่งดูหนังโฆษณานี้ในที่สาธารณะได้ เหตุผลเดิมๆ อย่างอาการง่วงเหงาหาวนอนจนน้ำออกจากตาก็ไม่เคยปกปิดสีหน้าและจมูกแดงๆ ได้สักนิด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เราดู #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ หนังโฆษณาขนาดยาวเรื่องใหม่ล่าสุดของไทยประกันชีวิต ก็เกิดความสงสัยว่า นอกจากจะไม่ร้องไห้แบบแต่ก่อนแล้ว หัวใจเรายังแอบเต้นผิดจังหวะ

นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เราด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ จากเดิมที่คนดูอย่างเรารู้จังหวะปล่อยน้ำตาเมื่อเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมฉากเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมด มาคราวนี้ไม่เพียงปล่อยหมัดให้จุกอกอย่างไม่รู้ตัว ยังเล่นกับความรู้สึกของคนดูในทุกมิติ เซอร์ไพรส์ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่องไปจนจบ พาให้เราอยู่ 9 นาทีนี้อย่างไม่รู้สึกตัว

เราชวน คุณนพดล ศรีเกียรติขจร รองประธานกรรมการ จาก Ogilvy & Mather Advertising Thailand และ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับ 100 ล้านจากภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง และหนังโฆษณาล่าสุด #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ มาพูดคุยถึงกระบวนการทำงานและแนวคิดของโฆษณาที่เราขอเรียกว่าเป็นโฆษณาแนวทดลองที่สนุกที่สุด เราอยากรู้เหลือเกินว่า สูตรใหม่ในการเรียกน้ำตาจากคนดูของพวกเขาคืออะไร

#ถ้ามีโอกาสจะขอให้ลองดูพร้อมกันอีกสักครั้ง

ก่อนที่จะไปฟังแนวคิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด เราอยากให้คุณรับชมหนังโฆษณาชุดนี้อีกสักครั้ง

#ถ้ามีโอกาสจะสื่อสารใหม่ใจความเดิม

โจทย์ที่ทาง Ogilvy ได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิตซึ่งทำงานร่วมกันมามากว่า 10 ปี  ยังเป็นการสื่อสารประเด็นเดิม คือการเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก ซึ่งลงลึกในความรู้สึกของชีวิตและการมีชีวิต ถ่ายทอดผ่านโครงเรื่องที่สร้างการจดจำของคนทั่วไป ความท้าทายของทีมงานก็คือทำยังไงถึงจะนำเสนอแนวคิดเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หากสงสัยว่า ทำไมแบรนด์ถึงเลือกพูดเนื้อหาเดิมๆ มากกว่า 10 ปี คุณนพดลอธิบายว่า “เมื่อมันเป็นมากกว่าการขายของ เรื่องเหล่านี้จึงไม่เคยล้าสมัย” และสารที่อยู่ในโฆษณาของไทยประกันก็ยังเป็นความรู้สึกสากลที่เข้าถึงคนทุกชาติได้ นักโฆษณาและนักการตลาดระดับโลก รวมถึงฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดอันดับต้นๆ ของโลก ต่างพร้อมใจกันยกเคสหนังโฆษณาของไทยประกันให้เป็น Sadvertising หรือโฆษณาสะเทือนอารมณ์

#ถ้ามีโอกาสจะตีโจทย์นี้ยังไง

คุณนพดลบอกว่า ลูกค้าอยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิต ลุกขึ้นมาให้โอกาส รักษาโอกาสที่ผ่านมาในชีวิต เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นและให้โอกาสคนอื่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น ทางทีมครีเอทีฟจึงตีโจทย์ออกมาว่า อยากทำหนังสารคดีที่พูดถึงแง่มุมที่ดีงามของการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องของ 3 ครอบครัวซึ่งพบได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน ได้แก่ เรื่องของพ่อที่เข้มงวดและตั้งความหวังในตัวลูกชาย แต่รับไม่ได้ที่ลูกเป็นเกย์จึงทะเลาะกันจนลูกชายหนีออกจากบ้าน เรื่องราวของสาววัยทำงานที่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนวันหนึ่งพบว่าโอกาสที่ใช้เวลากับครอบครัวไม่มีอีกแล้ว และสุดท้ายเรื่องราวของหนุ่มที่ไม่มีโอกาสใช้เวลากับลูกหลังจากเลิกกับภรรยา และเพื่อให้เล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้หนังโฆษณาเรื่องนี้ยาวกว่าเรื่องก่อนๆ

เหตุผลที่ทางทีมครีเอทีฟเลือก บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ มาเป็นผู้กำกับก็เพราะ บาสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบตัวเอง เคยกำกับหนังของไทยประกันชีวิตแล้ว เรื่องลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) พ.ศ. 2558 และเรื่องคอนเสิร์ตข้างถนน (Street Concert) พ.ศ. 2557 ทางครีเอทีฟจึงมั่นใจว่าบาสจะช่วยพัฒนาหนังให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของหนังไทยประกันชีวิตไว้ได้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะเล่าเรื่องแบบ documentary drama

โจทย์จากทีมครีเอทีฟที่ส่งมาให้บาสคือทำ documentary drama สัมภาษณ์คนที่มีตัวตนจริง 3 คน หน้าที่ของบาสคือตีโจทย์ออกมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่มีมิติขึ้น ซึ่งบาสอธิบายความแตกต่างระหว่างหนังสารคดีที่เล่าอย่างมีอารมณ์กับสารคดีทั่วไปว่า “หนังสารคดีทั่วไปมีความจริงมากกว่านี้ ไม่กระตุ้นอารมณ์คนมากมาย แต่เมื่อมาเจอกับดราม่า เราต้องกำหนดขอบเขตอะไรบางอย่าง กำหนดความคิดของตัวละครเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ทางอารมณ์หรือสารที่ต้องการจะสื่อ

“จากเดิมในยุคที่หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตเป็น fiction เล่าเรื่องและกระตุ้นอารมณ์อย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเป็นมาตรฐานการทำหนังโฆษณาในเชิงอารมณ์ มาถึงจุดหนึ่ง เมื่อมองจากสายตาคนนอก เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันไม่ชอบการถูกชักจูงอารมณ์มากเกินไป คือรู้นะว่าเรื่องมันเศร้า แต่อย่ากระตุ้นอารมณ์เศร้าไปมากกว่านี้ ถ้าอยากจะรู้สึกอะไร ขอรู้สึกด้วยตัวเอง พอเป็น documentary ก็อาศัยความจริงของเรื่องเพื่อให้คนรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งขึ้นมา ลองดูชีวิตของเขาสิ ค่อยๆ ชักจูงไป”

งานนี้บาสทดลองทำงานด้วยวิธีการใหม่ๆ นั่นก็คือ อะไรที่อยากให้คนดูรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงก็จะบอกเลยว่าไม่จริง เช่น การให้เห็นทีมงานและกองถ่ายอยู่หน้าบ้าน หรือการเอาเทปตอนคัดเลือกตัวแสดงของตัวละครที่เล่นเป็นแม่มาใส่ในหนังเพื่อให้เห็นว่าจัดฉากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านความรู้สึกจริงๆ ของตัวละคร

บาสบอกว่า ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะให้ทุกส่วนเข้าใจและยอมรับการทำงานในแนวทางนี้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะออกตามหานักแสดง

บาสบอกว่า การกำกับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากเลย ยกเว้นคัดเลือกนักแสดง

เรื่องพี่จ๋าที่ไม่เคยพาแม่ไปเที่ยว ตอนฟังบรีฟจากลูกค้าบาสรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตัวเขาเองก็เป็น เลยคิดว่าจะจี๊ดขึ้นไหมถ้าคนนั้นทำงานเป็นผู้นำทัวร์พาคนอื่นไปเที่ยวตลอดเวลา ตัวละครบิ๊กที่เป็นทีมงานฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงที่แยกกับลูกหลังเลิกกับภรรยาก็เป็นเพื่อนของบาส ซึ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่ได้รับมาก แล้วก็ทำงานในกองถ่ายอยู่แล้วด้วย พอทุกคนรู้ความตั้งใจที่หนังต้องการจะสื่อ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเปิดเผยชีวิตตัวเอง

ตัวละครและสถานการณ์ที่หายากที่สุดคือ เรื่องของเดียร์ ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเจอคนที่ทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้าน เรื่องของเดียร์มีมิติและความลึกมากกว่านั้น แต่บาสเลือกหยิบมาแค่มุมที่ไม่กระทบกับเจ้าตัวมากจนเกินไป

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะติดตามไปออกกอง

บาสเล่าว่า การถ่ายทำเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะเขาแทบไม่ต้องออกแบบมุมกล้อง ไม่ต้องถ่ายเผื่อเยอะ ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้า ไม่ต้องเซ็ตฉากให้ใหญ่โต ทุกอย่างมันจริงมาก เขาแค่ออกแบบการทำงานและความรู้สึกของตัวเองตอนถ่าย เพราะเรื่องสำคัญอยู่ที่การได้รับความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อคำว่าโอกาสของตัวละครทั้งสามคน

“เรื่องนี้เราพยายามให้จริงที่สุด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ในเรื่องนี้ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากตัวละครจริงๆ เราได้ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ซึ่งเก่งมากเรื่องการทำสารคดีมาช่วย ด้วยบุคลิกของไก่และการจัดเรียงคำถามดึงให้ตัวละครพูดในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ เราทำงานร่วมกับไก่ก่อนว่าจะใช้วิธีการและคำถามแบบไหนเพื่อพาเรื่องราวไปในทิศทางที่อยากให้เป็น สุดท้ายแล้วเทกเดียวผ่าน ได้คำตอบแบบไหนเราก็ใช้แบบนั้น ทุกอย่างที่ได้ยินในหนังไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเขียนก่อนล่วงหน้า เราต้องมีสติกับการถ่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร เราไม่รู้ว่าลูกตัวจริงเปิดประตูมาหาพ่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องมีสติรับมือกับเรื่องตรงหน้าให้ได้”

บาสเล่าต่อว่า กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การตัดต่อ ซึ่งได้ มานพ บุญวิภาส  ผู้ลำดับภาพมือฉมังที่ตัดต่อหนังโฆษณามากว่า 20 ปีและตัดต่อหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตให้พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มี shooting board มีแค่สคริปต์คร่าวๆ บทพูดที่ได้มาจริงก็ไม่ตรงกับสคริปต์ บาสกับมานพเลยต้องพยายามหาวิธีตัดต่อที่ลงตัวร่วมกัน

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะหนีออกจาก safe zone

บาสพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายด้วยท่ามาตรฐานในหนังทั่วไปเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น พยายามไม่ถ่ายสัมภาษณ์ระยะครึ่งตัว พยายามจับภาพแคบแค่หน้า เห็นแค่แววตา เพราะบาสรู้สึกว่า หนังสัมภาษณ์คือหนังที่คนพูดกับคน เวลาที่คนปกติคุยกัน ถ้าอยากมองตาตาเราก็โฟกัสอยู่แค่ตรงนี้ เราไม่ได้เห็นอย่างอื่น เราไม่ได้สนใจว่าเขานั่งอยู่ที่ไหน

แล้วเขาก็ยังตั้งใจละลายกล้องให้หายไป เพื่อไม่ให้นักแสดงรู้สึกว่ามีกล้องจับจ้องอยู่ อย่างซีนที่เห็นแค่หน้าตัวละครมุมแคบ กล้องตั้งอยู่ไกลมาก บาสขอให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ พื้นที่ในการทำงานจึงมีแค่ตัวละคร ไก่ และแอ็กติ้งโค้ช กล้องจะซ่อนอยู่หลังตู้ หลังประตู เกือบทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่บาสรู้ว่าเสี่ยงมากแต่ก็ขอลองก็คือ เรื่องของพี่จ๋ากับแม่ปลอม ทีแรกทีมงานคิดกันว่าฉากเที่ยวทะเลน่าจะถ่ายที่บางแสนหรือริมทะเลที่ไหนสักแห่ง แล้วจัดองค์ประกอบให้ดูคล้ายต่างประเทศ แต่ถ่ายไปสักพักบาสรู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นก็ยังผิดจากความตั้งใจที่อยากใช้ความจริงให้มากที่สุด เช้าวันต่อมาบาสเลยบอกโปรดิวเซอร์และลูกค้าว่า ขอลองทางนี้ได้ไหม

“ผมไม่ไปถ่ายที่ทะเลแล้ว แต่ให้พี่จ๋าและแม่ไปเที่ยวทะเลกันจริงๆ ขอซื้อทัวร์ให้เขาไปบาหลีกัน แล้วส่งแค่ไก่และทีมงานอีกคนไปเก็บภาพจากที่ไกลๆ ก่อนไปเราให้พี่จ๋ากับตัวแสดงที่เล่นเป็นแม่มาเวิร์กช็อปสร้างความสัมพันธ์แม่ลูกจริงๆ ให้เขาเชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วบอกไก่ว่าให้อยู่ห่างๆ พวกเขาเลยนะ ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ฟุตเทจแบบไหนมา สุดท้ายคือภาพที่ออกมาจากช่วงที่ถ่ายทำที่บาหลีออกมาดีมาก”

บาสสรุปว่า “เราไม่ได้ feed หนัง แต่หนังต้อง feed เรา” เพราะในงานกำกับหนังปกติ ผู้กำกับทำหน้าที่เป็นเหมือนวาทยากรควบคุมวงออเคสตร้า แต่เรื่องนี้สิ่งที่ควบคุมทุกอย่างในหนังก็คือ ตัวแสดงจริง ผู้กำกับต้องตามตัวละครให้ทัน

เพลงประกอบเรื่องนี้ คือเพลง แค่เพียง ของ Yellow Fang ซึ่งบาสชอบอยู่แล้ว เพราะมีมิติด้านอารมณ์และเนื้อหาลึกมาก ช่วงที่กำลังพัฒนาบท อยู่ดีๆ เพลงนี้ก็ลอยมาในหัวบาสซึ่งมันเข้ากันพอดี แต่ตอนนั้นบาสยังไม่มั่นใจว่าจะใช้เพลงนี้ได้ เพราะกลัวลูกค้าจะมองว่าฮิปสเตอร์ไปสำหรับสินค้า แต่เอาเข้าจริงทุกคนก็ชอบมาก เพราะมันเสริมความรู้สึกลึกๆ ของตัวละคร

พิม มือเบสวง Yellow Fang เคยแสดงรับบทเป็นคุณครูประจำชั้นในโฆษณาไทยประกับชีวิตชุดลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) มาแล้วด้วย

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารักจริงๆ

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะแบ่งปันเรื่องราว

นอกจากหนังโฆษณาที่เล่าเรื่องด้วยรูปแบบใหม่แล้ว แคมเปญ #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ ยังเปิดโอกาสให้คนร่วมแบ่งปันเรื่องราวซึ่งต่างจากแคมเปญที่ผ่านมาที่จะมีแค่หนังโฆษณาที่พูดเรื่องคุณค่าของชีวิตเท่านั้น

“หนังชุดนี้จะทำให้ผู้ชมจมดิ่งไปกับเรื่องราวของทั้งสามครอบครัวจริงที่เคยมีโอกาสแต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อดูหนังโฆษณานี้จบลง คนจะกลับคิดถึงโอกาสของตัวเอง เรามองว่าการชวนให้คนร่วมแบ่งปันโอกาสที่เขาอยากที่จะรักษามันไว้เป็นเหมือนตัวกระตุ้นที่ทำให้คนลุกขึ้นไปใช้ ‘โอกาส’ ไปแสดงออก นั่นคือการทำให้เขาใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ซึ่งก็กลับมาสู่แก่นของแบรนด์ที่อยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก” คุณนพดลกล่าวทิ้งท้าย

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้

การตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ถือเป็นการรักษาโอกาสเหมือนกันหรือเปล่า เราถามบาส

“อาจจะฟังดูหล่อนะ แต่เราขอบคุณลูกค้าทั้งทางเอเจนซี่และไทยประกันชีวิตที่ไว้ใจเรา เพราะแม้กระทั่งตอนที่เราไปขายเรายังไม่ค่อยไว้ใจตัวเองเลย บางคนก็ยังนึกภาพไม่ออกแต่เขาก็ยอมไปกับเราเพราะเขาไว้ใจเรา เป็นโอกาสที่เราได้รับมาแล้วเรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด โชคดีที่ลูกค้าเชื่อใจ เปิดกว้าง และเข้าใจหนังมากพอ”

แม้เราจะจำโอกาสที่อยากรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมดตอนนี้ แต่นั่นก็พอย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของปัจจุบัน เพราะบ่อยครั้งที่เราปล่อยให้โอกาสที่มีผ่านไป หรือเผลอทำบางสิ่งโดยไม่คิดถึงผลต่อความรู้สึกของใคร

จะว่าไปเราไม่มีทางรู้หรอกว่าโอกาสที่ได้รับจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือไม่

ภาพ : Ogilvy & Mather Advertising Thailand

credit

Agency
Ogilvy & Mather Advertising Thailand

Production
House
SuperUber Film

Creative Team
นพดล ศรีเกียรติขจร
ไกร กิตติกรณ์
ธนชัย ชวิตรานุรักษ์
ณัทฐคง แจ้งเสม
กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์

Client Service Team
จิรวรา วีรยวรรธน
ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์
มรกต เหรียญทอง
ปราณปรียา อรุณจินดาตระกูล
ดลฤทัย นิมิตรปัญญา

Integrated Unit
ธนวัฒน์ จงมหากุล
ณัฏฐวุฒิ สมสุข
ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ
ธนิดา ปรีชาวิภัทร

Strategic Planning Team
วานิช จิระสุวรรณกิจ
ศศิภา มงคลนาวิน

Social Planning Team
วรันย์ ศิริประชัย

Agency Producer
ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค

Film Director
นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (SuperUber Film)

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
19

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.
อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load