“เมื่อฉันซื้อหูกระต่ายอันที่ 43 ไปงานเลี้ยงผู้ดีของมหา’ลัย”

นี่เป็นชื่อบทความที่เพื่อนของผมปรารภขึ้นขณะเราคุยกันอย่างออกรส เธอชวนผมเขียนเล่าธรรมเนียมกินเลี้ยงของมหาวิทยาลัยในอังกฤษให้คนอื่นๆ ได้อ่าน แม้ออกจะฟังดูเหนือจริงไปมาก แต่พอมานั่งทบทวนไตร่ตรองดูแล้วก็พบว่าชื่อบทความนี้ค่อนข้างจะสะท้อนสิ่งที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

หลายๆ คนคงพอจะทราบดีว่าที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัย (ที่ทำเป็น) คู่แข่งกันอีกแห่งหนึ่งทางภาคกลางตอนล่างของอังกฤษ ยังคงรักษาประเพณีกินเลี้ยงอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณไว้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประเพณีนี้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม มีภาพจำที่ถูกนำไปดัดแปลงตามสื่อร่วมสมัยต่างๆ มากมาย (ใช่ ผมพูดถึง Harry Potter) และกลายเป็นหัวข้อวิจัยทางมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์นับไม่ถ้วน

อันที่จริงแล้ว ถึงแม้จำนวนปาร์ตี้ที่ยังคงจัดกันอยู่ ณ เคมบริดจ์ในปัจจุบัน จะยังมีมากพอที่ทำให้ใครบางคนถึงขั้นไปซื้อหูกระต่ายอันที่ 43 มาใส่ออกงานจริงๆ แต่ในความเป็นจริง ประเพณีกินเลี้ยงในห้องโถงศิลปะยุคกลางตอนปลายที่เราเห็นกัน เวลาเพื่อนไปเที่ยวแล้วถ่ายรูปลงโซเชียลนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกิจกรรมออกสังคมที่มีมากมายหลายรูปแบบ แตกต่างกันตามจุดประสงค์ เทศกาล กลุ่มผู้เข้าร่วมงาน งบประมาณ และอุดมการณ์ของผู้จัด  

ตั้งโต๊ะกินเลี้ยง

เมื่อได้รับโจทย์มาให้เขียนคอลัมน์เล่าถึงงานกินเลี้ยง หรือที่ในหมู่นักเรียนเคมบริดจ์เรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า ‘Formal’ ก็ต้องเกริ่นก่อนว่าฟังก์ชันหนึ่งของระบบมหาวิทยาลัยที่จัดแบ่งนักศึกษาให้อยู่ประจำ College เหมือนที่ฮอกวอตส์แบ่งนักเรียนไปอยู่ตามบ้านต่างๆ คือการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและนักวิชาการได้สร้างเครือข่ายทางสังคมกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและวิชาการ นำไปสู่การต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งกับการเรียนและการทำงานในอนาคต

ในบริบทนี้ การกินเลี้ยงคือกลไกหลักที่ทำให้คนที่มีพื้นเพและความเชี่ยวชาญต่างกันได้มาผูกสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว เวลาพูดให้ใครฟังคร่าวๆ ผมชอบบอกว่า งานกินเลี้ยงพวกนี้มันก็เหมือนกับเวลารุ่นพี่ชวนรุ่นน้องรวมกลุ่มกันไปกินสุกี้ จิ้มจุ่ม หมูกระทะ หรือเหมือนกับเวลาเจ้านายพาลูกน้องไปกินเบียร์หลังเลิกงาน นอกจากกิจกรรมเหล่านี้จะมีเป้าประสงค์เพื่อละลายพฤติกรรมของคนในกลุ่มแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กรไปสู่คนในกลุ่มได้โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัวอีกด้วย  

ในปัจจุบัน ประเพณีกินเลี้ยงที่เคมบริดจ์มีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่คอลเลจนั้นๆ จะบริหารจัดการในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณีการกินเลี้ยงและกิจกรรมตามประเพณีนิยมอื่นๆ กลายเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกปรับเปลี่ยน ดัดแปลง หรือรักษาสภาพไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลของอุดมการณ์ทางสังคมการเมืองที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมยุโรปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

ตำรับประจำบ้าน

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1209 ประกอบด้วยคอลเลจทั้งหมด 31 แห่ง ที่มีอายุตั้งแต่ 730 กว่าปี (Peterhouse ก่อตั้ง ค.ศ. 1284) ไปจนถึงสี่สิบกว่าปี (Robinson College ก่อตั้ง ค.ศ. 1977) คอลเลจบางแห่งที่ก่อตั้งขึ้นในยุคหลังมีการบริหารจัดการโดยเป็นไปตามนโยบายที่ถือกำเนิดขึ้นตามอุดมการณ์ที่เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักต่างๆ เช่น Newnham College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1871) คอลเลจหญิงล้วนซึ่งก่อตั้งตามกระแสสตรีนิยมที่ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าศึกษาในเคมบริดจ์ St. Edmund’s College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1896) คอลเลจคาทอลิกแห่งเดียวในเคมบริดจ์ ก่อตั้งเพื่อเปิดพื้นที่การศึกษาให้ชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

คอลเลจบางแห่งสร้างรูปแบบการรับนักศึกษาที่แปลกไปจากระบบโบราณดั้งเดิม เช่น Darwin College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1964) รับเฉพาะนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา Hughes Hall (ก่อตั้ง  ค.ศ. 1885) และ Wolfson College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1965) รับเฉพาะนักศึกษาอายุมากกว่า 21 ปี

ด้วยอิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมเดียวกันนี้ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของนิสิตนักศึกษาตลอดศตวรรษที่ผ่านมาทำให้คอลเลจรุ่นเก่าแก่บางแห่งต้องปรับเปลี่ยนประเพณีดั้งเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย King’s College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1441) ไม่กำหนดให้สวมชุดครุยระหว่างการร่วมกิจกรรมทางการต่างๆ ภายในคอลเลจ ส่วน Queens College (ก่อตั้ง ค.ศ. 1448) ย้ายการจัดกิจกรรมกินเลี้ยงออกจากฮอลล์เดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่แรกก่อตั้งคอลเลจไปยังอาคารใหม่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเคม เพราะฮอลล์เดิมสร้างตามสภาพการใช้สอยพื้นที่ในสมัยศตวรรษที่ 15 คือเมื่อสมัยยังมีสมาชิกประจำคอลเลจทั้งหมดไม่เกิน 100 คน

ความหลากหลายทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้งานกินเลี้ยงในคอลเลจต่างๆ มีลักษณะเฉพาะตัว มี ‘กิมมิก’ ที่คนเก็บมาพูดกันปากต่อปากเป็นเรื่องเล่าซุบซิบไม่เว้นแต่ละวัน การได้ไปงานเลี้ยงที่คอลเลจโบราณไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้ทำตามประเพณีโบราณหรือจะได้ใช้พื้นที่โบราณสถานเสมอไป ในทำนองเดียวกันการกินเลี้ยงในคอลเลจใหม่ๆ ก็อาจมีพิธีรีตองที่สร้างขึ้นมาท้าทายการกินเลี้ยงแบบประเพณีนิยมดั้งเดิมเช่นกัน

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

สารพัดจะ Hall

‘Hall’ นอกจากจะหมายถึงอาคารหรือห้องโถงใหญ่ที่ไว้ใช้รับประทานอาหารแล้ว ยังเป็นคำเรียกติดปากเมื่อถึงเวลาอาหาร เช่น ‘Are you going to hall?’ เธอจะไปฮอลล์ไหม นัยแฝงแปลว่า จะไปกินข้าวที่ฮอลล์ไหม

ในบริบทที่เกี่ยวกับมื้ออาหาร การไป ‘Hall’ นี้หมายถึงการไปรับประทานอาหารแบบลำลอง ทุกคนต่อคิวที่ครัวเพื่อเลือกอาหารจากเคาน์เตอร์และยกใส่ถาดไปรับประทานในฮอลล์ตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ เป็นมื้ออาหารที่รับประทานได้ตามสบายต่างจาก ‘Formal Hall’ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘Formal’ ซึ่งก็คือการกินเลี้ยงตามประเพณีนิยม มีพิธีรีตองตามแต่คอลเลจแต่ละแห่งจะกำหนด

Formal หนึ่งมื้อประกอบไปด้วยอาหาร 3 คอร์สเป็นพื้นฐาน มีขนมปังและเนยเสิร์ฟก่อนต่างหาก จากนั้นเริ่มด้วยสตาร์ทเตอร์เป็นอาหารปรุงเย็น ตามด้วยอาหารจานหลัก ปกติประกอบด้วยเนื้อชิ้นใหญ่ปรุงร้อน บางครั้งรับประทานคู่กับเครื่องเคียงจำพวกผักต่างๆ และปิดท้ายด้วยของหวาน มีชาหรือกาแฟเสิร์ฟตาม

เครื่องดื่มหลักระหว่างรับประทานอาหารคือไวน์ ก่อนเริ่มเสิร์ฟอาหารจานแรก เจ้าหน้าที่จะให้สัญญาณฆ้อง ทุกคนยืนขึ้นต้อนรับสมาชิกผู้ใหญ่ของคอลเลจ (College Fellow) ที่จะเข้ามานั่งบน High Table หมายถึงโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่บนยกพื้นสูงขึ้นมาจากระดับพื้นห้องปกติเล็กน้อย เป็นพื้นที่แสดงถึงคุณวุฒิและวัยวุฒิ บางคอลเลจยกเลิกการมี High Table ไปแล้วเพราะตั้งใจปฏิเสธโครงสร้างฐานันดร บางคอลเลจยังมี High Table อยู่ แต่ให้ใครไปนั่งก็ได้ เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ

เมื่อทุกคนมาถึงพร้อมกันแล้ว มีคนนำกล่าวคำสวดมนต์เป็นภาษาละตินสั้นหรือยาวสุดแท้แต่ละที่จะพิจารณา นอกเหนือจากขั้นตอนพื้นฐานนี้ แต่ละคอลเลจแยกกันต่อยอดสร้างความพิสดารต่างกันออกไป

ตัวอย่างเช่น ที่ Peterhouse ซึ่งพยายามรักษาประเพณีกินเลี้ยงนี้ให้เกิดขึ้นได้แทบทุกวัน ทางคอลเลจจึงไม่ลงทุนกับรายละเอียดมาก ทุกคนต้องเอาไวน์ไปเองถ้าอยากดื่ม และอาหารจานหลักอาจเป็นเมนูเดียวกันกับที่ให้บริการไปในช่วงมื้อเย็นแบบลำลอง บางคอลเลจที่ไม่ได้จัด Formal ทุกวัน อาหารที่บริการอาจจะมีเพิ่มเป็น 4 หรือ 5 คอร์ส เช่น มีซุปคั่นระหว่างสตาร์ทเตอร์กับจานหลัก เสิร์ฟชีส แครกเกอร์ และผลไม้ต่อจากของหวาน ไวน์ไม่อั้น และมีพอร์ตไวน์ให้ดื่มคู่กับของหวานด้วย  

การกินเลี้ยงอย่าง Formal นี้จำแนกแยกย่อยลงไปได้อีกตามแต่จะมีผู้จัด ที่ Peterhouse ซึ่งมีการจัด Formal เกือบทุกวันใน 1 สัปดาห์ก็มีการจัด Formal รูปแบบอื่นในสเกลที่ใหญ่กว่าสำหรับนิสิตกลุ่มต่างๆ ต่างหาก ในหมู่นิสิตระดับบัณฑิตศึกษามีกลุ่มคณะกรรมการนิสิตที่มีตัวแทนคอยจัดการเรื่องกินเลี้ยงนี้อย่างเป็นกิจวัตร

Formal ของนิสิตปริญญาโทและเอกนี้เราเรียกกันว่า Grad Hall จัดขึ้น 2 – 3 ครั้งต่อ 1 ภาคเรียน (เท่ากับประมาณ 9 ครั้งตลอดปีการศึกษา) Grad Hall ต่อ 1 ครั้งเปิดให้มีผู้เข้าร่วมไม่มาก และไม่ได้ไปใช้พื้นที่ในฮอลล์ของคอลเลจ  

คาโรลินา โอโรสโก นักศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิชาชีวฟิสิกส์ ตัวแทนจากกลุ่มคณะกรรมการฯ ที่รับผิดชอบจัดงานกินเลี้ยงในปีการศึกษานี้เล่าว่า การเตรียมการจัดงานกินเลี้ยงสำหรับนิสิตปริญญาโทและเอกบางครั้งเริ่มขึ้นกว่า 1 ปีก่อนจะถึงวันงานจริง เพราะทุกคนที่อยากใช้พื้นที่ในคอลเลจต้องมาตกลงแบ่งกันจองห้องจัดเลี้ยงต่าง ๆ ให้ลงตัว (บางคอลเลจหารายได้เสริมจากการแบ่งพื้นที่ให้เช่าจัดประชุมสัมมนา)

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

Grad Hall นี้ไม่เหมือนกับ Formal ทั่วไปเพราะมีนักศึกษาเป็นตัวตั้งตัวตีในการวางแผน ต่างจาก Formal ปกติที่ทางคอลเลจจะจัดคนมาบริหารโดยเฉพาะ ตลอดปีการศึกษานี้ คาโรลินาเป็นโต้โผในการตัดสินใจเรื่องเมนูอาหาร กำหนด Dress Code และคอยจัดซื้อสิ่งที่อยู่นอกเหนือการบริการของฝ่ายโภชนาการ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์บางประเภท ชีส ผลไม้ หรือขนม ไว้แบ่งกันนอกเหนือจากช่วงรับประทานอาหาร

Grad Hall 1 ครั้งกินเวลายาวนานกว่า Formal ทั่วไปมาก เพราะมีพิธีรีตองและอาหารเครื่องดื่มมากกว่า มี Pre-drink ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อ่อนๆ จำพวก Prosecco สำหรับคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอลล์ก็มีเครื่องดื่มประเภทน้ำชงให้เลือก ที่นิยมมากคือน้ำดอกเอลเดอร์ผสมโซดา เพราะมีสีออกเหลืองคล้าย Sparkling Wine  

เมนูอาหารจานหลักบางครั้งใช้วัตถุดิบหายาก (หรือที่เคยจัดว่าหายากในสมัยโบราณ) และบางทีตั้งชื่อแบบเดาไม่ค่อยถูก เช่น Game หมายถึงอาหารประเภทเนื้อที่ไม่ได้มาจากระบบปศุสัตว์ กล่าวคือเนื้อจำพวกที่ต้องส่งคนเข้าไปล่าในพื้นที่ธรรมชาตินั่นเอง

คำว่า Game นี้ปกติกินความหมายรวมสัตว์หลายประเภทไว้ด้วยกัน เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตระกูลกวาง และสัตว์ปีกในตระกูลไก่ ถ้าให้เล่าตามความเข้าใจส่วนตัว ผมคิดว่าสัตว์บางประเภทสมัยนี้น่าจะมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงหมดแล้ว เพียงแต่ยังให้เรียก Game อยู่เพื่อรักษาความโก้ไว้เท่านั้นเอง

เมื่อเข้าสู่ช่วงของหวานจะมีพอร์ตไวน์ใส่เหยือกมาให้แบ่งกันตามอัธยาศัย ถึงจุดนี้จะมีการเคาะแก้วให้สัญญาณเชิญชวนให้ทุกคนหยุดฟัง Speech สั้นๆ ของทีมผู้จัดงาน มีการกล่าวขอบคุณผู้ช่วยจัดงานและเจ้าหน้าที่ พร้อมดื่มสดุดีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ ตามแต่ผู้พูดจะนึกสนุก ผู้โชคดีที่ได้รับการอวยชัยนี้มีตั้งแต่เพื่อนร่วมคอลเลจที่บังเอิญวันเกิดตรงกับวันจัดงานเลี้ยง พนักงานประจำคอลเลจที่กำลังจะเกษียณ ไปจนถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

หลังสิ้นสุดช่วงเวลาอาหาร ทุกคนก็จะพากันย้ายไปที่ห้องนั่งเล่นรวม มีจัด Post-drink เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์จำพวก Long Drink เช่น Gin and Tonic วิสกี้ บรั่นดี Baileys ช่วง Post-drink นี้เป็นช่วงเวลาปาร์ตี้สังสรรค์ที่ยืดยาวไปจนดึกดื่น

นอกจาก Grad Hall แล้ว ที่ Peterhouse ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Superhall คือ Grad Hall ขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในฮอลล์ถือเป็นงานกินเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา จัดขึ้นภาคเรียนละ 1 ครั้ง และอิงเทศกาลสำคัญตามปฎิทินตะวันตก เช่น Superhall ในภาคเรียนที่ 1 (Michaelmas Term) จัดตอนต้นเดือนธันวาคมเพื่อจะได้ฉลองเทศกาลคริสต์มาสไปในคราวเดียวกัน

นอกเหนือจาก Formal ที่จัดโดยกลุ่มนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว ใครที่เป็นสมาชิกชมรมต่างๆ ในคอลเลจก็อาจจะมีโอกาสได้ไป Formal ที่จัดโดยชมรมนั้นๆ อีกด้วย เท่าที่พอจะเคยเห็นคืองานของชมรมพายเรือและชมรมรัฐศาสตร์การเมืองที่คึกคักกว่าคนอื่นๆ เท่านี้คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าใดนัก ถ้าจะมีใครเก็บสะสมหูกระต่ายไว้ใช้เกิน 40 อัน!

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

เสื้อผ้าหน้าผม

ในกิจกรรมกินเลี้ยงรูปแบบต่างๆ ที่ได้พูดถึงไป ผู้จัดงานมักจะมีการกำหนดเดรสโค้ดอย่างคร่าวๆ มีทั้งแบบที่เป็นไปตามประเพณีนิยมและแบบแฟนซีร่วมสมัย รูปแบบที่นิยมแต่งกันบ่อยคือแบบ Black Tie เป็น Dress Code ตามประเพณีนิยมสำหรับงานกึ่งทางการในตอนค่ำ ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ มีแถบผ้าเย็บคลุมตะเข็บตลอดแนวยาวของกางเกง ผูกหูกระต่ายสีดำและสวมทักซิโด้ บางคนใช้สายโยงกางเกงแทนเข็มขัดและคาด Cummerbund รอบเอว ผู้หญิงสวมชุดราตรีสั้นหรือยาวแล้วแต่สะดวก และสวมเครื่องประดับตามอัธยาศัย  

จริงๆ แล้วสิ่งที่ใช้เป็นตัวกำหนดเดรสโค้ดมี 2 อย่าง คือ ช่วงเวลาของวัน (กลางวันหรือกลางคืน) และระดับความเป็นทางการ ชื่อเรียกรูปแบบเสื้อผ้าตั้งตามการแต่งกายของผู้ชายเป็นหลัก โดยปกติ ผู้จัดงานจะแสดงความชัดเจนในการกำหนดรูปแบบเสื้อผ้าด้วยการเติมคำสร้อยตามชื่อเรียกรูปแบบเสื้อผ้า เช่น Black Tie ‘preferred’ หมายถึง อยากให้แต่ง Black Tie มาจริงๆ เพราะคนส่วนใหญ่ก็น่าจะแต่งแบบนี้ ต่างจาก Black Tie ‘optional’ ซึ่งหมายถึง ถ้าอยากใส่ Black Tie ก็ใส่มาได้ แต่จริงๆ ไม่จำเป็น

บางครั้งผู้จัดงานตั้งใจลดระดับความเป็นทางการลงมา และกำหนดให้แต่งกายแบบ Lounge Suit เป็น เดรสโค้ดกว้างๆ จัดอยู่ในข่ายลำลองไม่เป็นทางการ (แต่ก็ไม่ใช่ไปรเวท) ในทำนองเดียวกับ Smart Casual ผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว สวม Blazer Jacket ผูกหรือไม่ผูกเนกไทก็ได้ ผู้หญิงสวมชุดสุภาพและไม่มีกำหนดรายละเอียดชัดเจน

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

Formal ของชมรมพายเรือที่ Peterhouse ไม่ระบุปี
“By kind permission of the Master and Fellows of Peterhouse”

งานกินเลี้ยงในบางคอลเลจกำหนดให้สวมครุย (Gown) ทับเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ด้วย เกิดเป็นเดรสโค้ดใหม่ๆ เช่น Lounge suit with gown, Black tie with gown หรือ Gown เฉยๆ ใส่ทับชุดไปรเวทก็มี อย่างที่ Peterhouse นี้มีการจัด Formal แทบทุกวัน ทางคอลเลจจึงไม่ได้กำหนดอะไรมาก ขอให้ใส่ชุดครุยมาเฉยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนลงจากห้องพักมา Formal ในชุดนอน with gown

ครุยเป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้แสดงวิทยฐานะและอายุ นิสิตระดับปริญญาตรีและนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาที่อายุต่ำกว่า 24 ปี จะสวมครุยที่สั้นกว่าครุยของนิสิตที่อายุ 24 ปีเป็นต้นไป กิจกรรมอื่นๆ ที่มีการกำหนดให้สวมชุดครุย เช่น การไปหอประชุมใหญ่เพื่อร่วมพิธีรับปริญญา (ทั้งในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาและแขกผู้ร่วมงาน) และงานพิธีการแสดงตนเป็นนิสิต (Matriculation) โชคดีที่เคมบริดจ์นี้ไม่ได้มีการให้สวมชุดครุยเวลาไปสอบอย่างที่ ‘มหาวิทยาลัยคู่ (ที่ทำเป็น) แข่งกันอีกแห่งหนึ่งทางภาคกลางตอนล่างของอังกฤษ’ กำหนด

นอกจากรูปแบบเสื้อผ้าต่างๆ ที่มีการกำหนดให้ใส่เป็นปกติตามที่เล่ามานี้ ยังมีรูปแบบเสื้อผ้าอีกหนึ่งแบบที่เรียกว่า White Tie ถือเป็นรูปแบบเสื้อผ้าระดับทางการสำหรับงานกลางคืน ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้จัดงานคนไหนกำหนดให้แต่งกายในรูปแบบนี้แล้ว เพราะรูปแบบเสื้อผ้าไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการปาร์ตี้ในสมัยนี้เท่าใดนัก โดยผู้ชายสวม Dress Shirt สีขาว ทับด้วยเสื้อกั๊กสีเดียวกัน มีปกเว้าลงมาบรรจบกันตรงเอว ปิดตรงขอบกางเกงพอดี กางเกงขาวยาวสีดำมีแถบผ้าเย็บปิดตะเข็บตามแนวยาวของกางเกง ผูกหูกระต่ายสีขาว ปิดท้ายด้วยเสื้อตัวนอกคือ Tail Coat สีดำ ตามอย่างโบราณต้องสวมถุงมือผ้าสีขาวด้วย ส่วนผู้หญิงจะสวมชุดราตรียาวลากพื้น และสวมถุงมือผ้ายาวคลุมข้อศอก (อย่างชุดราตรีป้าปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล สมัยประกวดนางงามจักรวาล ปี 2508) ที่เคมบริดจ์นี้มีแค่ไม่กี่คอลเลจที่ยังรักษาการแต่งกายแบบ White Tie นี้ไว้ ส่วนใหญ่จะกำหนดให้ใส่ในงาน May Ball (งานฉลองใหญ่ประจำปีที่จริงๆ แล้วจัดในเดือนมิถุนายนไม่ใช่ในเดือนพฤษภาคมตามชื่อ)

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

Formal ของชมรมแพทยศาสตร์ ปีค.ศ. 1924
“By kind permission of the Master and Fellows of Peterhouse”

ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything อาจจะเคยเห็นบรรยากาศของงาน May Ball นี้แล้วในฉากที่สตีเฟนพาเจนไปงานเลี้ยงกลางแจ้งที่มีม้าหมุน พลุไฟ และดิสโก้เทคขนาดย่อมในเต้นท์ผ้าใบ ในฉากนี้ทั้งคู่ยังบังเอิญแต่งตัวแบบ White Tie อีกด้วย

เมื่อถามว่าการแต่งตัวที่ถูกหรือผิดเป็นอย่างไร ก็อาจตอบได้เพียงว่า สมัยนี้รูปแบบเสื้อผ้านั้นมีหลากหลายกว่าแต่ก่อน และแต่ละคนก็มีวิธีการผสมเสื้อผ้าให้ออกมาเป็นชุดแต่งกายแตกต่างกัน เวลากดค้นหาตัวอย่างเสื้อผ้าแบบประเพณีนิยมต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตก็จะปรากฏภาพดารา เซเลบริตี ทั้งหลายพากัน Mix and Match เสื้อผ้าออกมาจนบางทีไม่มีใครแต่งตัวเหมือนกันเลย บ้างก็ลงตัว บ้างก็ขาดเกิน ขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ละคนพินิจพิจารณา

จริงๆ แล้วเดรสโค้ดเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้จัดงานใช้สร้างบรรยากาศ กำหนด Mood and Tone และกำหนดพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การแต่งตัวตามเดรสโค้ดในมิติหนึ่งจึงเป็นการให้เกียรติผู้จัดงาน ช่วยเหลือผู้จัดงานให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

เบื้องหลังการกินเลี้ยงของมหา’ลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นต้นแบบหนัง Harry Potter

Formal ของชมรมพายเรือที่ Peterhouse ปีค.ศ. 1911
“By kind permission of the Master and Fellows of Peterhouse”

มาถึงจุดนี้ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเรายังรักษาประเพณีโบราณ คอยจัดงานที่ถือกันไปว่าโก้ หรู และใหญ่โต เหล่านี้อยู่ได้ ถ้าให้ตอบตามที่พอจะสังเกตเห็นมา อธิบายได้ว่าในแง่หนึ่งปาร์ตี้สุดเหวี่ยงทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นได้ เพราะสังคมยังเชื่อมั่นว่าหลังจากจบงานกลับบ้าน ทุกคนที่อยู่ในปาร์ตี้นั้นจะหายเครียดเป็นปลิดทิ้งและกลับมามีสุขภาพจิตที่ดีพอจะสร้างงานวิจัยที่มีอิมแพคระดับเปลี่ยนโลก

ทุกวันนี้ เงินส่วนหนึ่งที่นำมาใช้สมทบงานกินเลี้ยงต่างๆ ก็มาจากเงินบริจาคจำนวนมหาศาลของเครือข่ายศิษย์เก่ารอบโลกที่ส่วนหนึ่งยังเชื่อมั่นในระบบพัฒนาทรัพยากรทางความคิดที่มียาวนานกว่า 800 ปี บางครั้งประเพณีโบราณเหล่านี้ก็ทำหน้าที่ช่วยเตือนสติพวกเราว่า แท้จริงแล้วเราทุกคนยังมีหน้าที่ทางสังคมที่แตกต่างกันไป ต้องคอยเกื้อหนุนกันและกันในมิติต่างๆ

สิ่งที่เราคิดกันไปเองว่าคืออภิสิทธิ์ แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงแค่ผลของการระดมทรัพยากรมาให้แก่คนกลุ่มหนึ่งด้วยจุดประสงค์ว่า คนกลุ่มนั้นแท้จริงแล้วก็มีหน้าที่จะต้องเกื้อหนุนคนทั้งหมดที่สละทรัพยากรมาเพื่อสร้างโอกาสให้พวกเขานั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์:

หนังสือชุด A History of the University of Cambridge จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ตีพิมพ์ ค.ศ. 1988 ทั้งชุดมีทั้งหมด 4 เล่ม

เรื่องประวัติศาสตร์ของ Peterhouse:

หนังสือ Peterhouse โดย Thomas A. Walker จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ W. Heffers and Sons ตีพิมพ์ ค.ศ. 1935

เรื่องเคมบริดจ์และการดำรงอยู่ของชนชั้นทางสังคมในอังกฤษ:

บทความวิจัยเรื่อง FORMAL DINING AT CAMBRIDGE COLLEGES: LINKING RITUAL PERFORMANCE AND INSTITUTIONAL MAINTENANCE โดย M. TINA DACIN, KAMAL MUNIR และ PAUL TRACEY ตีพิมพ์ในวรสาร The Academy of Management Journal, Vol. 53, No. 6 ค.ศ. 2010

Writer

พีรพัฒน์ อ่วยสุข

นักเรียนโบราณคดี อาชีพหลักคืออ่านจารึกอักษรลิ่ม เวลาว่างชอบคุยกับแมว ดูมหรสพ

Photographer

สรวิศ วงศ์บุญสิน

บัณฑิตหนุ่มจากนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สู่ตรีนิตี้คอลเลจ เคมบริดจ์ ผู้เล่าเรื่องราวของเขาที่นี่ผ่านเลนส์กล้อง

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load