23 Nov 2017
3 PAGES
1 K

เมื่อถึงวันที่ลูกชายตัวน้อยจะเริ่มชีวิตของตัวเองที่นอกบ้าน ได้ไปเจอเพื่อนๆ วัยเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน ได้ไปรู้จักโลกอีกใบที่ไม่มีแม่คอยดูแล เหล่าคุณแม่่ต่างลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่าลูกจะสนุกสุดโต่ง หรือจะร้องไห้หาแม่แงๆ วันนี้เราเลยขอเล่าประสบการณ์วันที่ลูกชายไปโรงเรียนวันแรกให้ฟัง

ที่ประเทศญี่ปุ่นเด็กที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ต้องมีอายุครบ 3 ขวบเต็ม (อนุบาลแบบ Yojien สำหรับเด็กที่คุณแม่ไม่ได้ทำงาน) เมื่อแม่รู้ว่าในปีการศึกษาหน้า (เปิดเทอมเดือนเมษายน) ลูกจะเข้าเรียน ทางเขตจะมีเอกสารเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลในเขต และข้อมูลจำเป็นต่างๆ ให้พ่อแม่พิจารณา ปัจจัยสำคัญอันดับแรกของพ่อแม่ที่ใช้ดูว่า ลูกเราน่าจะเข้าเรียนที่ไหนนั้นง่ายมาก คือ เลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวก รวดเร็ว นั่นคงเพราะมาตรฐานของโรงเรียนระดับอนุบาลในญี่ปุ่นไม่ได้ต่างกันมาก เรียนที่ไหนก็ได้

เด็กอนุบาล

1 ปีก่อนเข้าเรียน เราได้เอกสารพร้อมข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ โรงเรียนอนุบาลในเขตนี้ซึ่งมีเกือบ 10 โรงเรียน (มีระยะทางใกล้ไกลจากบ้านแตกต่างกันไป) มีตารางวันที่แต่ละโรงเรียนจะเปิดให้พ่อแม่และเด็กน้อยที่จะเข้าเรียนในปีหน้าได้เข้าไปร่วมกิจกรรมและสำรวจโรงเรียนอนุบาล เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนเดือนกุมภาพันธ์ มีการจัดกิจกรรมทุกเดือน เดือนละครั้งหรือสองครั้ง เป็นสิ่งที่ช่วยให้พ่อแม่ได้รู้จักสภาพแวดล้อม บรรยากาศ ในโรงเรียนอนุบาล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ และสำคัญที่สุดคือกับตัวเด็กจะได้เข้าไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ กับคุณครู กับสนามเด็กเล่น เป็นเวลาเกือบปีก่อนที่จะเริ่มเข้าเรียนจริง

อนุบาล สนามเด็กเล่น

 

ในวันที่มีกิจกรรม เด็กน้อยและผู้ปกครองจะได้ฟังคุณครูแนะนำสิ่งต่างๆ ในโรงเรียน มีกิจกรรมการละเล่นให้พ่อแม่เล่นกับลูก จากนั้นจะมีรุ่นพี่ๆ ในอนุบาลจะมาร้องเพลงเต้นระบำเล่นกับน้องๆ พอหมดเวลา แม่ๆ และเด็กๆ ก็เล่นในสนามเด็กเล่นต่อได้จนพอใจ

จากนั้นแม่จะพยายามพาลูกไปร่วมกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ตามโรงเรียนอนุบาลที่หมายตาไว้ ลูกก็คุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้นเรื่อย ไปทีไรก็สนุก เด็กจึงอยากไปโรงเรียนอนุบาลบ่อยๆ

ปัญหาต่อไปคือ ลูกน้อยที่เคยอยู่กับแม่แบบเป็นอวัยวะที่ 33 ไปไหนไปด้วยกันตลอดจะอยู่ห่างแม่นานๆ ได้มั้ย

ลูกชายของแม่ในวันที่ไปปฐมนิเทศ ทางคุณครูใหญ่ต้องการช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อจะประชุมเฉพาะผู้ปกครองสัก 30 นาที เลยแยกให้เด็กๆ ไปอยู่ในห้องอีกห้องแล้วมีคุณครูคอยดูแลเล่านิทาน เล่นเกมกับเด็กๆ เด็กส่วนใหญ่ก็สนุกไปกับคุณครู แต่ลูกชายแม่ไม่สนุกด้วย ร้องไห้จ้าจะหาแม่ โชคดีวันนี้คุณพ่อไปด้วยกัน เลยให้คุณพ่อเข้าประชุมแล้วแม่ก็มานั่งอยู่กับลูก พอเจอแบบนี้แม่เลยเริ่มเป็นห่วงละว่าวันเปิดเทอมจริงลูกเราจะไหวไหมนะ

ไปโรงเรียน

สองสามวันก่อนเปิดเทอมเราเอาของใช้ลูกพวกเป้ กระติกน้ำ ดินสอสี ออกมาเล่าให้ลูกฟังแบบมีอารมณ์สนุกมาก ลูกไปโรงเรียนอนุบาลสะพายเป้ไปนะ เท่มากเลย ไปถึงมีเพื่อนเยอะแยะเล่นกันสนุกเลย มีของเล่นเพียบ ก่อนนอนก็นอนคุยกับลูกอธิบายสถานการณ์ให้ฟังเพื่อให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจว่า ลูกครับพรุ่งนี้หนูต้องไปโรงเรียน คุณแม่จะไปส่งนะครับ แล้วคุณแม่จะไม่ได้อยู่ด้วยนะครับ ลูกจะได้เล่นกับเพื่อนๆ เยอะแยะ อยู่กับคุณครู อ่านนิทานเต้นระบำ

พอลูกได้ยินว่า แม่ไม่ได้อยู่ด้วย หน้าเริ่มแหยพร้อมบอกไม่เอา ไม่เอา แม่เลยรีบหยิบนาฬิกามาให้ลูกดู ลูกครับแม่ไม่อยู่แป๊บเดียวนะครับ พอ 11 โมง ลูกดูเข็มนะครับ เลข 11ตรงนี้ (ในช่วง 1 เดือนแรก เด็กน้อยจะไปอนุบาล 9 โมงถึง 11 โมงเช้าเพื่อให้เด็กๆ ปรับตัว) คุณแม่จะรีบขี่จักรยานไปรับลูกเลยนะครับ

ลูกดูไปงงๆ ยังไม่เข้าใจหรอก 11 มันคือตรงไหน ยังคงมีโยเยๆ แม่ก็พูดย้ำๆ แม่ไม่ได้ไปไหนครับแม่มารอลูกที่บ้าน พอ 11 โมง แม่รีบไปรับเลยนะ ลูกชายก็ยังถามไปถามมา แม่ก็ย้ำไปเรื่อยๆ จนลูกหลับนอนละเมอ 11 โมง 11 โมง

โรงเรียนอนุบาล

โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนอนุบาล

พอตอนเช้าลูกตื่นได้ดีไม่มีงอแง ระหว่างทางไปโรงเรียนเราขี่จักรยานร้องเพลงไปกับลูกสร้างอารมณ์สนุกสนาน ไปส่งถึงหน้าห้อง แม่ไม่รีบกลับค่ะ เข้าไปในห้องเรียนกับลูก พาลูกเอาสมุดปฏิทินการเข้าเรียนประจำตัวลูกไปแปะสติกเกอร์ว่า วันนี้มาโรงเรียน เอาผ้าเช็ดมือไปแขวนที่ราว เอาถ้วยน้ำไปวางในกล่อง เอากระเป๋าไปเก็บในล็อกเกอร์ (ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เด็กจะต้องทำเองในทุกๆ วันที่โรงเรียน) นั่งเล่นกับลูกกับเพื่อนลูก ไม่รีบค่ะ ไม่รีบกลับ (ข้อควรปฏิบัตินี้บอกไว้เลยในใบแจ้งเตรียมตัวเข้าเรียนจากทางอนุบาล “คุณแม่อย่ารีบกลับในทันทีที่มาส่ง ค่อยๆ ส่งลูกให้เขามั่นใจก่อน) โชคดีที่ลูกชายไม่มีปัญหา ไปถึงเจอเพื่อนๆ วิ่งเล่นกันสนุก ลูกชายวิ่งไปรวมกลุ่มเล่นทันที ทิ้งแม่นั่งงงๆ แบบไม่รีบไป เด็กหนอเด็กอะไรสนุกๆ นี่กระโจนเข้าใส่สนุกได้ทุกวาระ

แต่เด็กน้อยที่ติดแม่ร้องไห้ ไม่เอา ไม่เอา ก็มีนะคะ แรกเริ่มคุณแม่ต้องพยายามปลอบกันไป ยาวนานจนได้เวลาสมควร คุณครูก็จะมาช่วยอุ้มไปดูแล แต่วันแรกๆ ก็จากกันไปด้วยน้ำตา

จบปฏิบัติการมื้อเช้า แม่ก็รีบกลับบ้านมาทำธุระปะปัง พอไม่มีตัวยุ่งมากวนก็แอบเหงาเหมือนกัน แป๊บเดียวผ่านไปได้เวลารับลูกกลับ ตามสัญญาก่อน 11 โมงนิดๆ แม่รีบไปรอรับที่หน้าห้องเรียน เจ้าเด็กชายเห็นแม่มายืนรอ ส่งยิ้มหวานให้ ท่าทางลูกคงจะเล่นสนุกมาก ออกมาจากห้องแม่ถามว่าวันนี้สนุกมั้ยครับ ชอบโรงเรียนมั้ยครับ พรุ่งนี้มาอีกมั้ยครับ เจ้าลูกชอบตอบ เยส (Yes Yes Yes) ทุกคำ ชอบมาก ชอบมาโรงเรียนมาก ระหว่างทางกลับบ้านแม่ให้รางวัลคนเก่งด้วยการพาไปเลี้ยงไอติม จบวันไปด้วยดีไม่มีน้ำตา

ลูกแม่โตไปอีกขั้นแล้วนะครับ คนเก่งของแม่

เด็กอนุบาล

CONTRIBUTOR

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow