พ่อๆ แม่ๆ ที่ได้ดูคลิปหรือรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายจากญี่ปุ่น คงได้เห็นภาพเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นที่ช่างน่ารัก ฉลาดแสนรู้ มีระเบียบมีวินัย ใช้งานได้ ดูแล้วก็ชื่นชม อยากให้ลูกน้อยกลอยใจเป็นแบบนั้นบ้าง ว่าแต่ต้องทำยังไง หรือแม่ญี่ปุ่นเขามีสิบหน้ายี่สิบมือถึงเลี้ยงลูกได้ดีมีคุณภาพแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช่

ด้วยประสบการณ์แบบเล่นจริงเหนื่อยจริง เราอยากจะแบ่งปันเรื่องราวส่วนหนึ่งที่จะอธิบายว่า ทำไมถึงเลี้ยงได้แบบนั้น

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ แม่ญี่ปุ่นเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ

อ้าว แล้วที่แม่ๆ ทั่วไปเลี้ยงกันมันผิดธรรมชาติหรือยังไง ลองมาดูกัน

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

แม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง จะเห็นได้จากเมื่อสาวญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกก็จะลาออกจากการทำงานเพื่อมาดูแลครอบครัว (ตอนนี้สัดส่วนของคุณแม่ทำงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แปรตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ทำงาน แต่ก็ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย)

การหาผู้ช่วยเลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านมาช่วยงานแบบแม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของที่นี่ เพราะราคาค่าจ้างสูงมาก (ค่าจ้างในการทำงานพิเศษขั้นต่ำประมาณ 200 บาทต่อชั่วโมง) และนิสัยที่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าของคนญี่ปุ่น

เหตุผลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ค่านิยมการเลี้ยงลูกเอง (โดยมีคุณพ่อเป็นคนช่วย) ยังคงมีความเข้มข้น มองไปบ้านนั้นบ้านโน้นก็เลี้ยงกันเอง ลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสามสี่ห้ากับหมาอีกหนึ่งตัว แม่คนเดียวก็ดูแลทั้งหมดได้ และการมีสถานะเป็น ‘แม่บ้าน’ ของหญิงญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่มีคุณประโยชน์ แต่เป็นสถานะที่รู้สึกถึงความ strong (วันหลังจะเล่าบทบาทแม่บ้านผู้สร้างโลกให้ฟัง) จึงทำให้แม่เลี้ยงลูกเองไม่ได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคม

เมื่อแม่ต้องเลี้ยงลูกและต้องดูแลงานบ้านไปด้วย ลูกน้อยก็จะได้อยู่กับแม่ในทุกสถานการณ์ปกติในการดำเนินชีวิต ทั้งคลานทั้งเดินตามแม่ไปรอบบ้าน ไม่ว่าแม่จะซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ลูกได้ดูผ่านตา เกิดการจดจำและเรียนรู้ แบบที่ทฤษฎีบอกเสมอว่า เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน จดจำ และเลียนแบบ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กน้อยโตในระดับที่ควบคุมความเคลื่อนไหวของตัวเองได้พอสมควร คราวนี้แม่ทำอะไร ลูกน้อยก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง อยากหยิบ อยากจับ อยากลอง และอยากเล่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและตื่นเต้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ยังถือว่าได้ทำ เมื่อทำไปบ่อยๆ ก็มีทักษะ เด็กจึงได้ทั้งเรียนทั้งรู้ทั้งสนุก ส่วนแม่ก็ได้ผู้ช่วยงาน win-win กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ แม่ไปไหน ลูกไปด้วย ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทั้งเข็นทั้งจูงลูกไปด้วย ไปบ่อยๆ ลูกน้อยก็เรียนรู้ว่าผักอันนี้ชื่ออะไร ปลาแบบนี้อร่อยไหม ราคาเท่าไหร่ เรียนเรื่องโภชนาการ การทำอาหาร ตัวเลข การเข้าสังคม สารพันจะได้เรียนรู้ จนตอนหลังๆ แม่สามารถเรียกลูกให้วิ่งไปหยิบของที่จะซื้อได้เอง บางทีลูกก็วิ่งไปหยิบขนมที่ตัวเองอยากกินมาหย่อนลงในตะกร้าหน้าตาเฉย

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เลี้ยงลูก ยิ่งลูกทำเองได้ไว แม่ยิ่งไม่เหนื่อย

อันนี้คงต่อเนื่องมาจากการที่แม่ญี่ปุ่นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้มีผู้ช่วยมาอีกสองมือสี่มือ เมื่อลูกน้อยโตจนรู้ความและแม่สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วและมากเท่าไหร่ แม่ก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ มากขึ้น กิจวัตรขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินข้าว เข้าห้องน้ำ เก็บของเล่น เรื่องพวกนี้บอกเลยว่าฝึกได้ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะต้องใช้เวลา แต่ผลนั้นคุ้มค่าทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวคุณลูก ลองคิดถึงคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน ถ้าคุณแม่ไม่ฝึกฝนคนพี่ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คงไม่ต้องคิดภาพความวุ่นวายอันเหมือนฝันร้ายของคนเป็นแม่เมื่อมีเด็กน้อย (ที่อาจจะมากกว่า 1 คน) และเบบี๋ที่แม่ต้องคอยจัดการ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนอนุบาลรับไม้ต่อ

เด็กน้อยญี่ปุ่นจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในวัย 3 ขวบเต็ม (โรงเรียนอนุบาลแบบ Yojien) ถือเป็นวัยที่พอจะรู้เรื่อง เข้าใจ รับผิดชอบ และดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มเทอมแรก เด็กจะต้องได้รับการฝึกฝนมาจากบ้านในเรื่อง เข้าห้องน้ำ (บอกได้ว่าจะไปฉี่-หรือพูดง่ายๆ คือต้องเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว) เรื่องกินข้าว คุณครูจะมีหน้าที่คือแนะนำและช่วยเหลือ เช่น ในช่วงแรก เด็กจะบอกคุณครูว่าอยากไปเข้าห้องน้ำ คุณครูก็จะพาไป ต่อมาเมื่อเด็กคุ้นเคยกับโรงเรียน เด็กๆ ก็จะวิ่งเข้าห้องน้ำได้เอง

เรื่องการทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำกล่องข้าวไปเอง เมื่อถึงเวลากินอาหาร คุณครูก็จะมีกล่องข้าวมานั่งกินกับเด็กๆ หลักๆ เด็กน้อยต้องเตรียมจัดวางผ้ารองกันเปื้อน กล่องข้าว ช้อนส้อม ถ้วยน้ำ ผ้าเช็ดปาก แล้วเริ่มกินข้าว รวมทั้งเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง (ทั้งหมดที่บอกมา อาจจะมีเด็กน้อยบางคนที่มีความงอแง ไม่อยากทำ ทำไม่จบอยู่บ้าง ส่วนนั้นคุณครูก็จะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ในห้องโดยส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ดี)

เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล ที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการอะไรเลย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือหรือตัวเลขสักอย่าง แต่จะสอนให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น มาถึงโรงเรียนต้องจัดการเอากระเป๋า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ของตัวเองไปวางในที่ที่เตรียมไว้ เล่นของเล่นเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บ และต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตัวเอง

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

สังคมเกื้อหนุน

เมื่อเด็กญี่ปุ่นเข้าสู่ชั้นประถม จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยากในสังคมเมืองไทย แต่ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปลอดภัย เด็กๆ จึงสามารถฝึกฝนให้ไปไหนมาไหนข้างนอกได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก จึงเป็นความสะดวกและสบายที่จะเดินไปกลับได้เองแบบพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างใหญ่ๆ ที่เล่าให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันแบบปกติที่เอื้อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น ได้เล่นได้เรียนได้รู้ได้เติบได้โตโดยไม่ได้ต้องไปเข้าค่ายเข้าคอร์สเสียเงินมากมายอะไร แค่สองมือสองเท้าแม่กับเวลาและความอดทนที่ให้ ไม่ว่าอะไรๆ ลูกๆ ประเทศไหนๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา: Foraging
คำอธิบายรายวิชา:
การออกเดินทางไปตามหาอาหารที่ธรรมชาติมอบให้
ประเภทวิชา:
วิชาเลือก (อย่างสมัครใจและเต็มใจ)
ประเทศ:
อังกฤษ

การทำความรู้จักธรรมชาติในที่ที่ฉันไม่ได้เติบโตขึ้นมา เป็นการก้าวเดินไปพร้อมกับลูกๆ อย่างแท้จริง เมื่อครั้งย้ายมาอยู่ที่เมืองชนบทในประเทศอังกฤษใหม่ๆ ฉันแทบไม่รู้จักต้นไม้สักต้น แต่ความไม่รู้มักเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามเสมอ

ฉันและเด็กๆ ค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับต้นไม้ในป่าแถวบ้าน เริ่มต้นด้วยการเดินลัดเลาะไปในทุ่งเพื่อตามเก็บลูกเบอร์รี่ชนิดต่างๆ กับบรรดาแม่ของเพื่อนลูก การพาเด็กไปสัมผัสธรรมชาติแบบนี้เรามักได้ยินเสียงหัวเราะแห่งความสุขเวลาที่พวกเขาเก็บลูกเบอร์รี่อร่อยได้ แต่หลายครั้งเด็กๆ ก็ร้องเสียงหลงเมื่อเผลอเดินไปชนใบ Nettle แสบคัน ตามมาด้วยเสียงของแม่ๆ ที่บอกให้รีบเก็บใบต้น Dock มาถูแก้พิษแสบคันของต้นไม้ที่เด็กๆ บอกว่าเป็นต้นไม้ใจร้าย

ในความวุ่นวายสาละวนฉันแอบรู้สึกอุ่นๆ ในหัวใจ เริ่มคิดได้ว่าการมาอยู่ในที่แปลกถิ่นไม่ได้แย่อย่างที่คิด แต่กลับทำให้ฉันนึกถึงภาพตอนตัวเองเป็นเด็ก ในฤดูดอกโสนบาน แม่ชวนพวกเราพี่น้องออกไปเก็บดอกสีเหลืองสวยริมบ่อน้ำมานึ่งขนมไทยแสนธรรมดา แต่รสชาติมิชลินสตาร์สำหรับพวกเรา คิดถึงบ้านอีกแล้ว น้ำตารื้นทุกทีสิ

Foraging

ฉันเริ่มสนุกกับการพาเด็กๆ ออกไปเดินป่า จากป่าแถวบ้านเราก็เริ่มไปไกลขึ้น ไกลขึ้น และได้พบต้นไม้แปลกๆ มากขึ้น มากขึ้น ฉันรู้จักต้นกระเทียมป่า (Wild Garlic) ตอนพากันไปเดินที่ Malham Cove บริเวณรอบๆ ลำธาร Janet’s Foss กลิ่นกระเทียมหอมตลบอบอวล ชวนให้นึกอยากกินหมูทอดกระเทียมขึ้นมา อยากเก็บกลับบ้านแต่ไม่กล้า

เก็บมาปรุงอาหารได้ไหม หรือถ้าเก็บแล้วจะโดนจับโดนปรับไหม เป็นคำถามที่ฉันรีบหาคำตอบในตอนนั้น ทั้งหาข้อมูล ทั้งถามเพื่อน สรุปว่าเราเก็บกระเทียมป่ามากินได้ แล้วทำไมไม่เก็บมานะ ฉันตัดพ้อกับตัวเอง ต้องขับรถอีก 1 ชั่วโมงกลับไปเก็บกระเทียมป่างั้นหรือ แต่เพื่อนคนดีของฉันแอบกระซิบว่า หลังโบสถ์แถวบ้านเธอมีกระเทียมป่าเต็มไปหมด แต่ต้องเดินผ่านสุสานเข้าไปนะ เดินไปเก็บกระเทียมตอนเช้าๆ คงไม่วังเวงนัก ฉันคิด มื้อเที่ยงของวันนั้นคือ ข้าวไข่เจียวกระเทียมป่าแสนอร่อย ที่ไม่ต้องพึ่งซอสพริกเพิ่มความแซ่บ กลิ่นอ่อนๆ ของกระเทียมเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก

Foraging Foraging

Foraging ไม่ใช่การออกไปตามหาของป่าอย่างเดียว เราทำสิ่งนี้ในสวนสาธารณะหรือในเมืองก็ได้ แล้วที่เมืองไทยออกไปเก็บอาหารที่ขึ้นเองตามธรรมชาติได้ไหมนะ ทำได้สิ และทำมานานแล้วด้วย ตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันก็ forage มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราเก็บตำลึง เก็บกระถินริมรั้วมาจิ้มน้ำพริกตั้งแต่เด็ก ขุดหน่อไม้ตรงกอไผ่หลังสวนมาต้มกระดูกหมูไว้ซดน้ำแกง คล่องคอดีแท้ และสุดยอดของการ foraging ในวัยเด็ก ก็คือการขุดเห็ดโคนราคาแสนแพง เซียนขุดเห็ดโคนคือน้องสาวคนกลางของบ้าน วันไหนที่เราเจอเห็ดโคนในสวน วันนั้นเราต้องหุงข้าวเพิ่ม

Foraging เริ่มเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ที่นี่ ร้านอาหารชื่อดังประดับดาวมิชลินหลายร้านใช้ผักและเห็ดที่ขึ้นในป่ามาประกอบอาหาร อย่างเจ้า Truffle เห็ดป่าราคาแพงแถมไม่มีขายในห้างสามัญ พรีเมียมจริงๆ นะ

 Foraging

ตามเมืองต่างๆ มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบการ Foraging ชวนกันไปเก็บพืชผัก พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และสูตรอาหารกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ฉันค้นพบคือ เมื่อเริ่มแล้วหยุดไม่ได้ คงเป็นเพราะรู้สึกดีทุกครั้งที่ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ใหม่ในฤดูกาลต่างๆ ได้พบพืชและดอกไม้หน้าตาแปลกที่ไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อน

กฎเหล็กของการ Foraging คือเก็บแต่พอ และมั่นใจว่ามันจะงอกงามต่อไป ไม่ดึงรากถอนโคนของต้นไม้ดอกไม้ อย่าง Elderflower ที่เราไปเก็บเป็นบ้านของนกน้อยหลายตัว เราเก็บดอกที่พอจะเอื้อมเก็บได้ และปล่อยที่เหลือไว้ให้นกได้ลิ้มรสหอมหวานของ Elderflower ให้สมกับการรอคอยมาตลอดฤดูหนาว เราอาจเริ่ม Foraging ด้วยการเก็บสิ่งที่รู้จัก ยกเว้นพวกตระกูลเห็ด แนะนำว่าควรศึกษาและเรียนรู้จากผู้รู้จริงๆ เพราะเห็ดบางชนิดมีพิษ หรือแม้แต่เบอร์รี่บางชนิดหากนำมาทานสดๆ ก็เป็นพิษได้ ฟังดูน่ากลัวเมื่อใช้คำว่า พิษ แต่จริงๆ แล้วมันคือการที่ร่างกายทำการต่อต้านสิ่งนั้น เช่น อาจทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน

 Foraging

 Foraging

สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและหาข้อมูลอย่างจริงจังคือ พืชและดอกไม้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหน้าตาเป็นอย่างไร อย่าง Hemlock, Water Dropwort, Cowbane ที่มีหน้าตาคล้ายกัน บางครั้งหลงคิดว่าเป็นต้นที่ชอบไปแนบแก้มถ่ายรูปอย่าง Cow Parsley

เสน่ห์ของการ Foraging คือการได้ออกไปค้นหา และการได้เรียนรู้และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญ มันทำให้เรารู้สึกว่าธรรมชาตินั้นแสนอัศจรรย์นัก

Let’s go and forage

Let’s explore nature!

 Foraging

คุณสมบัติผู้เรียน: ชอบป่าเขา ลำธาร สายน้ำ และทะเล รักอิสระ ช่างสังเกต สนใจเรื่องสุขภาพ และอาหารตามฤดูกาล
เก็งข้อสอบ:
1. กะเพรากับโหระพาต่างกันอย่างไร
2. ตำลึงตัวผู้กับตำลึงตัวเมียต่างกันอย่างไร
3. ทำไมเห็ดโคนถึงขึ้นวันพระ
วิชาต่อเนื่อง: Wild Kitchen สร้างสรรค์อาหารธรรมชาติ

 


 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศิรินภา ริ้วบำรุง

จบครุศาสตร์ และเบนเข็มไปเรียนสื่อสารมวลชนที่ Wisconsin แต่ในที่สุดก็กลับมาเป็นครูอีก จนตัดสินใจครั้งใหญ่ ทิ้งอาชีพที่รักเดินทางไกลอีกครั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ใช้ขีวิตอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆ ใน Yorkshire ประเทศอังกฤษ กับลูกสาว ลูกชาย และสามี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load