พ่อๆ แม่ๆ ที่ได้ดูคลิปหรือรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายจากญี่ปุ่น คงได้เห็นภาพเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นที่ช่างน่ารัก ฉลาดแสนรู้ มีระเบียบมีวินัย ใช้งานได้ ดูแล้วก็ชื่นชม อยากให้ลูกน้อยกลอยใจเป็นแบบนั้นบ้าง ว่าแต่ต้องทำยังไง หรือแม่ญี่ปุ่นเขามีสิบหน้ายี่สิบมือถึงเลี้ยงลูกได้ดีมีคุณภาพแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช่

ด้วยประสบการณ์แบบเล่นจริงเหนื่อยจริง เราอยากจะแบ่งปันเรื่องราวส่วนหนึ่งที่จะอธิบายว่า ทำไมถึงเลี้ยงได้แบบนั้น

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ แม่ญี่ปุ่นเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ

อ้าว แล้วที่แม่ๆ ทั่วไปเลี้ยงกันมันผิดธรรมชาติหรือยังไง ลองมาดูกัน

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

แม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง จะเห็นได้จากเมื่อสาวญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกก็จะลาออกจากการทำงานเพื่อมาดูแลครอบครัว (ตอนนี้สัดส่วนของคุณแม่ทำงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แปรตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ทำงาน แต่ก็ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย)

การหาผู้ช่วยเลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านมาช่วยงานแบบแม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของที่นี่ เพราะราคาค่าจ้างสูงมาก (ค่าจ้างในการทำงานพิเศษขั้นต่ำประมาณ 200 บาทต่อชั่วโมง) และนิสัยที่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าของคนญี่ปุ่น

เหตุผลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ค่านิยมการเลี้ยงลูกเอง (โดยมีคุณพ่อเป็นคนช่วย) ยังคงมีความเข้มข้น มองไปบ้านนั้นบ้านโน้นก็เลี้ยงกันเอง ลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสามสี่ห้ากับหมาอีกหนึ่งตัว แม่คนเดียวก็ดูแลทั้งหมดได้ และการมีสถานะเป็น ‘แม่บ้าน’ ของหญิงญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่มีคุณประโยชน์ แต่เป็นสถานะที่รู้สึกถึงความ strong (วันหลังจะเล่าบทบาทแม่บ้านผู้สร้างโลกให้ฟัง) จึงทำให้แม่เลี้ยงลูกเองไม่ได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคม

เมื่อแม่ต้องเลี้ยงลูกและต้องดูแลงานบ้านไปด้วย ลูกน้อยก็จะได้อยู่กับแม่ในทุกสถานการณ์ปกติในการดำเนินชีวิต ทั้งคลานทั้งเดินตามแม่ไปรอบบ้าน ไม่ว่าแม่จะซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ลูกได้ดูผ่านตา เกิดการจดจำและเรียนรู้ แบบที่ทฤษฎีบอกเสมอว่า เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน จดจำ และเลียนแบบ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กน้อยโตในระดับที่ควบคุมความเคลื่อนไหวของตัวเองได้พอสมควร คราวนี้แม่ทำอะไร ลูกน้อยก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง อยากหยิบ อยากจับ อยากลอง และอยากเล่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและตื่นเต้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ยังถือว่าได้ทำ เมื่อทำไปบ่อยๆ ก็มีทักษะ เด็กจึงได้ทั้งเรียนทั้งรู้ทั้งสนุก ส่วนแม่ก็ได้ผู้ช่วยงาน win-win กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ แม่ไปไหน ลูกไปด้วย ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทั้งเข็นทั้งจูงลูกไปด้วย ไปบ่อยๆ ลูกน้อยก็เรียนรู้ว่าผักอันนี้ชื่ออะไร ปลาแบบนี้อร่อยไหม ราคาเท่าไหร่ เรียนเรื่องโภชนาการ การทำอาหาร ตัวเลข การเข้าสังคม สารพันจะได้เรียนรู้ จนตอนหลังๆ แม่สามารถเรียกลูกให้วิ่งไปหยิบของที่จะซื้อได้เอง บางทีลูกก็วิ่งไปหยิบขนมที่ตัวเองอยากกินมาหย่อนลงในตะกร้าหน้าตาเฉย

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เลี้ยงลูก ยิ่งลูกทำเองได้ไว แม่ยิ่งไม่เหนื่อย

อันนี้คงต่อเนื่องมาจากการที่แม่ญี่ปุ่นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้มีผู้ช่วยมาอีกสองมือสี่มือ เมื่อลูกน้อยโตจนรู้ความและแม่สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วและมากเท่าไหร่ แม่ก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ มากขึ้น กิจวัตรขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินข้าว เข้าห้องน้ำ เก็บของเล่น เรื่องพวกนี้บอกเลยว่าฝึกได้ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะต้องใช้เวลา แต่ผลนั้นคุ้มค่าทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวคุณลูก ลองคิดถึงคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน ถ้าคุณแม่ไม่ฝึกฝนคนพี่ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คงไม่ต้องคิดภาพความวุ่นวายอันเหมือนฝันร้ายของคนเป็นแม่เมื่อมีเด็กน้อย (ที่อาจจะมากกว่า 1 คน) และเบบี๋ที่แม่ต้องคอยจัดการ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนอนุบาลรับไม้ต่อ

เด็กน้อยญี่ปุ่นจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในวัย 3 ขวบเต็ม (โรงเรียนอนุบาลแบบ Yojien) ถือเป็นวัยที่พอจะรู้เรื่อง เข้าใจ รับผิดชอบ และดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มเทอมแรก เด็กจะต้องได้รับการฝึกฝนมาจากบ้านในเรื่อง เข้าห้องน้ำ (บอกได้ว่าจะไปฉี่-หรือพูดง่ายๆ คือต้องเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว) เรื่องกินข้าว คุณครูจะมีหน้าที่คือแนะนำและช่วยเหลือ เช่น ในช่วงแรก เด็กจะบอกคุณครูว่าอยากไปเข้าห้องน้ำ คุณครูก็จะพาไป ต่อมาเมื่อเด็กคุ้นเคยกับโรงเรียน เด็กๆ ก็จะวิ่งเข้าห้องน้ำได้เอง

เรื่องการทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำกล่องข้าวไปเอง เมื่อถึงเวลากินอาหาร คุณครูก็จะมีกล่องข้าวมานั่งกินกับเด็กๆ หลักๆ เด็กน้อยต้องเตรียมจัดวางผ้ารองกันเปื้อน กล่องข้าว ช้อนส้อม ถ้วยน้ำ ผ้าเช็ดปาก แล้วเริ่มกินข้าว รวมทั้งเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง (ทั้งหมดที่บอกมา อาจจะมีเด็กน้อยบางคนที่มีความงอแง ไม่อยากทำ ทำไม่จบอยู่บ้าง ส่วนนั้นคุณครูก็จะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ในห้องโดยส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ดี)

เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล ที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการอะไรเลย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือหรือตัวเลขสักอย่าง แต่จะสอนให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น มาถึงโรงเรียนต้องจัดการเอากระเป๋า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ของตัวเองไปวางในที่ที่เตรียมไว้ เล่นของเล่นเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บ และต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตัวเอง

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

สังคมเกื้อหนุน

เมื่อเด็กญี่ปุ่นเข้าสู่ชั้นประถม จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยากในสังคมเมืองไทย แต่ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปลอดภัย เด็กๆ จึงสามารถฝึกฝนให้ไปไหนมาไหนข้างนอกได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก จึงเป็นความสะดวกและสบายที่จะเดินไปกลับได้เองแบบพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างใหญ่ๆ ที่เล่าให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันแบบปกติที่เอื้อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น ได้เล่นได้เรียนได้รู้ได้เติบได้โตโดยไม่ได้ต้องไปเข้าค่ายเข้าคอร์สเสียเงินมากมายอะไร แค่สองมือสองเท้าแม่กับเวลาและความอดทนที่ให้ ไม่ว่าอะไรๆ ลูกๆ ประเทศไหนๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา: Earth Tone Unfolding
คำอธิบายรายวิชา: ศึกษาความสัมพันธ์ของสีในธรรมชาติต่อชีวิต กายภาพของโลก ความเชื่อและนวัตกรรม
ประเภทวิชา: Nature Application1 (Colours)
ประเทศ: ไทย

การเดินทางของน้ำเริ่มจากใต้ท้องเมฆสีเทาอมม่วงเข้มก้อนมหึมา ที่กำลังพยายามพยุงตัวจากน้ำหนักของมันเอง น้ำฝนใสๆ เม็ดแรกที่ไม่มีใครรู้ว่ากลั่นมาจากไอน้ำขาวปุยไหนของก้อนเมฆสีเทา ไม่อาจต้านแรงดึงดูดจากความชื้นของภูเขาเขียวทะมึนได้อีกต่อไป การเดินทางที่เชื่อมหลายชีวิตเข้าไว้ด้วยกันจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ระหว่างทางก่อนถึงแผ่นดิน เม็ดฝนทรงกลมใสได้หักเหแสงสีขาวของดวงอาทิตย์ฉายเป็นเฉดสีทั้งหมดที่มนุษย์เห็นได้และที่เห็นไม่ได้ เป็นทางเดินโค้งลงสู่โลกเบื้องล่าง ในขณะเดียวกัน ก็ฉายภาพโลกสีฟ้าย้อนกลับไปสู่หมู่เมฆเบื้องบน เชิญชวนเม็ดฝนเม็ดอื่นๆ ให้รีบกลั่นตัวลงมา สีทั้งหมดในฉากนั้นก็ละลายเข้าหากัน ทั้งเทาเข้มของเมฆก้อนหนัก สีขาวของปุยไอน้ำบางเบา เขียวอมฟ้าทะมึนๆ ของเทือกเขาที่ลึกเข้าไปเป็นชั้นสลับซับซ้อน สีฟ้าจางๆ ของอากาศ และสีฝ้าๆ ของม่านฝนที่ละลายทุกสีอย่างเนิบช้าในขณะที่มันเคลื่อนผ่าน

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

น้ำหยดแรกที่มาถึงผิวโลกได้เปลี่ยนสีดินให้เข้ม เปลี่ยนลำธารใสเป็นสีแดงส้ม เปลี่ยนเมล็ดไม้สีน้ำตาลไหม้ให้เป็นต้นกล้าสีเหลืองอ่อน เปลี่ยนต้นไม้จากใบแก่เขียวเข้มให้งอกใบใหม่เขียวอ่อน หน่อไม้ใหม่ๆ สีเหลืองนมแทงทะลุดินดำ ชีวิตในดักแด้เผยสีสัน แมลงปอบ้านสีบานเย็นเข้ม ส้มและน้ำเงินไล่จับยุงและแมลงเล็กๆ อย่างวุ่นวายข้างบ่อน้ำเดียวกับที่แมลงปอน้ำตกตูดฟ้ากำลังหาที่เกาะนิ่งๆ บนใบไม้ แมลงทับปีกเขียวเลื่อมน้ำเงินตื่นจากการนอนอันยาวนาน นกยางตัวผู้ผลัดชุดขนสีใหม่ ลูกค่างคลอดใหม่ขนสีเหลืองทอง เห็ดราหลากสีขมวดมัดเส้นใยเป็นต้นเป็นดอกจากซากชีวิตสีเข้มดำ

แล้วโลกก็ได้ต้อนรับฤดูกาลของการเกิดใหม่

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

เมื่อน้ำหยดมาถึงดิน ดินคือองค์ประกอบสำคัญที่เป็นฐานให้ทุกชีวิต ไม่ใช่แค่ในมิติที่ซับซ้อนทางชีววิทยา แต่สามัญและเรียบง่ายกว่ามาก ในฐานะที่เป็นฐานให้เราทุกคนมีที่ยืนบนโลกกลมๆ นี้อย่างมั่นคง

เราสังเกตสีของดินแล้วบอกลักษณะและองค์ประกอบคร่าวๆ ของดินได้ เช่น สีน้ำตาลดำเป็นดินที่มีซากพืชซากสัตว์ (Humus) ที่ย่อยสลายโดยสมบูรณ์ผสมกับแร่ต่างๆ เป็นชั้นดินบนสุด (ชั้น A หรือ Top Soil) ในการแบ่งชั้นดิน (Soil Horizon) สีแดง เหลือง ส้มเข้มในชั้นถัดลงมา (ชั้น B) เป็นชั้นที่มีการสะสมของสนิมโลหะ เช่น สนิมเหล็ก น้ำ และความชื้น จากดินชั้นบน สีขาวจากแคลเซียม ยิปซัม แมกนีเซียมคาร์บอเนต และเกลือ เป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเลมาเมื่อนานมาแล้ว หากดินมีสีอ่อนมากแปลว่ามีส่วนผสมของทราย (ผลึกควอตซ์) มาก สีที่แตกต่างและลักษณะทางกายภาพของชั้นดินทำให้เราย้อนกลับไปทำความรู้จักประวัติศาสตร์ทางกายภาพของบริเวณที่ดินนั้นอยู่ได้หลายล้านปี

วิธีการเก็บตัวอย่างสีดินคือ ตักดินแล้วเอาส่วนที่เป็นกรวดทรายเศษรากไม้ใบไม้ออกจากดินโดยการร่อนผ่านตะแกรง บดแล้วเอาไปแยกส่วนที่หนักกับส่วนที่เบากว่าออกจากกันโดยการผสมน้ำทิ้งไว้นิ่งๆ ให้แยกชั้น ตักมาเฉพาะชั้นบนสุด เอามาตากให้แห้งแล้วบดหรือร่อนผ่านตะแกรงอีกที จะได้ผงสีละเอียดและสม่ำเสมอ

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

ถัดจากผืนดิน เมื่อน้ำซึมมาถึงรากไม้ ชีวิตก็เริ่มต้นผลิใบ แตกหน่อ ออกลูกหลาน ความลับของสายพันธุ์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในเมล็ดพันธุ์แห้งแข็งก็เผยออก เปลี่ยนสีน้ำตาลแห้งสากของกิ่งและลำต้นเป็นเขียวชอุ่มหรือแดงระเรื่อด้วยใบอ่อน เปลี่ยนสีไร่นาจากดินดำเป็นสีเขียวตองด้วยกอต้นกล้า

องค์ประกอบสำคัญที่ให้สีในกลีบดอกไม้และใบไม้แบ่งออกเป็น 3 สีหลักๆ คือ สีเขียวจากคลอโรฟิลล์ แคโรทีนอยด์ให้สีเหลืองสีส้ม และสีแดงน้ำเงินม่วงจากแอนโทไซยานิน องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ใช่แค่ให้สีสันเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์แสง สร้างอาหาร ป้องกันอันตรายจากแสงแดด

วิธีบันทึกสีดอกไม้ใบไม้ แบบง่าย ฉีกและบี้กลีบดอกไม้ใบไม้ให้ฉ่ำเละ แล้วกดลงไปบนกระดาษสีน้ำ สังเกตสีที่เกิดกับสีดอกก่อนทำ ส่วนแบบ Brewing นำกลีบดอกไม้ใบไม้มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในขวดแก้ว เทน้ำร้อนเดือดๆ ลงไปให้ท่วม ทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากออก แล้วหยดแอลกอฮอล์สองสามหยด คนให้เข้ากันจะได้สีน้ำจากธรรมชาติ (เปลี่ยนสีได้หากเปลี่ยนสภาพความเป็นกรด / ด่าง) ปิดฝาแล้วเก็บในตู้เย็นได้นานเป็นเดือน

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

หลังจากผ่านดินผ่านรากไม้ เมื่อน้ำไหลรวมมาที่ลำธาร ในที่สุดน้ำได้พาตะกอนดิน หินแร่มากองไว้ที่ท้องน้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เล็กและฟอกอากาศให้ออกซิเจนแก่ชีวิตในสายน้ำ

เราสืบค้นลักษณะทางธรณีวิทยาย้อนสายน้ำขึ้นไปได้โดยการจำแนกประเภทของหิน ตั้งแต่หินที่แข็งมากๆ อย่างอัคนี แกรนิต ไล่มาจนถึงหินที่อ่อนมากๆ เช่น หินทราย หินตะกอน หินดินดาน

เรานำหินที่อ่อนพวกนี้มาขูด บดกับหินที่แข็งกว่าแล้วให้สีต่างๆ ออกมาได้เช่น สีแดง ส้ม เหลืองจากสนิมเหล็ก (ออกไซด์ของเหล็ก) สีขาวจากเปลือกหอย แคลไซต์ เกลือและยิปซัม สีเทา เขียว ม่วง ฟ้า [ตัวอย่างที่น่าสนใจจากประวัติศาสตร์ของการใช้สีจากหินเช่น สีน้ำเงินเข้ม (Ultramarine) ที่ได้มาจากหิน Lapis Lazuli เป็นหินที่หายากและมีราคาสูง เพราะเมื่อบดเป็นผงยังคงรักษาความสดเข้มของสีไว้ได้ ใช้กันมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย ในรูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลาย แต่โด่งดังมากในภาพวาดยุคเรเนซองส์และบาโร้ก ภาพที่เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากคือภาพ Virgin Mary ก็ใช้สีจาก Lapis Lazuli เป็นสีผ้าขององค์ประกอบหลักตรงกลางของภาพ]

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

วิธีการเก็บสีหินแบบเปียก ขูดหินตะกอนหินดินดานกับหินที่แข็งกว่า จะได้ผงสีของหินนั้นออกมา ผสมหยดน้ำในลำธาร แล้วป้ายลงบนกระดาษ หรือเอามาทาหน้าทาตัวได้ ส่วนวิธีเก็บแบบแห้ง ตำหินดินดานด้วยครก บดให้ละเอียดด้วยโกร่งบดยา ร่อนผ่านตะแกรง แล้วเก็บใส่ขวดใส (บันทึกสถานที่ไว้ด้วย)

แล้วเมื่อน้ำเดินทางกลับสู่เบื้องบน เมื่อการเดินทางอันยาวนานของเม็ดฝนเม็ดแรกมาถึงการกลับสู่จุดเริ่มต้น ไอน้ำที่ระเหยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศผสมกับก๊าซหลากชนิดทำให้เกิดสีสันต่างๆ บนท้องฟ้า โดยเฉพาะในยามเย็นสีสันจะหลากหลายเปลี่ยนไปตามฤดู

การเก็บสีท้องฟ้า เตรียมสีน้ำหรือสีโปสเตอร์ไว้ ใช้แม่สี แดง เหลือง น้ำเงิน ขาว ดำ และสีสะท้อนแสงอีก 3 – 4 สี เพื่อให้ครอบคลุมเฉดสีของท้องฟ้ายามเย็นที่มีสีสันสดใส ผสมใส่ขวดแก้วใบเล็กให้ใกล้เคียงสีที่เห็นให้ได้มากที่สุด (ตามทฤษฎีสี) จดบันทึกเวลา วันเดือนปีและสถานที่ทุกครั้งที่บันทึกสีท้องฟ้า

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้ เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

เก็บตัวอย่างสีจากท้องฟ้า ผืนดิน ก้อนหิน และดอกไม้

สีของโลกบ่งบอกทั้งเรื่องของชีวิต การเกิดการตาย จังหวะ การเปลี่ยนแปลง ทั้งยังส่งผลต่อกิจกรรม การงาน ความเป็นอยู่ อาหาร รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกและระบบต่างๆ ข้างในร่างกายของเรา ความร่าเริง หมองเศร้า ตื่นเต้น เฉื่อยชา สงบ วุ่นวาย ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบเมตาบอลิซึ่ม ระบบภูมิคุ้มกัน และผลต่อจิตวิญญาณ

การทำความรู้จักโลกจึงมิใช่เพื่อรู้จักแต่เพียงโลก แต่เพื่อการรู้จักตนเองในมิติต่างๆ เพื่อท่าทีที่เหมาะสมที่สัมพัทธ์และสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ชีวิตอื่นๆ

วิชา: Earth Tone Unfolding
คุณสมบัติผู้เรียน: ผ่านพื้นฐาน Basic Nature Appreciation 1-3, สนใจใคร่รู้จักมิติที่ลึกขึ้นของสีและความสัมพันธ์
เก็งข้อสอบ: เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ มีระบบในการสืบค้น เข้าใจระเบียบในมุมมองใหม่และมีความรู้สึกของตนเอง
วิชาต่อเนื่อง: Form, Line and Texture of Life, Fifth Element

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

คทา มหากายี

เรียนออกแบบแต่ไม่ได้ทำแบบที่เรียน มาออกแบบมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์แทน เริ่มทำงานกับเด็กๆ และธรรมชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 หลงป่าอยู่หลายสิบปีจนปัจจุบันมาโผล่กลางทุ่งนาที่เชียงดาว ทำบ้านเรียนกับลูกๆ สองคน และกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load