พ่อๆ แม่ๆ ที่ได้ดูคลิปหรือรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายจากญี่ปุ่น คงได้เห็นภาพเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นที่ช่างน่ารัก ฉลาดแสนรู้ มีระเบียบมีวินัย ใช้งานได้ ดูแล้วก็ชื่นชม อยากให้ลูกน้อยกลอยใจเป็นแบบนั้นบ้าง ว่าแต่ต้องทำยังไง หรือแม่ญี่ปุ่นเขามีสิบหน้ายี่สิบมือถึงเลี้ยงลูกได้ดีมีคุณภาพแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช่

ด้วยประสบการณ์แบบเล่นจริงเหนื่อยจริง เราอยากจะแบ่งปันเรื่องราวส่วนหนึ่งที่จะอธิบายว่า ทำไมถึงเลี้ยงได้แบบนั้น

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ แม่ญี่ปุ่นเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ

อ้าว แล้วที่แม่ๆ ทั่วไปเลี้ยงกันมันผิดธรรมชาติหรือยังไง ลองมาดูกัน

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

แม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง จะเห็นได้จากเมื่อสาวญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกก็จะลาออกจากการทำงานเพื่อมาดูแลครอบครัว (ตอนนี้สัดส่วนของคุณแม่ทำงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แปรตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ทำงาน แต่ก็ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย)

การหาผู้ช่วยเลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านมาช่วยงานแบบแม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของที่นี่ เพราะราคาค่าจ้างสูงมาก (ค่าจ้างในการทำงานพิเศษขั้นต่ำประมาณ 200 บาทต่อชั่วโมง) และนิสัยที่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าของคนญี่ปุ่น

เหตุผลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ค่านิยมการเลี้ยงลูกเอง (โดยมีคุณพ่อเป็นคนช่วย) ยังคงมีความเข้มข้น มองไปบ้านนั้นบ้านโน้นก็เลี้ยงกันเอง ลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสามสี่ห้ากับหมาอีกหนึ่งตัว แม่คนเดียวก็ดูแลทั้งหมดได้ และการมีสถานะเป็น ‘แม่บ้าน’ ของหญิงญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่มีคุณประโยชน์ แต่เป็นสถานะที่รู้สึกถึงความ strong (วันหลังจะเล่าบทบาทแม่บ้านผู้สร้างโลกให้ฟัง) จึงทำให้แม่เลี้ยงลูกเองไม่ได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคม

เมื่อแม่ต้องเลี้ยงลูกและต้องดูแลงานบ้านไปด้วย ลูกน้อยก็จะได้อยู่กับแม่ในทุกสถานการณ์ปกติในการดำเนินชีวิต ทั้งคลานทั้งเดินตามแม่ไปรอบบ้าน ไม่ว่าแม่จะซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ลูกได้ดูผ่านตา เกิดการจดจำและเรียนรู้ แบบที่ทฤษฎีบอกเสมอว่า เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน จดจำ และเลียนแบบ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กน้อยโตในระดับที่ควบคุมความเคลื่อนไหวของตัวเองได้พอสมควร คราวนี้แม่ทำอะไร ลูกน้อยก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง อยากหยิบ อยากจับ อยากลอง และอยากเล่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและตื่นเต้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ยังถือว่าได้ทำ เมื่อทำไปบ่อยๆ ก็มีทักษะ เด็กจึงได้ทั้งเรียนทั้งรู้ทั้งสนุก ส่วนแม่ก็ได้ผู้ช่วยงาน win-win กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ แม่ไปไหน ลูกไปด้วย ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทั้งเข็นทั้งจูงลูกไปด้วย ไปบ่อยๆ ลูกน้อยก็เรียนรู้ว่าผักอันนี้ชื่ออะไร ปลาแบบนี้อร่อยไหม ราคาเท่าไหร่ เรียนเรื่องโภชนาการ การทำอาหาร ตัวเลข การเข้าสังคม สารพันจะได้เรียนรู้ จนตอนหลังๆ แม่สามารถเรียกลูกให้วิ่งไปหยิบของที่จะซื้อได้เอง บางทีลูกก็วิ่งไปหยิบขนมที่ตัวเองอยากกินมาหย่อนลงในตะกร้าหน้าตาเฉย

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เลี้ยงลูก ยิ่งลูกทำเองได้ไว แม่ยิ่งไม่เหนื่อย

อันนี้คงต่อเนื่องมาจากการที่แม่ญี่ปุ่นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้มีผู้ช่วยมาอีกสองมือสี่มือ เมื่อลูกน้อยโตจนรู้ความและแม่สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วและมากเท่าไหร่ แม่ก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ มากขึ้น กิจวัตรขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินข้าว เข้าห้องน้ำ เก็บของเล่น เรื่องพวกนี้บอกเลยว่าฝึกได้ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะต้องใช้เวลา แต่ผลนั้นคุ้มค่าทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวคุณลูก ลองคิดถึงคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน ถ้าคุณแม่ไม่ฝึกฝนคนพี่ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คงไม่ต้องคิดภาพความวุ่นวายอันเหมือนฝันร้ายของคนเป็นแม่เมื่อมีเด็กน้อย (ที่อาจจะมากกว่า 1 คน) และเบบี๋ที่แม่ต้องคอยจัดการ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนอนุบาลรับไม้ต่อ

เด็กน้อยญี่ปุ่นจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในวัย 3 ขวบเต็ม (โรงเรียนอนุบาลแบบ Yojien) ถือเป็นวัยที่พอจะรู้เรื่อง เข้าใจ รับผิดชอบ และดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มเทอมแรก เด็กจะต้องได้รับการฝึกฝนมาจากบ้านในเรื่อง เข้าห้องน้ำ (บอกได้ว่าจะไปฉี่-หรือพูดง่ายๆ คือต้องเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว) เรื่องกินข้าว คุณครูจะมีหน้าที่คือแนะนำและช่วยเหลือ เช่น ในช่วงแรก เด็กจะบอกคุณครูว่าอยากไปเข้าห้องน้ำ คุณครูก็จะพาไป ต่อมาเมื่อเด็กคุ้นเคยกับโรงเรียน เด็กๆ ก็จะวิ่งเข้าห้องน้ำได้เอง

เรื่องการทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำกล่องข้าวไปเอง เมื่อถึงเวลากินอาหาร คุณครูก็จะมีกล่องข้าวมานั่งกินกับเด็กๆ หลักๆ เด็กน้อยต้องเตรียมจัดวางผ้ารองกันเปื้อน กล่องข้าว ช้อนส้อม ถ้วยน้ำ ผ้าเช็ดปาก แล้วเริ่มกินข้าว รวมทั้งเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง (ทั้งหมดที่บอกมา อาจจะมีเด็กน้อยบางคนที่มีความงอแง ไม่อยากทำ ทำไม่จบอยู่บ้าง ส่วนนั้นคุณครูก็จะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ในห้องโดยส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ดี)

เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล ที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการอะไรเลย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือหรือตัวเลขสักอย่าง แต่จะสอนให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น มาถึงโรงเรียนต้องจัดการเอากระเป๋า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ของตัวเองไปวางในที่ที่เตรียมไว้ เล่นของเล่นเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บ และต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตัวเอง

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

สังคมเกื้อหนุน

เมื่อเด็กญี่ปุ่นเข้าสู่ชั้นประถม จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยากในสังคมเมืองไทย แต่ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปลอดภัย เด็กๆ จึงสามารถฝึกฝนให้ไปไหนมาไหนข้างนอกได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก จึงเป็นความสะดวกและสบายที่จะเดินไปกลับได้เองแบบพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างใหญ่ๆ ที่เล่าให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันแบบปกติที่เอื้อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น ได้เล่นได้เรียนได้รู้ได้เติบได้โตโดยไม่ได้ต้องไปเข้าค่ายเข้าคอร์สเสียเงินมากมายอะไร แค่สองมือสองเท้าแม่กับเวลาและความอดทนที่ให้ ไม่ว่าอะไรๆ ลูกๆ ประเทศไหนๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

แม่เชื่อว่าทุกคนในโลกในตอนนี้ คงไม่มีใครไม่ได้รับผลจากเจ้าเชื้อไวรัสตัวจิ๊ดเดียว แต่สร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่มหาศาลบนโลกกลมๆ ใบนี้ มาเจอกันคราวนี้ แม่ขอนำเสนอบันทึกเจ้าลูกชายจากปลายปากกาของคุณแม่ว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมา เด็กชายตัวน้อยได้ผ่านอะไรมาบ้างนะคะ

สวัสดี คอนนิจิวะนะฮะ ตอนนี้ผมอยู่ ป.1 โรงเรียนประถมของรัฐบาลฮะ ผมเข้าเรียน ป.1 ตอนเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 ตอนผมจบชั้นอนุบาลเดือนมีนาคมก็พอดีกับที่เจ้าวายร้ายโคโรน่าไวรัส หรือเจ้าโควิด-19 เริ่มเข้ามาเล่นงานโลกของเรา 

ผมดูข่าวทุกวัน ในโตเกียวหรือเมืองใหญ่ที่ญี่ปุ่น มีคนติดเชื้อเยอะแยะเลย แต่บ้านผมเป็นเมืองเล็กๆ ออกมาไกลๆ หน่อย เลยยังไม่ค่อยมีอะไร แต่ดูเหมือนมันจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะฮะว่าหน้าตามันเป็นยังไง ตัวมันใหญ่แค่ไหน แต่คงจะมีพลังเยอะน่าดู เพราะทั้งคุณครูอนุบาล ทั้งคุณแม่ๆ บอกว่าพวกเราต้องระวังตัวให้มากๆ ต้องล้างมือบ่อยๆ พ่นแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัย อย่าอยู่ใกล้ๆ กัน ผมก็ทำตามนะฮะ ผมล้างมือจนมือผมแห้ง คันยุบยิบไปเลย 

เจ้าโควิดมันยังเกือบจะทำให้ผมไม่ได้มีพิธีจบการศึกษาชั้นอนุบาล เพราะทางคุณนายกฯ อาเบะ บอกว่าพวกเราไม่ควรมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ แต่ว่านายอำเภอของผมยังอนุญาตให้เมืองเราพอมีกิจกรรมได้บ้าง แต่ต้องจำกัดคนร่วมงานและใช้เวลาให้สั้นที่สุด พวกผมเลยโชคดีได้มีงานอำลาสุดท้ายพร้อมกับเพื่อนๆ หลังจบอนุบาลพวกเราก็มีเวลาปิดเทอม แต่เพราะเจ้าโควิดที่มันยังแพร่เชื้อไม่หยุดยั้ง ปิดเทอมคราวนี้ของผมเลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะผมไปไหนไม่ได้ ไปเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ อยู่แต่ในบ้าน ผมก็เบื่อจัง ผมก็เลยเตะบอลมั่ง เล่นเบสบอลมั่งในบ้าน แม่ก็บอกว่าเสียงดัง แต่แม่ก็ยังให้ผมเล่นแหละ แม่บอกว่า ก็ช่วยไม่ได้นะ ออกไปไหนไม่ได้นี่นา

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

ต้นเดือนเมษายน เป็นเวลาเปิดเทอม ผมเพิ่งได้เป็นนักเรียนประถมครั้งแรกนะฮะ กระเป๋าผมใบเบ้อเริ่มเลย สีน้ำเงินเข้มด้วย เท่มากเลย แม่บอกว่าราคามันแพงมากนะ ผมต้องใช้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เพราะฉะนั้นผมต้องดูแลรักษาให้ดีๆ โรงเรียนผมก็อยู่ใกล้บ้านมากๆ เพราะโรงเรียนประถมของรัฐบาลใช้เกณฑ์รับนักเรียนตามเขตที่พักอาศัย พวกเราได้จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเองได้ฮะ

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

วันแรกของชีวิตประถมคือวันพิธีแรกเข้าโรงเรียน แต่อีกแล้วนะฮะ เจ้าโควิดมันทำให้พิธีแรกเข้าของผมสั้นจุ๊ดจู๋ จบในชั่วโมงเดียว ผมได้เจอคุณครูกับเพื่อนใหม่ๆ แค่แป๊บเดียวเอง หลังจากวันนั้นก็มีประกาศให้ปิดโรงเรียน ปิดสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เพราะการแพร่ระบาดของเจ้าตัวร้าย ผมเลยต้องอยู่บ้านไปยาวๆ 

แล้ววันหนึ่ง คุณครู ป.1 ก็มาเยี่ยมที่บ้านผม เอาการบ้านมาให้ผมถุงใหญ่ ทำไมผมถึงมีการบ้านล่ะ ผมยังไม่เคยไปเรียนเลยนะฮะ ผมนี่งงมาก แต่ผมก็รับมาด้วยความเต็มใจ ใช่สิฮะผม ป.1 แล้วนะ ผมได้มีหนังสือกับสมุดเป็นของตัวเองแล้ว มีชื่อผมบนสมุดด้วย เพื่อนๆ ผมก็คงได้แบบเดียวกันนี่แหละ คุณครูคงจะเหนื่อยนะฮะ ต้องไปหาเพื่อนๆ ผมทุกบ้านเลย 

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

นอกจากการบ้านแล้ว ยังมีกระดาษรายการสิ่งที่ผมควรทำช่วงที่โรงเรียนยังปิดอยู่ มีเขียนตัวใหญ่เลยฮะ ออกกำลังกาย ต้องทำทุกวัน แบบง่ายๆ อย่างผมก็คือ กระโดดเชือก ป.1 1 นาที ป.2 2 นาที ป.3 ก็ 3 นาที แล้วทุกวันควรช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ผมก็ช่วยดูแลรดน้ำต้นไม้เล็กๆ ของบ้าน รดน้ำต้นไม้แล้วก็เล่นน้ำไปด้วยสนุกเลย

ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน
ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม เรียนออนไลน์ เล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน

จากวันนั้นผมก็อยู่บ้าน เล่นนั่นเล่นนี่ เล่นกีฬาบ้าง เล่นตัวต่อบ้าง วาดรูปบ้าง เล่นประดิษฐ์ของจากขยะบ้าง ไม่ต้องตกใจฮะ มันคือพวกกล่องขนม ขวดน้ำ กล่องนม อะไรๆ ที่เราไม่ใช้แล้ว เอามาแปะปะติดนั่นนี่ ผมก็จะได้ของเล่นชิ้นใหม่ไว้เล่นแบบไม่ต้องเสียเงิน แต่ว่าบ้านผมไม่มีวิดีโอเกมนะฮะ ผมอยากได้มากๆ เลยแต่แม่ผมบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ผมต้องรอไปอีกหน่อย

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19
เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

บางวันแม่ก็จะเอา YouTube มาให้ผมดู เป็นรายการของโรงเรียนประถมผมเองฮะ ในรายการคุณครูใหญ่พูดทักทายนักเรียน บางวันอ่านกลอนให้ฟัง บางวันมานำออกกำลังกาย แต่ที่ผมชอบคือ คุณครูใหญ่เล่นมายากลให้พวกผมดูด้วย สนุกมากเลย ครูใหญ่ทำได้ยังไงอะ มันเจ๋งมากเลย เดี๋ยวผมต้องลองมาฝึกเองดูบ้าง 

จากนั้นก็มีคุณครูพาทัวร์โรงเรียน คุณป้าๆ โรงอาหารพาไปดูโรงครัว แล้วจากนั้นในแต่ละวันก็จะมีคุณครูของชั้นต่างๆ ป.1 2 3 จนถึง ป.6 มาเวียนกันสอนหนังสือสนุกๆ สัก 20 นาที พวกคุณครูนี่เขาตลกดี ผมว่ามันก็ดีนะฮะ ผมได้เห็นคุณครู ได้เห็นโรงเรียนของผมบ้างตอนโรงเรียนปิด ทำให้ผมพอได้รู้ว่าสิ่งที่จะได้เจอตอนโรงเรียนเปิดจะเป็นยังไง

ผมทำการบ้านของโรงเรียนทุกวันเลยนะฮะ มันไม่ยากเลย ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ ถึงแม้ผมจะแอบได้ยินคุณครูบอกแม่ว่า ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้นะคะคุณแม่ แต่ผมก็ทำจนจบ แต่ที่ผมไม่ชอบเลยคือ การบ้านเสริมพิเศษที่แม่หามาให้ผมทำ แม่บอกว่าผมไม่ได้ไปโรงเรียน ผมควรจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นจะว่างเกินไป 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนแรกๆ ผมก็ชอบนะฮะ แต่พอต้องทำทุกวันเหมือนโดนบังคับ ผมไม่ชอบเลย แม่บอกว่าผมควรทำให้เสร็จในตอนเช้า ก็ผมไม่อยากทำตอนเช้านี่นา ช่วงอาทิตย์นั้นผมเลยรบกับแม่ทุกวัน เพราะแม่จะโกรธถ้าผมไม่ทำตามที่สั่ง แต่ถึงแม่สั่งผมก็ไม่ทำอยู่ดี ผมว่าอาทิตย์นั้นไม่สนุกเลย พอแม่โมโห แม่ก็ไม่ยอมมาเล่นกับผม ผมว่าการเล่นนี่มันก็คือการเรียนรู้นะฮะ ผมว่าผมฉลาดขึ้นเยอะเพราะการเล่นก็หลายอย่าง มันสนุกกว่าเขียนหนังสือเป็นไหนๆ 

อาทิตย์ต่อมาแม่ผมเกิดเปลี่ยนใจอะไรไม่รู้ฮะ อยู่ดีๆ แม่ก็บอกว่าไม่ต้องรีบทำการบ้านแล้ว เดี๋ยวเราออกไปขี่จักรยานเล่นกันดีกว่า โอ้โห แบบนี้ก็ดีเลยสิครับ ผมนี่ชอบขี่จักรยานมาก แล้วได้ออกไปข้างนอกตอนซากุระบานเดือนเมษามันจะดีขนาดไหน

แม่นี่น่ารักที่สุด จากนั้นทุกวันตอนเช้าหรือหลังอาหารเที่ยง ผมกับแม่จะไปขี่จักรยานกัน แม่บอกว่าช่วงนี้เราลงไปจอดเล่นที่สวนสาธารณะไม่ได้เพราะปิด แต่แค่ได้ออกไปข้างนอกปล่อยพลัง มันก็ดีสุดๆ แล้วครับ 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ตอนผมขี่จักรยานสำรวจเมือง บางทีผมก็เจอเพื่อนๆ ที่เขาออกมาเดินเล่นกับพ่อๆ แม่ๆ เหมือนกัน เราได้ทักทายกันแป๊บหนึ่ง ก็เมืองผมมันไม่ได้กว้างใหญ่ เดินๆ ไปก็เจอกันเองแหละฮะ พอพวกเราขี่จักรยานเสร็จ กลับบ้านบ่ายๆ ผมพักนิดหน่อยหลังจากได้ออกแรงไปแล้ว ผมรู้สึกเองว่าผมอยากทำการบ้านเสริมของแม่ละ ผมใช้เวลาไม่นานก็ทำเสร็จ แบบนี้มันดีกว่าเยอะนะฮะ แม่ไม่ต้องมาโมโหผมทุกวัน 

ตอนผมขี่จักรยานผ่านสวนหย่อม ผมเห็นบางครอบครัวยังออกมาเล่นกันที่สวน ผมก็สงสัยว่าทำไมเขายังออกมาเล่นนอกบ้านกัน แม่บอกว่าบางบ้านเป็นห้องเช่าเล็กๆ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาเล่นยืดแข้งยืดขา ก็ต้องพาออกมาข้างนอก อืม มันก็ช่วยไม่ได้นะ เด็กๆ อย่างผม การได้เล่นแบบไม่มีข้อจำกัดนี่คือความดีงามสุดๆ ไปเลย 

เพื่อนผมบางคนที่ทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ช่วงที่โรงเรียนโดนสั่งปิดนี่ลำบากมากเลยนะฮะ บางคนต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติที่อื่น หรือบางคนที่มีพี่ที่โตหน่อยก็ต้องอยู่บ้านกันแค่เด็กๆ แม่บอกว่าน่าเป็นห่วงนะ

เอ้อ ผมลืมบอกไป นอกจากผมที่ต้องอยู่บ้านช่วงเดือนเมษาแล้ว พ่อผมก็ต้องอยู่บ้านด้วย แม่บอกว่า พ่อต้อง Work from Home ครอบครัวเราเลยได้อยู่พร้อมหน้ากันแบบอบอุ่นจนเข้าขั้นร้อนไปเลยนะฮะ อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน แม่คงเป็นคนที่ต้องทำงานหนักหน่อย เพราะต้องดูแลอาหารการกินของพวกเราทั้งเช้า กลางวัน เย็น รวมทั้งของว่างของผมตอนบ่ายๆ ด้วย และยังต้องดูแลผม หาอะไรให้เล่น และควบคุมให้ผมอยู่ในความสงบ ตอนที่พ่อมีประชุมออนไลน์ด้วย 

การที่พ่อผมทำงานที่บ้านก็มีข้อดีนะฮะ คือผมมีที่ปรึกษาการบ้านตลอดเวลา แล้วผมก็ยังได้แอบเห็นพ่อเวลาทำงาน พ่อผมเท่มากเลย มีจอคอมพิวเตอร์ทั้งอันเล็กอันใหญ่ มีไมโครโฟน มีหูฟัง มีของเล่นดูสนุกๆ อะไรตั้งเยอะ แต่พ่อผมบอกว่า ไม่ใช่ของเล่นนะลูก มันเอาไว้ทำงาน แล้วพ่อผมก็ยังมีเพื่อนๆ มาคุยกันบนหน้าจอเป็นสิบคนเลยนะฮะ ผมก็คิดเลยว่าโตขึ้น ผมอยากจะทำงานอย่างพ่อนี่แหละ 

เวลาพ่อว่างพ่อก็จะมาแวะเล่นกับผม พ่อบอกว่าเล่นกับผมคือการพักผ่อนของพ่อ จริงฮะ เพราะเล่นกับพ่อก็คือการพักผ่อนของผมเหมือนกัน แต่แม่บอกว่าเล่นกับผมคือการทำงานของแม่ ผมไม่เข้าใจเลยฮะ เล่นกับผมเนี่ยสนุกจะตาย ทั้งเล่นต่อสู้ ซูโม่ ยูโด มวยปล้ำ เตะบอล แม่น่าจะสนุก 

แม่จะมีปัญหาทุกวันมาถามผมว่า วันนี้จะกินอะไร แม่บอกว่ามันคือเรื่องที่ยากที่สุดของแม่ในวันหนึ่งแล้วฮะ พอแม่ถาม บางทีผมไม่อยากกินข้าว ผมอยากกินขนม ผมก็บอกว่ากินช็อกโกแลตนะ แม่ก็จะบ่นงึมงำๆ แล้วเดินจากผมไป

หลังจากผมต้องอยู่บ้านเพราะโรงเรียนปิดไปเกือบ 2 เดือน วันหนึ่งแม่ก็มาบอกผมว่า ผมจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ไปแค่วันละแป๊บเดียว แล้วแบ่งเป็นไปช่วงเช้าหรือไปช่วงบ่าย ผมจะได้เรียนในห้องเรียนกับเพื่อน แต่เพื่อนผมจะมาแค่ครึ่งเดียว ผมฟังแล้วก็งงนะฮะ ครึ่งวัน ครึ่งห้อง ครึ่งเดียว แต่ไม่เป็นไรจะครึ่งจะครบจะขาด แค่ผมได้เริ่มไปโรงเรียนผมก็ดีใจแล้วฮะ 

แต่ก็มีคำสั่งจากคุณครูใหญ่ว่า ทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน พอถึงโรงเรียนต้องล้างมือ และสำคัญมากๆ คือ ทุกวันตอนเช้าผมต้องวัดไข้และบันทึกลงสมุดแล้วเอาไปให้คุณครูตอนเข้าห้อง ถ้าผมมีอุณหภูมิมากกว่า 37 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิปกติของผมอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศาเซลเซียสนะฮะ) หรือถ้ามีคนในครอบครัวมีไข้เกิน 37 องศา หรือมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายเหมือนจะมีการติดไวรัส ผมจะต้องหยุดโรงเรียน คุณครูบอกว่ามันคือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ถ้าเราสงสัยว่าจะมีอาการ ก็ไม่ควรออกไปแพร่เชื้อ 

ผมไปเรียนแบบครึ่งๆ อยู่อาทิตย์หนึ่ง จากนั้นผมก็ได้ไปเรียนแบบเกือบปกติ เรียนเต็มวันเพื่อนเต็มห้อง วันแรกๆ ที่ผมได้ไปโรงเรียนทั้งวัน ได้เจอเพื่อนครบทั้งห้อง มันสนุกมากเลยฮะ พวกเราทั้งกระโดดโลดเต้น ตะโกนคุยกันเสียงดัง จนหน้ากากอนามัยหลุดมากองอยู่ที่คาง แล้วก็มีเสียงคุณครูประกาศออกมาทางลำโพงว่า เนื่องด้วยภาวะโคโรน่าไวรัส ขอให้นักเรียนทุกคนพูดคุยกันด้วยเสียงเบาๆ อย่าตะโกน เพราะการตะโกนทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ ขอให้นักเรียนมีความสุขกับการมาโรงเรียน จบประกาศ 

 ในช่วงแรกๆ ที่ห้องเรียนของผมต้องพูดคุยเบาๆ แล้วก็ไม่วิ่งเล่นให้เราเหนื่อย และต้องหายใจแรงๆ ทางโรงเรียนเข้มงวดกับการรักษากฎต่างๆ มากๆ เลยฮะ ครูใหญ่คงไม่อยากให้เกิดมีปัญหาอะไรในโรงเรียนที่อาจทำให้พวกเราต้องหยุดเรียนอีก น่าจะเป็นโชคดีที่เมืองของผมมีจำนวนคนติดเชื้อแค่นิดหน่อย บางอาทิตย์ก็ไม่มีเลย เย่ 

ชีวิตของผมเกือบจะเป็นปกตินะฮะ ผมมีหน้ากากอนามัยเป็นอาวุธคู่กายของผม ขาดไม่ได้เลย ผมได้ไปโรงเรียนทุกวัน หลังๆ ก็ได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ สวนสาธารณะก็เปิด ไปห้องสมุดสาธารณะของเมืองได้ ไปกินข้าวนอกบ้านก็ได้ ไปว่ายน้ำได้ แต่แม่เข้าไปนั่งรอไม่ได้ พวกกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเยอะๆ ยังทำไม่ได้ แต่แค่นี้มันก็ดีพอแล้วฮะ

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

ผมได้เรียนแบบเกือบจะปกติไปจนใกล้จะจบ ป.1 แล้วครับ วันหนึ่งคุณครูก็บอกพวกผมว่า โรงเรียนจะให้แท็บเล็ตเด็กๆ คนละ 1 เครื่อง ไม่อยากจะเชื่อเลยฮะ ผมขอแม่มาตั้งหลายที แต่แม่ไม่ซื้อให้ นี่โรงเรียนจะให้ผมจริงๆ เหรอฮะ ผมกลับไปบอกแม่เรื่องนี้ แม่บอกว่า ใช่ มีจดหมายมาบอกจากโรงเรียนแล้ว ทางอำเภอจะให้แท็บเล็ตกับเด็กทุกคนในอำเภอ 

แม่บอกว่าเพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะมีต่อไปถึงเมื่อไร หนักหนาขนาดไหน อาจจะต้องปิดโรงเรียนอีก ถ้าไม่ได้ไปโรงเรียน นักเรียนก็ต้องเรียนออนไลน์ ทำการบ้านส่งคุณครูทางแท็บเล็ต ทางอำเภอเลยต้องเตรียมการล่วงหน้า เพราะไม่ใช่เด็กๆ ทุกบ้านจะมีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ ใช่ฮะ บ้านผมมีแท็บเล็ต แต่พ่อเอาไว้ใช้ทำงาน ถ้าผมต้องใช้แท็บเล็ตตอนที่พ่อผมต้องทำงานพอดี มันคงจะยุ่งมากเลย บ้านเพื่อนผมหลายคนก็ไม่มี นายอำเภอนี่รู้ใจพวกผมดีจัง 

เมื่อคุณแม่เล่าเรื่องการเรียนชั้นประถมที่ญี่ปุ่นของลูกชาย ผ่านมุมมองเด็ก ป.1 ที่ต้องเรียนออนไลน์เพราะโควิด-19

แล้วผมก็ได้แท็บเล็ตมาครอบครอง ที่โรงเรียนมีชั่วโมงสอนการใช้แท็บเล็ต แล้วก็มีคำสัญญาในการใช้ เช่น เราจะไม่เอาไปเล่นเกม (คุณครูรู้ได้ยังไง) ไม่ใช้แท็บเล็ตนอกเหนือไปจากสิ่งที่คุณครูสอน เราจะดูแลรักษาแท็บเล็ตของเราเป็นอย่างดี เพราะเราต้องใช้มันไปถึง ป.6 แน่นอนฮะ ผมจะทำตามสัญญา ในแต่ละสัปดาห์ วันศุกร์ผมจะได้เอาแท็บเล็ตกลับบ้านมาทำการบ้านในนั้น แล้วก็เอาไปส่งคุณครูในวันจันทร์ เป็นการทำตัวให้ชินถ้าต้องมีการเรียนแบบใหม่

อีกอาทิตย์หนึ่งผมก็จะจบ ป.1 ปิดเทอมใหญ่แล้วก็จะขึ้นชั้นไปอยู่ ป.2 ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สถานการณ์ต่อไปจะเป็นยังไง ตอนนี้เจ้าเชื้อโควิดมันยังอยู่กับเรา ถึงมันจะมาแบบลงๆ ขึ้นๆ แต่ผมก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ไว้เจอกันใหม่นะฮะ บ๊ายบาย

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load