พ่อๆ แม่ๆ ที่ได้ดูคลิปหรือรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายจากญี่ปุ่น คงได้เห็นภาพเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นที่ช่างน่ารัก ฉลาดแสนรู้ มีระเบียบมีวินัย ใช้งานได้ ดูแล้วก็ชื่นชม อยากให้ลูกน้อยกลอยใจเป็นแบบนั้นบ้าง ว่าแต่ต้องทำยังไง หรือแม่ญี่ปุ่นเขามีสิบหน้ายี่สิบมือถึงเลี้ยงลูกได้ดีมีคุณภาพแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช่

ด้วยประสบการณ์แบบเล่นจริงเหนื่อยจริง เราอยากจะแบ่งปันเรื่องราวส่วนหนึ่งที่จะอธิบายว่า ทำไมถึงเลี้ยงได้แบบนั้น

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ แม่ญี่ปุ่นเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ

อ้าว แล้วที่แม่ๆ ทั่วไปเลี้ยงกันมันผิดธรรมชาติหรือยังไง ลองมาดูกัน

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

แม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง จะเห็นได้จากเมื่อสาวญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกก็จะลาออกจากการทำงานเพื่อมาดูแลครอบครัว (ตอนนี้สัดส่วนของคุณแม่ทำงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แปรตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ทำงาน แต่ก็ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย)

การหาผู้ช่วยเลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านมาช่วยงานแบบแม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของที่นี่ เพราะราคาค่าจ้างสูงมาก (ค่าจ้างในการทำงานพิเศษขั้นต่ำประมาณ 200 บาทต่อชั่วโมง) และนิสัยที่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าของคนญี่ปุ่น

เหตุผลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ค่านิยมการเลี้ยงลูกเอง (โดยมีคุณพ่อเป็นคนช่วย) ยังคงมีความเข้มข้น มองไปบ้านนั้นบ้านโน้นก็เลี้ยงกันเอง ลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสามสี่ห้ากับหมาอีกหนึ่งตัว แม่คนเดียวก็ดูแลทั้งหมดได้ และการมีสถานะเป็น ‘แม่บ้าน’ ของหญิงญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่มีคุณประโยชน์ แต่เป็นสถานะที่รู้สึกถึงความ strong (วันหลังจะเล่าบทบาทแม่บ้านผู้สร้างโลกให้ฟัง) จึงทำให้แม่เลี้ยงลูกเองไม่ได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคม

เมื่อแม่ต้องเลี้ยงลูกและต้องดูแลงานบ้านไปด้วย ลูกน้อยก็จะได้อยู่กับแม่ในทุกสถานการณ์ปกติในการดำเนินชีวิต ทั้งคลานทั้งเดินตามแม่ไปรอบบ้าน ไม่ว่าแม่จะซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ลูกได้ดูผ่านตา เกิดการจดจำและเรียนรู้ แบบที่ทฤษฎีบอกเสมอว่า เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน จดจำ และเลียนแบบ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กน้อยโตในระดับที่ควบคุมความเคลื่อนไหวของตัวเองได้พอสมควร คราวนี้แม่ทำอะไร ลูกน้อยก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง อยากหยิบ อยากจับ อยากลอง และอยากเล่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและตื่นเต้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ยังถือว่าได้ทำ เมื่อทำไปบ่อยๆ ก็มีทักษะ เด็กจึงได้ทั้งเรียนทั้งรู้ทั้งสนุก ส่วนแม่ก็ได้ผู้ช่วยงาน win-win กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ แม่ไปไหน ลูกไปด้วย ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทั้งเข็นทั้งจูงลูกไปด้วย ไปบ่อยๆ ลูกน้อยก็เรียนรู้ว่าผักอันนี้ชื่ออะไร ปลาแบบนี้อร่อยไหม ราคาเท่าไหร่ เรียนเรื่องโภชนาการ การทำอาหาร ตัวเลข การเข้าสังคม สารพันจะได้เรียนรู้ จนตอนหลังๆ แม่สามารถเรียกลูกให้วิ่งไปหยิบของที่จะซื้อได้เอง บางทีลูกก็วิ่งไปหยิบขนมที่ตัวเองอยากกินมาหย่อนลงในตะกร้าหน้าตาเฉย

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เลี้ยงลูก ยิ่งลูกทำเองได้ไว แม่ยิ่งไม่เหนื่อย

อันนี้คงต่อเนื่องมาจากการที่แม่ญี่ปุ่นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้มีผู้ช่วยมาอีกสองมือสี่มือ เมื่อลูกน้อยโตจนรู้ความและแม่สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วและมากเท่าไหร่ แม่ก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ มากขึ้น กิจวัตรขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินข้าว เข้าห้องน้ำ เก็บของเล่น เรื่องพวกนี้บอกเลยว่าฝึกได้ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะต้องใช้เวลา แต่ผลนั้นคุ้มค่าทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวคุณลูก ลองคิดถึงคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน ถ้าคุณแม่ไม่ฝึกฝนคนพี่ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คงไม่ต้องคิดภาพความวุ่นวายอันเหมือนฝันร้ายของคนเป็นแม่เมื่อมีเด็กน้อย (ที่อาจจะมากกว่า 1 คน) และเบบี๋ที่แม่ต้องคอยจัดการ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนอนุบาลรับไม้ต่อ

เด็กน้อยญี่ปุ่นจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในวัย 3 ขวบเต็ม (โรงเรียนอนุบาลแบบ Yojien) ถือเป็นวัยที่พอจะรู้เรื่อง เข้าใจ รับผิดชอบ และดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มเทอมแรก เด็กจะต้องได้รับการฝึกฝนมาจากบ้านในเรื่อง เข้าห้องน้ำ (บอกได้ว่าจะไปฉี่-หรือพูดง่ายๆ คือต้องเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว) เรื่องกินข้าว คุณครูจะมีหน้าที่คือแนะนำและช่วยเหลือ เช่น ในช่วงแรก เด็กจะบอกคุณครูว่าอยากไปเข้าห้องน้ำ คุณครูก็จะพาไป ต่อมาเมื่อเด็กคุ้นเคยกับโรงเรียน เด็กๆ ก็จะวิ่งเข้าห้องน้ำได้เอง

เรื่องการทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำกล่องข้าวไปเอง เมื่อถึงเวลากินอาหาร คุณครูก็จะมีกล่องข้าวมานั่งกินกับเด็กๆ หลักๆ เด็กน้อยต้องเตรียมจัดวางผ้ารองกันเปื้อน กล่องข้าว ช้อนส้อม ถ้วยน้ำ ผ้าเช็ดปาก แล้วเริ่มกินข้าว รวมทั้งเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง (ทั้งหมดที่บอกมา อาจจะมีเด็กน้อยบางคนที่มีความงอแง ไม่อยากทำ ทำไม่จบอยู่บ้าง ส่วนนั้นคุณครูก็จะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ในห้องโดยส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ดี)

เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล ที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการอะไรเลย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือหรือตัวเลขสักอย่าง แต่จะสอนให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น มาถึงโรงเรียนต้องจัดการเอากระเป๋า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ของตัวเองไปวางในที่ที่เตรียมไว้ เล่นของเล่นเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บ และต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตัวเอง

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

สังคมเกื้อหนุน

เมื่อเด็กญี่ปุ่นเข้าสู่ชั้นประถม จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยากในสังคมเมืองไทย แต่ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปลอดภัย เด็กๆ จึงสามารถฝึกฝนให้ไปไหนมาไหนข้างนอกได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก จึงเป็นความสะดวกและสบายที่จะเดินไปกลับได้เองแบบพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างใหญ่ๆ ที่เล่าให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันแบบปกติที่เอื้อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น ได้เล่นได้เรียนได้รู้ได้เติบได้โตโดยไม่ได้ต้องไปเข้าค่ายเข้าคอร์สเสียเงินมากมายอะไร แค่สองมือสองเท้าแม่กับเวลาและความอดทนที่ให้ ไม่ว่าอะไรๆ ลูกๆ ประเทศไหนๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

การเดินทางที่ยาวไกลและนานที่สุดของฉัน เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันบินจากไทยมายุโรป เพื่อเรียนต่อ ป.โท สาขา วรรณกรรม สื่อ และวัฒนธรรมเด็ก (Children’s Literature, Media, and Culture-CLMC) 

CLMC เป็นคอร์ส ป.โท 2 ปี ในโครงการ Erasmus Mundus ของสหภาพยุโรป (EU) มีมหาวิทยาลัยร่วมกันสอน 6 แห่ง คือ Tilburg University (เนเธอร์แลนด์), Universidad Autónoma de Barcelona (สเปน), University of Wrocław (โปแลนด์), Aarhus University (เดนมาร์ก), University British Columbia (แคนาดา) และมี University of Glasgow ที่สกอตแลนด์เป็นแม่งาน นั่นหมายความว่า เราเริ่มเรียนเทอมแรกและกลับไปรับปริญญาที่นั่น ส่วนระหว่างนั้นนักเรียนก็เดินทางย้ายไปประเทศต่าง ๆ เทอมสองไปเดนมาร์ก ปิดเทอมใหญ่ไปแคนาดา (ซึ่งเราไม่ได้ไปกันเพราะล็อกดาวน์) 

เทอมสามพวกเราต้องเลือกว่าจะไปเรียนต่อสาขาอะไรเป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กับการฝึกงาน เราเลือกไปเรียนด้าน ‘การส่งเสริมการอ่าน’ (Promotion of Reading) ที่สเปน เพื่อนบางคนเลือกไปเรียนสาขา ‘การข้ามวัฒนธรรมของวรรณกรรม’ (Transcultural Trajectories) บ้างก็เลือกเรียนด้าน ‘ภาพยนตร์และการสร้างการมีส่วนร่วม’ (Film and Participatory Culture) และเทอมสุดท้าย พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ใน 6 ประเทศนี้ เพื่อเขียนทีสิสกับอาจารย์ที่ปรึกษา 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เพื่อน ๆ CLMC รุ่น 1 ฉลองคริสต์มาสแรกด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

พวกเราเหล่านักเรียนแซวกันว่า การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทุก 3 – 4 เดือนแบบนี้ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายประเทศไปแล้ว ไหนจะต้องกรอกเอกสารทำวีซ่า เจอตำรวจ แพ็กของ จองเวลาขนของ ซ่อมกระเป๋าลาก ฯลฯ ถ้าหางานด้านวรรณกรรมเด็กทำไม่ได้ ลองไปเปิดบริษัทช่วยคนย้ายประเทศดูก็แล้วกัน

ข้อเสียของการเดินทางเยอะ ๆ แบบนี้ คือพวกเราต้องรับมือกับความไม่แน่นอน ความเครียดจากการหาที่อยู่ แพ็กของ วางแผนเดินทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับตัวเข้ากับผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป (จากสังคมคนนอนเร็วในเดนมาร์ก มาสู่สังคมไม่หลับไม่นอนในสเปน) และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเรียนคอร์ส ป.โททั่ว ๆ ไป ส่วนหนึ่งเพราะค่าที่พักระยะสั้น (แพงกว่าอยู่ 1 ปีเต็ม) ไหนจะค่าเดินทางอีก เรียกได้ว่าถ้าเราไม่ได้ทุน ก็คงไม่มีโอกาสได้มาเรียนคอร์สนี้เลยตลอดชีวิต

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
กว่าจะถึงบาร์เซโลนา…

ส่วนข้อดีก็คือ พวกเราได้เห็นหนังสือ/สื่อเด็ก ห้องสมุด ร้านหนังสือ เทศกาลหนังสือมากมายหลายแบบ ซึ่งทลายความเชื่อเดิมหลาย ๆ อย่างโดยสิ้นเชิง เช่น อะไรคือสิ่งที่เด็กควรอ่าน ไม่ควรอ่าน เข้าใจ ไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้ว ‘เด็ก’ คือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร 

แม้ในวันที่เรียนจบมาแล้ว เราก็ยังคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ ซึ่งเราว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะ ‘วัยเด็ก’ ไม่ใช่อะไรที่คงที่ เด็กเมื่อวานนี้ วันนี้กับพรุ่งนี้แตกต่างกัน และเด็กคนหนึ่งก็ต่างจากเด็กอีกคนหนึ่ง หากเรามีความเชื่อบางอย่างฝังหัวว่าเด็กเป็นแบบนั้นแบบนี้ เท่ากับเราหยุดรับฟังและสังเกตเด็กจริง ๆ แล้วด่วนตัดสินพวกเขาจากมุมมองของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ขยายขอบเขตความเข้าใจเรื่อง ‘วรรณกรรมเด็ก’ ให้กว้างขึ้น

ก่อนจะมาเรียนต่อ คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ของเราจำกัดอยู่แค่หนังสือสำหรับเด็ก เช่น บอร์ดบุ๊ก นิทานภาพ หนังสือสารคดี/ความรู้สำหรับเด็ก หนังสือเรียน วรรณกรรมแปล อย่างหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ห้าสหายผจญภัย นิตยสารเด็ก เช่น เพื่อเพื่อนรัก เล่มโปรด ไปจนถึงนิยาย Young Adult ซึ่งเอาจริง ๆ แค่นี้ก็เยอะมากแล้ว

แต่คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในเชิงวิชาการที่เราเรียนมากว้างกว่านั้น มันรวมถึงงานเขียนทุกอย่างที่เด็ก (0 – 18 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) เข้าถึง รับสาร และเรียนรู้บางอย่างจากมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ 

มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก พวกเราอ่านอะไรกันบ้าง

สำหรับเรา ตอนเด็ก ๆ เราอ่านอะไรหลายอย่าง นอกจากหนังสือสำหรับเด็กที่เราว่ามาแล้ว เราก็อ่านการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเต็มไปด้วยมุกแนวผัวเมีย ผู้หญิงนมใหญ่เอวคอด มังงะ นิตยสารแนวสารคดี เวลาไปร้านบะหมี่หน้าปากซอย เราก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ (ซึ่งมักเต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรม) เวลาไปร้านทำผม เราอ่านนิตยสารแฟชั่น ขวัญเรือน นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เราก็อ่านงานเขียนออนไลน์ด้วย เช่น แฟนฟิค แปลการ์ตูน แปลเพลง ในเว็บเด็กดี และ Exteen ที่เด็ก ๆ อย่างเราเขียน อ่าน และวิจารณ์กันเอง

แม้จะฟังดูไม่เหมือนสิ่งที่เขียนมาเพื่อเด็ก แต่ในแง่การทำวิจัยสาขาวรรณกรรมเด็กแล้ว ทั้งหมดนี้เข้าข่ายวรรณกรรมเด็กทั้งสิ้น เพราะมันเป็นงานเขียนที่เด็กอ่าน และงานบางชิ้นเด็กเป็นผู้ผลิตเองด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะตั้งใจให้เด็กด้วยกันอ่านหรือไม่)

งานเขียนที่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมเสมอไป แต่ครอบคลุมถึงสื่อสมัยใหม่จำนวนมาก เช่น อีบุ๊ก ออดิโอบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน บทโทรทัศน์-ภาพยนตร์-วิดีโอเกม เพลง แม้แต่ข้อความทวิตเตอร์ ก็อยู่ในขอบข่ายของงานวิจัยด้าน ‘วรรณกรรมเด็ก’ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดารอให้เราหยิบมาอ่านและประยุกต์ใช้ อยากรู้ไหมว่าแฟนฟิคส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร มีคนทำวิจัยไว้แล้ว อยากรู้ไหมว่าหนังสือไร้คำมีประโยชน์ตรงไหน ก็หางานวิจัยอ่านได้เยอะแยะ 

ด้วยคำจำกัดความอันกว้างไกล ในคอร์สนี้เราเลยไม่ได้ทำรายงานแค่เกี่ยวกับ ‘หนังสือเด็ก’ เท่านั้น แต่ได้วิเคราะห์ทั้งเกม การใช้เฟซบุ๊กเพจของเด็กไทย แฟนฟิค กิจกรรมส่งเสริมการอ่านแบบทั้งจังหวัด ฯลฯ แล้วจบที่การเขียนทีสิสเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ในรายการทีวีเด็ก Horrible Histories (ชื่อไทย : ประวัติศาสตร์โหด-มัน-ฮา) เพื่อต่อต้านอำนาจนิยม 

วรรณกรรมหลากหลาย เพื่อสังคมที่เปิดกว้าง

อีกสิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือ การที่เราได้เห็นวรรณกรรมเด็กที่หลากหลาย ได้เห็นว่าผู้ใหญ่ในแต่ละสังคมมองเด็ก ๆ อย่างไร แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งก็คือสังคมของเขานั้นเป็นอย่างไร 

ก่อนที่เราจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน อ.ศิริพร ศรีวรกานต์ ผู้สอนวิชา Children’s Literature ให้เราที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เราตระหนักว่า หนังสือเด็กเป็นมากกว่าแค่หนังสืออ่านสนุกหรือหนังสือเรียน แต่คือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ 

ถ้าเราอยากให้คนในประเทศเรา มีความคิดเปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย และต่อสู้เพื่อความเสมอภาคสำหรับทุกคน เราต้องเริ่มให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า คนในสังคมมีหลายเชื้อชาติ มีที่มา หน้าตา ความสามารถ ความชอบวิถีชีวิต ความคิดแตกต่างกัน ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของสังคมก็มีได้หลายแบบ ไม่ว่าจะครอบครัวผู้ปกครองคนเดียว ครอบครัวบุญธรรม ครอบครัวพ่อสองคน แม่สองคน ฯลฯ และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ถ้าอยากให้ประเทศเรามีการเมืองที่ดี เป็นประชาธิปไตย ปราศจากสงคราม ความรุนแรง เราต้องสื่อสารกับเด็กว่า สภาพบ้านเมืองที่ดีเป็นแบบไหน ระบบการเมืองทำงานอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร สงครามเกิดขึ้นจากอะไรและมันแย่อย่างไร ถ้าอยากให้คนประเทศเรารักษาสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องทำให้เขาตระหนักได้ตั้งแต่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมสำคัญกับเราแค่ไหน ชุมชนเราวางแผนที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง

ความพิเศษของหนังสือเด็กคือ ไม่ได้มีแค่เด็กเท่านั้นที่อ่านและซึบซับข้อมูลในหนังสือ แต่ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือให้เด็กฟังก็ได้รับข้อมูลไปด้วย เมื่อเด็กกับผู้ใหญ่ได้อ่านหนังสือด้วยกัน ก็มีโอกาสจะได้สนทนา รับฟังกันและกัน และสร้างสรรค์โลกที่สันติและยั่งยืนร่วมกัน

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
หนังสือบางส่วนในห้องสมุดชุมชนเล็กมาก ๆ ในสกอตแลนด์ เกี่ยวกับความแตกต่างในสังคม และครอบครัวที่หย่าร้าง

เด็ก ๆ ข้างนอกกำลังอ่านอะไร 

ห้องสมุดชุมชนในประเทศที่เราไปมา ทุกแห่งมีโซนหนังสือเด็กขนาดใหญ่

ห้องสมุดเราชอบที่สุดในการเดินทางครั้งนี้คือ ห้องสมุด Dokk 1 ในเมืองออฮุส ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งให้พื้นที่กว้างทั้งชั้น 2 และ 3 เป็นพื้นที่คลาน วิ่งเล่น ปีนป่าย และวางหนังสือเด็ก แถมยังมีสนามเด็กเล่นรอบ ๆ ห้องสมุดอีกต่างหาก และเนื่องจากวงการหนังสือเด็กในเดนมาร์กค่อนข้างเล็ก ประกอบกับผู้ใหญ่ค่อนข้างใจเปิดกว้างกับแนวคิดและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นหนังสือเด็กที่แปลมาจากทั่วยุโรป รวมอยู่ในห้องสมุดชุมชนที่นี่โดยไม่ต้องไปไหนไกล เช่น หนังสือภาพเรื่อง Glassklokken จากนอร์เวย์ ซึ่งพูดถึงเด็กหญิงที่ถูกรถชนตาย หนังสือภาพ Opa Rainer weiss nitch mehr จากเยอรมนี เล่าเรื่องหลาน ๆ ที่อยู่กับคุณตาความจำเสื่อม และหนังสือสารคดี Lilla Snippaboken กับ Lilla Snoppboken จากสวีเดน ที่อธิบายเรื่องอวัยวะเพศหญิงและชาย รวมไปถึงค่านิยมทางเพศในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
สนามเด็กเล่นรอบห้องสมุด Dokk1
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดสำหรับ 0 ปีขึ้นไป) ลานจอดรถเข็นเด็กในห้องสมุด จออินเตอร์แรกทีฟที่เด็กชอบมากระโดดเล่นกัน เด็กประถมปลายจัดงานอ่านหนังสือมาราธอนและอยู่ค้างคืนห้องสมุดกันเอง (มีบรรณารักษ์ช่วยสั่งพิซซ่าให้)

หนังสือเด็กเดนิชที่เรารักที่สุด และสะท้อนถึงแนวคิดการเลี้ยงดูเด็กของเขาอย่างชัดเจน คือเรื่อง Den lille røde bog for skoleelever (คู่มือนักเรียนขบถ) ที่เขียนโดยครูสองคนในช่วง 1970 คู่มือน้อยเล่มนี้สื่อสารกับเด็ก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า สภาพการศึกษาในขณะนั้นมีปัญหาอะไร ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กยังไง การศึกษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ทั้งยังให้ความรู้อื่น ๆ ที่โรงเรียนไม่สอน เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การคุมโรคติดต่อและคุมกำเนิด การใช้สารเสพติดและผลลัพธ์ การประท้วงและเรียกร้องสิทธิ์ทางการศึกษาที่นักเรียนควรได้รับ

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดชุมชนในเดนมาร์กมีหนังสือหลายภาษา ขึ้นอยู่กับว่าในชุมชนนั้นมีคนพูดภาษาอะไรบ้าง เช่น ที่ละแวกบ้านเรามีคนไทยอยู่ เลยมีหนังสือไทย

สำหรับร้านหนังสือเด็กยอดเยี่ยม เราต้องขอยกให้ในสหราชอาณาจักร อาณาจักรแห่งวรรณกรรมเด็ก ซึ่งมีร้านหนังสืออิสระกระจายตัวอยู่ทั่วไป หลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้าน Chain Store ไฮเอนด์อย่าง Waterstones และ Foyles อุทิศพื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่งให้เด็ก ๆ ตัวอย่างเช่น ร้าน Foyles ในลอนดอนให้พื้นที่วางหนังสือเด็กทั้งชั้นกราวนด์ และเปิดให้เด็กหรือผู้ใหญ่เข้ามาอ่านหนังสือได้ตามใจชอบ วงการหนังสือเด็กภาษาอังกฤษนั้นใหญ่โตและมีชีวิตชีวา เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีนักเขียนหนังสือเด็กภาษานี้อยู่มากมาย หัวข้อและรูปแบบหนังสือก็หลากหลายตามไปด้วย (แม้จะแทบไม่แปลหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาเลยก็ตาม… ถ้าแปลมากกว่านี้จะดีมาก) 

เทรนด์ที่มาแรงตอนนี้ ก็เช่นหนังสือที่มีตัวละครเอกเป็นชนกลุ่มน้อย (BAME) หนังสือที่ Empower (ปลุกพลัง) ให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ หนังสือเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย และหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ร้านหนังสือ Foyles ในลอนดอน ชั้นล่างเป็นของเด็ก ๆ 
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
เทรนด์หนังสือเด็กในห้องสมุดและร้านหนังสือบางส่วนในสหราชอาณาจักร เช่น ขบวนการซัฟฟราเจตต์ การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม, ปกป้องสัตว์โลก, มาต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติกันเถอะ, ข่าวด่วน : จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหกทั้งเพ, พูดออกมา! ทุกคนต้องได้ยินเสียงของเรา ไม่มีใครหยุดยั้งเราได้

เนเธอร์แลนด์และสเปนเองก็เจ๋งไม่เบาในเรื่องการนำหนังสือเด็กเข้าไปอยู่ในพื้นที่ครอบครัวต่าง ๆ เช่น ร้านหนังสือในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ขายหนังสือเด็กเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะและประวัติศาสตร์ อย่างสมุดระบายสีธีมแวนโก๊ะ หนังสือภาพ/การ์ตูนเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมเด่น ๆ ในเมือง เนเธอร์แลนด์มีพิพิธภัณฑ์หนังสือเด็ก (Kinderboeken Museum) ที่เต็มไปด้วยวัตถุจัดแสดงอินเตอร์แรกทีฟสนุก ๆ ส่วนบาร์เซโลนาและเมืองต่าง ๆ ในแคว้นกาตาลัน ก็มีธรรมเนียมน่ารัก ๆ อย่างการมอบหนังสือและดอกไม้ให้กันวันแห่งความรัก (วัน St.Jordi) วันที่ 23 เมษายนของทุกปี

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
หนังสือเด็กในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในบาร์เซโลนา
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
พิพิธภัณฑ์ Kinderboeken Museum ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ มีมุมถ่ายรูปและทำกิจกรรม Hands on มากมายในธีมหนังสือเด็กยอดนิยมของที่นั่น

ย้อนกลับมามองที่ไทยบ้าง

ตอนที่เราทำงานบรรณาธิการหนังสือเด็ก เราได้มีโอกาสเห็นหนังสือต่างประเทศจากแคตตาล็อกที่ตัวแทนลิขสิทธิ์ส่งมาให้ จากหนังสือจำนวนมหาศาลนั้น สำนักพิมพ์ในไทยเลือกมาแปลได้เพียงส่วนน้อย ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน แรงงาน และเวลา หนังสือที่มั่นใจว่าขายออกจะได้รับเลือกก่อน ส่วนหนังสือที่แหวกขนบตลาดออกไปมักถูกเลือกทีหลัง หรือไม่ถูกเลือกเลย 

เช่น หนังสือที่มีภาพประกอบที่อาจทำผู้ปกครองช็อก (รูปเปลือย คนตาย การสู้รบ) ภาพสีสันไม่สดใส อาร์ตจัด ๆ หนังสือประเภทไร้คำ (คนซื้อหนังสือมองว่าไม่คุ้ม) หรือพูดถึงหัวข้อที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่เด็กไม่สนใจอ่าน ยากไป ไกลตัวไป ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การศึกษาในชาติ เช่น หนังสือเด็กเกี่ยวกับปรัชญา ความหลากหลายทางศาสนา ครอบครัวนอกขนบ LGBTQ+ การเมือง การวางผังเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย สงคราม ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ อย่างแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

หัวข้อทั้งหมดนี้มีอยู่จริงในตลาดหนังสือเด็กต่างประเทศมาหลายปีแล้ว ทั้งในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป อเมริกา (เหนือและใต้) และบางประเทศในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่อาจผ่านด่านตลาดหนังสือไทยได้ด้วยสาเหตุบางประการ

หากหนังสือเด็กคือพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ ๆ ในสังคม ก็น่าคิดว่าเด็ก ๆ ของเราเข้าถึงโอกาสนั้นมากแค่ไหน แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปกับ ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในบ้านเรา

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
ตัวอย่างหนังสือเด็กนอกขนบไทย ซึ่งเด็กในประเทศอื่น ๆ กำลังอ่านอยู่ เช่น เมื่อไดโนเสาร์ตาย (หนังสือสารคดีเล่าเรื่องความตายและการสูญเสีย), ซีโนเบีย (หนังสือแทบไร้คำเกี่ยวกับเด็กหญิงผู้ลี้ภัยที่จมน้ำตายกลางทะเล),หนังสือภาพ นี่แหละที่เขาเรียกว่า เผด็จการ, หนังสือคอมิก ฟาสซิสม์คืออะไร บางส่วนของหนังสือบอร์ดบุ๊กที่มีครอบครัวพ่อสองคน, หนังสือบอร์ดบุ๊ก หมวกแห่งศรัทธา เล่าให้เด็กเล็กสุดฟังว่าโลกเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายศาสนาความเชื่อ

Writer & Photographer

บุลวัชร เสรีชัยพร

คนทำหนังสือ/สื่อเด็ก นักสำรวจห้องสมุด ร้านหนังสือ บุ๊คแฟร์ และเจ้าของเพจ Children's Books Out There ผู้ฝันอยากให้เด็กไทยได้อ่านทุกเรื่องที่อยากรู้อย่างอิสระและสนุกสนาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load