พ่อๆ แม่ๆ ที่ได้ดูคลิปหรือรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายจากญี่ปุ่น คงได้เห็นภาพเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นที่ช่างน่ารัก ฉลาดแสนรู้ มีระเบียบมีวินัย ใช้งานได้ ดูแล้วก็ชื่นชม อยากให้ลูกน้อยกลอยใจเป็นแบบนั้นบ้าง ว่าแต่ต้องทำยังไง หรือแม่ญี่ปุ่นเขามีสิบหน้ายี่สิบมือถึงเลี้ยงลูกได้ดีมีคุณภาพแบบนั้น ก็ไม่น่าจะใช่

ด้วยประสบการณ์แบบเล่นจริงเหนื่อยจริง เราอยากจะแบ่งปันเรื่องราวส่วนหนึ่งที่จะอธิบายว่า ทำไมถึงเลี้ยงได้แบบนั้น

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ แม่ญี่ปุ่นเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ

อ้าว แล้วที่แม่ๆ ทั่วไปเลี้ยงกันมันผิดธรรมชาติหรือยังไง ลองมาดูกัน

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

แม่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

คุณแม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังนิยมดูแลครอบครัวด้วยตัวเอง จะเห็นได้จากเมื่อสาวญี่ปุ่นแต่งงานและมีลูกก็จะลาออกจากการทำงานเพื่อมาดูแลครอบครัว (ตอนนี้สัดส่วนของคุณแม่ทำงานมีจำนวนเพิ่มขึ้น แปรตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยหาเงินเลี้ยงครอบครัว ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ทำงาน แต่ก็ต้องดูแลครอบครัวควบคู่ไปด้วย)

การหาผู้ช่วยเลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านมาช่วยงานแบบแม่ๆ ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกของที่นี่ เพราะราคาค่าจ้างสูงมาก (ค่าจ้างในการทำงานพิเศษขั้นต่ำประมาณ 200 บาทต่อชั่วโมง) และนิสัยที่ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าของคนญี่ปุ่น

เหตุผลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดคือ ค่านิยมการเลี้ยงลูกเอง (โดยมีคุณพ่อเป็นคนช่วย) ยังคงมีความเข้มข้น มองไปบ้านนั้นบ้านโน้นก็เลี้ยงกันเอง ลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสามสี่ห้ากับหมาอีกหนึ่งตัว แม่คนเดียวก็ดูแลทั้งหมดได้ และการมีสถานะเป็น ‘แม่บ้าน’ ของหญิงญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้รู้สึกด้อยค่า ไม่มีคุณประโยชน์ แต่เป็นสถานะที่รู้สึกถึงความ strong (วันหลังจะเล่าบทบาทแม่บ้านผู้สร้างโลกให้ฟัง) จึงทำให้แม่เลี้ยงลูกเองไม่ได้ดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคม

เมื่อแม่ต้องเลี้ยงลูกและต้องดูแลงานบ้านไปด้วย ลูกน้อยก็จะได้อยู่กับแม่ในทุกสถานการณ์ปกติในการดำเนินชีวิต ทั้งคลานทั้งเดินตามแม่ไปรอบบ้าน ไม่ว่าแม่จะซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร ล้างจาน ลูกได้ดูผ่านตา เกิดการจดจำและเรียนรู้ แบบที่ทฤษฎีบอกเสมอว่า เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการมองเห็น ได้ยิน จดจำ และเลียนแบบ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กน้อยโตในระดับที่ควบคุมความเคลื่อนไหวของตัวเองได้พอสมควร คราวนี้แม่ทำอะไร ลูกน้อยก็จะขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง อยากหยิบ อยากจับ อยากลอง และอยากเล่น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและตื่นเต้น ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำผิดบ้างถูกบ้าง ก็ยังถือว่าได้ทำ เมื่อทำไปบ่อยๆ ก็มีทักษะ เด็กจึงได้ทั้งเรียนทั้งรู้ทั้งสนุก ส่วนแม่ก็ได้ผู้ช่วยงาน win-win กันทั้งสองฝ่าย

เมื่อไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ แม่ไปไหน ลูกไปด้วย ไม่ว่าจะงานราษฎร์งานหลวง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตก็ทั้งเข็นทั้งจูงลูกไปด้วย ไปบ่อยๆ ลูกน้อยก็เรียนรู้ว่าผักอันนี้ชื่ออะไร ปลาแบบนี้อร่อยไหม ราคาเท่าไหร่ เรียนเรื่องโภชนาการ การทำอาหาร ตัวเลข การเข้าสังคม สารพันจะได้เรียนรู้ จนตอนหลังๆ แม่สามารถเรียกลูกให้วิ่งไปหยิบของที่จะซื้อได้เอง บางทีลูกก็วิ่งไปหยิบขนมที่ตัวเองอยากกินมาหย่อนลงในตะกร้าหน้าตาเฉย

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

เลี้ยงลูก ยิ่งลูกทำเองได้ไว แม่ยิ่งไม่เหนื่อย

อันนี้คงต่อเนื่องมาจากการที่แม่ญี่ปุ่นต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ได้มีผู้ช่วยมาอีกสองมือสี่มือ เมื่อลูกน้อยโตจนรู้ความและแม่สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วและมากเท่าไหร่ แม่ก็จะมีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ มากขึ้น กิจวัตรขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินข้าว เข้าห้องน้ำ เก็บของเล่น เรื่องพวกนี้บอกเลยว่าฝึกได้ตั้งแต่เล็ก ถึงแม้จะต้องใช้เวลา แต่ผลนั้นคุ้มค่าทั้งต่อตัวคุณแม่และตัวคุณลูก ลองคิดถึงคุณแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน ถ้าคุณแม่ไม่ฝึกฝนคนพี่ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้ คงไม่ต้องคิดภาพความวุ่นวายอันเหมือนฝันร้ายของคนเป็นแม่เมื่อมีเด็กน้อย (ที่อาจจะมากกว่า 1 คน) และเบบี๋ที่แม่ต้องคอยจัดการ

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนอนุบาลรับไม้ต่อ

เด็กน้อยญี่ปุ่นจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในวัย 3 ขวบเต็ม (โรงเรียนอนุบาลแบบ Yojien) ถือเป็นวัยที่พอจะรู้เรื่อง เข้าใจ รับผิดชอบ และดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเริ่มเทอมแรก เด็กจะต้องได้รับการฝึกฝนมาจากบ้านในเรื่อง เข้าห้องน้ำ (บอกได้ว่าจะไปฉี่-หรือพูดง่ายๆ คือต้องเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้ว) เรื่องกินข้าว คุณครูจะมีหน้าที่คือแนะนำและช่วยเหลือ เช่น ในช่วงแรก เด็กจะบอกคุณครูว่าอยากไปเข้าห้องน้ำ คุณครูก็จะพาไป ต่อมาเมื่อเด็กคุ้นเคยกับโรงเรียน เด็กๆ ก็จะวิ่งเข้าห้องน้ำได้เอง

เรื่องการทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะนำกล่องข้าวไปเอง เมื่อถึงเวลากินอาหาร คุณครูก็จะมีกล่องข้าวมานั่งกินกับเด็กๆ หลักๆ เด็กน้อยต้องเตรียมจัดวางผ้ารองกันเปื้อน กล่องข้าว ช้อนส้อม ถ้วยน้ำ ผ้าเช็ดปาก แล้วเริ่มกินข้าว รวมทั้งเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง (ทั้งหมดที่บอกมา อาจจะมีเด็กน้อยบางคนที่มีความงอแง ไม่อยากทำ ทำไม่จบอยู่บ้าง ส่วนนั้นคุณครูก็จะช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ แต่เด็กๆ ในห้องโดยส่วนใหญ่สามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ดี)

เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล ที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการอะไรเลย ไม่ได้เรียนตัวหนังสือหรือตัวเลขสักอย่าง แต่จะสอนให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น มาถึงโรงเรียนต้องจัดการเอากระเป๋า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดมือ ของตัวเองไปวางในที่ที่เตรียมไว้ เล่นของเล่นเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บ และต้องทำความสะอาดพื้นที่ของตัวเอง

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก
ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

สังคมเกื้อหนุน

เมื่อเด็กญี่ปุ่นเข้าสู่ชั้นประถม จะเดินไปกลับโรงเรียนด้วยตัวเอง

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยากในสังคมเมืองไทย แต่ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างปลอดภัย เด็กๆ จึงสามารถฝึกฝนให้ไปไหนมาไหนข้างนอกได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก จึงเป็นความสะดวกและสบายที่จะเดินไปกลับได้เองแบบพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างใหญ่ๆ ที่เล่าให้เห็นสภาพชีวิตประจำวันแบบปกติที่เอื้อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น ได้เล่นได้เรียนได้รู้ได้เติบได้โตโดยไม่ได้ต้องไปเข้าค่ายเข้าคอร์สเสียเงินมากมายอะไร แค่สองมือสองเท้าแม่กับเวลาและความอดทนที่ให้ ไม่ว่าอะไรๆ ลูกๆ ประเทศไหนๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น

ทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงเก่งและช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load