The Cloud เคยเขียนถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกอันดับต้นๆ ของเมืองไทยอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่การ สัมภาษณ์ รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงการจัดกิจกรรมพาผู้อ่านไปเยี่ยมชม สถานที่ที่น่าสนใจในโรงเรียนรุ่งอรุณ

ในวาระที่โรงเรียนรุ่งอรุณมีอายุครบ 21 ปี The Cloud เลยชวนนักเรียนของโรงเรียนรุ่งอรุณมาเขียนเล่าถึงเรื่องราวอันแสนจะเป็นเอกลักษณ์ในโรงเรียนของพวกเขา ที่หาไม่ได้จากโรงเรียนอื่น

เรื่องราวทั้ง 20 เรื่องที่เหล่านักเรียนช่วยกันคิดและเขียนออกมาจะมีอะไรบ้าง จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย

1

LUNCH: DO IT OURSELVES

นักเรียนมัธยมของโรงเรียนรุ่งอรุณทำอาหารกลางวันรับประทานเอง บรรยากาศเหมือนอยู่ในรายการ MasterChef Thailand รอบแข่งแบบกลุ่ม ตัวแทนนักเรียน 5 คนของแต่ละระดับชั้นจะผลัดเวรกันมาทำอาหารที่ครัว เพื่อเลี้ยงคนประมาณ 80 – 100 คนในระดับชั้นของตน  

อาหารที่ทำต้องคำนึงถึงความสะอาด คุณค่า และรสชาติ นักเรียนมัธยมเริ่มทำอาหารตั้งแต่ 11.20 น. เพื่อกินตอนบ่ายโมง จึงมีเวลาทำประมาณ 100 นาที ยิ่งคนในกลุ่มไม่ช่วยหรือไม่ฟังกัน จะเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งและวุ่นวายที่สุด แล้วก็ยังจะมีเสียงสะท้อนร้อยแปดพันประการจากผู้บริโภคอาหารฝีมือของเราอย่างอื้ออึงด้วย

การทำอาหารรับประทานเองเป็นเรื่องที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง ได้ฝึกวางแผนและแบ่งหน้าที่ การแสดงความคิดเห็นและรับฟัง และการจัดการเวลา  

2

LUNCH: EAT EAT EAT

เพื่อนๆ ผู้รอรับประทานอาหารต่างไม่รู้เลยว่าอาหารจะออกมามีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร สิ่งที่จะได้รู้ก่อนมีแค่ชื่อเมนูกับชื่อเพื่อนที่เป็นเวร บางวันชื่อเมนูอาจฟังดูดีมาก เช่น แกงกะหรี่ไข่ออนเซน แต่ใครจะคิดว่าไข่จะถูกต้มสุกแบบแทบไหม้จนดำคล้ายไข่พะโล้ ส่วนน้ำแกงกะหรี่ก็ไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อาหารก็ยังเป็นอาหาร และไม่มีสิ่งใดให้เลือกอีก อีกทั้งความหิวก็มีอยู่และเกิดขึ้นจริง เราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารฝีมือของเพื่อนๆ ทำให้เป็นคนกินง่าย ไม่เรื่องมาก

การคำนึงถึงเรื่องของอาหารตามฤดูกาลและอาหารประจำท้องถิ่น (นานๆ จะเป็นเมนูแบบฝรั่งหรือญี่ปุ่นที่หวือหวาสักครั้ง) ทำให้เราได้รับประทานของดีในราคาที่ถูกกว่าเสมอ

ก่อนการรับประทานอาหารพร้อมกันทั้งชั้นเรียนจะมีการพิจารณาอาหาร เพื่อย้อนดูที่มาของมัน เพราะมีสิ่งมีชีวิตอื่นต้องสละชีวิตมาเป็นอาหารให้เราเกือบทุกมื้ออาหาร รวมทั้งกล่าวขอบคุณผู้ที่ลงแรงทำอาหารให้เราทาน

3

เบิกฟ้าหน้าเสาธง

‘เบิกฟ้า’ ไม่ใช่แค่การออกไปยืนและตั้งหน้าตั้งตาพูดออกไมค์ไปอย่างนั้น แต่เป็นกิจกรรมการนัดหมาย แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ บอกเล่าประสบการณ์และความรู้ บางครั้งนักเรียนก็ใส่สีสันให้การประชาสัมพันธ์น่าสนใจขึ้นได้ เบิกฟ้าจึงเป็นสีสันยามเช้าซึ่งทำให้นักเรียนตื่นเต้นไปกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น และสนุกสนานเฮฮากับลีลาการประชาสัมพันธ์ของรุ่นน้องรุ่นพี่ นอกจากนั้น เบิกฟ้ายังเป็นเวทีสำหรับฝึกนักเรียนที่สมัครใจอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำผ่านการนำแถวและทำกิจกรรมในยามเช้าอีกด้วย

4

หยดน้ำ

‘หยดน้ำ’  คือกิจกรรมการประมวลความรู้ท้ายเทอม เหมือนสอบไล่ปลายเทอมของโรงเรียนอื่น คุณครูจะออกแบบแผนการสอน และมีวิธีที่จะให้นักเรียนตามรอยความรู้ และสะสมความรู้ความเข้าใจไปเรื่อยๆ ไปจนถึงการวิเคราะห์เชิงลึกจนกว่าจะได้คุณค่า และให้นักเรียนนำเสนอความรู้ของตนในหลากหลายรูปแบบ ผ่านละคร หนังสือ นิทรรศการ หรือการจัดวงเสวนาต่างๆ

วัน ‘หยดน้ำ’ เป็นวันที่นักเรียนจะตื่นเต้นและจริงจังกว่าวันใดๆ ของเทอม เพราะต้องนำเสนอสิ่งที่ตัวเองรู้ ทั้งยังต้องเร่งรีบทำงานให้เสร็จตามเวลา นอกจากนั้น งานหยดน้ำต้องดึงดูดให้คนอื่นมาชมงาน เหล่านักเรียนจึงพยายามดูแล จัดการ และออกแบบ ให้งานมีความน่าสนใจที่สุด   

5

หน่วยการเรียน เนื้อหาธีม

ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม การเรียนของหน่วยวิชาบูรณาการต่างๆ มักเรียนเป็น ‘Theme’ โดยจะเรียนเรื่องหนึ่งอย่างรอบด้าน เช่น ระดับประถมเรียนวิชาสังคมและภาษาไทย ในหน่วยการเรียน ‘กล้วย’ นักเรียนจะได้เรียนรู้ว่ากล้วยคือพืชประเภทใด ส่วนต่างๆ ของกล้วยมีอะไรบ้าง และเรานำมาใช้ทำประโยชน์อะไรได้ นอกจากนี้ นักเรียนยังได้เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เช่น ทำขนมจากกล้วย หรือการใช้ใบตองห่อขนม วิชาภาษาไทยนักเรียนจะได้อ่านนิทาน ‘กล้วย’ เป็นต้น

นักเรียนชั้น ม.1 จะเรียนเรื่องกรุงเทพฯ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของเด็กกรุงเทพฯ อย่างเราๆ  กิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือการแบกเป้เที่ยวกรุงเทพฯ นักเรียนต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยตนเองโดยรถเมล์ รถไฟฟ้า แม้กระทั่งขึ้นเรือ ซึ่งก็พบสิ่งที่น่าสนใจตามเป้าหมายการสอนของครูจริงๆ

นักเรียนชั้น ม.2 จะขยับออกไปจังหวัดอื่นๆ ในภาคกลาง ส่วนนักเรียน ม.3 จะได้เรียน 3 ภาคที่เหลือ คือภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ แต่ไม่ว่าจะเรียนเกี่ยวกับภาคใด นักเรียนทุกคนก็จะได้ศึกษาเรื่องของภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ไปจนถึงประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละภาค

6

การศึกษาภาคสนาม

ในแต่ละเทอมนักเรียนจะศึกษาภาคสนาม 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับเด็กโตก็อาจจะมากถึง 2 –  3 ครั้ง

การศึกษาภาคสนามเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เพราะลงพื้นที่ไปศึกษาเรื่องจริง บนพื้นที่จริง จากบุคคลจริง นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว และฝากตัวเป็นลูกหลานของชาวบ้าน ครูจะสอนให้นักเรียนสร้างสานสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นฉันเครือญาติ เป็นการเรียนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ นักเรียนจะได้พัก อยู่ร่วม และทำกิจกรรม กับชาวบ้าน เรียนรู้และเคารพในภูมิรู้ของผู้อื่น และเห็นคุณค่าในทรัพยากรและธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังได้ฝึกพัฒนาความคิดอ่าน การมองเห็นประเด็น และการให้ความหมายในสิ่งต่างๆ

การอาบน้ำปลักเดียวกับควายในป่าลึก การรับประทานน้ำพริกหนอนด้วงด้วยใจที่สุดฝืน แล้วต้องคงสีหน้าให้เป็นปกติ การกินอยู่โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขที่เกือบจะเผาฝาบ้าน การขับถ่ายกลางป่าลึกท่ามกลางแสงจันทร์ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่นักเรียนต่างจดจำ เป็นกิจกรรมที่พี่รุ่นก่อนๆ บอกว่า ไม่เคยลืม

7

HOMEROOM

การโฮมรูมจะทำผ่านกิจกรรม ‘มงคลชีวิต’ เป็นช่วงเวลาของการกลับมาอยู่กับตัวเอง อาจเรียกว่าเป็นการภาวนาย่อมๆ ก็ได้ ‘มงคลชีวิต’ เป็นได้หลายรูปแบบ เช่น การปอกเปลือกส้มไม่ให้ขาดแล้วก็รับประทานส้มนั้นโดยไม่คุยกัน ข้อหลังนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขของทุกกิจกรรมมงคลชีวิต ทำให้เราได้สังเกตตนเอง  ระหว่างปอกส้มเราจะเจอความตั้งใจที่มากเกินไปของเรา ความโกรธเมื่อเปลือกส้มขาดออกจากกัน ความผิดหวังในรสชาติของส้มหากเป็นรสชาติที่เราไม่ชอบ บางคนอาจเห็นตัวเองมากขึ้นว่าเป็นคนอย่างไร เช่น เป็นคนใจร้อนหรือใจเย็น นอกจากเห็นตนเองแล้ว ก็เป็นความสนุกและความผ่อนคลายก่อนเริ่มเรียนวิชาแรกของวัน

8

ทักษะชีวิต

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 โรงเรียนให้ความสำคัญกับการสอนทักษะเพื่อเอาตัวรอดของเด็กๆ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ จึงเริ่มฝึกหัดกันตั้งแต่วัยประถม ด้วย ‘วิชาทักษะชีวิต’ ให้นักเรียนฝึกหุงข้าวด้วยฟืน และใช้เตาอั้งโล่แทนหม้อหุงข้าวไฟฟ้า (ซึ่งน้องๆ ก็ทำเป็นอยู่แล้ว) หากวันไหนหุงข้าวไหม้ นักเรียนทั้งห้องก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยการกินข้าวไหม้ด้วยกัน

กิจกรรมต่อมาคือ การต่อแพ นักเรียนจะรวบรวมสิ่งของต่างๆ รอบตัวที่ลอยน้ำได้ เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ หรือท่อนไม้ มาผูกกันให้เป็นแพ และทดลองลอยในบึงน้ำโรงเรียน และยังได้เรียนพายเรือด้วย หากใครมาโรงเรียนในช่วงนั้น อาจพบน้องตัวเล็กๆ ใส่เสื้อชูชีพสีส้มนั่งเรือหรือแพลอยวนอยู่ในบึง เป็นภาพที่น่ารักดี

9

กีฬาสี

กีฬาสีในระดับมัธยม นักเรียนมัธยม ม.6 จะเป็นแม่งาน เป็นกิจกรรมที่นานถึง 5 วัน ต้องผ่านการนำเสนอแนวคิดการจัดงาน รายละเอียดกิจกรรม การออกแบบเสื้อกีฬาสี การแสดงช่วงเปิดงาน การใช้ทรัพยากร และงบประมาณ ต่อคณะครู หากแนวคิดผ่านจึงจัดงานได้

ช่วงกีฬาสีเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคน เพราะคุณครูก็ได้พักจากการสอน และนักเรียนก็ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ส่วนการประกวดเชียร์ของแต่ละสี นักเรียนต้องคิดรูปแบบการเชียร์และซักซ้อมการเชียร์ที่ไร้เชียร์ลีดเดอร์ เพราะทุกคนต้องเป็นเชียร์ลีดเดอร์ร่วมกัน ร้องเอง เต้นเอง แปรแถวเอง ไปพร้อมๆ กัน

10

ดูแลความสะอาด

โรงเรียนรุ่งอรุณไม่มีแม่บ้านคอยดูแลทำความสะอาดห้องเรียนหรือชั้นเรียนให้ นักเรียนจะเป็นผู้ทำงานเพื่อดูแลความสะอาดสถานที่และสภาพแวดล้อมต่างๆ ด้วยตนเอง

วันแรกของการเปิดเทอม จึงเป็นวันที่นักเรียนมัธยมทุกคนต้องมาโรงเรียนให้ได้ เพราะต้องมาเลือกหน้าที่ดูแลความสะอาด ทุกคนจะยกมือแย่งหน้าที่ที่ตนอยากทำ ถ้าใครไม่มาก็อาจถูกยัดเยียดให้ทำหน้าที่ที่ไม่อยากทำ เช่น ล้างห้องน้ำ การนำเศษอาหารไปทิ้ง ตักไขมันจากบ่อกักไขมัน ซึ่งมีกลิ่นรัญจวนมาก

ช่วงเวลาทำความสะอาดคือบ่ายสองโมงถึงบ่ายสองโมงครึ่งของทุกวัน ทำแล้วเหนื่อยบ้าง แต่ก็เป็นการฝึกความอดทน เสียสละต่อส่วนรวม และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

11

โต๊ะเรียน

โต๊ะเรียนของนักเรียนมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความแปลกหรือความสวยงามอย่างเดียว หากนำโต๊ะเรียนมาต่อกัน 4 – 5  ตัวจะได้โต๊ะกลมสำหรับคุยงานหรือทำงานกลุ่มได้ หากอยากนั่งเดี่ยว นั่งคู่หรือนั่งเป็นแถวยาว ก็เคลื่อนย้ายจัดโต๊ะใหม่ได้

โต๊ะเรียนรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูนี้เหมาะกับโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญต่อการทำกิจกรรม การพูดคุยแลกเปลี่ยน อยู่เสมอ โต๊ะเรียนจึงถูกจัดใหม่เกือบทุกคาบเรียนกลายเป็นความตื่นตาตื่นใจของนักเรียน

12

เรียนรู้นอกห้องเรียน

การออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ หลายครั้งที่เราพบนักเรียนประถมนั่งวาดรูปใบไม้ ต้นไม้ที่ผ่านการสังเกตในกิจกรรมของวิชาวิทยาศาสตร์ หรือการเก็บใบไม้ ยอดไม้ แล้วนำมาทำอาหารในวิชาสังคม บางหน่วยวิชามีการทำกิจกรรมที่จริงจังและต่อเนื่องเป็นเทอม เช่นการปลูกผัก ทำนา

น้องอนุบาลยังได้เรียนรู้การทำโครงงาน เมื่อห่านในสวนป่าตัวหนึ่งป่วย เดินไม่ได้ น้องๆ ได้ศึกษาหาวิธีที่จะดูแลห่านตัวนั้น และพยายามพาห่านไปหาหมอ

หลายวิชาใช้สภาพแวดล้อมของโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือทำกิจกรรมกันนอกชั้นเรียน  นักเรียนได้ค้นพบมุมใหม่ๆ เกิดประสบการณ์ตรงผ่านการลงมือปฏิบัติ อยู่กับของจริง เรื่องจริง ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายกว่าและลึกซึ้ง

13

บรรยากาศ

โรงเรียนมีบึงใหญ่ที่สวยงาม ตึกเรียนต่างๆ สร้างโอบล้อมบึง บางกลุ่มอาคารเป็นกลุ่มเรือนไทยบ้าง เรือนไม้บ้าง หรือเป็นตึกก็มีโครงสร้างประกอบที่เป็นไม้ อีกทั้งยังมีโถง หน้าต่าง ประตูที่กว้างและเปิดโล่ง ทั้งหมดโอบล้อมด้วยหมู่ไม้และแนวไม้ มองไปที่ใดก็เห็นแต่สีเขียวของต้นไม้ทั้งน้อยใหญ่ บางบริเวณก็มีสภาพไม่ต่างกับสวนป่า

การเดินเล่นในโรงเรียนเหมือนการเดินเล่นในสวนสาธารณะ การถอดรองเท้าเดินย่ำไปทั่วตามทางเดิน สะพานไม้ ลานทราย หรือแม้แต่บุกเข้าไปในสวนป่าก็เป็นเรื่องที่สนุก และสบายใจ โรงเรียนยังมีกิจกรรมดูนก เพราะมีนกมากมายหลายพันธุ์ตามสภาพที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของมัน

14

สัตว์เลี้ยงของโรงเรียน

เราพบสัตว์หลายชนิดในโรงเรียน พวกมันมักมาอยู่อาศัยเอง เพราะที่นี่มีสภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน และคนในโรงเรียนต่างก็ปฏิบัติต่อเหล่าสัตว์นั้นอย่างเมตตาเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงของตน นักเรียนส่วนมากจะรักแมวอย่างแมวชื่อคุณชายรัชชานนท์ และรณพีร์ ที่สนิทสนมกับนักเรียนบางคนถึงขนาดว่าตอนนั่งเรียนอยู่หรือวาดรูปอยู่ แมวคุณชายจะเดินดุ่มๆ ขึ้นมานอนงีบบนตัก หรือแมวคุณป้าแพนด้าที่ตึก ม.6 ซึ่งครู บุคลากร และนักเรียน ผลัดกันเลี้ยงดู ให้อาหาร หรือพาไปหาหมอ

มีกระรอกตัวหนึ่งตกต้นไม้แล้วบาดเจ็บสาหัส นักเรียนต่างช่วยกันปฐมพยาบาลแล้วพาไปรักษากับหมอที่คลินิกรักษาสัตว์ตรงข้ามโรงเรียน หรือแม้กระทั่งคุณตา ‘ตะพาบ’ ตัวใหญ่ที่เริ่มป่วย ก็จะมีนักเรียนแวะเวียนไปดูอาการอยู่เรื่อยๆ

เหล่า ‘ตะกวด’ ที่พบมากในโรงเรียนแถวใต้ถุนตึกดูอิ่มหนำสำราญดี คงอาศัยกินปลาในบึงนั่นแหละ แม้ตะกวดเป็นสัตว์ที่ดูน่ากลัว แต่ว่าเด็กๆ ชอบมัน

15

นาข้าว

การทำนาปลูกข้าวที่โรงเรียน ไม่เหมือนการทดลองปลูกถั่วเขียวในกล่องกระดาษหรือกระดาษทิชชู รุ่งอรุณมีแปลงนาสาธิตให้นักเรียนลงไปเดินย่ำโคลน (และลื่นล้ม) เพื่อการปลูกข้าวจริงๆ โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.5 จะได้ใช้ชีวิตทั้งปีเรียนรู้ทุกสาระวิชาจากแปลงนานี้ ทั้งระบบนิเวศ การบวงสรวงพระแม่โพสพ การหว่านกล้า ดำนา ดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว รวมถึงเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ผ่านการศึกษาการเติบโตของต้นข้าว พืช  สัตว์และแมลง ที่เชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหาร เรียนหน่วยการชั่งตวงวัดในวิชาคณิตศาสตร์ผ่านการชั่งน้ำหนักข้าว เรียนวิชาสังคมศึกษาผ่านเรื่องชีวิตชาวนา การปลูกข้าว ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง การดูแลแปลงนาไม่ง่ายเลย แต่รับรองว่าหลังจบ ป.5 ไป เด็กๆ จะยังคงคิดถึงแปลงข้าวขนาดไม่ใหญ่นี้ของพวกเขา  

16

การเรียนแบบโครงงาน

การเรียนแบบโครงงานเป็นรูปแบบการเรียนรู้หลักของนักเรียนมัธยมโรงเรียนรุ่งอรุณ โดยเฉพาะการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาไทย แม้แต่วิชาภาษาอังกฤษ ศิลปะ ดนตรี ก็ยังเรียนแบบโครงงาน ความพิเศษในการทำโครงงานคือ การทำงานบนโจทย์ที่จริงมาก นักเรียนต้องไปกินอยู่ ร่วมทำกิจกรรมกับผู้คนในชุมชน สัมภาษณ์บุคคล และค้นคว้าเองภายหลัง วิเคราะห์ข้อมูลให้ได้คำตอบที่สำคัญ นักเรียนต้องศึกษาจนสร้างงานที่มีคุณค่ากลับคืนสู่ชุมชนนั้นได้ เป็นการเรียนแบบ Area Based Project โจทย์การทำโครงงานของวิชาอื่นก็จริงไม่แพ้กัน เช่นการทำทำงานศิลปะที่ตอบโจทย์ของชุมชน

17

เลือกเรียนตามสำนัก

เมื่อขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนทุกคนจะได้รับแจกใบลงทะเบียนเรียน นอกจากวิชาพื้นฐานที่บังคับเรียนตามระเบียบกระทรวงแล้ว นักเรียนยังเลือกเรียนได้อีกหลายรายวิชา เช่น Mathematics Advance การออกแบบ หัตถศิลป์ ทัศนศิลป์ ซึ่งนักเรียนต้องวางแผนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

พยายามทำความเข้าใจว่าตนมีความสนใจหรือความถนัดด้านใด ในอนาคตอยากจะศึกษาต่อด้านใด ควรต้องเตรียมความถนัดและมีความรู้ในสาขาวิชาใดเพิ่มเติม  

18

โรงเรียนอนุบาล

การเรียนอนุบาลที่โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก เพราะตอนนั้นเรายังไม่ต้องเรียนวิชาการอะไรมาก  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลงมือปฏิบัติเพื่อดูแลตนเองให้ดีและนึกถึงผู้อื่นด้วย โรงเรียนอนุบาลมีหลักในการสอนให้นักเรียน ‘กินอยู่เป็น’ เป็นสำคัญ คือให้น้องอนุบาลพึ่งตนเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน อยู่ หลับนอน ของตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการนึกถึงส่วนรวม เราจึงเห็นน้องอนุบาลทำหน้าที่จัดโต๊ะอาหาร รวมถึงการล้างจานเอง ตัดล้างกล่องนมของตนเองให้สะอาด จะได้ไม่เป็นภาระให้คนอื่นต้องมาดูแล

โรงเรียนอนุบาลจะมีธีมการเรียนที่เปลี่ยนไปทุกเทอม เช่น ธีมขนมปัง น้องอนุบาลจะได้ฝึกทำขนมปัง เรียนรู้เรื่องยีสต์ และกิจกรรมที่ต้องมีทุกวันคือ คุณครูจะพาน้องๆ ร้องเพลงและเต้นออกกำลังกายกันทุกเช้า โรงเรียนอนุบาลไม่ได้เรียนแบบแยกระดับชั้น แต่เรียนแบบชั้นคละ ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนที่อยู่ในระดับตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3 คละกันไป

พี่ที่โตกว่าจะได้ฝึกดูแลน้อง และเป็นแบบอย่างให้แก่น้อง

19

LEARNING CENTER

โรงเรียนรุ่งอรุณพยายามให้ทุกพื้นที่ในโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนทั้งการเรียนในระดับมัธยม ประถม และอนุบาล เหล่าเด็กประถมจะใช้พื้นที่ทางเดินและโถงของตึกประถม ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง จัดตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม และนำผลงานวิชาต่างๆ ของนักเรียนๆ มาจัดแสดง เช่น วางชิ้นงานงานโครงงานไว้ให้ได้ชม การแขวนป้ายความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียนในแต่ละเทอม  

ระดับมัธยมก็ปรับห้องเรียนของตนเองเป็นเหมือน Workshop หรือ Office และแสดงชิ้นงานต่างๆ ไว้เช่นกัน ห้องเรียนและตึกเรียนของโรงเรียนจึงเปรียบเหมือน Learning Center เพราะมีการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันของผู้เรียน

20

แยกขยะ

นักเรียนรุ่งอรุณแยกขยะเป็นตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล เช้าๆ เรามักเห็นนักเรียนตัวน้อยเดินแถวกันไปโรงแยกขยะหรือศูนย์รีไซเคิลที่ชูหลักการ Zero Waste ขยะทุกชิ้นต้องนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น อาหารสดทำเป็นปุ๋ย กระดาษส่งรีไซเคิล แต่จะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านกระบวนการแยกขยะก่อน มิฉะนั้นทุกอย่างก็จะปะปน และสกปรกจนนำไปทำอะไรต่อไม่ได้

โรงแยกขยะจะมีถังสีน้ำเงินใบใหญ่วางเรียงราย แต่ละถังจะถูกระบุว่าเป็นถังสำหรับใส่ขยะประเภทใด เช่น กระดาษขาว พลาสติกใส พลาสติกขุ่น  หรือแม้แต่เศษแก้วแตก ที่นี่แยกขยะค่อนข้างละเอียด อย่างเช่นปากกาลูกลื่นก็จะถูกแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน ทั้งตัวด้าม ปลอกปากกา หรือแม้แต่สปริงข้างใน

เรื่อง:   นางสาว วรัศมิ์ พิทักษ์วรรัตน์,   นางสาว ณภัทร พงศ์พนางาม,  นางสาว วันฟ้าใส เมธาคุณวุฒิ,   นางสาว อัยกมล จันทร์อัมพร,   นาย รชต อนุวนาวงศ์,   นาย ต่อสกุล ตัณฑ์ธีระชาติ
ภาพ :  โรงเรียนรุ่งอรุณ

Writer

นักเขียนรุ่งอรุณ

รชต อนุวนาวงศ์, วันฟ้าใส เมธาคุณวุฒิ, อัยกมล จันทร์อัมพร, ต่อสกุล ตัณฑ์ธีระชาติ, ณภัทร พงศ์พนางาม คือกลุ่มนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนรุ่งอรุณที่ถ่ายทอดมุมน่าประทับใจในสถานศึกษาให้คนทั่วไปรับรู้

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

การเดินทางที่ยาวไกลและนานที่สุดของฉัน เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันบินจากไทยมายุโรป เพื่อเรียนต่อ ป.โท สาขา วรรณกรรม สื่อ และวัฒนธรรมเด็ก (Children’s Literature, Media, and Culture-CLMC) 

CLMC เป็นคอร์ส ป.โท 2 ปี ในโครงการ Erasmus Mundus ของสหภาพยุโรป (EU) มีมหาวิทยาลัยร่วมกันสอน 6 แห่ง คือ Tilburg University (เนเธอร์แลนด์), Universidad Autónoma de Barcelona (สเปน), University of Wrocław (โปแลนด์), Aarhus University (เดนมาร์ก), University British Columbia (แคนาดา) และมี University of Glasgow ที่สกอตแลนด์เป็นแม่งาน นั่นหมายความว่า เราเริ่มเรียนเทอมแรกและกลับไปรับปริญญาที่นั่น ส่วนระหว่างนั้นนักเรียนก็เดินทางย้ายไปประเทศต่าง ๆ เทอมสองไปเดนมาร์ก ปิดเทอมใหญ่ไปแคนาดา (ซึ่งเราไม่ได้ไปกันเพราะล็อกดาวน์) 

เทอมสามพวกเราต้องเลือกว่าจะไปเรียนต่อสาขาอะไรเป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กับการฝึกงาน เราเลือกไปเรียนด้าน ‘การส่งเสริมการอ่าน’ (Promotion of Reading) ที่สเปน เพื่อนบางคนเลือกไปเรียนสาขา ‘การข้ามวัฒนธรรมของวรรณกรรม’ (Transcultural Trajectories) บ้างก็เลือกเรียนด้าน ‘ภาพยนตร์และการสร้างการมีส่วนร่วม’ (Film and Participatory Culture) และเทอมสุดท้าย พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ใน 6 ประเทศนี้ เพื่อเขียนทีสิสกับอาจารย์ที่ปรึกษา 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เพื่อน ๆ CLMC รุ่น 1 ฉลองคริสต์มาสแรกด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

พวกเราเหล่านักเรียนแซวกันว่า การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทุก 3 – 4 เดือนแบบนี้ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายประเทศไปแล้ว ไหนจะต้องกรอกเอกสารทำวีซ่า เจอตำรวจ แพ็กของ จองเวลาขนของ ซ่อมกระเป๋าลาก ฯลฯ ถ้าหางานด้านวรรณกรรมเด็กทำไม่ได้ ลองไปเปิดบริษัทช่วยคนย้ายประเทศดูก็แล้วกัน

ข้อเสียของการเดินทางเยอะ ๆ แบบนี้ คือพวกเราต้องรับมือกับความไม่แน่นอน ความเครียดจากการหาที่อยู่ แพ็กของ วางแผนเดินทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับตัวเข้ากับผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป (จากสังคมคนนอนเร็วในเดนมาร์ก มาสู่สังคมไม่หลับไม่นอนในสเปน) และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเรียนคอร์ส ป.โททั่ว ๆ ไป ส่วนหนึ่งเพราะค่าที่พักระยะสั้น (แพงกว่าอยู่ 1 ปีเต็ม) ไหนจะค่าเดินทางอีก เรียกได้ว่าถ้าเราไม่ได้ทุน ก็คงไม่มีโอกาสได้มาเรียนคอร์สนี้เลยตลอดชีวิต

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
กว่าจะถึงบาร์เซโลนา…

ส่วนข้อดีก็คือ พวกเราได้เห็นหนังสือ/สื่อเด็ก ห้องสมุด ร้านหนังสือ เทศกาลหนังสือมากมายหลายแบบ ซึ่งทลายความเชื่อเดิมหลาย ๆ อย่างโดยสิ้นเชิง เช่น อะไรคือสิ่งที่เด็กควรอ่าน ไม่ควรอ่าน เข้าใจ ไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้ว ‘เด็ก’ คือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร 

แม้ในวันที่เรียนจบมาแล้ว เราก็ยังคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ ซึ่งเราว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะ ‘วัยเด็ก’ ไม่ใช่อะไรที่คงที่ เด็กเมื่อวานนี้ วันนี้กับพรุ่งนี้แตกต่างกัน และเด็กคนหนึ่งก็ต่างจากเด็กอีกคนหนึ่ง หากเรามีความเชื่อบางอย่างฝังหัวว่าเด็กเป็นแบบนั้นแบบนี้ เท่ากับเราหยุดรับฟังและสังเกตเด็กจริง ๆ แล้วด่วนตัดสินพวกเขาจากมุมมองของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ขยายขอบเขตความเข้าใจเรื่อง ‘วรรณกรรมเด็ก’ ให้กว้างขึ้น

ก่อนจะมาเรียนต่อ คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ของเราจำกัดอยู่แค่หนังสือสำหรับเด็ก เช่น บอร์ดบุ๊ก นิทานภาพ หนังสือสารคดี/ความรู้สำหรับเด็ก หนังสือเรียน วรรณกรรมแปล อย่างหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ห้าสหายผจญภัย นิตยสารเด็ก เช่น เพื่อเพื่อนรัก เล่มโปรด ไปจนถึงนิยาย Young Adult ซึ่งเอาจริง ๆ แค่นี้ก็เยอะมากแล้ว

แต่คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในเชิงวิชาการที่เราเรียนมากว้างกว่านั้น มันรวมถึงงานเขียนทุกอย่างที่เด็ก (0 – 18 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) เข้าถึง รับสาร และเรียนรู้บางอย่างจากมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ 

มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก พวกเราอ่านอะไรกันบ้าง

สำหรับเรา ตอนเด็ก ๆ เราอ่านอะไรหลายอย่าง นอกจากหนังสือสำหรับเด็กที่เราว่ามาแล้ว เราก็อ่านการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเต็มไปด้วยมุกแนวผัวเมีย ผู้หญิงนมใหญ่เอวคอด มังงะ นิตยสารแนวสารคดี เวลาไปร้านบะหมี่หน้าปากซอย เราก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ (ซึ่งมักเต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรม) เวลาไปร้านทำผม เราอ่านนิตยสารแฟชั่น ขวัญเรือน นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เราก็อ่านงานเขียนออนไลน์ด้วย เช่น แฟนฟิค แปลการ์ตูน แปลเพลง ในเว็บเด็กดี และ Exteen ที่เด็ก ๆ อย่างเราเขียน อ่าน และวิจารณ์กันเอง

แม้จะฟังดูไม่เหมือนสิ่งที่เขียนมาเพื่อเด็ก แต่ในแง่การทำวิจัยสาขาวรรณกรรมเด็กแล้ว ทั้งหมดนี้เข้าข่ายวรรณกรรมเด็กทั้งสิ้น เพราะมันเป็นงานเขียนที่เด็กอ่าน และงานบางชิ้นเด็กเป็นผู้ผลิตเองด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะตั้งใจให้เด็กด้วยกันอ่านหรือไม่)

งานเขียนที่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมเสมอไป แต่ครอบคลุมถึงสื่อสมัยใหม่จำนวนมาก เช่น อีบุ๊ก ออดิโอบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน บทโทรทัศน์-ภาพยนตร์-วิดีโอเกม เพลง แม้แต่ข้อความทวิตเตอร์ ก็อยู่ในขอบข่ายของงานวิจัยด้าน ‘วรรณกรรมเด็ก’ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดารอให้เราหยิบมาอ่านและประยุกต์ใช้ อยากรู้ไหมว่าแฟนฟิคส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร มีคนทำวิจัยไว้แล้ว อยากรู้ไหมว่าหนังสือไร้คำมีประโยชน์ตรงไหน ก็หางานวิจัยอ่านได้เยอะแยะ 

ด้วยคำจำกัดความอันกว้างไกล ในคอร์สนี้เราเลยไม่ได้ทำรายงานแค่เกี่ยวกับ ‘หนังสือเด็ก’ เท่านั้น แต่ได้วิเคราะห์ทั้งเกม การใช้เฟซบุ๊กเพจของเด็กไทย แฟนฟิค กิจกรรมส่งเสริมการอ่านแบบทั้งจังหวัด ฯลฯ แล้วจบที่การเขียนทีสิสเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ในรายการทีวีเด็ก Horrible Histories (ชื่อไทย : ประวัติศาสตร์โหด-มัน-ฮา) เพื่อต่อต้านอำนาจนิยม 

วรรณกรรมหลากหลาย เพื่อสังคมที่เปิดกว้าง

อีกสิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือ การที่เราได้เห็นวรรณกรรมเด็กที่หลากหลาย ได้เห็นว่าผู้ใหญ่ในแต่ละสังคมมองเด็ก ๆ อย่างไร แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งก็คือสังคมของเขานั้นเป็นอย่างไร 

ก่อนที่เราจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน อ.ศิริพร ศรีวรกานต์ ผู้สอนวิชา Children’s Literature ให้เราที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เราตระหนักว่า หนังสือเด็กเป็นมากกว่าแค่หนังสืออ่านสนุกหรือหนังสือเรียน แต่คือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ 

ถ้าเราอยากให้คนในประเทศเรา มีความคิดเปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย และต่อสู้เพื่อความเสมอภาคสำหรับทุกคน เราต้องเริ่มให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า คนในสังคมมีหลายเชื้อชาติ มีที่มา หน้าตา ความสามารถ ความชอบวิถีชีวิต ความคิดแตกต่างกัน ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของสังคมก็มีได้หลายแบบ ไม่ว่าจะครอบครัวผู้ปกครองคนเดียว ครอบครัวบุญธรรม ครอบครัวพ่อสองคน แม่สองคน ฯลฯ และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ถ้าอยากให้ประเทศเรามีการเมืองที่ดี เป็นประชาธิปไตย ปราศจากสงคราม ความรุนแรง เราต้องสื่อสารกับเด็กว่า สภาพบ้านเมืองที่ดีเป็นแบบไหน ระบบการเมืองทำงานอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร สงครามเกิดขึ้นจากอะไรและมันแย่อย่างไร ถ้าอยากให้คนประเทศเรารักษาสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องทำให้เขาตระหนักได้ตั้งแต่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมสำคัญกับเราแค่ไหน ชุมชนเราวางแผนที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง

ความพิเศษของหนังสือเด็กคือ ไม่ได้มีแค่เด็กเท่านั้นที่อ่านและซึบซับข้อมูลในหนังสือ แต่ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือให้เด็กฟังก็ได้รับข้อมูลไปด้วย เมื่อเด็กกับผู้ใหญ่ได้อ่านหนังสือด้วยกัน ก็มีโอกาสจะได้สนทนา รับฟังกันและกัน และสร้างสรรค์โลกที่สันติและยั่งยืนร่วมกัน

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
หนังสือบางส่วนในห้องสมุดชุมชนเล็กมาก ๆ ในสกอตแลนด์ เกี่ยวกับความแตกต่างในสังคม และครอบครัวที่หย่าร้าง

เด็ก ๆ ข้างนอกกำลังอ่านอะไร 

ห้องสมุดชุมชนในประเทศที่เราไปมา ทุกแห่งมีโซนหนังสือเด็กขนาดใหญ่

ห้องสมุดเราชอบที่สุดในการเดินทางครั้งนี้คือ ห้องสมุด Dokk 1 ในเมืองออฮุส ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งให้พื้นที่กว้างทั้งชั้น 2 และ 3 เป็นพื้นที่คลาน วิ่งเล่น ปีนป่าย และวางหนังสือเด็ก แถมยังมีสนามเด็กเล่นรอบ ๆ ห้องสมุดอีกต่างหาก และเนื่องจากวงการหนังสือเด็กในเดนมาร์กค่อนข้างเล็ก ประกอบกับผู้ใหญ่ค่อนข้างใจเปิดกว้างกับแนวคิดและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นหนังสือเด็กที่แปลมาจากทั่วยุโรป รวมอยู่ในห้องสมุดชุมชนที่นี่โดยไม่ต้องไปไหนไกล เช่น หนังสือภาพเรื่อง Glassklokken จากนอร์เวย์ ซึ่งพูดถึงเด็กหญิงที่ถูกรถชนตาย หนังสือภาพ Opa Rainer weiss nitch mehr จากเยอรมนี เล่าเรื่องหลาน ๆ ที่อยู่กับคุณตาความจำเสื่อม และหนังสือสารคดี Lilla Snippaboken กับ Lilla Snoppboken จากสวีเดน ที่อธิบายเรื่องอวัยวะเพศหญิงและชาย รวมไปถึงค่านิยมทางเพศในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
สนามเด็กเล่นรอบห้องสมุด Dokk1
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดสำหรับ 0 ปีขึ้นไป) ลานจอดรถเข็นเด็กในห้องสมุด จออินเตอร์แรกทีฟที่เด็กชอบมากระโดดเล่นกัน เด็กประถมปลายจัดงานอ่านหนังสือมาราธอนและอยู่ค้างคืนห้องสมุดกันเอง (มีบรรณารักษ์ช่วยสั่งพิซซ่าให้)

หนังสือเด็กเดนิชที่เรารักที่สุด และสะท้อนถึงแนวคิดการเลี้ยงดูเด็กของเขาอย่างชัดเจน คือเรื่อง Den lille røde bog for skoleelever (คู่มือนักเรียนขบถ) ที่เขียนโดยครูสองคนในช่วง 1970 คู่มือน้อยเล่มนี้สื่อสารกับเด็ก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า สภาพการศึกษาในขณะนั้นมีปัญหาอะไร ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กยังไง การศึกษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ทั้งยังให้ความรู้อื่น ๆ ที่โรงเรียนไม่สอน เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การคุมโรคติดต่อและคุมกำเนิด การใช้สารเสพติดและผลลัพธ์ การประท้วงและเรียกร้องสิทธิ์ทางการศึกษาที่นักเรียนควรได้รับ

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดชุมชนในเดนมาร์กมีหนังสือหลายภาษา ขึ้นอยู่กับว่าในชุมชนนั้นมีคนพูดภาษาอะไรบ้าง เช่น ที่ละแวกบ้านเรามีคนไทยอยู่ เลยมีหนังสือไทย

สำหรับร้านหนังสือเด็กยอดเยี่ยม เราต้องขอยกให้ในสหราชอาณาจักร อาณาจักรแห่งวรรณกรรมเด็ก ซึ่งมีร้านหนังสืออิสระกระจายตัวอยู่ทั่วไป หลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้าน Chain Store ไฮเอนด์อย่าง Waterstones และ Foyles อุทิศพื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่งให้เด็ก ๆ ตัวอย่างเช่น ร้าน Foyles ในลอนดอนให้พื้นที่วางหนังสือเด็กทั้งชั้นกราวนด์ และเปิดให้เด็กหรือผู้ใหญ่เข้ามาอ่านหนังสือได้ตามใจชอบ วงการหนังสือเด็กภาษาอังกฤษนั้นใหญ่โตและมีชีวิตชีวา เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีนักเขียนหนังสือเด็กภาษานี้อยู่มากมาย หัวข้อและรูปแบบหนังสือก็หลากหลายตามไปด้วย (แม้จะแทบไม่แปลหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาเลยก็ตาม… ถ้าแปลมากกว่านี้จะดีมาก) 

เทรนด์ที่มาแรงตอนนี้ ก็เช่นหนังสือที่มีตัวละครเอกเป็นชนกลุ่มน้อย (BAME) หนังสือที่ Empower (ปลุกพลัง) ให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ หนังสือเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย และหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ร้านหนังสือ Foyles ในลอนดอน ชั้นล่างเป็นของเด็ก ๆ 
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
เทรนด์หนังสือเด็กในห้องสมุดและร้านหนังสือบางส่วนในสหราชอาณาจักร เช่น ขบวนการซัฟฟราเจตต์ การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม, ปกป้องสัตว์โลก, มาต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติกันเถอะ, ข่าวด่วน : จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหกทั้งเพ, พูดออกมา! ทุกคนต้องได้ยินเสียงของเรา ไม่มีใครหยุดยั้งเราได้

เนเธอร์แลนด์และสเปนเองก็เจ๋งไม่เบาในเรื่องการนำหนังสือเด็กเข้าไปอยู่ในพื้นที่ครอบครัวต่าง ๆ เช่น ร้านหนังสือในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ขายหนังสือเด็กเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะและประวัติศาสตร์ อย่างสมุดระบายสีธีมแวนโก๊ะ หนังสือภาพ/การ์ตูนเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมเด่น ๆ ในเมือง เนเธอร์แลนด์มีพิพิธภัณฑ์หนังสือเด็ก (Kinderboeken Museum) ที่เต็มไปด้วยวัตถุจัดแสดงอินเตอร์แรกทีฟสนุก ๆ ส่วนบาร์เซโลนาและเมืองต่าง ๆ ในแคว้นกาตาลัน ก็มีธรรมเนียมน่ารัก ๆ อย่างการมอบหนังสือและดอกไม้ให้กันวันแห่งความรัก (วัน St.Jordi) วันที่ 23 เมษายนของทุกปี

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
หนังสือเด็กในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในบาร์เซโลนา
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
พิพิธภัณฑ์ Kinderboeken Museum ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ มีมุมถ่ายรูปและทำกิจกรรม Hands on มากมายในธีมหนังสือเด็กยอดนิยมของที่นั่น

ย้อนกลับมามองที่ไทยบ้าง

ตอนที่เราทำงานบรรณาธิการหนังสือเด็ก เราได้มีโอกาสเห็นหนังสือต่างประเทศจากแคตตาล็อกที่ตัวแทนลิขสิทธิ์ส่งมาให้ จากหนังสือจำนวนมหาศาลนั้น สำนักพิมพ์ในไทยเลือกมาแปลได้เพียงส่วนน้อย ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน แรงงาน และเวลา หนังสือที่มั่นใจว่าขายออกจะได้รับเลือกก่อน ส่วนหนังสือที่แหวกขนบตลาดออกไปมักถูกเลือกทีหลัง หรือไม่ถูกเลือกเลย 

เช่น หนังสือที่มีภาพประกอบที่อาจทำผู้ปกครองช็อก (รูปเปลือย คนตาย การสู้รบ) ภาพสีสันไม่สดใส อาร์ตจัด ๆ หนังสือประเภทไร้คำ (คนซื้อหนังสือมองว่าไม่คุ้ม) หรือพูดถึงหัวข้อที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่เด็กไม่สนใจอ่าน ยากไป ไกลตัวไป ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การศึกษาในชาติ เช่น หนังสือเด็กเกี่ยวกับปรัชญา ความหลากหลายทางศาสนา ครอบครัวนอกขนบ LGBTQ+ การเมือง การวางผังเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย สงคราม ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ อย่างแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

หัวข้อทั้งหมดนี้มีอยู่จริงในตลาดหนังสือเด็กต่างประเทศมาหลายปีแล้ว ทั้งในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป อเมริกา (เหนือและใต้) และบางประเทศในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่อาจผ่านด่านตลาดหนังสือไทยได้ด้วยสาเหตุบางประการ

หากหนังสือเด็กคือพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ ๆ ในสังคม ก็น่าคิดว่าเด็ก ๆ ของเราเข้าถึงโอกาสนั้นมากแค่ไหน แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปกับ ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในบ้านเรา

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
ตัวอย่างหนังสือเด็กนอกขนบไทย ซึ่งเด็กในประเทศอื่น ๆ กำลังอ่านอยู่ เช่น เมื่อไดโนเสาร์ตาย (หนังสือสารคดีเล่าเรื่องความตายและการสูญเสีย), ซีโนเบีย (หนังสือแทบไร้คำเกี่ยวกับเด็กหญิงผู้ลี้ภัยที่จมน้ำตายกลางทะเล),หนังสือภาพ นี่แหละที่เขาเรียกว่า เผด็จการ, หนังสือคอมิก ฟาสซิสม์คืออะไร บางส่วนของหนังสือบอร์ดบุ๊กที่มีครอบครัวพ่อสองคน, หนังสือบอร์ดบุ๊ก หมวกแห่งศรัทธา เล่าให้เด็กเล็กสุดฟังว่าโลกเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายศาสนาความเชื่อ

Writer & Photographer

บุลวัชร เสรีชัยพร

คนทำหนังสือ/สื่อเด็ก นักสำรวจห้องสมุด ร้านหนังสือ บุ๊คแฟร์ และเจ้าของเพจ Children's Books Out There ผู้ฝันอยากให้เด็กไทยได้อ่านทุกเรื่องที่อยากรู้อย่างอิสระและสนุกสนาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load