The Cloud เคยเขียนถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกอันดับต้นๆ ของเมืองไทยอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่การ สัมภาษณ์ รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงการจัดกิจกรรมพาผู้อ่านไปเยี่ยมชม สถานที่ที่น่าสนใจในโรงเรียนรุ่งอรุณ

ในวาระที่โรงเรียนรุ่งอรุณมีอายุครบ 21 ปี The Cloud เลยชวนนักเรียนของโรงเรียนรุ่งอรุณมาเขียนเล่าถึงเรื่องราวอันแสนจะเป็นเอกลักษณ์ในโรงเรียนของพวกเขา ที่หาไม่ได้จากโรงเรียนอื่น

เรื่องราวทั้ง 20 เรื่องที่เหล่านักเรียนช่วยกันคิดและเขียนออกมาจะมีอะไรบ้าง จะน่าสนใจแค่ไหน ไปดูกันเลย

1

LUNCH: DO IT OURSELVES

นักเรียนมัธยมของโรงเรียนรุ่งอรุณทำอาหารกลางวันรับประทานเอง บรรยากาศเหมือนอยู่ในรายการ MasterChef Thailand รอบแข่งแบบกลุ่ม ตัวแทนนักเรียน 5 คนของแต่ละระดับชั้นจะผลัดเวรกันมาทำอาหารที่ครัว เพื่อเลี้ยงคนประมาณ 80 – 100 คนในระดับชั้นของตน  

อาหารที่ทำต้องคำนึงถึงความสะอาด คุณค่า และรสชาติ นักเรียนมัธยมเริ่มทำอาหารตั้งแต่ 11.20 น. เพื่อกินตอนบ่ายโมง จึงมีเวลาทำประมาณ 100 นาที ยิ่งคนในกลุ่มไม่ช่วยหรือไม่ฟังกัน จะเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งและวุ่นวายที่สุด แล้วก็ยังจะมีเสียงสะท้อนร้อยแปดพันประการจากผู้บริโภคอาหารฝีมือของเราอย่างอื้ออึงด้วย

การทำอาหารรับประทานเองเป็นเรื่องที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง ได้ฝึกวางแผนและแบ่งหน้าที่ การแสดงความคิดเห็นและรับฟัง และการจัดการเวลา  

2

LUNCH: EAT EAT EAT

เพื่อนๆ ผู้รอรับประทานอาหารต่างไม่รู้เลยว่าอาหารจะออกมามีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร สิ่งที่จะได้รู้ก่อนมีแค่ชื่อเมนูกับชื่อเพื่อนที่เป็นเวร บางวันชื่อเมนูอาจฟังดูดีมาก เช่น แกงกะหรี่ไข่ออนเซน แต่ใครจะคิดว่าไข่จะถูกต้มสุกแบบแทบไหม้จนดำคล้ายไข่พะโล้ ส่วนน้ำแกงกะหรี่ก็ไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อาหารก็ยังเป็นอาหาร และไม่มีสิ่งใดให้เลือกอีก อีกทั้งความหิวก็มีอยู่และเกิดขึ้นจริง เราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารฝีมือของเพื่อนๆ ทำให้เป็นคนกินง่าย ไม่เรื่องมาก

การคำนึงถึงเรื่องของอาหารตามฤดูกาลและอาหารประจำท้องถิ่น (นานๆ จะเป็นเมนูแบบฝรั่งหรือญี่ปุ่นที่หวือหวาสักครั้ง) ทำให้เราได้รับประทานของดีในราคาที่ถูกกว่าเสมอ

ก่อนการรับประทานอาหารพร้อมกันทั้งชั้นเรียนจะมีการพิจารณาอาหาร เพื่อย้อนดูที่มาของมัน เพราะมีสิ่งมีชีวิตอื่นต้องสละชีวิตมาเป็นอาหารให้เราเกือบทุกมื้ออาหาร รวมทั้งกล่าวขอบคุณผู้ที่ลงแรงทำอาหารให้เราทาน

3

เบิกฟ้าหน้าเสาธง

‘เบิกฟ้า’ ไม่ใช่แค่การออกไปยืนและตั้งหน้าตั้งตาพูดออกไมค์ไปอย่างนั้น แต่เป็นกิจกรรมการนัดหมาย แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ บอกเล่าประสบการณ์และความรู้ บางครั้งนักเรียนก็ใส่สีสันให้การประชาสัมพันธ์น่าสนใจขึ้นได้ เบิกฟ้าจึงเป็นสีสันยามเช้าซึ่งทำให้นักเรียนตื่นเต้นไปกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น และสนุกสนานเฮฮากับลีลาการประชาสัมพันธ์ของรุ่นน้องรุ่นพี่ นอกจากนั้น เบิกฟ้ายังเป็นเวทีสำหรับฝึกนักเรียนที่สมัครใจอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำผ่านการนำแถวและทำกิจกรรมในยามเช้าอีกด้วย

4

หยดน้ำ

‘หยดน้ำ’  คือกิจกรรมการประมวลความรู้ท้ายเทอม เหมือนสอบไล่ปลายเทอมของโรงเรียนอื่น คุณครูจะออกแบบแผนการสอน และมีวิธีที่จะให้นักเรียนตามรอยความรู้ และสะสมความรู้ความเข้าใจไปเรื่อยๆ ไปจนถึงการวิเคราะห์เชิงลึกจนกว่าจะได้คุณค่า และให้นักเรียนนำเสนอความรู้ของตนในหลากหลายรูปแบบ ผ่านละคร หนังสือ นิทรรศการ หรือการจัดวงเสวนาต่างๆ

วัน ‘หยดน้ำ’ เป็นวันที่นักเรียนจะตื่นเต้นและจริงจังกว่าวันใดๆ ของเทอม เพราะต้องนำเสนอสิ่งที่ตัวเองรู้ ทั้งยังต้องเร่งรีบทำงานให้เสร็จตามเวลา นอกจากนั้น งานหยดน้ำต้องดึงดูดให้คนอื่นมาชมงาน เหล่านักเรียนจึงพยายามดูแล จัดการ และออกแบบ ให้งานมีความน่าสนใจที่สุด   

5

หน่วยการเรียน เนื้อหาธีม

ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม การเรียนของหน่วยวิชาบูรณาการต่างๆ มักเรียนเป็น ‘Theme’ โดยจะเรียนเรื่องหนึ่งอย่างรอบด้าน เช่น ระดับประถมเรียนวิชาสังคมและภาษาไทย ในหน่วยการเรียน ‘กล้วย’ นักเรียนจะได้เรียนรู้ว่ากล้วยคือพืชประเภทใด ส่วนต่างๆ ของกล้วยมีอะไรบ้าง และเรานำมาใช้ทำประโยชน์อะไรได้ นอกจากนี้ นักเรียนยังได้เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เช่น ทำขนมจากกล้วย หรือการใช้ใบตองห่อขนม วิชาภาษาไทยนักเรียนจะได้อ่านนิทาน ‘กล้วย’ เป็นต้น

นักเรียนชั้น ม.1 จะเรียนเรื่องกรุงเทพฯ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวของเด็กกรุงเทพฯ อย่างเราๆ  กิจกรรมหนึ่งที่สนุกมากคือการแบกเป้เที่ยวกรุงเทพฯ นักเรียนต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยตนเองโดยรถเมล์ รถไฟฟ้า แม้กระทั่งขึ้นเรือ ซึ่งก็พบสิ่งที่น่าสนใจตามเป้าหมายการสอนของครูจริงๆ

นักเรียนชั้น ม.2 จะขยับออกไปจังหวัดอื่นๆ ในภาคกลาง ส่วนนักเรียน ม.3 จะได้เรียน 3 ภาคที่เหลือ คือภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ แต่ไม่ว่าจะเรียนเกี่ยวกับภาคใด นักเรียนทุกคนก็จะได้ศึกษาเรื่องของภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ไปจนถึงประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละภาค

6

การศึกษาภาคสนาม

ในแต่ละเทอมนักเรียนจะศึกษาภาคสนาม 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับเด็กโตก็อาจจะมากถึง 2 –  3 ครั้ง

การศึกษาภาคสนามเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เพราะลงพื้นที่ไปศึกษาเรื่องจริง บนพื้นที่จริง จากบุคคลจริง นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว และฝากตัวเป็นลูกหลานของชาวบ้าน ครูจะสอนให้นักเรียนสร้างสานสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นฉันเครือญาติ เป็นการเรียนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ นักเรียนจะได้พัก อยู่ร่วม และทำกิจกรรม กับชาวบ้าน เรียนรู้และเคารพในภูมิรู้ของผู้อื่น และเห็นคุณค่าในทรัพยากรและธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังได้ฝึกพัฒนาความคิดอ่าน การมองเห็นประเด็น และการให้ความหมายในสิ่งต่างๆ

การอาบน้ำปลักเดียวกับควายในป่าลึก การรับประทานน้ำพริกหนอนด้วงด้วยใจที่สุดฝืน แล้วต้องคงสีหน้าให้เป็นปกติ การกินอยู่โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขที่เกือบจะเผาฝาบ้าน การขับถ่ายกลางป่าลึกท่ามกลางแสงจันทร์ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่นักเรียนต่างจดจำ เป็นกิจกรรมที่พี่รุ่นก่อนๆ บอกว่า ไม่เคยลืม

7

HOMEROOM

การโฮมรูมจะทำผ่านกิจกรรม ‘มงคลชีวิต’ เป็นช่วงเวลาของการกลับมาอยู่กับตัวเอง อาจเรียกว่าเป็นการภาวนาย่อมๆ ก็ได้ ‘มงคลชีวิต’ เป็นได้หลายรูปแบบ เช่น การปอกเปลือกส้มไม่ให้ขาดแล้วก็รับประทานส้มนั้นโดยไม่คุยกัน ข้อหลังนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขของทุกกิจกรรมมงคลชีวิต ทำให้เราได้สังเกตตนเอง  ระหว่างปอกส้มเราจะเจอความตั้งใจที่มากเกินไปของเรา ความโกรธเมื่อเปลือกส้มขาดออกจากกัน ความผิดหวังในรสชาติของส้มหากเป็นรสชาติที่เราไม่ชอบ บางคนอาจเห็นตัวเองมากขึ้นว่าเป็นคนอย่างไร เช่น เป็นคนใจร้อนหรือใจเย็น นอกจากเห็นตนเองแล้ว ก็เป็นความสนุกและความผ่อนคลายก่อนเริ่มเรียนวิชาแรกของวัน

8

ทักษะชีวิต

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 โรงเรียนให้ความสำคัญกับการสอนทักษะเพื่อเอาตัวรอดของเด็กๆ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ จึงเริ่มฝึกหัดกันตั้งแต่วัยประถม ด้วย ‘วิชาทักษะชีวิต’ ให้นักเรียนฝึกหุงข้าวด้วยฟืน และใช้เตาอั้งโล่แทนหม้อหุงข้าวไฟฟ้า (ซึ่งน้องๆ ก็ทำเป็นอยู่แล้ว) หากวันไหนหุงข้าวไหม้ นักเรียนทั้งห้องก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยการกินข้าวไหม้ด้วยกัน

กิจกรรมต่อมาคือ การต่อแพ นักเรียนจะรวบรวมสิ่งของต่างๆ รอบตัวที่ลอยน้ำได้ เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ หรือท่อนไม้ มาผูกกันให้เป็นแพ และทดลองลอยในบึงน้ำโรงเรียน และยังได้เรียนพายเรือด้วย หากใครมาโรงเรียนในช่วงนั้น อาจพบน้องตัวเล็กๆ ใส่เสื้อชูชีพสีส้มนั่งเรือหรือแพลอยวนอยู่ในบึง เป็นภาพที่น่ารักดี

9

กีฬาสี

กีฬาสีในระดับมัธยม นักเรียนมัธยม ม.6 จะเป็นแม่งาน เป็นกิจกรรมที่นานถึง 5 วัน ต้องผ่านการนำเสนอแนวคิดการจัดงาน รายละเอียดกิจกรรม การออกแบบเสื้อกีฬาสี การแสดงช่วงเปิดงาน การใช้ทรัพยากร และงบประมาณ ต่อคณะครู หากแนวคิดผ่านจึงจัดงานได้

ช่วงกีฬาสีเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคน เพราะคุณครูก็ได้พักจากการสอน และนักเรียนก็ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ส่วนการประกวดเชียร์ของแต่ละสี นักเรียนต้องคิดรูปแบบการเชียร์และซักซ้อมการเชียร์ที่ไร้เชียร์ลีดเดอร์ เพราะทุกคนต้องเป็นเชียร์ลีดเดอร์ร่วมกัน ร้องเอง เต้นเอง แปรแถวเอง ไปพร้อมๆ กัน

10

ดูแลความสะอาด

โรงเรียนรุ่งอรุณไม่มีแม่บ้านคอยดูแลทำความสะอาดห้องเรียนหรือชั้นเรียนให้ นักเรียนจะเป็นผู้ทำงานเพื่อดูแลความสะอาดสถานที่และสภาพแวดล้อมต่างๆ ด้วยตนเอง

วันแรกของการเปิดเทอม จึงเป็นวันที่นักเรียนมัธยมทุกคนต้องมาโรงเรียนให้ได้ เพราะต้องมาเลือกหน้าที่ดูแลความสะอาด ทุกคนจะยกมือแย่งหน้าที่ที่ตนอยากทำ ถ้าใครไม่มาก็อาจถูกยัดเยียดให้ทำหน้าที่ที่ไม่อยากทำ เช่น ล้างห้องน้ำ การนำเศษอาหารไปทิ้ง ตักไขมันจากบ่อกักไขมัน ซึ่งมีกลิ่นรัญจวนมาก

ช่วงเวลาทำความสะอาดคือบ่ายสองโมงถึงบ่ายสองโมงครึ่งของทุกวัน ทำแล้วเหนื่อยบ้าง แต่ก็เป็นการฝึกความอดทน เสียสละต่อส่วนรวม และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

11

โต๊ะเรียน

โต๊ะเรียนของนักเรียนมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความแปลกหรือความสวยงามอย่างเดียว หากนำโต๊ะเรียนมาต่อกัน 4 – 5  ตัวจะได้โต๊ะกลมสำหรับคุยงานหรือทำงานกลุ่มได้ หากอยากนั่งเดี่ยว นั่งคู่หรือนั่งเป็นแถวยาว ก็เคลื่อนย้ายจัดโต๊ะใหม่ได้

โต๊ะเรียนรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูนี้เหมาะกับโรงเรียนรุ่งอรุณที่มีการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญต่อการทำกิจกรรม การพูดคุยแลกเปลี่ยน อยู่เสมอ โต๊ะเรียนจึงถูกจัดใหม่เกือบทุกคาบเรียนกลายเป็นความตื่นตาตื่นใจของนักเรียน

12

เรียนรู้นอกห้องเรียน

การออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ หลายครั้งที่เราพบนักเรียนประถมนั่งวาดรูปใบไม้ ต้นไม้ที่ผ่านการสังเกตในกิจกรรมของวิชาวิทยาศาสตร์ หรือการเก็บใบไม้ ยอดไม้ แล้วนำมาทำอาหารในวิชาสังคม บางหน่วยวิชามีการทำกิจกรรมที่จริงจังและต่อเนื่องเป็นเทอม เช่นการปลูกผัก ทำนา

น้องอนุบาลยังได้เรียนรู้การทำโครงงาน เมื่อห่านในสวนป่าตัวหนึ่งป่วย เดินไม่ได้ น้องๆ ได้ศึกษาหาวิธีที่จะดูแลห่านตัวนั้น และพยายามพาห่านไปหาหมอ

หลายวิชาใช้สภาพแวดล้อมของโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือทำกิจกรรมกันนอกชั้นเรียน  นักเรียนได้ค้นพบมุมใหม่ๆ เกิดประสบการณ์ตรงผ่านการลงมือปฏิบัติ อยู่กับของจริง เรื่องจริง ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายกว่าและลึกซึ้ง

13

บรรยากาศ

โรงเรียนมีบึงใหญ่ที่สวยงาม ตึกเรียนต่างๆ สร้างโอบล้อมบึง บางกลุ่มอาคารเป็นกลุ่มเรือนไทยบ้าง เรือนไม้บ้าง หรือเป็นตึกก็มีโครงสร้างประกอบที่เป็นไม้ อีกทั้งยังมีโถง หน้าต่าง ประตูที่กว้างและเปิดโล่ง ทั้งหมดโอบล้อมด้วยหมู่ไม้และแนวไม้ มองไปที่ใดก็เห็นแต่สีเขียวของต้นไม้ทั้งน้อยใหญ่ บางบริเวณก็มีสภาพไม่ต่างกับสวนป่า

การเดินเล่นในโรงเรียนเหมือนการเดินเล่นในสวนสาธารณะ การถอดรองเท้าเดินย่ำไปทั่วตามทางเดิน สะพานไม้ ลานทราย หรือแม้แต่บุกเข้าไปในสวนป่าก็เป็นเรื่องที่สนุก และสบายใจ โรงเรียนยังมีกิจกรรมดูนก เพราะมีนกมากมายหลายพันธุ์ตามสภาพที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของมัน

14

สัตว์เลี้ยงของโรงเรียน

เราพบสัตว์หลายชนิดในโรงเรียน พวกมันมักมาอยู่อาศัยเอง เพราะที่นี่มีสภาพที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน และคนในโรงเรียนต่างก็ปฏิบัติต่อเหล่าสัตว์นั้นอย่างเมตตาเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงของตน นักเรียนส่วนมากจะรักแมวอย่างแมวชื่อคุณชายรัชชานนท์ และรณพีร์ ที่สนิทสนมกับนักเรียนบางคนถึงขนาดว่าตอนนั่งเรียนอยู่หรือวาดรูปอยู่ แมวคุณชายจะเดินดุ่มๆ ขึ้นมานอนงีบบนตัก หรือแมวคุณป้าแพนด้าที่ตึก ม.6 ซึ่งครู บุคลากร และนักเรียน ผลัดกันเลี้ยงดู ให้อาหาร หรือพาไปหาหมอ

มีกระรอกตัวหนึ่งตกต้นไม้แล้วบาดเจ็บสาหัส นักเรียนต่างช่วยกันปฐมพยาบาลแล้วพาไปรักษากับหมอที่คลินิกรักษาสัตว์ตรงข้ามโรงเรียน หรือแม้กระทั่งคุณตา ‘ตะพาบ’ ตัวใหญ่ที่เริ่มป่วย ก็จะมีนักเรียนแวะเวียนไปดูอาการอยู่เรื่อยๆ

เหล่า ‘ตะกวด’ ที่พบมากในโรงเรียนแถวใต้ถุนตึกดูอิ่มหนำสำราญดี คงอาศัยกินปลาในบึงนั่นแหละ แม้ตะกวดเป็นสัตว์ที่ดูน่ากลัว แต่ว่าเด็กๆ ชอบมัน

15

นาข้าว

การทำนาปลูกข้าวที่โรงเรียน ไม่เหมือนการทดลองปลูกถั่วเขียวในกล่องกระดาษหรือกระดาษทิชชู รุ่งอรุณมีแปลงนาสาธิตให้นักเรียนลงไปเดินย่ำโคลน (และลื่นล้ม) เพื่อการปลูกข้าวจริงๆ โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.5 จะได้ใช้ชีวิตทั้งปีเรียนรู้ทุกสาระวิชาจากแปลงนานี้ ทั้งระบบนิเวศ การบวงสรวงพระแม่โพสพ การหว่านกล้า ดำนา ดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว รวมถึงเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ผ่านการศึกษาการเติบโตของต้นข้าว พืช  สัตว์และแมลง ที่เชื่อมโยงกันผ่านห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหาร เรียนหน่วยการชั่งตวงวัดในวิชาคณิตศาสตร์ผ่านการชั่งน้ำหนักข้าว เรียนวิชาสังคมศึกษาผ่านเรื่องชีวิตชาวนา การปลูกข้าว ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง การดูแลแปลงนาไม่ง่ายเลย แต่รับรองว่าหลังจบ ป.5 ไป เด็กๆ จะยังคงคิดถึงแปลงข้าวขนาดไม่ใหญ่นี้ของพวกเขา  

16

การเรียนแบบโครงงาน

การเรียนแบบโครงงานเป็นรูปแบบการเรียนรู้หลักของนักเรียนมัธยมโรงเรียนรุ่งอรุณ โดยเฉพาะการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา วิชาภาษาไทย แม้แต่วิชาภาษาอังกฤษ ศิลปะ ดนตรี ก็ยังเรียนแบบโครงงาน ความพิเศษในการทำโครงงานคือ การทำงานบนโจทย์ที่จริงมาก นักเรียนต้องไปกินอยู่ ร่วมทำกิจกรรมกับผู้คนในชุมชน สัมภาษณ์บุคคล และค้นคว้าเองภายหลัง วิเคราะห์ข้อมูลให้ได้คำตอบที่สำคัญ นักเรียนต้องศึกษาจนสร้างงานที่มีคุณค่ากลับคืนสู่ชุมชนนั้นได้ เป็นการเรียนแบบ Area Based Project โจทย์การทำโครงงานของวิชาอื่นก็จริงไม่แพ้กัน เช่นการทำทำงานศิลปะที่ตอบโจทย์ของชุมชน

17

เลือกเรียนตามสำนัก

เมื่อขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นักเรียนทุกคนจะได้รับแจกใบลงทะเบียนเรียน นอกจากวิชาพื้นฐานที่บังคับเรียนตามระเบียบกระทรวงแล้ว นักเรียนยังเลือกเรียนได้อีกหลายรายวิชา เช่น Mathematics Advance การออกแบบ หัตถศิลป์ ทัศนศิลป์ ซึ่งนักเรียนต้องวางแผนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

พยายามทำความเข้าใจว่าตนมีความสนใจหรือความถนัดด้านใด ในอนาคตอยากจะศึกษาต่อด้านใด ควรต้องเตรียมความถนัดและมีความรู้ในสาขาวิชาใดเพิ่มเติม  

18

โรงเรียนอนุบาล

การเรียนอนุบาลที่โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก เพราะตอนนั้นเรายังไม่ต้องเรียนวิชาการอะไรมาก  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลงมือปฏิบัติเพื่อดูแลตนเองให้ดีและนึกถึงผู้อื่นด้วย โรงเรียนอนุบาลมีหลักในการสอนให้นักเรียน ‘กินอยู่เป็น’ เป็นสำคัญ คือให้น้องอนุบาลพึ่งตนเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน อยู่ หลับนอน ของตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการนึกถึงส่วนรวม เราจึงเห็นน้องอนุบาลทำหน้าที่จัดโต๊ะอาหาร รวมถึงการล้างจานเอง ตัดล้างกล่องนมของตนเองให้สะอาด จะได้ไม่เป็นภาระให้คนอื่นต้องมาดูแล

โรงเรียนอนุบาลจะมีธีมการเรียนที่เปลี่ยนไปทุกเทอม เช่น ธีมขนมปัง น้องอนุบาลจะได้ฝึกทำขนมปัง เรียนรู้เรื่องยีสต์ และกิจกรรมที่ต้องมีทุกวันคือ คุณครูจะพาน้องๆ ร้องเพลงและเต้นออกกำลังกายกันทุกเช้า โรงเรียนอนุบาลไม่ได้เรียนแบบแยกระดับชั้น แต่เรียนแบบชั้นคละ ห้องเรียนหนึ่งจะมีนักเรียนที่อยู่ในระดับตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3 คละกันไป

พี่ที่โตกว่าจะได้ฝึกดูแลน้อง และเป็นแบบอย่างให้แก่น้อง

19

LEARNING CENTER

โรงเรียนรุ่งอรุณพยายามให้ทุกพื้นที่ในโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนทั้งการเรียนในระดับมัธยม ประถม และอนุบาล เหล่าเด็กประถมจะใช้พื้นที่ทางเดินและโถงของตึกประถม ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง จัดตกแต่งพื้นที่ให้สวยงาม และนำผลงานวิชาต่างๆ ของนักเรียนๆ มาจัดแสดง เช่น วางชิ้นงานงานโครงงานไว้ให้ได้ชม การแขวนป้ายความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียนในแต่ละเทอม  

ระดับมัธยมก็ปรับห้องเรียนของตนเองเป็นเหมือน Workshop หรือ Office และแสดงชิ้นงานต่างๆ ไว้เช่นกัน ห้องเรียนและตึกเรียนของโรงเรียนจึงเปรียบเหมือน Learning Center เพราะมีการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันของผู้เรียน

20

แยกขยะ

นักเรียนรุ่งอรุณแยกขยะเป็นตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล เช้าๆ เรามักเห็นนักเรียนตัวน้อยเดินแถวกันไปโรงแยกขยะหรือศูนย์รีไซเคิลที่ชูหลักการ Zero Waste ขยะทุกชิ้นต้องนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น อาหารสดทำเป็นปุ๋ย กระดาษส่งรีไซเคิล แต่จะทำเช่นนั้นได้ต้องผ่านกระบวนการแยกขยะก่อน มิฉะนั้นทุกอย่างก็จะปะปน และสกปรกจนนำไปทำอะไรต่อไม่ได้

โรงแยกขยะจะมีถังสีน้ำเงินใบใหญ่วางเรียงราย แต่ละถังจะถูกระบุว่าเป็นถังสำหรับใส่ขยะประเภทใด เช่น กระดาษขาว พลาสติกใส พลาสติกขุ่น  หรือแม้แต่เศษแก้วแตก ที่นี่แยกขยะค่อนข้างละเอียด อย่างเช่นปากกาลูกลื่นก็จะถูกแยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน ทั้งตัวด้าม ปลอกปากกา หรือแม้แต่สปริงข้างใน

เรื่อง:   นางสาว วรัศมิ์ พิทักษ์วรรัตน์,   นางสาว ณภัทร พงศ์พนางาม,  นางสาว วันฟ้าใส เมธาคุณวุฒิ,   นางสาว อัยกมล จันทร์อัมพร,   นาย รชต อนุวนาวงศ์,   นาย ต่อสกุล ตัณฑ์ธีระชาติ
ภาพ :  โรงเรียนรุ่งอรุณ

Writer

Avatar

นักเขียนรุ่งอรุณ

รชต อนุวนาวงศ์, วันฟ้าใส เมธาคุณวุฒิ, อัยกมล จันทร์อัมพร, ต่อสกุล ตัณฑ์ธีระชาติ, ณภัทร พงศ์พนางาม คือกลุ่มนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนรุ่งอรุณที่ถ่ายทอดมุมน่าประทับใจในสถานศึกษาให้คนทั่วไปรับรู้

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load