นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

2 พฤศจิกายน 2560
3 K
ถ้าที่ที่อยู่มันสบาย แล้วอยู่อย่างมีความสุข เรียกว่าใช้ได้
ถ้าอยู่ที่ที่ไม่มีความสุข แล้วยังสบายใจได้ บนโลกนี้จะมีที่ไหนทำให้เป็นทุกข์’

 

ปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมา เราได้ปักหมุดหมายความตั้งใจลงบนแผนที่โลก และออกเดินทางไปทำจิตอาสา สอนหนังสือเด็กเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ที่เมือง Patan (ปาตัน) ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยตัวเองเพื่อไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศครั้งแรก แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและความท้าทาย

แต่การเริ่มต้นครั้งแรกก็ทำให้ความไม่สบายใจอยู่ในระดับสูงมาก ด้วยแต่เดิมแล้ว เสียงกรีดร้องของความทุกข์ดังก้องอยู่ในหัวเราตลอดเวลาที่ต้องพบเจอความยากลำบาก การต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ และอยู่ในที่ที่ไม่ได้อยากอยู่

ความไม่สบายใจเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสกับผืนดินประเทศเนปาลเลย เพราะที่นี่ไม่ใช่ประเทศที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายเหมือนเคย เสียงร้องของความทุกข์เริ่มทำงานตั้งแต่แรก แต่พอรู้อยู่แก่ใจดีว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่น่าจดจำและจำเป็นสำหรับการเติบโต

ทำไมถึงไปสอนหนังสือที่เนปาล?

มันท้าทาย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี เปิดหูเปิดตา ได้ปรับตัวในระดับที่พอทนไหวสำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเอง อันนี้เป็นเหตุผลที่ไว้ตอบคนอื่น

ส่วนเหตุผลที่ไว้ตอบตัวเองคือ ในโลกที่วุ่นวาย เราอยากขอใช้เวลาตามหาเพียงสักพื้นที่หนึ่งที่จะได้ฝึกดับเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในความคิดนี้สักที

แล้วบนโลกนี้ จะมีตารางนิ้วใดอีกล่ะที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ได้

ขอต้อนรับเข้าสู่คอร์สเรียนปรับพฤติกรรม ดัดสันดานตัวเองที่เนปาล ณ บัดนี้

ตลาด

ห้อง

เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน แท็กซี่ติดมิเตอร์ที่ไม่มีใครคิดจะใช้ การจราจรที่วุ่นวายปราศจากสัญญาณไฟใดๆ วัฒนธรรมการทานอาหารด้วยมือ ผู้คนสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่น่าจะได้ยินจากที่ไหนในโลกอีก เป็นสิ่งที่ต้อนรับทักทายเราในวันแรกของการมาเยือน นี่เป็นการเริ่มต้นที่สร้างความประหลาดใจและหวั่นใจให้แก่เราไม่น้อย ในระหว่างทางการไปพบกับบ้านหลังใหม่

ไม่นานนัก เราก็มาถึงสนามวิ่งเล่นและสนามเรียนรู้ของเด็ก ๆ ราวพันคนในเมืองปาตันที่ชื่อ Tri-padma Vidyashram Higher Secondary School โรงเรียนรัฐบาลขนาดประมาณ 3 สนามบาสเกตบอล ห้องเรียนเก่าๆ 1 ห้องในโรงเรียนได้เปลี่ยนโฉมใหม่กลายเป็นห้องนอนด้วยฟูกและผ้าห่ม 1 ผืน พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านที่พักพิงและที่เตรียมการทำงานไปอีกเกือบ 5 สัปดาห์   

เราใช้เวลาส่วนมากของโครงการอยู่ในเมืองปาตัน (อีกชื่อหนึ่งที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยคือ Lalitpur ที่มีฉายาว่าเมืองแห่งความงาม) เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยตึกสถาปัตยกรรมแบบโบราณ แวดล้อมไปด้วยวัดวาอารามทั้งแบบพุทธและฮินดู บ้างก็ดูสมบูรณ์ครบถ้วนดี บ้างก็เหลือแต่ซากปรักหักพังรอการซ่อมแซมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โดยรวมแล้วเมืองนี้ยังคงเสน่ห์ความน่าค้นหาและมนตราความขลังอะไรบางอย่างซึ่งสัมผัสได้เมื่อมาอาศัยอยู่ที่นี่

เนปาล

ถือว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ได้สำหรับจิตใจ แต่ที่ที่ดูใช้ไม่ได้และชวนกรีดร้องในหัวสมองมากที่สุดเห็นจะเป็นที่โรงเรียนนี่แหละ ห้องน้ำสุดสกปรกที่แบ่งกันใช้กับนักเรียนนับพัน น้ำไม่ไหล อาหารรสชาติไม่คุ้นปากชวนปวดท้อง แทบไม่มีแสงไฟและผู้คนอยู่ยามค่ำคืน เป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตที่ได้พบเจอ

จริงๆ มันคงไม่ได้ยากลำบากขนาดนั้นสำหรับใครหลายๆ คน แต่คงเป็นเพราะความไม่คุ้นชินและอาการติดความสบายของตัวเอง มันกระตุ้นให้เราคิดตลอดเวลาว่าจะต้องใช้วิธีการไหนในการเอาตัวรอด ทำให้ตัวเองห่างไกลจากความทุกข์จนกว่าจะได้กลับบ้าน

ช่วงเวลานั้น เรามองไม่เห็นแสงสว่างในความมืดมิดนี้เท่าไหร่ ห้องนอนแฝงไปด้วยกลิ่นไอของความน่ากลัวยามค่ำคืน มันกลายเป็นบททดสอบใหม่ของชีวิต อะไรที่ไม่เคยคุ้น วันนี้จำเป็นแล้วที่ต้องทำให้คุ้นเคย แต่มีคนเคยบอกเราไว้ว่า วิธีการเอาชนะความมืดที่ดีที่สุดคือการพาตัวเองไปเผชิญความมืดจนคุ้นชิน เมื่อนั้นความกลัวจะทุเลาลง เรื่องบางเรื่อง กลัวตรงไหน ให้พาตัวเองไปอยู่ที่นั่นเพื่อรักษาความกลัว

อย่างน้อยวันนี้ อยากจะขอบคุณตัวเองที่ให้โอกาสชีวิตมาเผชิญกับความมืดมิดที่สุดเท่าที่จะพอคิดได้แล้ว

ร้านค้า จิตอาสา

ฟ้าอาจจะใคร่ครวญดูแล้วว่าทั้งหมดนี้อาจจะดูหนักหน่วงและชวนเหงาเกินไปสำหรับเด็กวัยกำลังค้นหาตัวเองคนหนึ่งในโลกใบใหญ่ จึงได้เมตตาส่งคนมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่จะฟันฝ่าทุกอย่างไปด้วยกัน

เรากำลังพูดถึงโรวาน เด็กหนุ่มสัญชาติอเมริกันแต่เรียนอยู่ที่แคนาดา วัย 19 ปี ผู้เป็นเพื่อนร่วมห้อง ร่วมโรงเรียน ของเราไปตลอดจนจบโครงการ

ปรับตัวเก่ง นิสัยดี เป็นผู้ใหญ่ ใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับเด็กได้อย่างน่ารัก เรียนรู้ภาษาเนปาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่เราพอจะรู้เกี่ยวกับโรวาน เนปาลเป็นสถานที่ในฝันของเขาตั้งแต่แรก ซึ่งคงต้องขอบคุณความฝันและการมีอยู่ของโรวาน ที่ทำให้การผจญภัยครั้งนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเสียจนเกินไป

และนอกจากโรวานแล้ว ในการเดินทางครั้งนี้ โลกยังหมุนเวียนให้คนวัยหนุ่มสาวจากทั่วทุกมุมโลก มากกว่า 20 ประเทศเดินทางมาเจอกัน แม้ว่าเราจะมีความแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าเราน่าจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เราถึงได้มาร่วมขบวนการกันในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของโลกใบนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน

นี่ยังไม่รวมถึงคุณอาและลูกชายของโรงอาหารโรงเรียน พี่ยามผู้เปิดประตูให้เข้าโรงเรียนได้ตอนดึก คุณป้าที่ให้ยืมห้องน้ำไว้อาบน้ำ ทีมงานที่มาช่วยต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อนคนไทยที่เจอกันโดยบังเอิญ และอีกหลากหลายตัวละครที่เดินผ่านเข้ามามีบุญคุณอย่างสูงต่อชีวิตและสอนอะไรบางอย่างให้กับเราในการเดินทางครั้งนี้

เพื่อนร่วมทางที่ดีจะทำให้การเดินทางไกลแสนไกลดูเหมือนสั้นลงโดยไม่รู้ตัว โชคดีเหลือเกิน เพื่อนร่วมทางของเรามาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

นักเรียน

นอกจากสภาพแวดล้อมและผู้คนจะเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่เชื้อชวนให้ปฏิบัติการปรับพฤติกรรมและความคิดเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว เด็กนักเรียนนับพันคนในโรงเรียนชื่อดังย่านปาทันนี้ก็ดูจะมีบทบาทไม่แพ้กัน

10 โมงเช้าเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะได้เห็นเด็กเหล่านี้วิ่งกรูเข้ามาในโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติ ไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์ เพราะตามปกติแล้ว โรงเรียนที่เนปาลจะบังคับให้ทุกคนมาโรงเรียน 6 วันต่อสัปดาห์ มีให้หยุดพักหายใจเพียงแค่วันเสาร์ เนื่องจากมีวันหยุดทางราชการและศาสนาเยอะมากระหว่างปี เลยต้องชดเชยด้วยการเรียนเพิ่มสักหน่อย

“นาย นาย พ่อนายชื่ออะไรอะ”

ประโยคคำถามที่ได้ยินบ่อยมากที่สุดจากกองทัพเด็กเหล่านี้ น่าจะไม่แพ้คำว่า ‘นมัสเต’ 
(สวัสดี) เลยทีเดียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากรู้ไปทำไม

สิ่งที่น่าประทับใจของนักเรียนเนปาลคือส่วนมากเป็นคนกล้าแสดงออกโดยธรรมชาติ กระตือรือร้นและไม่เกรงกลัวที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาชาวต่างชาติก่อน ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหนเหมือนกัน

ในส่วนของการเรียนการสอน หลักสูตรของที่นี่จะเรียนและสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเนปาลยุคใหม่สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติกันได้อย่างรู้เรื่อง ก็น่าคิดว่าแล้วตอนนี้ประเทศเราให้ความใส่ใจกับด้านการสื่อสารกับต่างชาติมากเท่านี้แล้วหรือยัง

ที่ดูขาดตกบกพร่องไปบ้างคงจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงความทันสมัย ส่วนมากแล้วจะเป็นการเรียนตามตัวหนังสือเสียมากกว่า ไม่ได้มีสื่อประกอบการสอนอื่นใดมาส่งเสริมให้เข้าใจ ห้องเรียนห้องหนึ่งมีเพียงกระดาน กระดาษและมาร์กเกอร์เท่านั้น สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ครบครัน พวกเขาจะก้าวไปได้ไกลมากกว่านี้แค่ไหน

ส่วนบทบาทการเป็นครูนั้น เราค่อนข้างใช้เวลาพอสมควรในการวางแผนและปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่พูดได้ทั้งวัน แต่บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราได้รับคือ ในขณะที่เราได้เริ่มทำงานเป็นครู พร้อมกันนั้นเราก็ได้กลับกลายมาเป็นเด็กนักเรียนที่อยากจะค้นหาความรู้และค้นหาความหมายให้กับชีวิตตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

ห้องเรียน เด็ก

ความน่ารักและกระตือรือร้นเกินพิกัดของเด็กเหล่านี้ทำให้อยากจะลองเป็นครูที่ดีสักครั้ง

ก้าวข้ามขีดจำกัดของภาษาและความแตกต่าง เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่าเดิม คงไม่เกินจริงไปถ้าจะบอกว่าเด็กพวกนี้นิยามความหมายของคำว่าชีวิตเราใหม่ คอร์สเรียนนี้สมบูรณ์แบบได้เพราะเด็กน้อยเมืองปาตันเป็นผู้มอบวิชาให้แก่เราเอง

ธงมนตร์

5 สัปดาห์ของชีวิตช่วงนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายที่ไม่อาจบรรจุทุกอย่างลงบนพื้นที่นี้ได้ แต่หากให้เลือกสักเรื่องหนึ่งที่อยากบอกกับใครสักคน คงต้องเป็นเรื่องนี้

ลองให้โอกาสชีวิต เดินทางไปติดอยู่ในที่ที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีความสุขได้สักครั้งหนึ่ง แล้วลองหาความสบายในความทุกข์นั้นดู มันอาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่อยู่ตรงที่ใจเรานี้เอง

หากหามันพบ รับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นคอร์สเรียนการปรับพฤติกรรมที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

แล้วบนโลกนี้ จะมีที่ไหนทำให้เราเป็นทุกข์ได้ล่ะ?

บทความนี้เป็น Travelogue ที่ชนะรางวัลกระเป๋าจาก Moleskine แบบ Classic Backpack สีเทา สำหรับการประกวดเดือนกันยายน – ตุลาคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีทั้งกระเป๋าจาก Moleskine ให้ลุ้นร่วมสนุก และมีสมุดบันทึก Limited Edition จาก The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load