นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

29 มิถุนายน 2560
2 K

หากตอนนี้เรากำลังยืนอยู่ ณ พื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย สถานที่ซึ่งไม่ใช่หนึ่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ ภาพตรงหน้าที่เห็นอยู่ตอนนี้ ก็คงเป็นแค่อะไรที่แสนจะสามัญ-ธรรมดา แต่ไม่ใช่กับที่นี่

บรรยากาศยามเย็นของตลาดในตัวเมือง ซึ่งคับคั่งไปด้วยผู้คนที่กำลังออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปในช่วงเวลาอันแสนสำคัญของศาสนาอิสลาม-เดือนเราะมะฎอน

ในช่วงหนึ่งของแต่ละปี ชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องถือศีลอดในเวลากลางวันไปจนถึงช่วงเวลาก่อนเช้าของอีกวันเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม มันไม่ใช่เพียงแค่การอดน้ำ อดอาหาร หรือการที่ใครสักคนไม่สามารถรับประทานสิ่งใดได้เลยนอกจากการกลืนน้ำลาย แต่การถือศีลอดยังหมายความรวมไปถึงการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักคำสอนของศาสนาทั้งภายนอกและภายใน การฝึกฝนความอดทนอดกลั้น การเข้าใจถึงความยากไร้ การเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ และหันมาทำความเข้าใจในคัมภีร์อัลกุรอานและหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง

‘ตลาดจะบังติกอ’ ในวันนี้ยังคงหนาแน่นไปด้วยผู้คนเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาก่อนการละศีลอดสำหรับเรานั้น ถือเป็นอีกช่วงของวันที่ยาวนาน น่าตื่นเต้น และสนุกที่สุด ในเวลาเดียวกัน เพราะทุกๆ คนในครอบครัวจะออกไปจ่ายตลาดเพื่อเลือกซื้ออาหารที่ตัวเองต้องการจะรับประทาน ภาพตรงหน้าที่เห็นคือการที่คนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้กินอะไรเลยมาทั้งวัน กำลังเลือกซื้อและหยิบทุกอย่างที่ขวางหน้าจนไม่ลืมหูลืมตา (ฮา)

ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ ตลาดจะบังติกอ

หลังกลับมาจากการซื้อของ ทุกคนจะช่วยกันจัดเตรียมสำรับสำหรับจัดโต๊ะอาหาร การจัดสำรับอาหารในเดือนเดือนนี้จะมีความพิเศษกว่ามื้ออาหารในวันธรรมดาทั่วๆ ไป ทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตาและปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอาหารคาวหวานนับสิบ น้ำดื่มรสชาติต่างๆ ที่แตกต่างกันไป และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือผลไม้ที่เข้ามาทดแทนการขาดน้ำตาลอย่างอินทผลัม

ในหลายๆ ครั้งที่เราเลือกซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น มันทำให้เราอดนึกถึงคนยากไร้ที่ไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันไม่ได้ และหากยิ่งพวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่ต่างกำลังทำการถือศีลอดเช่นเดียวกันนั้น เขาเหล่านั้นจะหิวกระหายมากเพียงใด?

เรายังมีโอกาสได้เลือกซื้ออาหารตามที่ต้องการ ยังมีโอกาสได้กินอาหารตามที่เราชอบ ในบางครั้ง อาหารที่ซื้อมาก็เยอะเกินไปจนเหลือไปถึงมื้อต่อไป แต่สำหรับพวกเขานั้น, เขาอาจมีโอกาสได้ทานเพียงข้าวไม่กี่คำ มีกับข้าวใช้ทานร่วมในสำรับไม่กี่อย่าง หรือสำหรับบางครอบครัวที่ลำบากมากๆ อาจไม่ได้รับประทานอะไรเลยนอกจากน้ำเพียงไม่กี่แก้ว

และด้วยเหตุผลนี้เอง ครอบครัวของเราเลยมีกิจกรรมอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับกลุ่มนักปั่นจักรยานสายกิน ‘กลุ่ม NIGHT RIDE’ ซึ่งในวันปกติธรรมดาพวกเราจะออกไปปั่นเพื่อหาของกินในตัวเมืองปัตตานีกันทุกๆ คืนวันพุธ แต่กิจกรรมที่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษในเดือนเดือนนี้ คือการที่พวกเราจะระดมเงินทุนเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น อาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม และเดินทางไปร่วมละศีลอดกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่พ่อและแม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบของสามจังหวัดชายแดนใต้

ภาพเหล่านั้น ยังคงติดอยู่ในส่วนลึกของใจในทุกๆ ครั้งที่เรานึกถึง

มันเป็นเหมือนความหดหู่ ที่ถูกเติมเต็ม
ความยากไร้ ที่ถูกมอบให้
ความสูญเสีย ที่ยังอาจติดอยู่ในใจ

แค่ขอให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น ได้ในสักวัน. . .

ศีลอด ศีลอด ปัตตานี

ไม่เพียงแต่ช่วงเวลาดีๆ ที่ทุกคนในครอบครัวจะได้รับประทานอาหารร่วมกัน แต่ยังมีอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญในเดือนเราะมะฎอนที่ชาวมุสลิมจะได้ทำการละหมาดตะรอเวี๊ยะฮฺที่มัสยิดใกล้บ้าน ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ทุกคนจะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ได้กล่าวทักทาย หรือที่เรียกว่าการให้สลาม ซึ่งสิ่งสำคัญเหล่านี้อาจเป็นอะไรที่เรามองข้ามมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

บรรยากาศภายใน ‘มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี’ วันนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายในชุดหลากสีสัน วันนี้คืออีกช่วงเวลาสำคัญที่มุสลิมทุกคนจะมารวมตัวกันที่มัสยิดเพื่อทำการละหมาดในวันอีด (Eid al-Fitr) หลังจากนั้นก็จะทำการบริจาคทาน (ในกรณีที่ทำได้) และเดินทางไปพบปะญาติพี่น้องในเวลาต่อไป

ปัตตานี ศีลอด ปัตตานี

เราเป็นอีกคนที่กำลังอยู่ในสถานที่ซึ่งความสูญเสียสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงขณะ และทุกคน ณ ที่แห่งนี้ก็รู้ดีว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ ผู้คนภายนอกอาจตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเราถึงยังใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ทำไมคนถึงยังกล้าออกมาละหมาดกันจนเต็มมัสยิด? คนจากภายนอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้อาจเกิดคำถามภายในว่า ‘ทำไม’

แน่นอนว่า, สิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชิน หรือแม้แต่เปลี่ยนเป็นระบบทางความคิดที่ทำให้เราทุกคน ณ ที่แห่งนี้รู้สึกว่าควรทำใจ แต่ยิ่งเราอยู่ใกล้กับความสูญเสียมากเท่าไหร่ ความตระหนักถึง ‘การจากไป’ และความใส่ใจใน ‘การมีอยู่’ ก็ยิ่งมากขึ้นเท่ากัน

ภายใน 365 วัน มีแค่ 2 ช่วงเวลาต่อปีเท่านั้นที่ชาวมุสลิมจะมีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อให้ได้เข้าใจและเข้าถึงหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมากเท่านี้ หลายๆ เดือนที่ผ่านมาเราอาจไม่เคยเห็นคุณค่าของน้ำสักแก้ว ข้าวสักจาน หรือแม้แต่ของหวานสักชิ้น หลายๆ เดือนที่ผ่านมา เราอาจไม่เคยเข้าใจความยากไร้ของผู้คนที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน และหลายๆ ช่วงเวลา เรามักให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ไกลตัว มากกว่าคนที่อยู่ใกล้ใจ

เรารู้สึกขอบคุณช่วงเวลาอันแสนพิเศษของศาสนาอิสลามเวลานี้ และสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้กับความสูญเสียอย่างจังหวัดปัตตานี เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงขณะที่เรายังกินดีอยู่ดี และตระหนักอยู่ในทุกช่วงวินาที ว่าทุกอย่างล้วนต้องจากไป. . .

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชานิตยา จีน่า ดานิชสกุล

นักศึกษาวิชาการละคอนจบใหม่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หลงใหลในการแบกเป้เพื่อออกเดินทางไปเป็นคนแปลกหน้าตามสถานที่ต่างๆตั้งแต่เริ่มเข้ามหา’ลัย มีความฝันอยากเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ ที่สามารถเดินทางไปได้เรื่อยๆ และกลับมาเปิดโฮสเทลในบ้านเกิดที่ปัตตานี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load