นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

27 มิถุนายน 2560
9 K

เมื่อพูดถึงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส สิ่งที่ผุดพรายขึ้นมาในหัวเราเป็นอันดับแรกๆ คืออะไร หอไอเฟล น้ำหอม แฟชั่น โมนาลิซ่า ความหรูหรา หรือความโรแมนติก?

ในม่านหมอกของความงดงามเหล่านั้น ปารีสได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งแสงสว่าง (La Ville LumièreThe City of Light) เพราะเป็นเมืองแรกในยุโรปที่ติดตั้งเสาไฟตะเกียงเเก๊สหลายหมื่นดวงบนท้องถนนในทศวรรษ 1860 ทำให้กลายเป็นเมืองหรูหราสว่างไสวไม่มีวันหลับ นำมาซึ่งความสำรวยสำราญทั้งในยามกลางวันและกลางคืน สมกับเป็นเมืองที่ผู้คนเฝ้าฝันถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน ว่า ปารีสเป็น ‘เมืองบรมสุข’

นอกจากความสว่างไสวที่มองเห็นได้ด้วยสายตาแล้ว ปารีสยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่จุดไฟส่องสว่างทั้งในสมองและจิตใจ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของปัญญาความคิดหลายสาขาตั้งแต่อดีตกาล กลิ่นหอมรัญจวนของน้ำหอมชโลมเมืองให้รื่นรมย์ คลอเคล้าไปกับอวลไออุดมการณ์ทางการเมืองและการปฏิวัติ สำนึกของ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité-คำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส) ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ กระตุ้นให้แรงบันดาลใจแห่งประชาธิปไตยของไทย (ที่ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้) กำเนิดขึ้นที่มหานครแห่งนี้เมื่อ 90 ปีก่อน

ปารีส

ย่าน Quartier Latin (การ์ติเย ลาแตง) กลางกรุงปารีส ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นชุมนุมปราชญ์ราชบัณฑิตมาเนิ่นนาน หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในย่านนี้คือมหาวิทยาลัยปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซอร์บอนน์ (Université Paris-Sorbonne) ที่ก่อตั้งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้ชื่อว่าเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากมหาวิทยาลัยโบโลญญาในอิตาลี) จวบจนปัจจุบันซอร์บอนน์ก็มีอายุเกือบ 1,000 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้ การ์ติเย ลาแตง จึงเป็นย่านของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งวิชาความรู้

ปารีส ปารีส

อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ (Rue de Sommerard) ตั้งอยู่บนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบในย่านนี้ ต้นเดือนกุมภาฯ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1927) ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวของกรุงปารีส นักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งศึกษาอยู่ในสายวิชาที่ต่างกัน 7 คน รวมกันเช่าห้องห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นที่ประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม ซึ่งเป็นการประชุมที่จริงจังมากทีเดียวเพราะใช้ไปเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 5 คืน และในวันเริ่มการประชุมก็ตรงกับวันเกิดปีที่ 30 ของประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในแกนนำ น่าสนใจที่บรรพบุรุษของเรามีกิจกรรมวันเกิดที่แสนยิ่งใหญ่และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของบ้านเกิดเมืองนอนตลอดไป

ในบรรดาผู้ที่มาประชุมในครั้งนั้น มี 2 คนที่เราได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ผู้เป็นแกนนำและมันสมองของกลุ่ม อีกคนก็คือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนทหารปืนใหญ่ ชื่อนี้อาจจะฟังดูไม่คุ้นนัก แต่ทุกคนคงจะร้องอ๋อเมื่อบอกว่า ท่านผู้นี้คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเวลาถึง 14 ปี 11 เดือน เป็นเรื่องแปลกดีที่ จอมพล ป. เกิดวันที่ 14 กรกฎา ตรงกับวันทลายคุกบัสตีย์ (Bastille) หมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นวันชาติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

การหารือในวันนั้นถือเป็นการประชุมทางการครั้งแรกของ ‘คณะราษฎร’ ใครจะนึกว่าโครงการบ้าบิ่นของคนหนุ่ม 7 คนที่เริ่มต้นในห้องเเคบๆ ในเมืองแห่งการปฏิวัติในวันนั้น จะเป็นจริงขึ้นในอีก 5 ปีต่อมา ใครจะเชื่อว่าความคิดที่หากปฏิบัติการไม่สำเร็จ คณะราษฏรจะกลายเป็นกบฏซึ่งมีโทษคือการประหารชีวิต จะนำพาประชาธิปไตยมาสู่ในในปี 2475 (แต่ตอนนี้อยู่ไหนแล้วหว่า)

ปารีส

ปัจจุบัน อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ ได้กลายเป็นโรงแรม Best Western Le Jardin de Cluny โรงแรมสี่ดาวที่เงียบสงบ เน้นการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืน ไฮไลต์หนึ่งของโรงแรมคือบุฟเฟต์อาหารเช้าแบบออร์แกนิกที่ให้บริการทุกเช้าในห้องอาหารเพดานโค้งสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนนราคาค่าห้องตกคืนละ 250 – 360 ยูโร (ตีคร่าวๆ เป็นตัวเลขกลมๆ ตกประมาณ 9,000 – 13,000 บาท ได้นอนในตึกประวัติศาสตร์เลยนะ)

ตอนหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้เรานึกถึงหนังเรื่อง Les Misérables ที่ได้ดูเมื่อสี่ห้าปีก่อน (ซึ่งตอนนั้นอินมาก) หนังสร้างขึ้นมาจากวรรณกรรมอมตะนิรันดร์กาลเล่มหนามากของ Victor Hugo (เล่มดังอีกเล่มคือ Notre-Dame de Paris ที่ต้นฉบับดาร์กมาก แต่ Disney ใส่ความชวนฝันแล้วปิดท้ายด้วย Happy ending กลายมาเป็นแอนิเมชัน The Hunchback of Notre Dame ในปี 1996) Les Misérables ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมหนึ่งเล่มสำคัญที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 การประชุมของคณะราษฎรทำให้เรานึกถึงมาริอุส (แสดงโดย Eddie Redmayne) พระเอกของเรื่องกับแก๊งหนุ่มนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นคนหนุ่มจากหลากหลายสาขา แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคสมัยใหม่ ในตอนรวมตัวกันเพื่อประชุมวางแผนการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พวกเขาร้องเพลงชื่อ Red and Black มีท่อนหนึ่งที่จับใจและถ่ายทอดความรู้สึกของคนหนุ่มที่กำลัง ‘คิดการใหญ่’ ได้เป็นอย่างดี

“Have you asked of yourselves
What’s the price you might pay?
Is it simply a game for rich young boys to play?
The colours of the world are changing
day by day…”

หนุ่มนักปฏิวัติใน Les Misérables รวมตัวกันในชื่อ The Friends of the ABC (Les Amis de lABC) มีที่มาจากการอ่านออกเสียงตัวอักษร A B C แบบฝรั่งเศส เป็น อา เบ เซ ซึ่งไปคล้ายกับเสียงอ่านคำว่า abaissés (แปลอังกฤษว่า the “lowly” / abased) สื่อความหมายประมาณว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกกดให้ต้อยต่ำ (จากอำนาจของผู้ปกครอง) ความหมายนี้ทำให้เรานึงถึงคำว่า ‘คณะราษฎร’ แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2555 จะให้ความหมายของคำว่า ‘ราษฎร’ เอาไว้ว่า ‘พลเมืองของประเทศ’ แต่ปรีดี พนมยงค์ ผู้เลือกใช้ชื่อคณะราษฎรได้อธิบายความหมายของคำว่าราษฎรเอาไว้ว่า พลเมืองสยามส่วนมากซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองสมัยนั้นเรียกตัวเองว่าราษฎร… คือแสดงถึงลักษณะของพลเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น เราจึงถือว่าเราเป็น คณะราษฎร เพราะเราทำตรงกับความต้องการของราษฎร” เราจึงคิดว่าความหมายของ The Friends of the ABC ก็มีเซนส์เดียวกับความหมายของคำว่า คณะราษฎร ที่ปรีดีกล่าวไว้เลยทีเดียว

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เหล่าปัญญาชน นักคิดนักเขียน และศิลปิน ในปารีสมักรวมตัวกันที่ café ซึ่งไม่ได้เสิร์ฟแค่ชากาแฟอย่าเดียวเท่านั้น แต่ café ในปารีสยังเสริฟอาคารคาวหวานทั้งเบาทั้งหนักและเครื่องดื่มนานาชนิดตลอดทั้งวัน
The Friends of the ABC พบปะกันที่ Café ABC เช่นเดียวกับคณะราษฎรก็พบปะกับที่ café (ลองนึกถึงการพบปะที่ café ของเหล่าคนดังในยุค 1920 ในหนัง Midnight in Paris-สมัยเดียวกันกับยุคกำเนิดคณะราษฎรในปารีส) ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ คู่ชีวิตของปรีดีเล่าไว้ว่า

เมื่อครั้งที่นายปรีดีเป็นนักศึกษา เคยมาเดินเล่นและพูดคุยปัญหาบ้านเมืองกับเพื่อนคนหนึ่ง บางวัน ข้าพเจ้ากับนายปรีดีออกจาก Sainte-Geneviève แล้วก็มานั่งเล่นที่ร้านกาแฟ Café Select มุมถนน Rue des Ecoles ตัดกับถนน Boulevard Saint-Michel… นายปรีดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ร้านกาแฟนี้ นายปรีดีและเพื่อนๆ ร่วมกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรารถนาให้สยามประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีเสรีภาพและประชาธิปไตย… เมื่อ 2 ปีก่อน (พฤษภาคม 2542) ข้าพเจ้าหวนกลับไปปารีสอีกครั้ง ร้าน Café Select ปัจจุบันเป็นร้านขายเสื้อผ้า ไม่หลงเหลือสภาพเดิมให้ปรากฏ”

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

แต่อย่างไรก็ตามมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าร้าน Café Le Select ยังเปิดให้บริการอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราตามรอยจนไปถึงร้านเลขที่ 99 boulevard du Montparnasse ไม่ไกลจากย่านการ์ติเย ลาแตง นัก ก็พบร้านกาแฟปารีเซียงคลาสสิก ตั้งเก้าอี้หวายน่าเอ็นดูไว้หน้าร้านเช่นเดียวกับร้านกาแฟทั่วไปในปารีส แต่โดดเด่นด้วยไฟนีออนขดเป็นคำว่า Le Select ชื่อของร้าน Café แห่งนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1923 (พ.ศ. 2466) เป็นร้านดังพอตัวในฐานะที่พบปะของเหล่านักคิด มีศิลปินเซเลบอย่าง Picasso และนักเขียนดังอย่าง F. Scott Fitzgerald (คนเขียน The Great Gatsby) และ Ernest Hemingway (คนเขียน The Old Man and the Sea) เเวะเวียนมาเขียนงานบ้าง เจอเพื่อนบ้าง กินข้าวบ้าง

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เราสั่ง Café gourmand กับบริกรที่เป็นคุณลุงรุ่นเก๋าท่าทางใจดี เพื่อนเราที่เรียนอยู่ที่ปารีสแนะนำให้สั่งเมนูนี้เพราะจะได้ละเลียดทั้งกาแฟเอสเพรสโซเคล้าคลอกับขนมหวานที่เสริฟพร้อมกันมาหลากหลายชนิดตามแต่ละร้านจะเลือกสรรจัดให้ (ซึ่ง gourmand นอกจากจะแปลว่านักชิมแล้วยังแปลว่าตะกละด้วยเเหละ) ชมร้านไปพลาง จิบกาแฟพลาง กินขนมไปพลาง ก็ได้แต่นึกคิดไปว่า ร้านนี้รึเปล่านะ โต๊ะตัวนี้ใช่ไหม เก้าอี้ตัวนี้รึเปล่า ที่เหล่าคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งมานั่ง มาพบปะกัน เมื่อ 90 ปีก่อนเพื่อคุยกันถึงอนาคตที่ใฝ่ฝันถึง

ภาพ :  www.parisenimages.fr

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 


 

อ้างอิง

กษิติ มงคลนาวิน, ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ : ปราชญ์เปรียว, 2549.

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์. ปฏิวัติ 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2560.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ไกลบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2545.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. 2475 การปฏิวัติสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์
      และมนุษยศาสตร์, 2543.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับแก้ไขและปรับปรุงครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
      ฟ้าเดียวกัน, 2553.
พูนศุข พนมยงค์, ท่านผู้หญิง. ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ตถาตา
      พับลิเคชั่น, 2551.

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load