นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กรกฎาคม 2560
3 K

“ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”

คำโปรยปกหลังหนังสือ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ประกาศศักดาของวรรณกรรมยิ่งใหญ่เรื่องนี้ เรื่องราวของชายแก่ผอมแห้งที่อ่านนิยายอัศวินจนเสียสติ หลงคิดว่าตนเองเป็นอัศวินชั้นสูงที่ออกเดินทางทั่วราชอาณาจักรสเปนเพื่อปราบอธรรม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ให้ความบันเทิงและแง่คิดกับผู้อ่านชาวสเปนตั้งแต่ ค.ศ. 1605 ผลงานจากปลายปากกาของ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า แปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบทุกภาษาในโลกและได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในโลก

ความยากของหนังสือเล่มนี้เองทำให้ไม่เคยมีการแปลเป็นภาษาไทย จนกระทั่งเกือบ 400 ปีต่อมา สถานเอกอัครราชทูตสเปนทาบทาม สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ อาจารย์และนักแปลภาษาสเปนที่ศึกษาผลงานของเซร์บันเตสมาโดยตลอด ให้แปล El Ingenioso Hidalgo Don Quijote de la Mancha ใน ค.ศ. 2001 สว่างวันจึงเดินทางไปเมือง Alcalá de Henares (อัลกาลา เด เอนาเรส) เมืองมรดกโลกใกล้กรุงมาดริดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเซร์บันเตส

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ดิฉันเชื่อว่าเวลาทำงานใหญ่ เราไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเหลือเรา จึงตรงไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส แล้วไปตั้งจิตอธิษฐานบอกเขาเป็นกิจจะลักษณะว่า อยากจะแปลผลงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือของเขา”

นักแปล ดอนกิโฆเต้ฯ เดินทางไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แห่งนี้หลายครั้ง เธอเล่าให้ฟังว่าข้าวของเครื่องใช้ที่จัดแสดงในบ้านอ้างอิงจากหลักฐานความเป็นจริง และจินตนาการผสมผสานกัน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“อุปกรณ์ในบ้านจัดตามคำบรรยายบ้านในศตวรรษที่ 17 และบางสิ่งในเรื่อง ดอนกิโฆเต้ฯ เช่น ในหนังสือมีกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่ง เพราะในตระกูลของเซร์บันเตสมีคนเป็นกัลบกหรือหมอระดับล่างสุดของยุโรปยุคนั้น แม้กระทั่งพ่อของเซร์บันเตสเองก็ประกอบอาชีพนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีเก้าอี้กัลบกให้เห็น บางห้องมีอ่างใส่ถ่านให้ความร้อนเหมือนฮีตเตอร์แบบโบราณ อย่างห้องรับแขกฝ่ายสตรีจะเป็นแบบนั่งพื้น เพราะสเปนได้รับอิทธิพลจากอาหรับที่ปกครองพื้นที่บางส่วนในสเปนกว่า 700 ปี

“ส่วนใบรับรองการประกอบพิธีศีลจุ่มของเซร์บันเตสเป็นเอกสารที่ทำให้เรารู้ว่าเขาเกิดที่นี่ มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือ แม้จะมีผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับนักประพันธ์เอกของโลกคนนี้มากมาย แต่ไม่อาจระบุแน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหน ในนี้แจ้งว่าวันประกอบศีลจุ่มตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม จึงสันนิษฐานกันว่ามิเกล์ เด เซร์บันเตส น่าจะเกิดวันที่ 29 กันยายน ไม่กี่วันก่อนวันศีลจุ่ม เพราะว่าวันนั้นเป็นวันนักบุญมิเกล แต่เรื่องราวของเซร์บันเตสก็เป็นเช่นนี้เอง คือ ไม่อาจระบุแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานจากตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง อ้างจากงานประพันธ์ของเขาเองบ้าง ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าติดตามกันอีกมาก สมมุติว่าวันพรุ่งนี้ใครสักคนพบหลักฐาน กระดาษสักแผ่น จดหมายสักฉบับเกี่ยวกับเซร์บันเตส รับรองว่าจะเกิดเป็นคนดังแน่ๆ”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

อัลกาลาเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรราว 2 แสนคนเท่านั้น ความพิเศษของเมืองนี้คือเป็นคลังข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ ดอนกิโฆเต้ฯ และเซร์บันเตส ห้องสมุดสำคัญๆ ทั้งของมหาวิทยาลัยอัลกาลาและห้องสมุดประจำเมืองมีเนื้อหาครบทุกอย่าง กระทั่งหนังสือเก่าหายากอย่าง ดอนกิโฆเต้ซามูไร ที่พิมพ์จำนวนจำกัดเพียง 200 เล่ม น่าจะจัดทำขึ้นเมื่อครั้งครบรอบ 350 ปี ดอนกิโฆเต้ฯ

หลังจากใช้เวลาค้นคว้าและแปลอยู่ 2 ปี ตรวจทานอีก 2 ปี ในที่สุด ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันก็ออกมาผจญภัยตามร้านหนังสือในเมืองไทยตั้งแต่ ค.ศ. 2005 เมื่อทำงานเสร็จลุล่วง นักแปลตัดสินใจกลับไปที่อัลกาลาอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

“อยากแสดงความขอบคุณ และความรักที่มีต่อผลงานประพันธ์ของเขา รู้สึกทึ่งความเข้าใจในมนุษย์ กลวิธีการประพันธ์ที่นักเขียนชั้นนำของโลกเคยกล่าวว่า 400 ปีผ่านไป เรายังไม่อาจก้าวข้ามวรรณศิลป์ประพันธศาสตร์ที่เซร์บันเตสรังสรรค์ไว้ จึงซื้อดอกกุหลาบแดงไปวางที่แผ่นป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดของเซร์บันเตส”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

แม้อัลกาลาเป็นบ้านเกิด แต่ชีวิตของเซร์บันเตสเดินทางย้ายที่อยู่หลายครั้ง ด้วยการงานทำให้เขาต้องลงใต้บ้าง ไปเมืองโตเลโดบ้าง ความใฝ่ฝันของเขาคือการเป็นนักเขียนบทละครเรืองนาม จำเป็นจะต้องอยู่ในเมืองหลวงจึงจะมีผู้ชม เซร์บันเตสย้ายบ้านตามราชสำนักไปเมืองบาญาโดลิด ท้ายที่สุด เซร์บันเตสและภรรยา กาตาลีนา เด ซาลาซาร์ ก็ย้ายกลับมาอยู่มาดริดจวบจนสิ้นชีวิต

ณ กรุงมาดริดบ้านเช่าหลังสุดท้ายของเซร์บันเตสอยู่ย่านอักษร (Barrio de las letras) บริเวณที่ซึ่งนักประพันธ์และกวีในยุคทองของสเปนมารวมตัวอาศัยอยู่ ทั้งนักเขียนนวนิยายอย่างเซร์บันเตส บิดาแห่งละครอย่างโลเป้ เด ลาเบก้า หรือกัลเดร็อน เด ลาบาร์ก้า หรือกวีอย่างเกเบโด้ ครั้งนี้นักแปลมาแวะหน้าบ้านที่เซร์บันเตสเคยอาศัยอยู่ ปรากฏข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส อาศัยอยู่ และตายเมื่อ ค.ศ. 1616’ ปัจจุบันบ้านเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม และกลายเป็นร้านขายรองเท้าเพื่อสุขภาพ

ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน ตามผู้แปล ‘ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่าฯ’ ไปคารวะหลุมศพผู้ประพันธ์ที่สเปน

สว่างวันเคยไปถนนสายนี้หลายครั้ง ตัวบ้านเช่าอยู่ใกล้กับโบสถ์ Convento de la Trinitaria หรือโบสถ์คณะตรีเอกภาพซึ่งเป็นสถานที่เซร์บันเตสระบุให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชีวิต ร่างของเขาฝังรวมกับคนอื่นๆ มานานเกือบ 400 ปี จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 2015 เทศบาลเมืองมาดริดตัดสินใจค้นหาร่างของเซร์บันเตสให้ทันการฉลองครบรอบ 400 ปีมรณกาลในปี 2016

หลังจากติดตามข่าวการขุดและวิจัย จนกระทั่งมีข่าวประกาศว่า “มาดริดเปิดให้เยี่ยมหลุมศพของเซร์บันเตส” ผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ก็ตกลงใจว่าจะไปคารวะนักประพันธ์ในดวงใจอีกสักครั้ง เธอตัดสินใจเดินทางไปสเปนอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านมา

“เซร์บันเตสได้รับอิสรภาพพ้นจากการเป็นเชลยศึกด้วยความช่วยเหลือของนักบวชในคณะตรีเอกภาพ ซึ่งในอดีตนักบวชคณะนี้อุทิศตนเพื่อการไถ่เชลย โดยนำเงินจากครอบครัวเชลยไปไถ่ตัว ถ้าเงินที่ได้รับมีไม่มากพอก็จะขอเรี่ยไรเงินบริจาค เซร์บันเตสซึ่งเห็นว่า ‘เสรีภาพคือพรอันงดงามเหนือพรใดที่สวรรค์ทรงประทานแก่มนุษย์’ ก่อนจะเสียชีวิต จึงแจ้งความประสงค์ว่าจะฝัง ณ โบสถ์แห่งนี้”

การเข้าไปเยี่ยมชมหลุมศพของเซร์บันเตสนั้น เทศบาลเมืองมาดริดเปิดให้ชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยผลงานของเซร์บันเตสนั้นเปรียบดุจมรดกโลก แต่การเยี่ยมชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรืออย่างน้อยก็สำหรับผู้แปล อาจเพราะนักประพันธ์อยากลองใจผู้แปลผลงานของเขาก็เป็นได้

“โบสถ์นี้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมของมาดริดซึ่งจัดให้ชมฟรี แต่จะเปิดให้ชมเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวประจำเมืองมาดริดทุกเช้าวันจันทร์ และรับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น เมื่อไปถึงสำนักงาน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าสัปดาห์นี้เต็มแล้ว ดิฉันก็เพียรอธิบายว่ามีเวลาจำกัด นับแล้วเหลือเพียง 2 เสาร์เท่านั้น จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้คารวะเซร์บันเตส เจ้าหน้าที่ก็ยืนกรานตามเดิม เจ้าหน้าที่คงงงว่าต่างชาติคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ใช้ลูกตื้อ คือยังไงๆ ก็ต้องดูให้ได้ (หัวเราะ) เขาก็อ่อนใจไล่ไม่ไปสักที จึงบอกว่าลองไปติดต่อที่โบสถ์เองเถอะ ดิฉันจึงยอมรามือ บ่ายหน้าไปโบสถ์ แต่คนดูแลโบสถ์บอกให้กลับมาใหม่ตอน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

นักแปลขึ้นรถไฟขบวนเช้าสุดจากอัลกาลามารอหน้าโบสถ์ เพื่อจะได้ใช้เวลาก่อนพิธีมิสซาเคารพหลุมศพ เวลา 08.02 น. ใจเธอเต้นแรงขณะเดินวนไปรอบโบสถ์ หลุมศพอยู่ไหนหนอ ทำไมไม่พบ เดินวนอยู่หลายรอบ จนผู้ดูแลโบสถ์เดินมาถามว่า “เธอใช่ไหมที่โทรมาจะเคารพหลุมศพเซร์บันเตส อยู่ตรงนี้”

ภาพเบื้องหน้ามิใช่หลุมศพหรูหรา เป็นเพียงป้ายเรียบง่ายใกล้ปากทางเข้าโบสถ์ ข้อความเขียนว่า ‘ณ ที่นี้ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ทอดร่าง” ชาตะ 1547 มรณะ 1616 สว่างวันเดินสำรวจและเก็บภาพทุกจุดจนผู้ดูแลโบสถ์สงสัยว่าเธอสนใจอะไรนัก เมื่อรู้ว่าเธอคือผู้แปล ดอนกิโฆเต้ฯ ฉบับภาษาไทย ผู้ดูแลจึงพาเธอไปด้านในที่ปกติไม่เปิดให้ใครเข้าชมง่ายๆ

“ประตูบนพื้นนี้ มีบันไดทอดลงไปยังหลุมฝังศพรวม บริเวณที่พบว่าน่าจะเป็นร่างของเซร์บันเตสมีอีก 17 ร่าง นักนิติมนุษยวิทยา หัวหน้าทีมการขุดค้นครั้งนี้ อยากให้เซร์บันเตสมีหลุมศพที่เป็นทางการ เพราะชาติอื่นๆ กวีเอก นักเขียนเอก ของเขาล้วนแล้วแต่มีหลุมศพให้ผู้คนไปเยี่ยมชมสักการะ แต่เซร์บันเตสเสียแรงเป็นนักเขียนระดับโลก กลับไม่มีหลุมศพของตัวเอง”

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“นักวิจัย 30 คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนิติเวชศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านขุดเจาะพื้นที่ ร่วมกันค้นคว้าวิจัย และสรุปว่าการตรวจด้วย DNA เป็นเรื่องยากเพราะสายตระกูลผ่านมาแล้วถึง 12 รุ่น ถ้าจะตรวจ DNA เปรียบเทียบกับศพพี่สาวที่บวชเป็นชี ก็ต้องเปิดหลุมศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการรบกวนผู้จากไป ประเด็นเรื่อง DNA จึงล้มไป แต่จากประวัติชีวิตของเซร์บันเตส เรารู้ว่าเขาเคยถูกยิง 3 นัด เข้าที่ช่วงอก 2 นัด และเข้าที่แขนอีก 1 นัด เซร์บันเตสจึงเป็นนักเขียนที่มีแขนซ้ายพิการ

“ทีมวิจัยจึงอาศัยหลักฐานทางชีวะเพื่อค้นหาศพที่มีรอยกระสุนที่อก ปรากฏว่าพบศพนั้นจริงๆ และข้างๆ เป็นศพผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของภรรยาคือ นางกาตาลีนา ทางทีมงานตัดสินใจนำทั้ง 17 ศพขึ้นมาฝังรวมกัน เพราะการพยายามแยกเซร์บันเตสออกมาอาจเป็นการทำลายศพทั้งหมด เนื่องจากบริเวณที่ฝังชื้นมากและเก่าแก่มาก ในที่สุดหลังจาก 400 ปีผ่านไป เซร์บันเตสจึงมีหลุมศพอย่างเป็นทางการ”

หน้าหลุมศพของเซร์บันเตสไม่มีพื้นที่สำหรับวางดอกไม้ แผนการนำดอกกุหลาบแดงมาวางที่หลุมศพจึงต้องพับไป สว่างวันกลับไปที่พิพิธภัณฑ์เมืองอัลกาลาอีกครั้งเพื่อสักการะนักเขียนผู้ล่วงลับด้วยดอกไม้ เพื่อบอกนักเขียนของเธอว่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ภาค 2 จะโลดแล่นผจญภัย ณ ดินแดนไกลโพ้น ที่มีนามว่าประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

“ตอนที่นำดอกไม้ไปให้ครั้งล่าสุด ปรากฏว่ามีนักเรียนวัย 13 – 15 มาชมเยอะมากเพราะเป็นช่วงปลายเทอม มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่าทำไมเขาเอาดอกไม้มาให้เซร์บันเตสล่ะ อาจารย์เขาก็บอกว่า ดูสิ แม้แต่ชาวต่างชาติยังชื่นชมนักเขียนของเรา เห็นหรือยังว่าที่ที่คุณไม่อยากจะมาเท่าไหร่ คนอื่นเขาเดินทางมาไกลๆ เพื่อมาชม”

การตามรอยเซร์บันเตสในเมืองสองเมืองจบลงเท่านี้ แต่การผจญภัยในหน้ากระดาษของดอนกิโฆเต้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบภาษาไทย หนทางของขุนนางเฒ่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่การเดินทางในอาณาจักรสเปนโบราณก็น่าติดตามไม่แพ้เส้นทางบนโลกความเป็นจริง

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า

ภาพ : สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, นพดล เลิศเอกสิริ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load