นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ในช่วงแรกที่เราเพิ่งมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ใหม่ๆ คนขับรถขับพาเราผ่านถนนสายหนึ่ง สองฝั่งของถนนสายนี้เต็มไปด้วยแผงลอยขายของบริเวณทางเท้าเรียงยาวเป็นแถวตามถนน บางร้านก็มาตั้งขายอยู่ที่เกาะกลางถนน บางร้านก็ตั้งหลบไปตามตรอกซอกซอย มีแผงลอยร้านค้ามากมายสุดลูกหูลูกตาไปทั่วบริเวณ เป็นตลาดริมถนนดีๆ นี่เอง

คนโมซัมบิกผิวสีมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาเพื่อจับจ่ายซื้อของ คนเยอะมากจนแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อค้า แม่ค้า ลูกค้า บริเวณนี้ไม่มีคนขาวเดินอยู่เลย

เราที่แอบสำรวจสิ่งรอบข้างเหล่านี้อยู่ในรถหันไปพูดกับคนขับรถว่า “ที่นี่คึกคักดีจังนะ”

“ใช่ ฉันชอบที่นี่มาก ที่นี่เป็นที่ที่มีชีวิตชีวามากในเมืองมาปูโต” คนขับรถตอบ

รถขับผ่านไปเรื่อยๆ จนตลาดริมถนนเริ่มลับสายตาไป

เราพูดกับตัวเองในใจว่า “ไว้วันหนึ่งเราจะมาเดินที่ตลาดนี้”

มาปูโต มาปูโต

หนึ่งปีกว่าๆ ผ่านไปก็ได้ฤกษ์งามยามดี ในที่สุดเราก็ได้ไปเดินสำรวจตลาดริมถนนที่ว่าสมใจ หลังจากรวบรวมความกล้ามาเป็นเวลาพอสมควร

ตลาดนัดบนทางเท้าแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดของถนน 1.) Avenida Guerra Popular 2.) Avenida Filipe Samuel Magaia 3.) Avenida Fernão de Magalhães และ 4.) Avenida Josina Machel ในย่าน Baixa (ไบชา)​หรือย่าน downtown อันเป็นแหล่งทำมาค้าขายและห้างร้านหลากหลายแห่งเมืองมาปูโต บริเวณนี้เป็นย่านเก่าแก่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดกำเนิดของความเป็นเมืองของมาปูโตเลยก็ว่าได้

มาปูโต

เรากับเพื่อนเดินทางไปที่ตลาดแห่งนี้ตอนประมาณ 9 โมงเช้า เช้ามากจนหลายร้านก็เพิ่งจะเริ่มวางของขาย เราจึงถือโอกาสสังเกตบรรยากาศและกลวิธีการนำเสนอสินค้าของแต่ละร้านระหว่างที่เราเริ่มเดินไปตามถนน นอกจากห้างร้านจำนวนมากที่อยู่ในตึกแล้ว บริเวณทางเท้าด้านหน้าก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งวางสินค้าของตน บางคนวางบนโต๊ะไม้ที่ทำขึ้นมาเอง บางคนวางบนพื้นแบกะดิน บางคนนำสินค้าแต่ละชิ้นมาวางเรียงอย่างพิถีพิถัน สวยงามและเป็นระเบียบ บางคนเลือกที่จะเทสินค้าของตัวเองออกจากกระสอบและกองเรียงกันเป็นเนินสูงเพื่อให้เห็นถึงตัวเลือกจำนวนมากของสินค้า บางคนก็เลือกที่จะไม่ตั้งร้านและเดินถือสินค้าไปมาตามท้องถนน แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทุกคนต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มาเลือกซื้อสินค้าของตน

มาปูโต มาปูโต

สินค้าที่วางขายมีตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ผ้าถุงโมซัมบิก (ผ้า Capulana) เสื้อชั้นใน กางเกงใน ของเล่น หนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน โทรศัพท์ Ipad บัตรเติมเงิน เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน ถังแก๊ส ผัก ผลไม้ ขนม เครื่องดื่มและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละอย่างอยู่ปะปนกันไป โดยไม่ได้มีการแบ่งโซนสินค้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

ในตลาดมีให้เลือกซื้อกันทั้งสินค้ามือหนึ่งและมือสอง ของจริงและของปลอม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้มือสอง หรือที่มีชื่อเรียกว่า Calamidade (กาลามิดาด) ในหมู่คนโมซัมบิก ถึงแม้จริงๆ แล้วคำนี้จะแปลว่า ‘อุทกภัย’ ก็ตาม ด้วยราคาที่ย่อมเยาและการเจอของมีคุณภาพเป็นครั้งคราวทำให้ของใช้มือสองค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่คนโมซัมบิก
มาปูโต มาปูโต

ที่ตลาดแห่งนี้ยังมีร้านอาหารพื้นเมืองที่ทอดขายให้ทานกันร้อนๆ รวมไปถึงคนรับเย็บผ้าที่มาตั้งเครื่องจักรเรียงรายริมถนนหลายเจ้า เอาเป็นว่าซื้อผ้าแล้วก็สามารถตัดเย็บชุดได้เลยเสร็จสรรพตามแบบที่ต้องการ บริการครบวงจรไปอีก

เดินไปเรื่อยๆ เวลาเริ่มเข้าช่วงสาย (10 โมงเช้า) บรรยากาศการค้าขายก็เริ่มคึกคักขึ้น

มาปูโต มาปูโต

ผู้ขายแต่ละคนต่างก็มีเทคนิคส่วนตัวในการเชื้อเชิญลูกค้าให้หยุดแวะดูสินค้าที่ร้านของตน อาทิ การเชื้อเชิญอย่างสุภาพด้วยการผายมือเชิญเดินมาที่ร้าน พร้อมพูดว่า “เรามีสินค้ามากมายให้เลือกชม คุณลองเข้ามาดูที่ร้านเราได้” หรือการตะโกนคำเด็ดตามท่วงทำนองที่คิดขึ้นมาเองเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า เช่น

“Novidade novidade novidade novidade…. Novidade novidade novidade novidade!” (อ่านว่า โนวิดาด โดยขอให้อ่านเป็นทำนองตามจินตนาการของผู้อ่าน) ในบริบทนี้มีความหมายว่า ‘สินค้าใหม่’

อีกทั้งยังมีการร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมืองท่วงทำนองแอฟริกัน โดยร้องคู่ไปกับลูกมือของร้านระหว่างหยิบยื่นสินค้าให้ลูกค้าเลือกชม ทั้งยังมีการใช้ลูกตื๊อ เดินตามประกบลูกค้าแม้ลูกค้าจะเดินผ่านร้านของตนไปไกลแล้ว

“นี่ เพื่อนสาว เธอไม่ซื้อของฉันหน่อยหรอ ฉันมีของเด็ดหลายอย่าง เธอซื้อให้แฟนเธอก็ได้ เดี๋ยวฉันให้เธอราคาพิเศษ สำหรับเธอคนเดียวเลยนะ” เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะด้วยเทคนิคใดก็ตาม พ่อค้าแม่ค้าแทบทุกคนจะเรียกเรา (ลูกค้า) ว่า ‘เพื่อน’ (amigo/amiga) สนิทชิดเชื้อกับเราได้ในเวลาอันสั้นยามต้องการปิดการขาย

มาปูโต

จริงๆ แล้วบรรยากาศไม่ได้ต่างไปจากตลาดนัดบ้านเรามากนัก ต่างกันก็ตรงที่ตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่มีแต่คนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะคนขายหรือคนซื้อ และก็เหมือนกับที่เราสังเกตเห็นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว คือไม่มีคนโมซัมบิกผิวขาวหรือต่างชาติผิวขาวเดินอยู่เลย คงเพราะย่านนี้เป็นย่านของคนโมซัมบิกผิวสี เราผู้มีรูปลักษณ์เป็นลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลผิวเหลืองจึงมีความโดดเด่นและอาจหาญในการเดินที่ตลาดแห่งนี้

หลายคนก็มองเราด้วยความประหลาดใจและสงสัย แต่เราก็ตอบเขาด้วยรอยยิ้มและคำว่าสวัสดีในภาษาโปรตุเกส สิ่งที่เขาตอบกลับมาก็เป็นคำว่า สวัสดี (ในภาษาจีน) บวกกับรอยยิ้มที่สดใสเช่นเดียวกัน พร้อมสายตาแห่งความประหลาดใจและความสงสัยที่ลดลง การเนียนทักทายราวกับเป็นคนรู้จักกันมาก่อนทำให้เรากลมกลืนไปกับคนรอบตัวและโดดเด่นน้อยลง ถึงแม้สีผิวเราจะต่างกันมากก็ตาม

มาปูโต

จริงๆ แล้วตลาดริมถนนแห่งนี้ (ไม่รวมเหล่าห้างร้านในห้องตึก) เป็นตลาดนอกระบบ หรือที่คนโมซัมบิกเรียกว่าตลาด Dumba Nengue (ดุมบาเนง) แห่งหนึ่งในเมืองมาปูโต โดยดุมบาเนงเป็นคำในภาษาของคนพื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศโมซัมบิก มีความหมายว่า ‘วางใจในเท้า’

คนโมซัมบิกใช้คำว่า ดุมบาเนง เรียกตลาดนอกระบบ เพราะเมื่อตำรวจเทศบาลปรากฏตัวขึ้นที่ดุมบาเนง เหล่าผู้ขายจะต้อง ‘วางใจในเท้าของตน’ และรีบวิ่งหนีตำรวจ พร้อมกับสินค้าที่มักวางไว้บนศีรษะ แต่ตลาดดุมบาเนงริมถนนแห่งนี้เป็นตลาดที่ตำรวจเทศบาลไม่เข้าไปจัดระเบียบอีกต่อไป ด้วยความที่มีพ่อค้า แม่ค้า และลูกค้าจำนวนมากจนยากที่จะจัดการ บวกกับการที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าช่วยดูแลรักษาความสะอาดของทางเท้าแหล่งค้าขาย ไปๆ มาๆ แม้แต่ตำรวจเองก็ไปเดินจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นแหล่งของดีราคาถูกประจำเมือง

มาปูโต

การเดินตลาดแห่งนี้ทำให้เราได้เห็นและสัมผัสวิถีชีวิตของปุถุชนคนโมซัมบิกผิวสี ไม่ว่าจะเป็นลูกมือสาวน้อยที่มาช่วยแม่ขายอาหาร, เพื่อนร่วมธุรกิจที่ช่วยกันตะโกนเรียกลูกค้า, หนุ่มเจ้าของร้านที่ชักชวนลูกค้ามาซื้อของไม่สำเร็จ จึงหันมาจีบลูกค้าแทน, สาวใหญ่ที่ลองเสื้อชั้นในโดยใส่ทับเสื้อยืดที่ตนใส่อยู่ตรงบริเวณทางเท้าที่ผู้คนเดินสวนกันไปมา, เหล่าคนขายที่นั่งจิบเบียร์กันระหว่างเฝ้ารอลูกค้ามาที่ร้าน, คนเย็บผ้าที่นอนฟุบหลับที่โต๊ะยามแดดร่มลมตก, คนมากหน้าหลายตาที่มานั่งคุยกันหัวเราะร่าที่เพิงร้านอาหาร, แก๊งสี่สาววัยรุ่นที่แต่งตัวและทำผมแบบเดียวกันเดินเฉิดฉายความงามระหว่างช้อปปิ้ง, แก๊งเด็กวัยแตกหนุ่มที่ยืนรวมตัวกันเพื่อแซวสาว, คนขับรถ Txopela (โชเป-ลา) หรือรถตุ๊กตุ๊กโมซัมบิกที่ยืนรอผู้โดยสารกันเป็นหมู่คณะ, ผู้โดยสารรถ Chapas (ชาปาช) หรือรถตู้โมซัมบิกที่ทะเลาะกับกระเป๋ารถผู้ซึ่งกำลังยัดถุงเสื้อผ้าของเขาเข้าไปในรถตู้อย่างไม่ปรานีต่อความบอบบางของพลาสติก

กระเป๋าสีชมพูบานเย็นยี่ห้อ  Min Min อวดโฉมสวยเก๋ กลิ่นเครื่องเทศของอาหารพื้นเมือง และไก่ย่างโมซัมบิกที่ลอยมาตามลมเป็นระยะๆ เพลงเต้นท่วงทำนองแอฟริกันที่คุ้นหู ไม่ว่าจะเป็น Marrabenta (มาราเบนตา) หรือ Kizomba (กิซอมบา) เปิดคลอตามทุกมุมถนน ตลาดริมถนนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาสไตล์คนโมซัมบิก ตรงตามคำบอกเล่าของคนขับรถเราจริงๆ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสวิถีชีวิตคนโมซัมบิกผิวสีแบบนี้ เพราะชีวิตประจำวันของเราจะวนเวียนอยู่ในหมู่คนต่างชาติด้วยกันซะส่วนใหญ่ การมาเดินตลาดแห่งนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่ดี เปิดหูเปิดตาดี และของก็ถูกดีด้วย

วันหลังเราคงกลับมาเดินที่นี่อีก

มาปูโต

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ

สาวอักษรผู้หลงรักภาษา วรรณกรรม วัฒนธรรมและศิลปะทุกแขนง ปัจจุบันจากบ้านมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ยามขยันมักเขียนเรื่องราวที่ตนเองไปเจอหรือสนใจลงเพจส่วนตัว : Chinesinha around the world

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load