นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 สิงหาคม 2565
424

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load