เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดดอกไม้ถึงหอม

ปกติดอกไม้หอมก็เพราะโมเลกุลกลิ่นที่ปล่อยกำจายออกมา ลอยไปเรียกลูกค้าได้จากระยะไกล คอนเซปต์คล้ายกับร้านข้าวไข่เจียว 

ทีนี้ ลูกค้าของดอกไม้โดยปกติคือเหล่าแมลงที่ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าคนเราไปเกี่ยวอะไร ทำไมเราถึงรู้สึกหอมไปกับเขาด้วย แล้วทำไมกลิ่นที่เราเรียกว่าหอม ถึงได้ไปตรงกับกลิ่นที่ผึ้งกับผีเสื้อก็รู้สึกว่าหอมเหมือนกัน 

คำตอบคือ ไม่รู้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้มีความน่าสะพรึงกว่านั้นมาก

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้กลิ่นความตายมาบ้าง

ก็พวกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเหม็นล่อแมลงวันนั่นยังไงล่ะ กลิ่นของมันเน่ารัญจวนราวกับซากสัตว์ เหมือนเวลาเรานั่งทับจิ้งจกตาย แล้วซากแห้งติดร่องตูดเดินไปไหนมาไหนไม่รู้ตัว ได้แต่งงว่าทำไมมีกลิ่นตุๆ อยู่หลายวัน เชื่อว่าหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน 

มีดอกไม้มากมายกลิ่นเป็นแบบนั้นแหละ กลิ่นที่เหม็นสำหรับเรา แต่หอมสำหรับแมลงตอมศพ กลิ่นที่ถูกคัดสรรขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยรสนิยมแมลงวันรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลิ่นแห่งความตาย ความตายที่ทั้งจริงทั้งหลอกในเวลาเดียวกัน หลอกเพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีตัวอะไรตาย จริงเพราะสิ่งที่จะตายก็คือลูกๆ ของแมลงวันที่มาตอมแล้ววางไข่ไว้ ในดอกไม้ไม่มีอะไรให้หนอนน้อยกินเลย แมลงวันไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ดอกไม้ได้รับบริการทางเพศ นี่คือกลการผสมเกสรแบบหลอกลวง หรือ Deceptive Pollination (พบในพืชดอกประมาณ 4 – 6 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ที่ล่อลวงแมลงด้วยกลิ่นความตาย ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงผึ้ง 

เช้าวันหนึ่งที่แอฟริกาใต้ ผึ้งสาวชื่อเอนโซกูเล่ บินออกจากรังไปทำงานรับจ้างผสมเกสร ดอกไม้แถวนั้นให้ค่าตอบแทนดี เป็นน้ำหวานส่วนหนึ่ง เกสรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเอนโซกูเล่รับประทานเองแต่พออิ่ม จากนั้นขนที่เหลือกลับรังไปช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ที่ยังเล็ก

ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน เอนโซกูเล่เลือกดอกไม้สีเหลืองสดดอกหนึ่ง เธอลงเกาะบนกลีบแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจุกเกสรที่อยู่ตรงกลาง ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี เธอดูดน้ำหวานและเก็บเกสรได้เยอะทีเดียว จากนั้นส่ายก้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบินไปเกาะดอกถัดไป 

ทันใดนั้นเอง ง่ำ! 

แมงมุมสีเหลืองที่พรางตัวอยู่ในกลีบดอกโผล่พรวดออกมาตะครุบเธอไว้ เอนโซกูเล่พยายามดิ้นรนต่อสู้ เธอเอี้ยวเหล็กไนจะต่อยเจ้าแมงมุม แต่ไม่สำเร็จ เขี้ยวของมันเริ่มฝังลึกเข้ามาทุกทีตรงบริเวณอกของเธอ 

โดยสัญชาตญาณ เอนโซกูเล่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยออกมา ปกติถ้าเธออยู่ใกล้รัง กลิ่นนี้จะช่วยเตือนพวกพ้องว่ามีศัตรูกำลังบุกรุก ให้ทุกคนเตรียมตัวปกป้องบ้าน 

ทว่า ในยามที่กำลังเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายเช่นนี้ ไม่มีเพื่อนพี่น้องตนใดรับรู้ได้ถึงกลิ่นกรีดร้องของเธอ แต่ร่างกายของเอนโซกูเล่ก็ยังปล่อยมันออกมาอยู่ดี เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อการถูกทำร้าย มันหาใช่กลิ่นเตือนภัยอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลิ่นของความกลัว

จะว่าไป ใช่ว่าจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเอนโซกูเล่ ในรัศมีร้อยเมตรจากจุดเกิดเหตุ ณ ทุ่งดอกไม้นั้น มีแมลงหวี่สกุลเดสโมเมโทป้า (Desmometopa) รอคอยเวลานี้อยู่หลายตัว หนวดของพวกมันวิวัฒนาการมาเพื่อดักจับกลิ่นความกลัวของผึ้งโดยเฉพาะ ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันก็บินรี่มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วลงเกาะบนตัวเอนโซกูเล่ บ้างเผลอลงเกาะบนตัวแมงมุมด้วยความตื่นเต้น แต่แมงมุมก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงหวี่ตัวกระจิริด และจดจ่ออยู่กับการย่อยเนื้อของเอนโซกูเล่จากข้างในออกมาข้างนอกต่อไป

ด้วยสติอันเลือนราง และร่างกายที่เริ่มหยุดนิ่งด้วยยาชาจากพิษแมงมุม เอนโซกูเล่เฝ้ามองเหล่าแมลงหวี่ค่อยๆ ไต่เข้าหารูแผลของเธอตรงจุดที่ถูกฝังเขี้ยว พวกมันยื่นปากปลายฟองน้ำออกมา แล้วแตะซับไปที่หยดเลือดใสๆ ซึ่งกำลังไหลซึมออกจากปากแผล เอนโซกูเล่ค่อยๆ สิ้นสติไปท่ามกลางเสียงซู้ดซ้าดๆ ของเหล่าแมลงหวี่ที่รุมกันซับเลือดให้เธออย่างตะกละตะกลาม และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือแววตากลมโตทั้งแปดดวงของเจ้าแมงมุมสีเหลืองสด ที่จ้องมองมาอย่างไร้เมตตา 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุดต้องเล่าเลยไปถึงแมลงหวี่

แก๊งแมลงหวี่พวกนี้ประกอบมิจฉาชีพเป็นโจรขโมยเลือดจากผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินโดยเฉพาะ (ทางชีววิทยาเรียกสัตว์ผู้มาร่วมวงกินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเองว่า พวก Kleptoparasite) 

จาบูลานี่ ประกอบอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนๆ แมลงหวี่ที่อยู่รอบตัวเขาก็เป็นโจรกันทั้งนั้น เขาเห็นแมลงหวี่ตระกูลอื่นชอบตอมผลไม้บ้าง ตอมขยะบ้าง แต่สำหรับเขา กลิ่นความกลัวของผึ้งทรงอานุภาพเย้ายวนอย่างถึงที่สุด จนยากจะบรรยายให้เผ่าพันธุ์อื่นเข้าใจได้ 

ในเช้าวันนั้น จาบูลานี่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ดูดเลือดจากผึ้งสาวเคราะห์ร้าย แต่เนื่องจากคนเยอะ เขาจึงได้กินไปแค่ไม่กี่หยด และยังหิวอยู่ ไม่เป็นไร ได้รองท้องเท่านี้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ถือว่าทำเวลาได้ดีแล้วล่ะ จาบูลานี่คิดพลางบินหาเหยื่อรายต่อไป

ในช่วงบ่าย เขาได้กลิ่นความกลัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเลือดหวานให้อิ่มสำหรับวันนี้ เขารีบบินตามทิศทางของกลิ่นไป แต่รอบนี้ ฉากที่เขาพบ กลับมีเพียงดอกไม้สีเขียวหน้าตาประหลาดดอกหนึ่ง มันดูเหมือนกระโจมอะไรบางอย่าง มีเสาค้ำหลังคาโค้งๆ แล้วบนพื้นตรงกลางมีอุโมงค์พาลงลึกเข้าไปในดอก (พวกมนุษย์เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกร่มชูชีพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Ceropegia Sandersonii)

‘สงสัยผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินอยู่ต้องปล่อยกลิ่นความกลัวออกมาจากในนั้นแน่เลย’

จาบูลานี่คิดแล้วไต่ลงอุโมงค์ตามกลิ่นเข้าไป หนทางแคบลงเรื่อยๆ มืดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีขนบางอย่างที่ชี้กันเอาไว้ไม่ให้เขาถอยหลังกลับได้ แต่จาบูลาเน่ไม่อยากถอยอยู่แล้ว เพราะกลิ่นที่อยู่เบื้องหน้ามันเย้ายวนมาก อีกไม่กี่นาทีเขาก็จะได้ลิ้มรสเลือดหวานแล้ว  

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดออกสู่ห้องโถงขนาดย่อม ซึ่งมีแสงสลัวส่องผ่านทะลุผนังเข้ามาเล็กน้อย ในนั้นไม่มีทั้งผึ้ง ไม่มีทั้งแมงมุม มีเพียงบ่อน้ำพุแห้งๆ ตั้งอยู่กลางห้อง จาบูลานี่รู้ตัวแล้วว่าติดกับดัก แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขาเดินต่อราวกับต้องมนตร์ จนกระทั่งถูกศูนย์กลางของกลิ่นดูดให้เอาหน้าซุกเข้าไปที่ฐานของน้ำพุอย่างต่อต้านไม่ได้ ก้อนวัตถุสีเหลืองเหนียวติดหน้าเขาขึ้นมา มันคือถุงสเปิร์มของพืช ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยแบบไม่ลามกว่า ชุดกลุ่มเรณู (Pollinaria) ถุงนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางของเขาอย่างไม่สามารถสลัดหลุด จาบูลานี่ตื่นตกใจแล้วพยายามบินหนี แต่ก็หาทางออกไม่เจอ จะกลับออกทางเดิมก็ไม่ได้เพราะมีขนย้อนศรขวางอยู่ เขาได้แต่บินชนผนังไปมาอย่างหวาดกลัวและลนลานขึ้นเรื่อยๆ 

ทันใดนั้นเอง จาบูลานี่ก็เหลือบไปเห็นซากศพของแมลงหวี่อีกตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ที่มุมห้อง 

เขาหยุดบินแล้วกลับลงมานั่งสงบใจ เวลาผ่านไปสักพัก เขาเห็นเพื่อนแมลงหวี่ร่วมสายพันธุ์อีกตัวมุดผ่านปากอุโมงค์เข้ามาในสภาพต้องมนตร์ เขาพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานเหยื่อรายใหม่ก็มีถุงเหลืองติดหน้า แล้วได้แต่บินลนลานชนผนังไปมาเช่นกัน 

ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืนที่เขาถูกขังอยู่ในดอกไม้นั้น จาบูลานี่เห็นเพื่อนแมลงหวี่หลงเข้ามาอีก 5 ตัว โดย 4 ตัวพยายามบินหาทางออกจนหมดแรงตาย เหลือเพียงจาบูลานี่กับเพื่อนอีกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่    

“ถ้าแกออกไปได้ แกจะทำอะไร” จาบูลานี่ถาม 

“ไม่รู้สิ บางทีก็อยากตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นผึ้งเหมือนกันนะ” เพื่อนนิรนามตอบ 

“บ้าสิ เป็นผึ้งถูกแมงมุมจับกินนะ”

“อย่างน้อยก็แป๊บเดียวตาย ไม่ทันได้ทรมาน”

“อืม ก็จริง” จาบูลานี่ถอนใจแล้วพิงกายไปที่ผนังห้อง สัมผัสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ทำไมผนังมันเหี่ยวๆ นิ่มๆ”

จาบูลานี่เริ่มสังเกตเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้น แฟบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เยอะมาก ดอกไม้กำลังเหี่ยว อย่างนี้ก็แปลว่า…

เขารีบมุ่งตรงไปที่ปากอุโมงค์ จริงอย่างที่คาด “ขนแข็งๆ พวกนี้มันนิ่มหมดแล้ว เรามุดออกทางเดิมได้แล้ว มาเร็วเพื่อน!” จาบูลานี่หันกลับไปเรียกเพื่อนนิรนามด้วยความตื่นเต้น “มาเร็วสิ…”

ร่างนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว 

จาบูลานี่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ เขารีบมุดอุโมงค์กลับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต แสงสว่างปากทางเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด เขาก็โบยบินออกสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอีกครั้ง

อิสรภาพ…กลิ่นของมันช่างหอมหวนเสียยิ่งกว่ากลิ่นความกลัว

จาบูลานี่สูดหายใจเข้าเต็มรูสปิราเคิลที่อยู่ข้างตัว เขาแวะพักดื่มน้ำข้างทาง และกลับมารับรู้อีกทีว่าตัวเองหิวโซขนาดไหน เขาหันหนวดไปรอบทิศเพื่อตรวจหากลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด 

จาบูลานี่สูดดมจนพบแหล่งกลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง เขาบินตามไปหามันอีกครั้ง

เขาพบกับดอกร่มชูชีพอีกดอก เขามุดลงอุโมงค์ไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขามุดหน้าไปที่บ่อน้ำพุ คราวนี้ถุงเหลืองตรงคางเขาพาดแปะไปบนแท่นรับเหนียวๆ ที่อยู่ตรงยอดน้ำพุอย่างพอดิบพอดี 

จาบูลานี่รู้ตัวว่ารอบนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะอยู่รอดครบ 2 วันเพื่อรอดอกไม้เหี่ยวอีกแล้ว 

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้ำพุแห่งกามพฤกษ์ พยายามจะหลับตาลงแล้วจินตนาการว่าชาติหน้าอยากเกิดใหม่เป็นตัวอะไรดี แต่อนิจจา เขาไม่สามารถหลับตาได้ เพราะแมลงหวี่ไม่มีเปลือกตา 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงที่สุดอยู่ดี

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ไว้มีเวลาวันหลังจะเล่าให้ฟัง

ใครอยากศึกษาเรื่องปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิชาการ ขอเชิญตามไปอ่านงานวิจัย Ceropegia sandersonii Mimics Attacked Honeybees to Attract Kleptoparasitic Flies for Pollination

รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปผึ้งโดนแมงมุมโจมตี และเหล่าแมลงหวี่ที่มารุมรอกินเลือดจากบาดแผล
ภาพ : www.sciencedirect.com
ดอกไม้กลิ่นความตาย เรื่องชีวะสยองขวัญที่ความกลัวมีกลิ่นหอม
ภาพ : www.sciencedirect.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
ก้อนเกสรเหลืองๆ ที่แปะติดไปกับแมลงหวี่
ภาพ : www.sciencedirect.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
รูปดอกมังกรเขียว (Ceropegia Simonae) ไม้สกุลเดียวกันซึ่งผมปลูกไว้ที่บ้าน สังเกตว่ามีแมลงหวี่บ้านเราแวะมาผสมเหมือนกัน และบางตัวติดตายอยู่ในกะเปาะเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าถูกกลิ่นอะไรล่อมา

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

เอาล่ะ เรามาจัดอันดับ Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนังกันเถอะ!

อันดับที่ 5 สัตว์ที่พ่นน้ำลายเป็นกรด

แน่นอน ถ้าพูดถึงสัตว์ประหลาดในหนังที่สามารถพ่นน้ำลายเป็นน้ำกรดสีเขียว ๆ ได้ ท่านอาจจะนึกถึงตัวเอเลียน หรือ Xenomorph จากภาพยนตร์เรื่อง Alien ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าท่านคิดแบบนั้น ท่านจำผิดเหมือนกับผม

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

เอเลี่ยนมันมีเลือดเป็นกรดต่างหากเล่าเฟ่ย! เออว่ะ ตอนแรกที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมก็ดันเอาฉากน้ำลายเยิ้มย้อยของมัน ไปจำผสมกับฉากที่มีของเหลวสีเขียวพุ่งจากแผล แล้วไม่ว่าของเหลวนั้นจะพุ่งกระฉูดไปโดนอะไร มันก็จะกัดรุนแรงมาก ถ้าโดนหน้าก็หน้าเละละลาย ขนาดโดนเหล็ก เหล็กยังควันขึ้นฟู่แล้วกลายเป็นรูโบ๋เลย

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

สรุปแล้ว เอเลียนไม่ได้พ่นน้ำลายเป็นกรด แค่มีเลือดเป็นกรด ซึ่งสัตวแพทย์เสนอแนะว่าให้มันกินน้ำด่างเยอะ ๆ เพื่อช่วยรักษาสมดุลร่างกายไม่ให้เป็นมะเร็ง จะอย่างไรก็ตาม สัตว์อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือเจ้าไดโนเสาร์แผงคอในเรื่อง Jurassic Park ซึ่งชื่อของมันคือไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ในชีวิตจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมีพฤติกรรมยังไง แต่ในหนังจินตนาการไว้ว่ามันจะจู่โจมด้วยการพ่นน้ำกรดเหนียว ๆ ใส่หน้าคนที่เข้าใกล้

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่ทำใกล้เคียงกับแบบนี้ในชีวิตจริงคือ อัลปาก้า

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง

น้อนอัลปาก้าที่หน้าตาน่ารักใสซื่อนี่แหละ มีพฤติกรรมป้องกันตัวโดยการถุยน้ำลายใส่ศัตรู ซึ่งบ่อยครั้งน้ำลายนี้จะไม่ใช่น้ำใส ๆ ธรรมดา แต่จะมีการขย้อนหญ้าที่ย่อยแล้วออกมาปนด้วย ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกสีเขียว และก็เนื่องจากเป็นของเหลวที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะ เลยทำให้มีกรดปนออกมาด้วยเต็ม ๆ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
สภาพแขนคนที่โดนอัลปาก้าพ่นใส่
ภาพ : aubreyoaksalpacas.com

สรุปสัตว์ที่พ่นน้ำกรดสีเขียวใส่ศัตรูไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นอัลปาก้า

ให้ตายเถอะ… ข้อมูลเพิ่มเติมบอกด้วยว่าพวกเครือญาติของมันเช่นอูฐหรือลามะก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน (ลามะที่เป็นสัตว์นะ ไม่ใช่ลามะธิเบต) คือชอบขากถุยใส่หน้าคนที่เข้ามาชมว่ามันนั่ลล๊าคคค ในยูทูบมีคลิปทำนองนี้ให้ชมเพื่อความบันเทิงอยู่มากมาย ลองเสิร์ชดูได้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าเป็นในธรรมชาติ อัลปาก้าหรือลามะตัวเมียมักจะถุยน้ำลายใส่ตัวผู้ที่เข้ามาตื๊อเยอะเกินแล้วมันไม่ชอบ ส่วนถ้าเป็นในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับ Sexual Harassment ทั้งสองเพศก็มักจะถ่มถุยใส่กันเวลาทะเลาะวิวาททั่วไป เช่น แย่งอาหาร เหม็นขี้หน้า ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือก่อนจะถุยมันมักจะมีท่าเตือนก่อน คือเชิดหน้าขึ้น แล้วทำหูลู่ไปข้างหลัง เห็นอย่างนี้คือมันเริ่มไม่พอใจแล้ว หลบได้หลบก่อน แต่ต้องหลบให้ไกลพอสมควรด้วยนะ เพราะว่ากันว่ามันถุยได้ไกลเป็น 10 ฟุต แถมแม่นด้วย โชคดีอยู่อย่างตรงที่มันโหลดกระสุนช้า ไม่สามารถยิงรัว และเจ้าตัวเองก็ไม่อยากใช้อาวุธนี้บ่อยด้วย เพราะขย้อนน้ำย่อยออกมาแต่ละทีก็เหมือนกับคนสำรอกกรดไหลย้อน ทั้งแสบคอ ทั้งรสชาติไม่พึงประสงค์ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

แหม่ พอพูดถึงพฤติกรรมพ่น ๆ เลยนึกถึงสัตว์อื่นได้อีกเยอะเลย งั้นไม่จัดอันดับ Top 5 ต่อแล้ว เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้แทนดีกว่า

เมื่อพูดถึงสัตว์พ่นน้ำ อีกตัวหนึ่งที่ผมนึกถึงก็คือปลาเสือพ่นน้ำ

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพ : Kim Taylor / naturepl.com

สมัยเด็ก ผมมีความทรงจำที่ดีกับมันมาก ในวัยมัธยมต้น พ่อสอนให้ผมหัดเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมเริ่มหลงใหลในธรรมชาติและเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์

ตอนนั้น หนึ่งในปลาที่พ่อเลือกให้เลี้ยงแล้วผมชอบมากก็คือปลาเสือพ่นน้ำ พ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็ก ๆ เห็นเยอะแยะตามป่าชายเลนที่อยู่รอบบ้านพ่อ ผมรู้สึกมหัศจรรย์มากกับการที่มันล่าแมลงซึ่งเกาะอยู่ตามรากไม้กิ่งไม้บนบกได้ โดยอาศัยวิธีพ่นน้ำใส่ราวกับสไนเปอร์ที่เล็งยิงมาจากต่างมิติ ครั้งหนึ่งผมอยากเห็นพฤติกรรมนี้กับตาบ้าง เลยไปจับแมลงวันมาปล่อยเข้าไปในตู้ของตัวที่เลี้ยงไว้ ปรากฏว่าน้องเสือพ่นน้ำใส่แมลงวันจริงๆ ! แต่ช็อตที่ตามมาก็คือมันกระโดดพุ่งขึ้นมาจะฮุบแมลงวันที่กำลังร่วง แล้วปรากฏว่าฝาตู้ปลามันเตี้ยไปนิด น้องเสือเลยหัวโขกเข้าจัง ๆ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เล่นแบบนั้นกับมันอีก

ด้วยพฤติกรรมพ่นน้ำของมัน ปลาเสือเลยเป็นที่นิยมในหมู่นักวิจัย มีบางคนฝึกให้มันพ่นน้ำใส่เฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงบางอย่าง บ้างศึกษาความแม่นยำของมันในการยิงเป้าเคลื่อนที่ บ้างดูว่ามันจะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะจากการดูเพื่อนยิงได้ไหม แต่ที่เด็ดสุดผมว่าน่าจะเป็นงานวิจัยที่ฝึกให้มันจดจำใบหน้ามนุษย์ แล้วพ่นน้ำใส่เฉพาะหน้าบางคนเท่านั้น

เช่นสมมติเป็นหน้านายยี หลังจากผ่านการฝึกมาแล้ว ไม่ว่าหน้านายยีจะปรากฏขึ้นพร้อมกับหน้านายยูน นายยัม หรือนายยวน หรือจะสลับตำแหน่งกันยังไง ปลาเสือก็จะเลือกพ่นใส่แต่หน้านายยีคนเดียวรัว ๆ ด้วยอัตราความถูกต้องสูงถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกครั้งที่มันเลือกถูกก็จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหาร

ที่น่าทึ่งเข้าไปใหญ่คือ เมื่อมีการเปลี่ยนองศาจากหน้าตรงเป็นหน้าก้ม หน้าเงย หรือหน้าหันข้างในแบบที่มันไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน ปลาเสือก็ยังเลือกพ่นใส่หน้านายยีได้อย่างถูกต้องอยู่ดี แสดงให้เห็นความสามารถการประมวลภาพและหมุนรูปทรง 3 มิติในหัว เทียบเคียงกับมนุษย์ ลิง และนก ทั้งที่สถาปัตยกรรมสมองของมันเป็นคนละแบบกันเลย

ไอ้งานวิจัยจำหน้านี่ ผมแอบเชียร์ให้เขาทดลองโดยการเอาอาสาสมัครที่เป็นคนจริง ๆ มายืนเรียงหน้าให้ปลาพ่นน้ำใส่ คงจะฮาไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเพียงโชว์รูปจากจอคอมพิวเตอร์ให้มันเลือกเท่านั้น ดูคลิปได้ที่นี่

จะอย่างไรก็ตาม ท่านนำผลวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เองได้ ด้วยการเอารูปหน้าเพื่อนบางคนให้ปลาเสือที่บ้านดูประกอบกับสอนให้มันพ่นน้ำใส่ หลังจากนั้นจึงเชิญเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวชมตู้ปลาที่บ้าน แล้วสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

Top 5 สัตว์โลกที่มีความสามารถเหมือนสัตว์ประหลาดในหนัง
ภาพจากงานวิจัยสอนให้ปลาเสือพ่นน้ำจำหน้าคน
ภาพ : doi.org/10.1016/j.anbehav.2018.09.002

ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกหลายหน่อย นั่นคือระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโท ผมได้มีโอกาสไปเข้าค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลที่ภูเก็ต แล้วได้ประสบพบรักกับสัตว์ที่ป้องกันตัวเองโดยการพ่นอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือปลิงทะเล

ปลิงทะเลที่กำลังหากินอย่างรีแลกซ์จะอยู่ในสภาพอ่อนหยุ่น ย้วยย้อยเล็กน้อย แต่เมื่อโดนลูบคลำ มันจะเริ่มตื่นตัว และแข็งเกร็ง ความดันในตัวจะเพิ่มขึ้น สักพักเริ่มพ่นน้ำปี๊ด ๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดเมือกเหนียวสีขาวออกมาเป็นยวงใยใหญ่โต

บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปีนั้น ผมชวนเพื่อนผองผู้ชายห้าหกคนไปถ่ายคลิปเพื่อการศึกษากันที่ชายหาด ให้แต่ละคนจับปลิงมาถือกันไว้คนละตัว ในระดับตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นรูดปลิงขึ้นลง ๆๆๆ จนกระทั่งมันแข็งตัวและพ่นเมือกสีขาวออกมาอย่างเร้าใจ ผมนำวิดิโอนี้ไปตัดต่อใส่เพลงสวนสยาม ตึด ตึด ตึด ตื๊น ตืน ตื่นนน… สมัยนั้นยังไม่มี TikTok ขอบคุณพระเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกผมอาจจะกลายเป็นคนดังไปแล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

สุดท้ายคลิปนั้นได้แค่ถูกถ่ายทอดลงวีซีดี แล้วส่งต่อให้น้อง ๆ ที่เข้าค่ายรุ่นถัด ๆ ไปได้เอาไว้ศึกษาดูธรรมชาติ เพื่อนที่อยู่ในคลิปนั้นทุกวันนี้ แต่ละคนก็น่าจะก้าวหน้าในอาชีพการงานจนเป็นใหญ่เป็นโตกันไปหมดแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าในฮาร์ดดิสก์ของผมยังคงมีคลิปนี้ซุกซ่อนอยู่ และสามารถเก็บไว้แบล็กเมลพวกเขาได้ทุกเมื่อ ในยามที่ค่าต้นฉบับไม่พอยาไส้

เอาจริง ๆ หากมีโอกาสได้เจอปลิงอีกผมคงไม่ไปเล่นกับมันแบบนั้นแล้ว เพราะสงสาร สิ่งที่มันพ่นออกมาเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่แค่น้ำลายเหนียว ๆ น่ารัก ๆ ที่พ่นจากปาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ที่เบ่งทะลักออกมาจากรูตูด แถมเบ่งแรงจนรูตูดฉีกขาดอีกด้วย แน่นอน ทั้งหมดนี้เยียวยาได้ ไม่ใช่ความเสียหายถาวร แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าหากมันเจอภัยอันตรายระหว่างนั้น ก็อาจจะเสียท่าเพลี่ยงพล้ำได้ สู้เก็บไว้ให้มันใช้พ่นใส่ศัตรูจริง ๆ ดีกว่า ปลาหรือปูที่มาตอดปลิงอาจจะโดนใยเหนียวสีขาวนี้หนึบติดปาก หรือไม่ก็มัวแต่ไปสนใจใยที่พ่นออกมา จนตัวปลิงมีเวลาคลานหนีเอาชีวิตรอด เช่นเดียวกับคอนเซ็ปต์ของหางจิ้งจกนั่นเอง

ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นใยเหนียว ๆ สีขาว
ภาพ : Pierre Pouliquin / Flickr

เอาล่ะ สุดท้ายสำหรับวันนี้ เราจะไม่พูดถึงกิ้งก่าที่พ่นเลือดเป็นลำออกจากลูกกะตาได้ แต่เราจะจบกันด้วยพืชพ่นน้ำ

ผมลองเสิร์ชเน็ตเล่น ๆ ว่าในโลกนี้มีพืชที่ได้ชื่อว่า Spitting Plant หรือพืชถุยน้ำลายบ้างมั้ย ปรากฏว่ามีจริง ๆ วัทเดอะ! ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Anneslea fragrans และที่พีกคือมันเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่แถวบ้านเรานี่เอง มีชื่อไทยด้วยเรียกว่า ‘สารภีป่า’

ตามคำบอกเล่าของนักพฤกษศาสตร์ ตรงกลางดอกของต้นสารภีป่าที่ว่าจะมีโครงสร้างลักษณะเป็นเหมือนกระเปาะอะไรสักอย่างที่มียอดเป็นท่อชี้แหลมออกมา ดอกนี้จะปล่อยกลิ่นหอมรัญจวน ล่อมวลหมู่ภมรให้มาดอมดม ซึ่งพอภมรดอมดมไปเรื่อย ๆ จนโดนตรงปลายท่อ การสัมผัสก็จะไปกระตุ้นกลไกบางอย่างภายในดอก คล้าย ๆ กับเวลาเราเอานิ้วแตะใบไมยราบ ดอกสารภีป่าจะพ่นน้ำสีเหลืองใส่หน้าภมร ปิ๊ด… ซึ่งน้ำนี้ก็คือน้ำเกสรตัวผู้นั่นเอง

รายละเอียดว่าพ่นแรงขนาดไหน เยอะขนาดไหน ภมรหน้าเยิ้มขนาดไหน ข้าพเจ้ายังหาข้อมูลไม่เจอเลย และพยายามหาวิดีโอตอนพ่นดูก็ไม่มีด้วย มีแต่ภาพนิ่งที่นักพฤกษศาสตร์สาธิตกระตุ้นให้น้ำสีเหลืองนั้นหยดแหมะใส่มือตัวเอง

ดอกสารภีป่า Anneslea fragrans กับน้ำเกสรตัวผู้ที่พ่นออกมา
ภาพ : talkingplants.blogspot.com

ในธรรมชาติคาดว่าภมรที่โดนน้ำนี้เข้าไป ก็น่าจะบินต่อไปดอมดมดอกถัดไปตามประสา แล้วก็นำเกสรตัวผู้ของดอกที่แล้วติดไปผสมกับตัวเมียของดอกใหม่ด้วยโดยปริยาย เป็นวัฏจักรให้กำเนิดชีวิตเด็กน้อยสารภีต้นเล็ก ๆ สืบต่อไป ขึ้นเพลงไลอ้อนคิง

จากสัตว์พ่นน้ำลาย สู่พืชพ่นน้ำรัก

โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะแยะ จนมิอาจจัดอันดับได้

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load