เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดดอกไม้ถึงหอม

ปกติดอกไม้หอมก็เพราะโมเลกุลกลิ่นที่ปล่อยกำจายออกมา ลอยไปเรียกลูกค้าได้จากระยะไกล คอนเซปต์คล้ายกับร้านข้าวไข่เจียว 

ทีนี้ ลูกค้าของดอกไม้โดยปกติคือเหล่าแมลงที่ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าคนเราไปเกี่ยวอะไร ทำไมเราถึงรู้สึกหอมไปกับเขาด้วย แล้วทำไมกลิ่นที่เราเรียกว่าหอม ถึงได้ไปตรงกับกลิ่นที่ผึ้งกับผีเสื้อก็รู้สึกว่าหอมเหมือนกัน 

คำตอบคือ ไม่รู้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้มีความน่าสะพรึงกว่านั้นมาก

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้กลิ่นความตายมาบ้าง

ก็พวกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเหม็นล่อแมลงวันนั่นยังไงล่ะ กลิ่นของมันเน่ารัญจวนราวกับซากสัตว์ เหมือนเวลาเรานั่งทับจิ้งจกตาย แล้วซากแห้งติดร่องตูดเดินไปไหนมาไหนไม่รู้ตัว ได้แต่งงว่าทำไมมีกลิ่นตุๆ อยู่หลายวัน เชื่อว่าหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน 

มีดอกไม้มากมายกลิ่นเป็นแบบนั้นแหละ กลิ่นที่เหม็นสำหรับเรา แต่หอมสำหรับแมลงตอมศพ กลิ่นที่ถูกคัดสรรขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยรสนิยมแมลงวันรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลิ่นแห่งความตาย ความตายที่ทั้งจริงทั้งหลอกในเวลาเดียวกัน หลอกเพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีตัวอะไรตาย จริงเพราะสิ่งที่จะตายก็คือลูกๆ ของแมลงวันที่มาตอมแล้ววางไข่ไว้ ในดอกไม้ไม่มีอะไรให้หนอนน้อยกินเลย แมลงวันไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ดอกไม้ได้รับบริการทางเพศ นี่คือกลการผสมเกสรแบบหลอกลวง หรือ Deceptive Pollination (พบในพืชดอกประมาณ 4 – 6 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ที่ล่อลวงแมลงด้วยกลิ่นความตาย ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงผึ้ง 

เช้าวันหนึ่งที่แอฟริกาใต้ ผึ้งสาวชื่อเอนโซกูเล่ บินออกจากรังไปทำงานรับจ้างผสมเกสร ดอกไม้แถวนั้นให้ค่าตอบแทนดี เป็นน้ำหวานส่วนหนึ่ง เกสรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเอนโซกูเล่รับประทานเองแต่พออิ่ม จากนั้นขนที่เหลือกลับรังไปช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ที่ยังเล็ก

ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน เอนโซกูเล่เลือกดอกไม้สีเหลืองสดดอกหนึ่ง เธอลงเกาะบนกลีบแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจุกเกสรที่อยู่ตรงกลาง ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี เธอดูดน้ำหวานและเก็บเกสรได้เยอะทีเดียว จากนั้นส่ายก้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบินไปเกาะดอกถัดไป 

ทันใดนั้นเอง ง่ำ! 

แมงมุมสีเหลืองที่พรางตัวอยู่ในกลีบดอกโผล่พรวดออกมาตะครุบเธอไว้ เอนโซกูเล่พยายามดิ้นรนต่อสู้ เธอเอี้ยวเหล็กไนจะต่อยเจ้าแมงมุม แต่ไม่สำเร็จ เขี้ยวของมันเริ่มฝังลึกเข้ามาทุกทีตรงบริเวณอกของเธอ 

โดยสัญชาตญาณ เอนโซกูเล่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยออกมา ปกติถ้าเธออยู่ใกล้รัง กลิ่นนี้จะช่วยเตือนพวกพ้องว่ามีศัตรูกำลังบุกรุก ให้ทุกคนเตรียมตัวปกป้องบ้าน 

ทว่า ในยามที่กำลังเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายเช่นนี้ ไม่มีเพื่อนพี่น้องตนใดรับรู้ได้ถึงกลิ่นกรีดร้องของเธอ แต่ร่างกายของเอนโซกูเล่ก็ยังปล่อยมันออกมาอยู่ดี เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อการถูกทำร้าย มันหาใช่กลิ่นเตือนภัยอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลิ่นของความกลัว

จะว่าไป ใช่ว่าจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเอนโซกูเล่ ในรัศมีร้อยเมตรจากจุดเกิดเหตุ ณ ทุ่งดอกไม้นั้น มีแมลงหวี่สกุลเดสโมเมโทป้า (Desmometopa) รอคอยเวลานี้อยู่หลายตัว หนวดของพวกมันวิวัฒนาการมาเพื่อดักจับกลิ่นความกลัวของผึ้งโดยเฉพาะ ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันก็บินรี่มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วลงเกาะบนตัวเอนโซกูเล่ บ้างเผลอลงเกาะบนตัวแมงมุมด้วยความตื่นเต้น แต่แมงมุมก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงหวี่ตัวกระจิริด และจดจ่ออยู่กับการย่อยเนื้อของเอนโซกูเล่จากข้างในออกมาข้างนอกต่อไป

ด้วยสติอันเลือนราง และร่างกายที่เริ่มหยุดนิ่งด้วยยาชาจากพิษแมงมุม เอนโซกูเล่เฝ้ามองเหล่าแมลงหวี่ค่อยๆ ไต่เข้าหารูแผลของเธอตรงจุดที่ถูกฝังเขี้ยว พวกมันยื่นปากปลายฟองน้ำออกมา แล้วแตะซับไปที่หยดเลือดใสๆ ซึ่งกำลังไหลซึมออกจากปากแผล เอนโซกูเล่ค่อยๆ สิ้นสติไปท่ามกลางเสียงซู้ดซ้าดๆ ของเหล่าแมลงหวี่ที่รุมกันซับเลือดให้เธออย่างตะกละตะกลาม และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือแววตากลมโตทั้งแปดดวงของเจ้าแมงมุมสีเหลืองสด ที่จ้องมองมาอย่างไร้เมตตา 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุดต้องเล่าเลยไปถึงแมลงหวี่

แก๊งแมลงหวี่พวกนี้ประกอบมิจฉาชีพเป็นโจรขโมยเลือดจากผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินโดยเฉพาะ (ทางชีววิทยาเรียกสัตว์ผู้มาร่วมวงกินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเองว่า พวก Kleptoparasite) 

จาบูลานี่ ประกอบอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนๆ แมลงหวี่ที่อยู่รอบตัวเขาก็เป็นโจรกันทั้งนั้น เขาเห็นแมลงหวี่ตระกูลอื่นชอบตอมผลไม้บ้าง ตอมขยะบ้าง แต่สำหรับเขา กลิ่นความกลัวของผึ้งทรงอานุภาพเย้ายวนอย่างถึงที่สุด จนยากจะบรรยายให้เผ่าพันธุ์อื่นเข้าใจได้ 

ในเช้าวันนั้น จาบูลานี่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ดูดเลือดจากผึ้งสาวเคราะห์ร้าย แต่เนื่องจากคนเยอะ เขาจึงได้กินไปแค่ไม่กี่หยด และยังหิวอยู่ ไม่เป็นไร ได้รองท้องเท่านี้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ถือว่าทำเวลาได้ดีแล้วล่ะ จาบูลานี่คิดพลางบินหาเหยื่อรายต่อไป

ในช่วงบ่าย เขาได้กลิ่นความกลัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเลือดหวานให้อิ่มสำหรับวันนี้ เขารีบบินตามทิศทางของกลิ่นไป แต่รอบนี้ ฉากที่เขาพบ กลับมีเพียงดอกไม้สีเขียวหน้าตาประหลาดดอกหนึ่ง มันดูเหมือนกระโจมอะไรบางอย่าง มีเสาค้ำหลังคาโค้งๆ แล้วบนพื้นตรงกลางมีอุโมงค์พาลงลึกเข้าไปในดอก (พวกมนุษย์เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกร่มชูชีพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Ceropegia Sandersonii)

‘สงสัยผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินอยู่ต้องปล่อยกลิ่นความกลัวออกมาจากในนั้นแน่เลย’

จาบูลานี่คิดแล้วไต่ลงอุโมงค์ตามกลิ่นเข้าไป หนทางแคบลงเรื่อยๆ มืดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีขนบางอย่างที่ชี้กันเอาไว้ไม่ให้เขาถอยหลังกลับได้ แต่จาบูลาเน่ไม่อยากถอยอยู่แล้ว เพราะกลิ่นที่อยู่เบื้องหน้ามันเย้ายวนมาก อีกไม่กี่นาทีเขาก็จะได้ลิ้มรสเลือดหวานแล้ว  

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดออกสู่ห้องโถงขนาดย่อม ซึ่งมีแสงสลัวส่องผ่านทะลุผนังเข้ามาเล็กน้อย ในนั้นไม่มีทั้งผึ้ง ไม่มีทั้งแมงมุม มีเพียงบ่อน้ำพุแห้งๆ ตั้งอยู่กลางห้อง จาบูลานี่รู้ตัวแล้วว่าติดกับดัก แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขาเดินต่อราวกับต้องมนตร์ จนกระทั่งถูกศูนย์กลางของกลิ่นดูดให้เอาหน้าซุกเข้าไปที่ฐานของน้ำพุอย่างต่อต้านไม่ได้ ก้อนวัตถุสีเหลืองเหนียวติดหน้าเขาขึ้นมา มันคือถุงสเปิร์มของพืช ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยแบบไม่ลามกว่า ชุดกลุ่มเรณู (Pollinaria) ถุงนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางของเขาอย่างไม่สามารถสลัดหลุด จาบูลานี่ตื่นตกใจแล้วพยายามบินหนี แต่ก็หาทางออกไม่เจอ จะกลับออกทางเดิมก็ไม่ได้เพราะมีขนย้อนศรขวางอยู่ เขาได้แต่บินชนผนังไปมาอย่างหวาดกลัวและลนลานขึ้นเรื่อยๆ 

ทันใดนั้นเอง จาบูลานี่ก็เหลือบไปเห็นซากศพของแมลงหวี่อีกตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ที่มุมห้อง 

เขาหยุดบินแล้วกลับลงมานั่งสงบใจ เวลาผ่านไปสักพัก เขาเห็นเพื่อนแมลงหวี่ร่วมสายพันธุ์อีกตัวมุดผ่านปากอุโมงค์เข้ามาในสภาพต้องมนตร์ เขาพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานเหยื่อรายใหม่ก็มีถุงเหลืองติดหน้า แล้วได้แต่บินลนลานชนผนังไปมาเช่นกัน 

ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืนที่เขาถูกขังอยู่ในดอกไม้นั้น จาบูลานี่เห็นเพื่อนแมลงหวี่หลงเข้ามาอีก 5 ตัว โดย 4 ตัวพยายามบินหาทางออกจนหมดแรงตาย เหลือเพียงจาบูลานี่กับเพื่อนอีกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่    

“ถ้าแกออกไปได้ แกจะทำอะไร” จาบูลานี่ถาม 

“ไม่รู้สิ บางทีก็อยากตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นผึ้งเหมือนกันนะ” เพื่อนนิรนามตอบ 

“บ้าสิ เป็นผึ้งถูกแมงมุมจับกินนะ”

“อย่างน้อยก็แป๊บเดียวตาย ไม่ทันได้ทรมาน”

“อืม ก็จริง” จาบูลานี่ถอนใจแล้วพิงกายไปที่ผนังห้อง สัมผัสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ทำไมผนังมันเหี่ยวๆ นิ่มๆ”

จาบูลานี่เริ่มสังเกตเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้น แฟบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เยอะมาก ดอกไม้กำลังเหี่ยว อย่างนี้ก็แปลว่า…

เขารีบมุ่งตรงไปที่ปากอุโมงค์ จริงอย่างที่คาด “ขนแข็งๆ พวกนี้มันนิ่มหมดแล้ว เรามุดออกทางเดิมได้แล้ว มาเร็วเพื่อน!” จาบูลานี่หันกลับไปเรียกเพื่อนนิรนามด้วยความตื่นเต้น “มาเร็วสิ…”

ร่างนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว 

จาบูลานี่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ เขารีบมุดอุโมงค์กลับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต แสงสว่างปากทางเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด เขาก็โบยบินออกสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอีกครั้ง

อิสรภาพ…กลิ่นของมันช่างหอมหวนเสียยิ่งกว่ากลิ่นความกลัว

จาบูลานี่สูดหายใจเข้าเต็มรูสปิราเคิลที่อยู่ข้างตัว เขาแวะพักดื่มน้ำข้างทาง และกลับมารับรู้อีกทีว่าตัวเองหิวโซขนาดไหน เขาหันหนวดไปรอบทิศเพื่อตรวจหากลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด 

จาบูลานี่สูดดมจนพบแหล่งกลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง เขาบินตามไปหามันอีกครั้ง

เขาพบกับดอกร่มชูชีพอีกดอก เขามุดลงอุโมงค์ไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขามุดหน้าไปที่บ่อน้ำพุ คราวนี้ถุงเหลืองตรงคางเขาพาดแปะไปบนแท่นรับเหนียวๆ ที่อยู่ตรงยอดน้ำพุอย่างพอดิบพอดี 

จาบูลานี่รู้ตัวว่ารอบนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะอยู่รอดครบ 2 วันเพื่อรอดอกไม้เหี่ยวอีกแล้ว 

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้ำพุแห่งกามพฤกษ์ พยายามจะหลับตาลงแล้วจินตนาการว่าชาติหน้าอยากเกิดใหม่เป็นตัวอะไรดี แต่อนิจจา เขาไม่สามารถหลับตาได้ เพราะแมลงหวี่ไม่มีเปลือกตา 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงที่สุดอยู่ดี

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ไว้มีเวลาวันหลังจะเล่าให้ฟัง

ใครอยากศึกษาเรื่องปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิชาการ ขอเชิญตามไปอ่านงานวิจัย Ceropegia sandersonii Mimics Attacked Honeybees to Attract Kleptoparasitic Flies for Pollination

รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปผึ้งโดนแมงมุมโจมตี และเหล่าแมลงหวี่ที่มารุมรอกินเลือดจากบาดแผล
ภาพ : www.sciencedirect.com
ดอกไม้กลิ่นความตาย เรื่องชีวะสยองขวัญที่ความกลัวมีกลิ่นหอม
ภาพ : www.sciencedirect.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
ก้อนเกสรเหลืองๆ ที่แปะติดไปกับแมลงหวี่
ภาพ : www.sciencedirect.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
รูปดอกมังกรเขียว (Ceropegia Simonae) ไม้สกุลเดียวกันซึ่งผมปลูกไว้ที่บ้าน สังเกตว่ามีแมลงหวี่บ้านเราแวะมาผสมเหมือนกัน และบางตัวติดตายอยู่ในกะเปาะเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าถูกกลิ่นอะไรล่อมา

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

สืบเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว

เมื่อกล่าวถึงสัตว์โลกในชีวิตจริงที่มีอาวุธร้ายคล้ายตัวละครในหนัง (ตอนที่แล้วพูดถึงอัลปาก้า ซึ่งหน้าตานั่ลลั๊กกกก แต่พ่นน้ำกรดได้ยังกะเอเลี่ยน) ตอนนี้ก็เลยนึกถึงสัตว์ที่ป้องกันตัวได้เจ๋งมากอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือกบวูล์ฟเวอรีน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ปกติกบจะเนื้อตัวอ่อนหยุ่นปราศจากเขี้ยวเล็บใด ๆ แต่กบแอฟริกาชนิดนี้ เมื่อตกอยู่ภายใต้อันตรายจะเข้าสู่โหมดเกรี้ยวกราดอย่างน่าสะพรึงมาก ขั้นแรกมันจะเกร็งกล้ามเนื้อจนกระดูกที่นิ้วหัก เป๊าะ จากนั้นมันก็จะบังคับปลายแหลมของกระดูกที่หักนั้น แทงทะลุนิ้วตัวเองออกมา! แล้วใช้เป็นกรงเล็บข่วนศัตรู ควับ ควับ คว้าง!

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ลองนึกภาพแมวอารมณ์ไม่ดีที่กางเล็บจกตาเฮียนิก ฟิวรี่ กรณีนั้นเล็บก็คือเล็บ แถมหดเก็บได้อย่างไม่ดราม่า แต่กรณีกบนี่ผมว่าโหดกว่า เพราะมันคือกระดูกที่แทงทะลุเนื้อออกมาเลย มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะเฟ้ย ถ้าเป็นคนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว แต่นี่เจ้ากบหดกรงเล็บกระดูกกลับเข้าที่ แล้วใช้ความสามารถสมานแผลอย่างรวดเร็ว เหมือนกับตัวละครวูล์ฟเวอรีนในหนังไม่มีผิด เพราะฉะนั้นจึงสมกับที่ได้สมยานี้แล้ว

โอเค กบอาจจะไม่ได้สมานเร็วเท่าในหนังซึ่งแค่ 3 วินาทีก็หาย ของจริงต้องใช้เวลานานแค่ไหน นักวิจัยยังศึกษากันอยู่ แต่ที่แน่ ๆ พวกสัตว์กลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ Amphibian นั้นขึ้นชื่อเรื่องการงอกแขนขาใหม่อยู่แล้ว และเป็นหนึ่งในความหวังที่วงการแพทย์ฝากไว้ ว่าถ้าเข้าใจกระบวนการของพวกมันเมื่อไหร่ จะสามารถลอกเลียนมาใช้กับมนุษย์ได้บ้าง

ยังไงก็ตาม สำหรับกบพันธุ์นี้ ผมให้คะแนนพิเศษในแง่ความเหมือนวูล์ฟเวอรีนอีกอย่าง คือการที่ข้างลำตัวมันมีขนอุยดกฟูมาก (ชื่อดั้งเดิมของมันคือ Hairy Frog) ในสายตาผม นี่มันทรงจอนที่ชี้ออกข้างของ คุณฮิว แจ็กแมน ในบทวูล์ฟเวอรีนชัด ๆ เพราะฉะนั้นเอาคะแนนคอสเพลย์ส่วนนี้ไปชดเชยได้ ส่วนคำอธิบายเชิงชีววิทยาว่าขนพวกนี้เอาไว้ทำอะไร เดี๋ยวจะมาเฉลยอีกที โปรดติดตามอ่านต่อไปก่อน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

นอกจากกบที่ป้องกันตัวด้วยกระดูกแล้ว ยังมีญาติสายซาลาแมนเดอร์ของมันอีกตัว ที่เผลอ ๆ อาจจะโหดยิ่งกว่าอีก เจ้า Ribbed Newt หรือแปลไทยอาจจะเรียกกะท่างซี่โครงหนาม เมื่อเจอภัยมันจะกางซี่โครงออกจนปลายแหลมของซี่โครงแต่ละซี่ทิ่มทะลุเนื้อออกมา กลายเป็นหนามเรียงเป็นแถวข้างตัวเหมือนแปลงร่างเป็นกระบองเพชร เท่านั้นไม่พอ ผิวหนังมันยังมีต่อมพิษคอยขับเมือกขาว ๆ ออกมาชะโลมหนามเหล่านั้นด้วย ผู้ล่าที่เผลอโดนเกี่ยวโดนตำเข้าไปจะเจ็บปวดคันคะเยอ และอาจถึงตายได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ในแง่ตัวละครในหนังที่ใช้ความสามารถนี้ ผมยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นในการ์ตูนญี่ปุ่น จะมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อ คิมิมาโร่ เป็นตัวร้ายในเรื่อง นารูโตะ นินจาจอมคาถา ซึ่งใช้วิชางอกกระดูกออกมาจากตัวแล้วดึงมาใช้เป็นอาวุธได้ไม่จำกัด ถ้าดูดีไซน์ตัวละครจะเห็นว่ามีปลายซี่โครงแหลม ๆ ทิ่มทะลุหน้าอกออกมาเป็นหนามเหมือนกัน ซึ่งคิดว่าน่าจะใกล้เคียงสุดแล้วกับความสามารถป้องกันตัวของซาลาแมนเดอร์ชนิดนี้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ตัวอย่างที่เหลือที่จะเล่าต่อไป อาจไม่ตรงกับตัวละครในจินตนาการตัวใดตัวหนึ่งเสียทีเดียว แต่อยากขยายความให้คนทั่วไปได้ร่วมตระหนักว่า สัตว์กลุ่มกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ นี่มันป้องกันตัวได้เจ๋งและหลากหลายจริง ๆ นะ

อาจจะด้วยความบอบบางและอ่อนแอโดยทุนเดิมของพวกมันอย่างที่บอกไปแล้ว ผิวหนังยังไงก็ต้องอ่อนหยุ่นไว้ก่อน ต้องรักษาความชุ่มชื้นไว้ก่อน เพราะวงจรชีวิตยังคงผูกพันกับน้ำ ตอนเด็กที่เป็นลูกอ๊อดก็แทบจะเป็นปลาไปครึ่งชีวิตแล้ว ถ้าจับกบเคโระสักตัวมาเทียบกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น เหี้ยสักตัวเดินมา (อย่าเพิ่งไปถึงจระเข้) เต่าสักตัวคลานมา งูสักตัวเลื้อยมา ไหนจะทั้งเกล็ด เขี้ยว เล็บ กระดอง ความน่าเกรงขามกับแต้ม Defense มันเทียบกันไม่ติด

เนื่องจากผิวบาง ๆ ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนั้นโมดิฟายเป็นอะไรมากไม่ได้เท่ากับสัตว์เลื้อยคลานที่กร้านโลกจัด ความครีเอทีฟในการป้องกันตัวของพวกมันจึงต้องไปโผล่ทางอื่น ซึ่งหลาย ๆ อย่างเป็นวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก อาวุธกระดูกที่เล่าไปนั้นก็คือพีกแบบหาในสัตว์กลุ่มอื่นไม่ได้อีกแล้ว แต่รองลงมาที่ทุกคนอาจจะคุ้นกว่าหน่อยก็คือการมีพิษสารพัด ไม่ว่าจะกบพิษ คางคกพิษ เหล่านี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี แต่ที่คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก คือกระบวนท่าโยคะไล่ศัตรูของสำนักสะเทินบกสะเทินน้ำ

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

รวมกระบวนท่าโยคะป้องกันตัวของกบ จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans

กบ คางคก และซาลาแมนเดอร์หลากหลายชนิด มีท่าโยคะไล่ศัตรูอันเป็นท่าประจำตระกูลของมัน บ้างเมื่อเจอภัยจะเหยียดขาหลังตรง แล้วพับเป็นตัว V หักกลับมาข้างหน้า (รูป F) บ้างนอนหงายแล้วแลบลิ้น (รูป B) บ้างโก่งตูด บ้างเอียงตัว บ้างพับขาไขว้กันแบบประหลาดมาก 

แต่หนึ่งในท่าที่ฮิตสุดชื่อว่า Unken Reflex ศัตรูมาปุ๊บ มันจะเอาพุงนอนแปะกับพื้น แล้วแอ่นหัวเชิดขึ้น จากนั้นค่อย ๆ ยกทั้งขาหน้าและขาหลังแอ่นลอยขึ้นจากพื้นพร้อม ๆ กัน เป็นท่าที่ดูยากมากสำหรับมนุษย์ หากให้เปรียบคงเปรียบได้กับท่าบินของซูเปอร์แมนที่ดูแอ่นมากจนเหมือนผสมรำไทยเข้าไปด้วย ถ้าเป็นซาลาแมนเดอร์ทำก็ยิ่งอ่อนช้อยเข้าไปใหญ่ เพราะมีการยกหางม้วนเป็นเกลียวได้อีกต่างหาก น่าพิศวงมากว่าทำแบบนี้แล้วช่วยไล่ศัตรูได้อย่างไร เท่าที่อ่านมา นักวิทย์ซึ่งศึกษาหัวข้อนี้สันนิษฐานว่า ‘ท่าแอ่นอุงเค่น’ อาจจะเป็นการเผยให้เห็นสีสันฉูดฉาดช่วงท้องกับใต้คาง ซึ่งผู้ล่าที่มีประสบการณ์จะจดจำได้ว่านี่มันสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษนี่หว่า งั้นไม่กินแล้ว เช่นนี้ก็เป็นไปได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

อีกหนึ่งท่าป้องกันตัวที่น่ารักจัด คือกบบางชนิดจะอยู่เฉย ๆ แล้วยกมือขึ้นปิดตา ประมาณว่าไม่อยากเห็นความสยดสยองระหว่างตัวเองถูกกินรึเปล่า หรือใช้ความน่ารักทำให้ศัตรูสงสารจนกินไม่ลงหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช่ จริงๆ คือระหว่างที่ปิดตาอยู่นั้นมันได้ขับพิษออกมาเตรียมชะโลมผิวหนังไว้แล้ว และเตรียมพร้อมถูกกลืนเต็มที่ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าหลังจากถูกกลืนลงไปไม่นานพิษก็จะออกฤทธิ์และทำให้ผู้ล่าอ้วกหรือแหวะมันออกมาเอง ซึ่งมือที่ปิดไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยทำความเสียหายแก่ลูกกะตาในช่วงระหว่างที่รออยู่ในกระเพาะนั่นเอง

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

แน่นอน อีกกระบวนท่าที่น่าสนใจมากของสำนักนินจากบ ก็คือวิชาพองตัว ในบ้านเรากบที่พองตัวได้มักจะเรียกอึ่งอ่าง สูดลมเข้าไป พองออก ๆ ทำให้ตัวดูใหญ่น่าเกรงขามสำหรับผู้ล่าอะไรก็ตามที่จะคิดจะมาอมมัน (ไม่ได้ผลกับหมาไซบีเรียน) 

แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ หน้าที่ของการพองตัวที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกไว้ อาจจะมีอย่างอื่นได้อีก เช่น เคยเจอกรณีที่เต่าจะมากินอึ่งอ่างในน้ำ แต่พองับได้แล้วอึ่งอ่างพองลมจนปรากฏว่าเต่าดึงมันลงไปกินใต้น้ำไม่ได้ เหมือนเราพยายามจะกดลูกบอลให้จมในสระ มันทำไม่ได้ง่าย ๆ เลย เพราะฉะนั้นหากศัตรูอยู่ในน้ำ การพองตัวก็อาจช่วยแง่นี้ได้ อีกกรณีคือเป็นกระบวนท่าที่เอาไว้ใช้คู่กับการมุดรู พอมุดเข้าไปในหลืบหรือรูอะไรบางอย่างแล้วพองตัวขึ้น ร่างกายมันจะติดแน่นอยู่ในนั้น คราวนี้ผู้ล่าพยายามจะดึงออกก็ลำบากละ ในที่สุดก็อาจจะถอดใจไปเอง

การป้องกันตัวพิลึกพิลั่นของสัตว์กลุ่มญาติกบยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกเยอะ ตั้งแต่แกล้งตาย ขี้แตก ส่งเสียงกรีดร้อง กัด (กบบางชนิดมีเขี้ยว) โชว์ตาปลอมที่ตูด พรางตัวแบบกลมกลืนไปกับใบไม้ พรางตัวแบบใสจนเหมือนล่องหนได้ แปลงเป็นหินแล้วกลิ้งลงเนิน ฯลฯ แต่ที่จะแนะนำเป็นตัวอย่างสุดท้ายสำหรับตอนนี้ขอเป็น ‘คางคกหนวดหนาม’ ก็แล้วกัน

ตัดฉากไปที่เสฉวน ภูเขายามเช้า ริมลำธาร ป่าไพร หมอกเยอะ ๆ น้ำเย็น ๆ บรรยากาศแบบถ้าจะมีจอมยุทธฝึกวิชาอยู่สักคนก็คงไม่แปลก ที่นี่ ‘คางคกหนวดเอ๋อเหมย์’ หรือ ‘คางคกหนามเต้าซือ’ กำลังกระดึ๊บ ๆ ลงจากเขาเพื่อมาชุมนุมกันที่ลำธาร ถ้าจอมยุทธช่างสังเกต จอมยุทธจะได้ดูมหกรรมการผสมพันธุ์คางคกซึ่งหนึ่งปีมีครั้งเดียว

ในไม่กี่สัปดาห์นี้ การแข่งขันหาคู่ ผสมพันธุ์ และวางไข่ จะดุเดือดเข้มข้นมาก เพราะคางคกตัวผู้ทั้งภูเขาต่างก็จะลงมาพร้อม ๆ กัน และจะชิงกันหาร่องหาหลืบใต้น้ำ เพื่อจับจองทำเป็นรังรอรับตัวเมียที่จะตามมาวางไข่ คราวนี้ศัตรูของคางคกไม่ใช่ผู้ล่าแล้ว แต่เป็นตัวผู้ด้วยกันที่จะมาแย่งทำเลทำรังนี่แหละ

ตัวผู้ที่ทยอยมาถึงแหล่งน้ำในฤดูนี้จะมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของร่างกาย จู่ ๆ กล้ามแขนมันก็จะล่ำขึ้นจนกลายเป็นอาร์โนลด์ เอาไว้เตรียมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคู่อริ อีกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วพิสดารจนกลายเป็นที่มาของชื่อมัน ก็คือการที่อยู่ดี ๆ มีหนวดงอกขึ้นมาเหนือริมฝีปาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

วัยรุ่นชายที่ฮอร์โมนพุ่งพล่านแล้วหนวดงอก ผมว่าไม่แปลก แต่คางคกหื่นหนวดงอกนี่ผมว่าแปลก แถมหนวดของมันไม่ใช่หนวดเป็นเส้น ๆ แบบเฟรดดี้ เมอคิวรี่ แต่เป็นหนวดที่มีลักษณะเหมือนเขาหรือนอเล็ก ๆ เรียงกันเป็นแถวมากกว่า วัสดุก็ทำด้วยเคราตินแข็ง ๆ แบบเดียวกับเล็บแมว แต่ที่เรียกหนวดก็เพราะมันดันชี้ขึ้นมาเหนือปากพอดี อย่างไรก็ตาม หนวดนี่ก็ทำให้เกิดเป็นลุคของคางคกที่ดูพังก์ร็อกมาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ในแง่ของหน้าที่ หนวดหนามคืออาวุธดี ๆ นี่เอง สมมติว่าคางคกตัวผู้ตัวหนึ่งจับจองพื้นที่ใต้หินสักก้อนสำหรับเตรียมทำเป็นรังได้แล้ว จากนั้นดันมีตัวผู้อีกตัวเข้ามาแย่ง มันก็จะต่อสู้กัน โดยลักษณะการสู้เหมือนซูโม่ที่ไม่ใส่ผ้าเตี่ยวสองคนพยายามโอบรัดและจับคู่ต่อสู้โยน แต่ขณะเดียวกันก็พยายามจะเอาหนวดหนามนั่นงัดทิ่มพุงอีกฝ่ายด้วย คล้าย ๆ กับคุณพ่อที่หมั่นเขี้ยวลูกแล้วแกล้งเอาหนวดถูสะดือ แต่รุนแรงกว่า กว่าจะจบฤดูกาล ตัวผู้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ มีร่องรอยแผลบาดเจ็บจากการโดนหนวดทิ่มแทง ในแง่นี้ คางคกหนวดถือว่าร้ายกว่าฮิตเลอร์ เพราะว่าฮิตเลอร์ใช้หนวดเป็นอาวุธไม่ได้

นอกจากแขนล่ำและหนวดงอกเป็นหนามแล้ว คางคกตัวผู้ในฤดูผสมพันธุ์อยู่ดี ๆ ก็จะมีผิวหนังที่ย้วย ย้อย หย่อน ยานขึ้นอย่างผิดสังเกตอีกด้วย สองอย่างแรกนี่ยังพอจินตนาการออกว่าเอาไปทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้ แต่คงไม่มียอดมนุษย์คนไหนอยากได้ความสามารถหนังย้วยย้อย มันช่างดูไม่เท่เอาเสียเลย 

แต่คิดไปคิดมาก็ไม่แน่นะ เพราะหนังย้วยย้อยช่วยเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนอากาศ ช่วยเพิ่มความอึดใต้น้ำของคางคกตัวผู้ (อย่าลืมว่าคางคกก็ต้องขึ้นมาหายใจด้วยปอดนะ แต่หายใจผ่านผิวหนังช่วยเสริมได้) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไหนจะต้องคอยอยู่ปกป้องรัง เวลาต่อสู้กันก็สู้ใต้น้ำ ใครหมดลมหายใจก่อนก็มีสิทธิ์แพ้ และพอหลังจากได้ผสมพันธุ์เสร็จแล้ว ตัวเมียก็จะวางไข่แปะเป็นแพไว้บนเพดานรัง แล้วปล่อยให้ตัวผู้อยู่ดูแลต่ออีกตั้งนานกว่าจะฟักเป็นลูกอ๊อด เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกหนังย้วยย้อยที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รับออกซิเจนใต้น้ำเป็นอันขาด

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

เฉลยเรื่องขนอุยของกบวูล์ฟเวอรีนที่เกริ่นไว้ตอนแรก นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันมีฟังก์ชันเดียวกับหนังย้วยย้อยนี่แหละ เพราะมีเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงขนเหล่านั้นมากมาย ทำให้น่าจะใช้หายใจใต้น้ำได้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นซี่เหงือกแบบเดียวกับเหงือกปลา ที่วิวัฒนาการใหม่ขึ้นมาจากผิวหนังอีกที

เช่นนี้แล้ว จากความรู้เรื่องกบและคางคก อะควาแมนภาคใหม่ควรจะทำให้สมจริงขึ้นโดยการให้เจสันมีหนังย้วยย้อย และวูลฟ์เวอรีนภาคใหม่ก็น่าจะเพิ่มความสามารถดำน้ำอึดและหายใจผ่านจอนให้กับใครก็ตามที่จะเข้ามาแสดงด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมด ล้วนเป็นตัวอย่างวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก พวกกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ทั้งหลายต้องเอาตัวรอดและต่อสู้หาคู่ผสมพันธุ์ได้สำเร็จมากี่สิบกี่ร้อยล้านปีกันหนอ จึงจะได้ความสามารถเหล่านี้มาครอบครอง แต่ที่น่าสลดมาก ๆ ก็คือกลไกการป้องกันตัวอันแสนสุดอัศจรรย์บรรเจิดทั้งหมดนั้น ไม่มีทางเอาชนะผู้ล่าสองขาหน้าใหม่ที่เพิ่งโผล่มาเมื่อไม่กี่แสนปีก่อนได้เลย

ชาวคาเมรูนที่อาศัยร่วมถิ่นกับกบวูล์ฟเวอรีนรู้ฤทธิ์ของมันดี และจะไม่เข้าไปจับกบมือเปล่าให้เสียเลือด แต่จะใช้ไม้แหลมเสียบมันจากระยะปลอดภัยแล้วค่อยเอาไปย่างกิน กรณีนี้การมีกรงเล็บกระดูกช่วยอะไรไม่ได้

แต่จริง ๆ แล้วการโดนคนจับกินก็ยังไม่เท่าไหร่ คางคกหนวดหนามเอ๋อเหมย์และอีกหลายชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ไม่ใช่เพราะโดนจับ แต่เพราะถิ่นที่อยู่มันถูกทำลาย กลายเป็นความเจริญหมด ป่าหดลำธารหาย มลพิษที่ลงน้ำแล้วซึมเข้าผิวหนังบอบบางก็เป็นต้นเหตุสำคัญในการตายจากไปอย่างเงียบ ๆ ของเผ่าพันธุ์สะเทินน้ำสะเทินบกทั่วโลก พวกมันจะต้องวิวัฒนาการอีกเท่าไหร่ ยังไงถึงจะเอาชนะภัยเหล่านี้ได้

สมัยหนุ่มผมเคยดูสารคดี Cosmos ของคุณ Carl Sagan ซึ่งมีฉากพาไปดูเรือจับปูของญี่ปุ่น พอจับได้ ‘ปูซามูไร’ คือลายบนกระดองมันบังเอิญคล้ายหน้ากากซามูไรใส่เกราะ ชาวประมงก็จะไม่ฆ่า แต่ปล่อยคืนทะเล เพราะเชื่อว่าเป็นปูศักดิ์สิทธิ์ที่มีดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ใครกินไปอาจจะประสบเคราะห์ได้ ซึ่งผลก็คือชาวประมงได้คัดเลือกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และก่อให้เกิดวิวัฒนาการปูรุ่นถัด ๆ ไปที่มีกระดองเหมือนหน้าซามูไรมากขึ้นเรื่อย ๆ สักวันไม่แน่มันอาจจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปูที่ไม่มีใครกล้าจับเลยก็ได้ ความศักดิ์สิทธิ์เหมือนจะเป็นกลไกการป้องกันตัวแบบหนึ่ง

ในแง่นี้สัตว์ที่อยู่เมืองไทยก็อาจจะมีหวัง เพราะระหว่างเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับอึ่งอ่าง ลิงก์แรกที่ผมเจอก็คือ ชาวบ้านพบอึ่งอ่างเผือกในคืนวันพระ ฮือฮา แห่กันไปขอหวย

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ข้อมูลอ้างอิง 

เรื่องกบวูล์ฟเวอรีน (Trichobatrachus robustus) www.newscientist.com

เรื่องซาลาแมนเดอร์อาวุธซี่โครง (Pleurodeles waltl) www.nature.com

เรื่องท่าโยคะกบและการพองตัว จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans : An Overview https://doi.org/10.1080/03949370.2010.534321

เรื่องคางคกหนวดหนาม (Leptobrachium boringii) www.wired.com/2014/02/absurd-creature-week-toad-grows-spiky-mustache-stabs-rivals-ladies และ www.beautyofscience.com/emei-moustache-toad

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load