เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดดอกไม้ถึงหอม

ปกติดอกไม้หอมก็เพราะโมเลกุลกลิ่นที่ปล่อยกำจายออกมา ลอยไปเรียกลูกค้าได้จากระยะไกล คอนเซปต์คล้ายกับร้านข้าวไข่เจียว 

ทีนี้ ลูกค้าของดอกไม้โดยปกติคือเหล่าแมลงที่ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าคนเราไปเกี่ยวอะไร ทำไมเราถึงรู้สึกหอมไปกับเขาด้วย แล้วทำไมกลิ่นที่เราเรียกว่าหอม ถึงได้ไปตรงกับกลิ่นที่ผึ้งกับผีเสื้อก็รู้สึกว่าหอมเหมือนกัน 

คำตอบคือ ไม่รู้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้มีความน่าสะพรึงกว่านั้นมาก

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้กลิ่นความตายมาบ้าง

ก็พวกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเหม็นล่อแมลงวันนั่นยังไงล่ะ กลิ่นของมันเน่ารัญจวนราวกับซากสัตว์ เหมือนเวลาเรานั่งทับจิ้งจกตาย แล้วซากแห้งติดร่องตูดเดินไปไหนมาไหนไม่รู้ตัว ได้แต่งงว่าทำไมมีกลิ่นตุๆ อยู่หลายวัน เชื่อว่าหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน 

มีดอกไม้มากมายกลิ่นเป็นแบบนั้นแหละ กลิ่นที่เหม็นสำหรับเรา แต่หอมสำหรับแมลงตอมศพ กลิ่นที่ถูกคัดสรรขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยรสนิยมแมลงวันรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลิ่นแห่งความตาย ความตายที่ทั้งจริงทั้งหลอกในเวลาเดียวกัน หลอกเพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีตัวอะไรตาย จริงเพราะสิ่งที่จะตายก็คือลูกๆ ของแมลงวันที่มาตอมแล้ววางไข่ไว้ ในดอกไม้ไม่มีอะไรให้หนอนน้อยกินเลย แมลงวันไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ดอกไม้ได้รับบริการทางเพศ นี่คือกลการผสมเกสรแบบหลอกลวง หรือ Deceptive Pollination (พบในพืชดอกประมาณ 4 – 6 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ที่ล่อลวงแมลงด้วยกลิ่นความตาย ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงผึ้ง 

เช้าวันหนึ่งที่แอฟริกาใต้ ผึ้งสาวชื่อเอนโซกูเล่ บินออกจากรังไปทำงานรับจ้างผสมเกสร ดอกไม้แถวนั้นให้ค่าตอบแทนดี เป็นน้ำหวานส่วนหนึ่ง เกสรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเอนโซกูเล่รับประทานเองแต่พออิ่ม จากนั้นขนที่เหลือกลับรังไปช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ที่ยังเล็ก

ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน เอนโซกูเล่เลือกดอกไม้สีเหลืองสดดอกหนึ่ง เธอลงเกาะบนกลีบแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจุกเกสรที่อยู่ตรงกลาง ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี เธอดูดน้ำหวานและเก็บเกสรได้เยอะทีเดียว จากนั้นส่ายก้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบินไปเกาะดอกถัดไป 

ทันใดนั้นเอง ง่ำ! 

แมงมุมสีเหลืองที่พรางตัวอยู่ในกลีบดอกโผล่พรวดออกมาตะครุบเธอไว้ เอนโซกูเล่พยายามดิ้นรนต่อสู้ เธอเอี้ยวเหล็กไนจะต่อยเจ้าแมงมุม แต่ไม่สำเร็จ เขี้ยวของมันเริ่มฝังลึกเข้ามาทุกทีตรงบริเวณอกของเธอ 

โดยสัญชาตญาณ เอนโซกูเล่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยออกมา ปกติถ้าเธออยู่ใกล้รัง กลิ่นนี้จะช่วยเตือนพวกพ้องว่ามีศัตรูกำลังบุกรุก ให้ทุกคนเตรียมตัวปกป้องบ้าน 

ทว่า ในยามที่กำลังเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายเช่นนี้ ไม่มีเพื่อนพี่น้องตนใดรับรู้ได้ถึงกลิ่นกรีดร้องของเธอ แต่ร่างกายของเอนโซกูเล่ก็ยังปล่อยมันออกมาอยู่ดี เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อการถูกทำร้าย มันหาใช่กลิ่นเตือนภัยอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลิ่นของความกลัว

จะว่าไป ใช่ว่าจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเอนโซกูเล่ ในรัศมีร้อยเมตรจากจุดเกิดเหตุ ณ ทุ่งดอกไม้นั้น มีแมลงหวี่สกุลเดสโมเมโทป้า (Desmometopa) รอคอยเวลานี้อยู่หลายตัว หนวดของพวกมันวิวัฒนาการมาเพื่อดักจับกลิ่นความกลัวของผึ้งโดยเฉพาะ ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันก็บินรี่มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วลงเกาะบนตัวเอนโซกูเล่ บ้างเผลอลงเกาะบนตัวแมงมุมด้วยความตื่นเต้น แต่แมงมุมก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงหวี่ตัวกระจิริด และจดจ่ออยู่กับการย่อยเนื้อของเอนโซกูเล่จากข้างในออกมาข้างนอกต่อไป

ด้วยสติอันเลือนราง และร่างกายที่เริ่มหยุดนิ่งด้วยยาชาจากพิษแมงมุม เอนโซกูเล่เฝ้ามองเหล่าแมลงหวี่ค่อยๆ ไต่เข้าหารูแผลของเธอตรงจุดที่ถูกฝังเขี้ยว พวกมันยื่นปากปลายฟองน้ำออกมา แล้วแตะซับไปที่หยดเลือดใสๆ ซึ่งกำลังไหลซึมออกจากปากแผล เอนโซกูเล่ค่อยๆ สิ้นสติไปท่ามกลางเสียงซู้ดซ้าดๆ ของเหล่าแมลงหวี่ที่รุมกันซับเลือดให้เธออย่างตะกละตะกลาม และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือแววตากลมโตทั้งแปดดวงของเจ้าแมงมุมสีเหลืองสด ที่จ้องมองมาอย่างไร้เมตตา 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุดต้องเล่าเลยไปถึงแมลงหวี่

แก๊งแมลงหวี่พวกนี้ประกอบมิจฉาชีพเป็นโจรขโมยเลือดจากผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินโดยเฉพาะ (ทางชีววิทยาเรียกสัตว์ผู้มาร่วมวงกินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเองว่า พวก Kleptoparasite) 

จาบูลานี่ ประกอบอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนๆ แมลงหวี่ที่อยู่รอบตัวเขาก็เป็นโจรกันทั้งนั้น เขาเห็นแมลงหวี่ตระกูลอื่นชอบตอมผลไม้บ้าง ตอมขยะบ้าง แต่สำหรับเขา กลิ่นความกลัวของผึ้งทรงอานุภาพเย้ายวนอย่างถึงที่สุด จนยากจะบรรยายให้เผ่าพันธุ์อื่นเข้าใจได้ 

ในเช้าวันนั้น จาบูลานี่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ดูดเลือดจากผึ้งสาวเคราะห์ร้าย แต่เนื่องจากคนเยอะ เขาจึงได้กินไปแค่ไม่กี่หยด และยังหิวอยู่ ไม่เป็นไร ได้รองท้องเท่านี้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ถือว่าทำเวลาได้ดีแล้วล่ะ จาบูลานี่คิดพลางบินหาเหยื่อรายต่อไป

ในช่วงบ่าย เขาได้กลิ่นความกลัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเลือดหวานให้อิ่มสำหรับวันนี้ เขารีบบินตามทิศทางของกลิ่นไป แต่รอบนี้ ฉากที่เขาพบ กลับมีเพียงดอกไม้สีเขียวหน้าตาประหลาดดอกหนึ่ง มันดูเหมือนกระโจมอะไรบางอย่าง มีเสาค้ำหลังคาโค้งๆ แล้วบนพื้นตรงกลางมีอุโมงค์พาลงลึกเข้าไปในดอก (พวกมนุษย์เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกร่มชูชีพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Ceropegia Sandersonii)

‘สงสัยผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินอยู่ต้องปล่อยกลิ่นความกลัวออกมาจากในนั้นแน่เลย’

จาบูลานี่คิดแล้วไต่ลงอุโมงค์ตามกลิ่นเข้าไป หนทางแคบลงเรื่อยๆ มืดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีขนบางอย่างที่ชี้กันเอาไว้ไม่ให้เขาถอยหลังกลับได้ แต่จาบูลาเน่ไม่อยากถอยอยู่แล้ว เพราะกลิ่นที่อยู่เบื้องหน้ามันเย้ายวนมาก อีกไม่กี่นาทีเขาก็จะได้ลิ้มรสเลือดหวานแล้ว  

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดออกสู่ห้องโถงขนาดย่อม ซึ่งมีแสงสลัวส่องผ่านทะลุผนังเข้ามาเล็กน้อย ในนั้นไม่มีทั้งผึ้ง ไม่มีทั้งแมงมุม มีเพียงบ่อน้ำพุแห้งๆ ตั้งอยู่กลางห้อง จาบูลานี่รู้ตัวแล้วว่าติดกับดัก แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขาเดินต่อราวกับต้องมนตร์ จนกระทั่งถูกศูนย์กลางของกลิ่นดูดให้เอาหน้าซุกเข้าไปที่ฐานของน้ำพุอย่างต่อต้านไม่ได้ ก้อนวัตถุสีเหลืองเหนียวติดหน้าเขาขึ้นมา มันคือถุงสเปิร์มของพืช ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยแบบไม่ลามกว่า ชุดกลุ่มเรณู (Pollinaria) ถุงนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางของเขาอย่างไม่สามารถสลัดหลุด จาบูลานี่ตื่นตกใจแล้วพยายามบินหนี แต่ก็หาทางออกไม่เจอ จะกลับออกทางเดิมก็ไม่ได้เพราะมีขนย้อนศรขวางอยู่ เขาได้แต่บินชนผนังไปมาอย่างหวาดกลัวและลนลานขึ้นเรื่อยๆ 

ทันใดนั้นเอง จาบูลานี่ก็เหลือบไปเห็นซากศพของแมลงหวี่อีกตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ที่มุมห้อง 

เขาหยุดบินแล้วกลับลงมานั่งสงบใจ เวลาผ่านไปสักพัก เขาเห็นเพื่อนแมลงหวี่ร่วมสายพันธุ์อีกตัวมุดผ่านปากอุโมงค์เข้ามาในสภาพต้องมนตร์ เขาพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานเหยื่อรายใหม่ก็มีถุงเหลืองติดหน้า แล้วได้แต่บินลนลานชนผนังไปมาเช่นกัน 

ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืนที่เขาถูกขังอยู่ในดอกไม้นั้น จาบูลานี่เห็นเพื่อนแมลงหวี่หลงเข้ามาอีก 5 ตัว โดย 4 ตัวพยายามบินหาทางออกจนหมดแรงตาย เหลือเพียงจาบูลานี่กับเพื่อนอีกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่    

“ถ้าแกออกไปได้ แกจะทำอะไร” จาบูลานี่ถาม 

“ไม่รู้สิ บางทีก็อยากตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นผึ้งเหมือนกันนะ” เพื่อนนิรนามตอบ 

“บ้าสิ เป็นผึ้งถูกแมงมุมจับกินนะ”

“อย่างน้อยก็แป๊บเดียวตาย ไม่ทันได้ทรมาน”

“อืม ก็จริง” จาบูลานี่ถอนใจแล้วพิงกายไปที่ผนังห้อง สัมผัสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ทำไมผนังมันเหี่ยวๆ นิ่มๆ”

จาบูลานี่เริ่มสังเกตเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้น แฟบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เยอะมาก ดอกไม้กำลังเหี่ยว อย่างนี้ก็แปลว่า…

เขารีบมุ่งตรงไปที่ปากอุโมงค์ จริงอย่างที่คาด “ขนแข็งๆ พวกนี้มันนิ่มหมดแล้ว เรามุดออกทางเดิมได้แล้ว มาเร็วเพื่อน!” จาบูลานี่หันกลับไปเรียกเพื่อนนิรนามด้วยความตื่นเต้น “มาเร็วสิ…”

ร่างนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว 

จาบูลานี่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ เขารีบมุดอุโมงค์กลับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต แสงสว่างปากทางเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด เขาก็โบยบินออกสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอีกครั้ง

อิสรภาพ…กลิ่นของมันช่างหอมหวนเสียยิ่งกว่ากลิ่นความกลัว

จาบูลานี่สูดหายใจเข้าเต็มรูสปิราเคิลที่อยู่ข้างตัว เขาแวะพักดื่มน้ำข้างทาง และกลับมารับรู้อีกทีว่าตัวเองหิวโซขนาดไหน เขาหันหนวดไปรอบทิศเพื่อตรวจหากลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด 

จาบูลานี่สูดดมจนพบแหล่งกลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง เขาบินตามไปหามันอีกครั้ง

เขาพบกับดอกร่มชูชีพอีกดอก เขามุดลงอุโมงค์ไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขามุดหน้าไปที่บ่อน้ำพุ คราวนี้ถุงเหลืองตรงคางเขาพาดแปะไปบนแท่นรับเหนียวๆ ที่อยู่ตรงยอดน้ำพุอย่างพอดิบพอดี 

จาบูลานี่รู้ตัวว่ารอบนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะอยู่รอดครบ 2 วันเพื่อรอดอกไม้เหี่ยวอีกแล้ว 

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้ำพุแห่งกามพฤกษ์ พยายามจะหลับตาลงแล้วจินตนาการว่าชาติหน้าอยากเกิดใหม่เป็นตัวอะไรดี แต่อนิจจา เขาไม่สามารถหลับตาได้ เพราะแมลงหวี่ไม่มีเปลือกตา 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงที่สุดอยู่ดี

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ไว้มีเวลาวันหลังจะเล่าให้ฟัง

ใครอยากศึกษาเรื่องปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิชาการ ขอเชิญตามไปอ่านงานวิจัย Ceropegia sandersonii Mimics Attacked Honeybees to Attract Kleptoparasitic Flies for Pollination

รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปผึ้งโดนแมงมุมโจมตี และเหล่าแมลงหวี่ที่มารุมรอกินเลือดจากบาดแผล
ภาพ : www.sciencedirect.com
ดอกไม้กลิ่นความตาย เรื่องชีวะสยองขวัญที่ความกลัวมีกลิ่นหอม
ภาพ : www.sciencedirect.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
ก้อนเกสรเหลืองๆ ที่แปะติดไปกับแมลงหวี่
ภาพ : www.sciencedirect.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
รูปดอกมังกรเขียว (Ceropegia Simonae) ไม้สกุลเดียวกันซึ่งผมปลูกไว้ที่บ้าน สังเกตว่ามีแมลงหวี่บ้านเราแวะมาผสมเหมือนกัน และบางตัวติดตายอยู่ในกะเปาะเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าถูกกลิ่นอะไรล่อมา

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย

ผมนั่งจิบกาแฟรอเพื่อนอยู่หน้าบ้านแล้วเหม่อมองสวนไปพลางๆ บรรยากาศหลังฝนหยุดหมาดๆ มีกลิ่นไอความชื้น มีละอองฝนเล็กๆ ที่โปรยมาสาย 

“ไม่ทันแล้วน้อง พวกเม็ดใหญ่ๆ เขาตกกันไปหมดแล้ว” 

“โธ่ พี่ ก็น้องตัวเบานี่ โดนลมเป่าทีก็ปลิวไปปลิวมา กว่าจะลงมาถึงพื้นได้” ละอองฝนแก้ตัว ก่อนจะลอยลงเกาะบนใบสีเขียวสดของดงสะระแหน่ที่แม่ปลูกคลุมดินหน้าบ้านไว้ราวกับสนามหญ้า 

จริงๆ มันไม่ใช่สะระแหน่หรอก แต่ใบมันเหมือนมาก ผมก็ไม่รู้แม่เอามาจากไหนเหมือนกัน รู้แต่เห็นมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว บนพรมสะระแหน่มีเฟิร์นเตี้ยๆ ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ แม่ชอบสวนสไตล์นี้ที่มีความเป็นป่าหน่อย และชอบเฟิร์นมากกกกกกก ช่วงหลังๆ ผมเองก็บ้าปลูกต้นไม้ ทุกโอกาสพิเศษเช่นสงกรานต์หรือวันเกิด ผมก็จะเอาใจแม่ด้วยการหาเฟิร์นต้นใหญ่ๆ มาปลูกให้แม่ชื่นชมตรงสวนหน้าบ้านนี่แหละ ล่าสุด ได้ ‘อุ้งตีนหมี’ มาต้นหนึ่ง เป็นเฟิร์นที่มีลำต้นอวบใหญ่ ตั้งตรง ชูชัน สูงประมาณเท่าหัวผมได้ และปกคลุมด้วยขนดกดำรุงรังอันเป็นที่มาของชื่อ ผมนั่งมองขนสีดำของพี่หมีตัดกับใบสีเขียวสดของน้องสะระแหน่ แล้วรู้สึกสดชื่นสายตาดีแท้

แค่นี้การชมสวนก็ชิลล์มากแล้ว แต่บรรยากาศน่าสนใจขึ้นอีก ด้วยแมลงปีกสีดำขนาดประมาณแมลงปอตัวเล็กๆ จำนวนเยอะพอสมควร คอยบินวนไปวนมาช้าๆ ในระดับไล่เรี่ยยอดเฟิร์นและพรมสะระแหน่ เหมือนเติมความเคลื่อนไหวให้ภาพนิ่ง เปล่า มันไม่ใช่แมลงสาบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่ชิลล์แล้ว พวกมันคือแมลงเม่า เหล่าความหวังของหมู่บ้านปลวกที่ส่งหนุ่มสาวรุ่นใหม่ออกมาโบยบินหาแฟนยามหลังฝนตก 

ปกติผมมักเห็นแมลงเม่าเฉพาะตอนกลางคืน เวลาพวกมันมาตอมไฟ ซึ่งมาทีเป็นกองทัพ แถมชอบลอดรูมุ้งลวดเข้ามาในบ้านอีก น่ารำคาญใช้ได้ แต่รอบนี้พอเห็นตอนกลางวัน แถมยังออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ผมว่าก็เป็นภาพที่สวยแปลกตาดีเหมือนกันนะ แอบชอบการกระพือปีกของมันที่เฟรมเรทต่ำเมื่อเทียบกับแมลงอื่น ถ้าเป็นผึ้ง แมลงวัน หรือแมลงปอ ตอนบินปีกมันจะขยับเร็วจนเบลอไปเลย แต่แมลงเม่านี่สายตาเรายังพอจับจังหวะการตีปีกได้ แถมปีกของมันยังบอบบางหลุดง่ายยิ่งกว่าปีกนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ตเสียอีก ช่างเป็นแมลงตัวแทนของความอ่อนแอ อ้อยอิ่ง น่าเอาใจช่วยให้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกัน โตมามันไม่น่ากินบ้านกูเลย

ต่อจากซีนแมลงเม่า ผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบนพื้นดิน เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แบบดุ๊กดิ๊กๆ แต่เป็นแบบกระดึ๊บๆ และก็ไม่ใช่กระดึ๊บแบบต่อเนื่องเหมือนหนอนหรือหอยทาก แต่เป็นกระดึ๊บแบบว่องไวแล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด กระดึ๊บ แล้วหยุด มันคือคางคกนั่นเอง 

น้องคางคกตัวเล็กๆ ค่อยๆ โดดโผล่ออกมาจากซอกมุมต่างๆ แล้วกระดึ๊บข้ามบริเวณโล่งของสวนซึ่งปูด้วยศิลาแลง เพื่อมุ่งหน้าไปแสวงบุญยังโซนพรมสะระแหน่ ตอนแรกๆ ผมเห็นแค่สองสามตัว ก็รู้สึกว่าน่ารักดี แต่สักพักเริ่มเห็นออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านไป 5 นาทีผมว่าน่าจะถึง 20 ตัวได้ แถมยังมีความหลากหลายด้านขนาด ตั้งแต่คกเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงคกใหญ่เท่ากำปั้น ผมตะลึงว่าปกติไอ้พวกนี้มันนอนซ่อนกันอยู่ตรงไหนของบ้าน จะอย่างไรก็ตาม จากอารมณ์ชิลล์ๆ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นตื่นเต้นแล้ว ดนตรีจูแรสสิกปาร์กเริ่มบรรเลงในหัว คางคกทุกเพศทุกวัยจากทุกสารทิศกรูต่างกันเข้าไปหาเหล่าแมลงเม่าตัวเป้งๆ ราวกับมีบุฟเฟต์เจ้าดังมาเปิดสาขาวันแรกแล้วประกาศให้กินฟรีแถวบ้าน 

ท่ามกลางดงสีเขียวสดของสะระแหน่ อุ้งตีนดำของเฟิร์นพี่หมี และปีกเฟรมเรทต่ำที่จะหลุดมิหลุดแหล่ของเหล่าแมลงเม่า เหล่าคางคกเริงร่ากระโดดผลุบโผล่ ตรงนู้นที ตรงนี้ที คางคกเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แมลงเม่าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมนั่งมองฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน นี่มันซีนอะไรของมันวะเนี่ย 

โชคดีที่เพื่อนผมมาช้า ทำให้มีเวลาจินตนาการต่ออีก ผมนึกภาพในหัวว่า ถ้าเป็นฉากแบบนี้แต่เป็นยุคดึกดำบรรพ์จะเป็นยังไง หลายคนอาจจะเคยรู้อยู่แล้วว่าแมลงสมัยก่อนตัวใหญ่มาก ผมไม่รู้ว่าแมลงเม่าใหญ่สุดได้แค่ไหน แต่ถ้าเป็นกลุ่มแมลงปอ มีหลักฐานฟอสซิลบอกว่าชนิดใหญ่สุดกางปีกแล้วกว้าง 75 เซ็นติเมตร (ชื่อสปีชีส์ Meganeuropsis permiana) ส่วนลำตัวก็ให้นึกภาพประมาณตะบองจราจรที่เอาไว้ใช้โบกรถ ลองจินตนาการพวกนี้บินว่อนหลังฝนตก 

Meganeuropsis

ถ้าแมลงปอตัวใหญ่อีปิกขนาดนี้แล้ว คางคกที่จะมากินมันต้องตัวใหญ่อีปิกขนาดไหน ผมจำได้ว่าเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับการค้นพบฟอสซิลกบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มันอาจไม่ใช่คางคก (สกุล Bufo) เสียทีเดียว แต่เอาเป็นว่าในบรรดาสัตว์ตระกูลกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก จงโคร่ง โจ๋งครึ่ม อะไรก็แล้วแต่ เจ้ากบดึกดำบรรพ์ตัวนี้แหละใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยพบมา มันมีความยาวจากหัวถึงรูตูดประมาณ 42 เซ็นติเมตร ยังไม่นับขา พูดง่ายๆ ก็คือตัวประมาณเท่าโถส้วมได้ ยิ่งคำบรรยายบอกปากมันกว้างมาก ยิ่งนึกภาพการเปิดปิดของฝาโถ เจ้ากบยักษ์นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog) เคยมีชีวิตอยู่สมัยปลายยุคครีเตเชียส (65 ล้านปีก่อน) ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังใกล้จะสูญพันธุ์พอดี และนักวิทย์สันนิษฐานด้วยว่ามันอาจกินลูกไดโนเสาร์เป็นอาหาร โดยการงับกลืนคำเดียวทั้งตัว 

Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog
Beelzebufo ampinga สมญากบปีศาจ (Devil Frog

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบแล้วเจ้าแมลงปอยักษ์ของเราเป็นสัตว์จากยุคเปอร์เมียน (275 ล้านปีก่อน) ซึ่งโลกยังไม่ทันมีไดโนเสาร์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กบยักษ์กับแมลงปอยักษ์คงไม่มีโอกาสได้มาเจอกัน ฮือ แต่โชคดีที่สวนในจินตนาการผมไม่ต้องสมจริงขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้น คิดต่อ เหลืออีกองค์ประกอบเดียวซีนอีปิกของผมก็จะสมบูรณ์แล้ว 

ผมอยากรู้ว่าทรีเฟิร์นแบบอุ้งตีนหมีในยุคดึกดำบรรพ์ใหญ่สุดได้ขนาดไหน ผลการหาข้อมูลทำให้แปลกใจพอสมควร เพราะต้นเฟิร์นที่สูงที่สุดกลับกลายเป็นเฟิร์นในปัจจุบันไม่ใช่เฟิร์นดึกดำบรรพ์ นั่นก็คือ Sphaeropteris excelsa เฟิร์นยักษ์สูง 20 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่ที่เกาะนอร์ฟอล์ก ตรงประมาณกึ่งกลางระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ (ผมรู้แล้วว่าของขวัญวันเกิดแม่ปีหน้าจะให้อะไร) 

เอาล่ะ เกร็ดความรู้แค่นี้พอ สรุป เราเซ็ตฉากด้วยป่าเฟิร์นยักษ์ยามหลังฝนตก ทุกอย่างเขียวชอุ่ม จินตนาการว่าเราค่อยๆ เดินย่างเข้าไปแล้วหันมองรอบๆ แมลงปอยักษ์ออกโบยบินเป็นร้อยๆ ตัว เสียงกระพือปีกของพวกมันดังกระหึ่ม สักพัก เสียง โอบบบ… โอบบบ… ดังก้องมาจากไกลๆ แอ่งน้ำขังที่นองอยู่บนพื้นสั่นกระเพื่อมเป็นวงคลื่น กบยักษ์จำนวนหลายสิบตัวกระโดดเข้าฉาก พวกมันอ้าปากกว้างไล่งับกินแมลงปออย่างตะกละตะกลาม แมลงปอหลายตัวว่องไวใช่เล่น บินหลบไปเกาะบนพุ่มไม้บ้าง บนโขดหินบ้าง แต่ทันทีที่มันนอนใจ พุ่มไม้และโขดหินก็อ้าปากเผยให้เห็นลิ้นสีชมพู ที่แท้กบพวกนี้พรางตัวได้ แมลงปอจะบินหนีแต่สายไปเสียแล้ว กบยักษ์ตวัดลิ้นงับปากอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ สิ่งสุดท้ายที่แมลงปอได้สัมผัสคือความตายสีชมพู 

ทว่า ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีส้มก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงหน้าบ้าน มีกิ้งก่าสีอมส้มตัวหนึ่งอยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไต่ดุ๊กๆๆๆ ขึ้นไปบนลำต้นของอุ้งตีนหมี สีส้มของมันตัดกับสีดำของขนหมีอย่างดรามาติก จากนั้นมันก็ไปหยุดเกาะโพสต์ท่าสง่างามอยู่ตรงใกล้ๆ ยอด นับเป็นช็อตฟินาเล่ปิดฉากที่อีปิกมากๆ ถ้าเป็นในซีนสมมติของผมก็คงเป็นไดโนเสาร์หรือกิ้งก่ายักษ์สักตัวไต่ขึ้นเฟิร์นยักษ์ไป แล้วหันหน้าอ้าปากคำราม กล้องแพนลงมาเห็นวิวทั้งฉากจากมุมสูง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก) 

ทันใดนั้นเอง ความเคลื่อนไหวสีขาวดำก็ปลุกผมตื่นจากภวังค์ในภวังค์ 

“ไอ้อุน มาหน้าบ้านได้ไงฟะเนี่ย!” 

อุนจิคือหมาไซบีเรียนฮัสกี้ซึ่งปกติห้ามออกมาหน้าบ้านเด็ดขาด เพราะมันชอบทำลายต้นไม้ แถมเคยมีประวัติอมคางคก คงมีคนลืมปิดประตูกั้น ไอ้อุนโผล่หน้าออกมายืนโพสต์ท่าสง่าท่ามกลางเฟิร์นอุ้งตีน มวลหมู่แมลงเม่า และคางคกพุงกาง ผมต้องรีบลุกไปพามันกลับเข้าหลังบ้าน ความชิลล์ของวันนั้นจบลง (คิวเพลงจูแรสสิกปาร์ก)  

ไซบีเรียนฮัสกี้
ไซบีเรียนฮัสกี้

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load